ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 26 : กลวิธีหยอกล้อฮูหยิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,494
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 225 ครั้ง
    23 พ.ย. 59





       เงาที่ปรากฏบนกระจกทองเหลืองบานเล็กกลมขนาดเท่าสองฝ่ามือคือใบหน้าเจิดจรัสเหนือผู้ใดที่แสนเคยคุ้น วงหน้างามล้ำสะท้อนเเสงเทียนยิ่งขับให้ความงามยิ่งเด่นชัดกระจ่างเต็มสองตาคมหวานอันแพรวพราวราวคว้าเอาดวงดาราทั้งแผ่นฟ้ามาเก็บไว้ คิ้วเรียวดั่งปลายดาบพาดเฉียงน้อยๆและยิ่งโก่งงามเมื่อเจ้าของร่างพลันเลิกคิ้ว ริมฝีปากเเดงเรื่องเม้มเข้าหากันขณะมือขาวเอื้อมแตะเส้นผมที่รุ่ยระใบหน้าอีกครา



        “เหล่า-“


        “เคยได้ยินคนกล่าวว่าเจ้ามีนิสัยชอบส่องกระจก ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง”


          เสียงคุ้นหูดังขึ้นเบื้องหลังทำให้ข้าชะงัก ปากที่กำลังคิดเรียกเหล่าไท่มาหุบฉับลงทันควัน หันไปด้านหลังก็เห็นร่างของหลินจวินเจ๋อในชุดขุนศึกเต็มยศพิงประตูมองดูอยู่ ข้าพลันเบิกตากว้างแล้วกระพริบตาปริบๆที่จริงคิดอยากอ้าปากค้างด้วยซ้ำแต่กลัวเสียภาพพจน์คนงาม แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเถิด นี่เป็นเรื่องที่ข้าตกใจจริงๆ เพราะคนที่ควรอยู่ในสนามรบกลับมายืนจ้องกันอยู่นี่


         “ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” เลิกให้ความสนใจทรงผมยุ่งๆของตัวเองชั่วคราว ข้ารีบลุกขึ้นไปหาเขา ไปถึงก็แตะๆเกราะหนาบนอกอีกฝ่าย สัมผัสเศษฝุ่นผงดินโคลนเพื่อให้ทราบว่าหลินจวินเจ๋อเดินทางมาจากทัพหน้าจริงๆ ไม่ได้แอบซุ่มอยู่ในค่ายแต่อย่างไร


            แต่แม้แน่ใจเช่นนั้นยังประหลาดใจไม่หาย เดิมทีเมื่อวานข้าได้จดหมายฉบับสุดท้ายจากแนวหน้าแล้วคิดเดินทางไปหา ใครจะคาดว่าเช้านี้ท่านแม่ทัพใหญ่กลับเดินทางมาถึงที่ ข้าดันเขานั่งลงบนโต๊ะและช่วยถอดเกราะ ขณะที่เหล่าไท่เดินเมียงมองเข้ามา วางขนมและน้ำชาก่อนถอยออกไปอย่างรู้ความ


       “ข้ามารับเจ้า” หลินจวินเจ๋อหยิบขนมเข้าปากทันควัน ท่าทางซดน้ำดั่งโคกระหายบ่งบอกว่าเขารีบเร่งเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย


         “มารับตัวข้า? ที่นั่นเกิดเรื่องอันใดหรือ?”


        “ไม่มีอันใดหรอก แต่ข้าคาดว่าเจ้าจะไป จึงเดินทางมารับ หรือมิใช่?” กล่าวแล้วปลายนิ้วสากหนาก็เอื้อมมาปัดผมข้าที่รุ่ยลงข้างแก้มเบาๆ ดวงตาคมวาวทอประกายเจิดจ้าทั้งอ่อนโยนระคนพอใจเมื่อเห็นข้าในชุดทะมัดทะแมงพร้อมเดินทาง


           “รู้ดีเสียจริง” ข้าบ่นไปอย่างไม่จริงจังนักด้วยสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาถูกต้อง อุตส่าห์ตื่นเช้ามาคิดเดินทางไปทัพหน้าให้คนแถวนี้ตกใจ ใครจะคาดว่าหลินจวินเจ๋อกลับรู้เท่าทัน


            “ย่อมทราบดีว่าวิสัยเจ้าเป็นเช่นนี้”ดวงตาคนพูดผุดแววรำลึกและอาดูรพร่างพราย “ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็มิชมชอบปล่อยผู้อื่นต้องเผชิญอันตรายแล้วตนเองหลบอยู่หลังม่าน หลายปีก่อนก็เป็นเช่นนี้ ข้ายังต้องถือดาบวิ่งเข้าไปช่วยแล้วลากออกมา กล่าวว่าเป็นอ๋องชนิดใดจึงไม่รู้จักรักชีวิตตน”


            “ส่วนข้าก็ตอบว่าจะปล่อยให้ผู้อื่นมาสละชีวิตแทนที่แล้วยืนเฉยๆได้อย่างไร” ข้าระลึกถึงความทรงจำนั้นแล้วกล่าวช้าๆ


             “ตอนนั้นข้าดุเจ้าแทบไม่ทัน” หลินจวินเจ๋อยิ้มน้อยๆดวงตาเป็นประกายชื่นชม “นึกถึงเรื่องนั้นแล้ว...แม้ตอนนี้คนจะเปลี่ยนไปเช่นไร นิสัยในเรื่องนี้ของเจ้าก็หาได้เปลี่ยนแปลง”


             ข้ายิ้มตอบ นิ่งไม่เอ่ยเรื่องความแตกต่างที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจกล่าวออกมา พลางย้อนคิดไปถึงเรื่องเก่า ในใจยังจำเรื่องนั้นได้ดียิ่งกว่าเรื่องไหน นี่เป็นความทรงจำที่ชัดที่สุดของหวงเทียนหยาง คนงามตกหลุมรักหลินจวินเจ๋อเมื่อตอนนั้น รักบุรุษที่ช่วยชีวิตและกล้าต่อว่าราชนิกูลชั้นอ๋องโดยไม่เกรงอาญา เห็นรอยยิ้มของสามีแล้วข้าก็ทราบว่าหลินจวินเจ๋อเองก็คงประทับใจในความกล้าหาญของคนงามไม่น้อย ที่แท้ระหว่างสองคนนี้เองก็มีความทรงจำที่ดีต่อกันอยู่ หลินจวินเจ๋ออาจจะรังเกียจจวิ้นอ๋องที่บังคังตนแต่งงาน แต่กับเรื่องศึกสงครามแล้วเขายังคงมองว่าหวงเทียนหยางคือชายหนุ่มอันเก่งกาจมีฝีมือน่านับถือผู้หนึ่ง เป็น’สหายร่วมรบ' อันสำคัญของเขา


           ความจริงที่น่าถอนใจทำให้ข้าได้แต่เก็บงำความคิด สงสารคนงามหรือก็สงสารแต่เรื่องราวเป็นมาเช่นนี้ข้าก็เลิกกล่าวโทษผู้อื่นมานานแล้ว คิดไปในตอนนี้หวงเทียนหยางดูจะเป็นที่ต้องการมากกว่าอาซิ่น กุนซือของจริงกับของก๊อปยังไงก็ต่าง หากมีเขา...ไม่แน่ว่าอะไรๆอาจดีกว่านี้


           “แต่คงไม่ได้มารับข้าเฉยๆกระมัง”


           “ข้ามานำไพร่พลเข้าสมทบกับทัพใหญ่” หลินจวินเจ๋อวางจอกชา เขาหันมาสบตาข้าเงียบๆด้วยท่าทีเคร่งขรึม “ต้องการกำลังเสริมอีกสามหมื่นมาสมทบ ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ได้ตราพยัคฆ์มาย่อมเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์เคลื่อนพล ได้แต่วางกำลังคนทิ้งไว้จึงจากมา ตอนนี้ฐานที่มั่นที่สองเริ่มถูกเพ่งเล็ง มีทัพไห่เยี่ยนเริ่มโจมตีมาบ้างแล้ว”


           “ดังนั้นข้าจึงอยากไป” ข้าไม่แปลกใจต่อคำพูดของเขา ถือโอกาสประกาศเจตนารมณ์ของตนเองไปด้วย “แม้ไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นประโยชน์ แต่ข้าจะไม่เป็นภาระ”


            “เจ้าไหนเลยเป็นภาระ” คนฟังส่ายหน้าแล้วยิ้มบางๆ “ท่านกุนซือหลักแหลมกว่าเอาพวกข้าห้าคนมามัดรวมกันเสียอีก เช่นนี้ควรดูแลดีๆจึงจะถูก”


            “ยุทธวิธียั่วโมโหของข้าก็ใช้ได้แค่เริ่มแรกเท่านั้น..”คิดแล้วพลันส่ายหน้าช้าๆ “ไม่นานวิธีนี้ก็ไม่อาจได้ผลอีกต่อไป ยามเมื่อสงครามที่แท้จริงเปิดฉากเป็นพวกท่านต่างหากมีค่านัก”


             “แต่เราก็ได้ศีรษะของเกาเสียนหนิงมาเพราะเจ้า ฮูหยินอย่าได้ลดราคาตนเอง”กล่าวไปแล้วหลินจวินเจ๋อยังดึงข้าไปนั่งตัก เขาจะอ้อนเอาอะไร? ข้าเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาที่มีไรหนวดขึ้นจางๆและซึมซับกลิ่นเหงื่อจากร่างของอีกฝ่าย สภาพแม่ทัพกลับจากสงครามแบบนี้ก็หล่อเถื่อนดูเร้าใจ แค่กๆ      


             “ข้าไหนเลยลดราคาตนเอง เพียงบอกความจริงล่วงหน้ามิให้ทุกท่านต้องผิดหวัง” กล่าวไปแล้วก็หยิบขนมถั่วเข้าปากดูบ้าง แต่กินแล้วรู้สึกหวานเลี่ยนเกินไปข้าจึงยัดส่วนที่เหลือใส่ปากหลินจวินเจ๋อ มองสามีที่กอดตัวเองไว้ด้วยสองแขนเหมือนกอดตุ๊กตาอ้าปากกินทุกอย่างที่ถูกป้อนอย่างไม่อัดอัดขัดข้องเห็นแล้วรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก


               “อย่าได้กังวล ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เช้านี้ที่ข้าจากมา พวกเราเริ่มตัดน้ำแล้ว” ข้าฟังแล้วพยักหน้าอย่างพอใจพลางหยิบขนมใส่ปากสามีผู้หิวโหยต่อ เดิมทีชายแดนแคว้นไห่เยี่ยนกับเทียนจิ้นมีแม่น้ำสายหนึ่งตัดผ่าน ประชาชนทั้งสองฝั่งต่างใช้ดื่มกินชำระร่างกายแต่แม่น้ำหลวนหลงนั้นต้นสายกำเนิดในดินแดนเทียนจิ้น ดังนั้นการปิดต้นน้ำมิให้กองทัพไห่เยี่ยนได้ใช้ประโยชน์จึงสามารถทำได้ เป็นการค่อยๆบีบให้ศัตรูต้องออกมาจากฐานที่มั่น


              “แล้วเช้านี้ผู้ใด..เอ๊ะ...” ความเจ็บแปลบๆที่ปลายนิ้วทำให้ข้าชะงัก เลิกเหม่อลอยหันมาสบตาพราวระยับของอีกฝ่าย “ท่านหิวโหยขนาดจะกินนิ้วข้าไปด้วยแล้วหรือ”


             “ท่านพี่ไม่ได้ตั้งใจ” กล่าวแล้วปลายลิ้นร้อนก็แลบเลียปลายนิ้วเบาๆแล้วกดจูบเบาๆซ้ำคล้ายขออภัยโทษ ข้าสบตาคู่นั้นที่จ้องมองมาไม่กระพริบแล้วชักแก้มร้อนผ่าว หลินจวินเจ๋อ เจ้านี่....


              “ฮูหยินเจ็บอยู่หรือไม่?” กล่าวแล้วคนก็ยิ้มแย้มด้วยท่าทีประหนึ่งไร้เดียงสาไม่ทราบว่าตนเองทำอันใดลงไป บัดซบ นี่เดี๋ยวนี้เขาเป็นฝ่ายแกล้งข้าบ้างแล้ว!?


              “ท่านพี่...หลายวันมานี้คิดถึงข้ามากกระมัง”


             “หา..เอ่อ..แค่กๆ” ทำท่าเหนือกว่าได้ไม่ถึงอึดใจ คนก็ชะงักโดยพลัน ข้าปรายตามองท่านแม่ทัพใหญ่สำลักกระอักกระไอ นึกเวทนาแต่ก็ติดจะขบขันไม่น้อยกับท่าทีนั้น แกล้งข้าแล้วไยไม่ระวังตัวยามถูกข้าแกล้งกลับเล่า ข้ารินชายื่นให้เขารับมาจิบจนอีกฝ่ายอาการทุเลาลงได้ แต่คนยังขัดเขินผสมสำลักจนแดงไปถึงหู “ข้า...เอ่อ...”


             “เอาเถอะ ข้าทราบดีว่าท่านพี่ไม่ถนัดกล่าววาจา” ข้าบอกปัดไม่ถือสา เห็นแก่กล้าแกล้งข้าเล่นบ้างจึงใช้นิ้วข้าที่ถูกขบเล่นจิ้มจมูกเขาฝากโทษไว้แทนที่ ปล่อยคนปากแข็งไปตามยถากรรม แม้ในใจจะผูกอาฆาตว่าเจอคนหล่อกว่าเมื่อไหร่จะสลัดทิ้งให้นอนร้องไห้ก็เถอะ


             “...คิด” เสียงพึมพำเบาๆมาพร้อมกับแรงกอดรัดที่บั้นเอวแน่นขึ้นทำให้ข้าชะงัก วางถ้วยชาในมือหันไปจ้องสบตาหลินจวินเจ๋อที่เกยคางไว้บนไหล่ บุรุษผู้กล่าวหันมาสบตา แววตาอ่อนโยนอย่างยิ่งชวนให้ใจสั่น “สถานการณ์ที่นี่จะเป็นเช่นไรบ้าง ข่าวการศึกจะมาถึงครบถ้วนหรือไม่ ที่เมืองถานเฟิ่งคนของเราติดตามพ่อค้าเหล่านั้นเป็นเช่นไร...”


              นี่สินะที่คิด


              ข้ายิ้ม มองท่านแม่ทัพที่กอดตัวเองเอาไว้แล้วพล่ามพรรณนาถึงความห่วงนับร้อยพันแล้วมุมปากกระตุก ท่านแม่ทัพใหญ่ช่างใส่ใจทุกสิ่งอย่างยิ่งทุกความกังวลช่างบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นแน่วแน่รับผิดชอบในการศึก ถุย เจ้าลูกเต่านี่ เห็นๆอยู่ว่าเหล่าจือไม่ได้ถามเรื่องนี้ยังพูดจากวนประสาท เจ้าไม่ได้โง่มองไม่ออกนะข้ารู้! เห็นลูกกะตาดำๆวาววับเหมือนรอดูข้าอาละวาดออกงิ้วแล้วคันไม้คันมือยิ่ง หลินจวินเจ๋อกลายเป็นคนโรคจิตชอบถูกด่าว่าไปแล้วใช่หรือไม่จึงนิยมยั่วโทสะกันเช่นนี้ เจ้าลูกเต่าจอมวายร้าย! ใครสั่งใครสอนให้มากลั่นแกล้งเหล่าจือกันหา!!


           “เรื่องในเมืองท่านอย่าได้ห่วงกังวล ยามนี้เห็นว่ามีสงคราม เด็กๆอยู่ในค่ายทัพแล้วไม่มีผู้ดูแล ข้าจึงให้เส้าไป๋กับลูกๆของข้าไปพักในจวน โดยมีเสี่ยวเจี๋ยช่วยกำกับดูแล พวกเขาสนใจการค้าขายยิ่งนัก ดังนั้นจึงมักไปพูดคุยสนทนากับพ่อค้าชาวไห่เยี่ยน ที่สมาคมพ่อค้าซึ่งเถ่าแก่มู่ได้จัดตั้งขึ้นมา..”


           เจ้ายั่วโมโหข้าได้แล้วข้าหรือกลัวจะยั่วโทสะเจ้าไม่ได้? คิดต่อกรอะไรกับผู้เชี่ยวชาญด้านกวนประสาท ข้าจิบชาพูดเรื่อยเปื่อย ปากบอกกล่าวเล่าเรื่องให้คลายกังวล ทั้งยังชี้แจงให้รู้ว่าตอนนี้เส้าไป๋และเด็กๆที่เหลือกำลังทำอะไรกันอยู่ ข้ามอบภารกิจให้พวกเขาคอยสอดส่องคนน่าสงสัย ใช้ความเป็นเด็กเล็กเข้าใกล้พ่อค้าทั้งหลายและยังให้จับตาดูเสี่ยวเจี๋ยอีกที ข้าแม้จดจ่อเรื่องการศึกแต่ก็มิได้ละเว้นเรื่องเมืองถานเฟิ่ง ทุกสิ่งเป็นไปโดยเรียบร้อยแต่ทำใครบางคนไหน้ำส้มกระฉอก ข้าทราบได้ทันทีจากปฏิกริยาของเก้าอี้แม่ทัพที่ตัวเองนั่งอยู่ เฮอะ ใครใช้ให้เจ้ายั่วโทสะข้า คิดให้เหล่าจืออาละวาดจึงแสร้งบื้อใบ้พูดจาผิดหูงั้นหรือ ตกหลุมไปครั้งหนึ่งใครเล่าจะยอมให้มีครั้งที่สอง ขอเถอะ มุกนี้มันเก่าแล้ว ท่านอาซิ่นผู้นี้ไม่คิดพลาดอีกครั้ง!


            “ฮูหยินช่างคิดการได้รอบคอบยิ่ง” สามีกล่าวหากรอยยิ้มนั้นแข็งค้างไปเสียแล้ว ข้าร้องเฮอะตอบเขาในใจขณะจิบชาต่ออย่างไม่รู้ไม่ชี้


             “ขอบคุณที่ท่านพี่อุตส่าห์ชม ที่โต๊ะนั่นยังมีจดหมายสั่งซื้อสินค้าของเถ้าแก่มู่ เขาสั่งสินค้าจากร้านที่ท่านลงทุนไว้พอดี สิ้นปีนี้คงได้กำไรไม่ต่ำกว่าหมื่นตำลึง หนี้สินที่ค้างไว้คงจัดการได้เร็วขึ้น” เพื่อให้เรื่องจบได้ดีขึ้นอีกข้าก็จุดไฟเผาให้อีกหน่อย อันว่าความอัปยศของบุรุษไหนเล่าจะเท่าถูกคนที่ชังหน้าช่วยเหลือ ข้ามองสีหน้าดำคล้ำของท่านแม่ทัพใหญ่แล้วยิัม ใครใช้ให้เจ้าคิดวางแผนกลั่นแกล้งข้า หึ


            “ลำบากฮูหยินของข้าต้องเหนื่อยยากแล้ว” คนกัดฟันกรอดๆแต่ยังพยายามควบคุมอารมณ์ “ท่านพี่อยากรู้ ไม่ทราบว่าเจ้าได้เขียนจดหมายติดต่อกับเถ้าแก่มู่มากน้อยเพียงใด”


             “วันละสองฉบับ มีอันใดหรือ” ข้าถามราวกับไม่รู้ว่าทำคนฟังหงุดหงิดอย่างยิ่ง หลายวันมานี้ข้าทำเพียงรับจดหมายจากกองทัพและเขียนรายงานส่งขึ้นไปหาได้มีจดหมายส่วนตัวถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของสามี แต่ทางนี้กลับเขียนจดหมายส่งให้เถ้าแก่มู่วันละสองฉบับ...จุ๊ๆ ข้าว่าข้าได้ยินเสียงไหน้ำส้มคว่ำ


           “เจ้าคุยอันใดกับเขานัก!” เฮอะ ผิดไปจากที่คิดไหมเล่า เจ้าลูกเต่านี่พอเป็นเรื่องนี้แล้วหึงหวงจะเป็นจะตาย เจ้ากล้ามาหวงแต่ไม่กล้าบอกกระทั่งว่าคิดถึง? ไม่พอยังกวนโทสะ ข้าไม่เอาจอกชาปาใส่หน้าผากดีเท่าไหร่


             “มีจดหมายสั่งซื้อมา ข้าย่อมตรวจสอบและยืนยันกลับไป อีกฉบับก็จดหมายแจ้งเรื่องสมาคมพ่อค้า ข้าก็ต้องรับเรื่องและส่งจดหมายแจ้งเขาเช่นกัน ทำไมหรือ ข้าอุตส่าห์ทำงานเต็มที่ทั้งช่วยท่านหาเงินและจัดการเรื่องศึกสงครามเชียวนะ”


             “ข้าไม่อยากได้เงินเขา” คนพาลส่งเสียงคำรามก่อนจะรัดเอวข้าแน่นขึ้น ดึงดันอุ้มให้หันมาประจัญหน้าอย่างรวดเร็ว เห็นคนมีสีหน้าราวกลืนยาขมชวนขันอย่างยิ่ง “ข้ายอมแพ้แล้ว ฮูหยิน คิดถึงและห่วงเจ้ายิ่งนัก โปรดอย่ากลั่นแกล้งท่านพี่อีกเลย”


             “นี่เป็นการค้าขาย หาได้ขอเงินผู้ใดใช้” ข้ายิ้มกับชัยชนะของตัวพร้อมส่งสายตาแห่งความพอใจไปทางหลินจวินเจ๋อ เรียนรู้แล้วว่ากว่าเจ้าลูกเต่านี่ปากจะตรงกับใจต้องรู้สึกเหมือนโดนแย่งก่อน นิสัยเสียยิ่งนัก


           “ข้าทำแล้วจึงพูดอย่างไม่ปิดบัง ไม่มีเจตนาแอบแฝงคิดยั่วโทสะผู้อื่นเหมือนท่าน ไม่รู้ได้นิสัยเช่นนี้จากใครมา”


            “แม่ทัพโม่บอกว่า หากคิดหยอกล้อภรรยา แกล้งนางให้มีโทสะเสียหน่อยแล้วจึงงอนง้อ....”


           “ท่านลองดูแล้วเห็นเป็นอย่างไร?”


           “ท่านพี่ผิดไปแล้ว...”


           ข้ายิ้ม ฟังคนยอมเอ่ยปากบอกที่มาของกรรมวิธียั่วโทสะผู้คน ที่แท้ก็ไปร่ำเรียนมาจากแม่ทัพผู้นั้น หลินจวินเจ๋อยอมสารภาพแล้วจึงดึงเอาข้าไปกอดไว้จนแน่น เรื่องข้าส่งจดหมายติดต่อกับมู่เซินคงทำให้เขารู้สึกประหนึ่งเมียกำลังจะมีชู้ เห็นคนกินน้ำส้มจนเต็มท้องแล้วข้าจึงตีแขนเขาเสียที ข้าไม่ได้ปลอบเขา ปล่อยให้ระแวงไปจนพอเถิด ใครใช้ให้อยู่ดีไม่ว่าดีคิดแกล้งข้าเล่า วิธีหยอกล้อฮูหยินบ้านบิดาเจ้าสิ ได้เจอกันครานี้ข้าจะคิดบัญชีกับโม่เยี่ยนเฉวียนให้เขานอนร้องไห้ไปเลย





           แดดยังไม่แรงนักขณะที่ไพร่พลเดินออกจากประตูด้านหน้า ทหารสามหมื่นพร้อมแม่ทัพอีกสองคนกรีฑาทัพเข้าสู่สนามรบ หลินจวินเจ๋อขี่เจ้าเฮยจื่อมองทหารแต่ละนายเดินแถวอย่างพร้อมเพรียงไปจนสุดสายตา กระทั่งประตูใหญ่ปิดลงจึงควบม้าขี่นำทัพโดยมีข้าอยู่ในอ้อมแขน คราวนี้เขาไม่คิดกลัวสายตาใครมองอีกแต่อย่างใด


             พัฒนาการเล็กๆน้อยๆของเจ้าลูกเต่านี่ทำให้ข้าอมยิ้ม นั่งบนหลังม้าเงยหน้ามองแดดที่เริ่มแผดแสงก็ยังอารมณ์ดี ท่านแม่ทัพใหญ่อาจกลัวถูกข้าลงโทษกระมังจึงเอาข้ามานั่งซุกอกแต่โดยดี แม่ทัพที่มาด้วยต่างก็ส่งสายตาชมนกชมไม้ทำเป็นไม่เห็น แต่บทสนทนาของพวกข้าสามีภรรยาหาได้มีความหวานแม้สักกระผีก ทัพหน้าอยู่ไม่ไกลมีหรือข้าจะเอาเวลานี้มาหยอกล้อเล่นต่อ


           “ท่านกล่าวว่าฐานที่มั่นที่สองเริ่มถูกโจมตี ทัพที่ยกมานั้นยกมาจากที่ใด?” นึกถึงคำถามที่ค้างคามาก่อนหน้าข้าจึงไม่ลังเลที่จะกล่าว


            “จากฐานที่มั่นที่หก เป็นทัพม้าซึ่งเคยเป็นของเกาเสียนหนิง” หลินจวินเจ๋อซึ่งได้รับประทานอาหารผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อยแล้วกล่าวขึ้น “คาดว่าคิดแก้แค้น..ครานี้ผู้ยกทัพมาจึงระดมทหารเกือบสามหมื่น ผู้นำทัพเป็นถึงรองแม่ทัพนามเกาเจิ้ง”


           “ทัพม้ายังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่หรือ” ฟังแล้วข้ารู้สึกประหลาดใจ


           “พวกเราเองก็รู้สึกผิดแปลก ทัพม้าไห่เยี่ยนแม้แกร่งกร้าวปานใดแต่คงมิอาจออกรบติดกัน ต่างคิดว่าเป็นอุบาย ทัพม้านำหน้า แท้จริงคือพลหอกพลธนูของเกาเจิ้งที่อยู่ฐานที่มั่นที่ห้า จึงได้ให้แม่ทัพจื้อ แม่ทัพโม่ แม่ทัพจ้าว นำพลออกรบโดยใช้ธงประจำตัวข้าเพื่อล่อเอาองค์ชายเจ็ดผู้นั้นออกมา” หลินจวินเจ๋ออธิบายช้าๆ เขาเองก็ดูจะเข้าใจลึกซึ้งถึงวิสัยที่ยึดติดของผู้นำทัพไห่เยี่ยน


           “จากนั้นรองแม่ทัพเหลียงก็นำทัพอีกหนึ่งหมื่นอ้อมฐานที่มั่นที่หนึ่ง ตรงไปฐานที่มั่นที่เจ็ด ลอบโจมตีระหว่างที่องค์ชายผู้นั้นไม่อยู่ ใช้แผนเดียวกับที่อีกฝ่ายเคยใช้กับเรา หากเป็นไปตามที่คาด เมื่อข้าไปถึงจะตรงเข้าสนามรบทันที อีกทางก็ให้รองแม่ทัพเหลียงจัดการฐานที่มั่นที่เจ็ด ข้าหวังเด็ดหัวรองแม่ทัพฝ่ายศัตรูให้ได้ หรือจะให้ดีก็องค์ชายผู้นั้น..”


           “ท่านประจำอยู่ที่ไหนหรือ?” ข้าไม่มีข้อโต้แย้งใดกับแผนการที่ดำเนินไปแล้ว เพียงสอบถามเรื่องของอีกฝ่าย


            “ทัพใหญ่ ฐานที่มั่นที่หนึ่ง อยู่ตรงข้ามกับฐานที่มั่นที่เจ็ด ค่ายใหญ่ของไห่เยี่ยน”


             “ข้าจะอยู่ที่นั่น”


             “เจ้าย่อมต้องอยู่ที่นั่น” หลินจวินเจ๋อพยักหน้าแล้วยิ้ม “อากาศยามกลางคืนหนาวเย็นยิ่ง ย่อมต้องใช้ผ้าห่มคลุมกาย”


             แม่ทัพนายอื่นซึ่งชักม้ามาใกล้ เงี่ยหูฟังบทสนทนาเกี่ยวกับการศึกต่างควบม้าไปอีกทาง ต่างฝ่ายต่างแสดงสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนข้าเหลือบมอง'ผ้าห่ม'ผู้มีสีหน้าพออกพอใจในคำพูดตนแล้วเอื้อมมือดึงเชือกผูกหมวกเกราะที่ปลายคางสากระคายแรงๆเสียทีเพื่อแสดงอาการรับรู้อย่างหมั่นไส้เป็นที่สุด





             มาถึงยามบ่ายที่แสงอาทิตย์ยิ่งร้อนแรง ข้าเข้าไปในค่ายใหญ่พร้อมกำลังพลอีกบางส่วนและไม่แปลกใจอันใดที่ถูกจัดให้พักยังกระโจมท่านแม่ทัพ ทหารยามและผู้คนมากหน้าหลายตาแต่ไม่เคยคุ้น ไม่เจอคนรู้จักจึงคิดไปถึงหลินจวินเจ๋อซึ่งควบม้านำเอาไพร่พลส่วนใหญ่และแม่ทัพติดตามไปเข้าสู่สนามรบ ข้าเดินออกไปจากกระโจม คว้าแขนทหารคนหนึ่งถามหาหอสังเกตการณ์แล้วจึงเดินขึ้นไปบนกำแพงทันที


             หอสังเกตการณ์หรือที่เรียกอีกอย่างว่าเนตรพันลี้ของฐานที่มั่นที่หนึ่งไม่ได้สูงใหญ่เทียบเท่าที่อยู่บนกำแพงค่ายใหญ่ แต่ยามนี้นับว่าใช้เป็นประโยชน์ได้มากกว่า ข้าเดินขึ้นไปบนหอสูงผ่านเสียงคารวะของทหารชนชั้นต่างๆมาจนบนสุดแล้วจึงกวาดสายตาไปให้ทั่ว จนใจที่ไม่มีกล้องส่องทางไกลอย่างปัจจุบันจึงได้แต่มองคาดคะเนด้วยสายตาเท่านั้น ข้าจ้องไปยังทิศใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานที่มั่นที่สองในแผนที่ มองเห็นกลุ่มผู้คนแน่นขนัดและสีสันของธงรบละลานตายากจะแยกแยะว่าใครเป็นใครก็ถอนใจเบาๆ ก่อนจะเบนความสนใจไปยังทิศตรงข้าม บนยอดสูงของเนินเขาที่ปรากฏสิ่งก่อสร้างและธงของไห่เยี่ยนคือฐานที่มั่นที่เจ็ดซึ่งถูกยึดครอง


            ราวกับรู้ว่าข้าให้ความสนใจ เพียงครู่เดียวควันไฟก็ลอยขึ้นเหนือฐานที่มั่นที่เจ็ด ข้านึกถึงคำกล่าวของหลินจวินเจ๋อซึ่งเล่าแผนการให้ฟัง หากเป็นไปตามที่คาด ผู้ที่ลงมือคือแม่ทัพเหลียงเผาค่ายโจมตีเสบียงตลอดจนผู้คนยามไร้ผู้นำทัพ..


             หลบเลี่ยงเดินลงมาให้ทหารผู้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณบอกต่อ ข้าเดินลงมาจากกำแพงแล้วกวาดสายตามองบรรยากาศวุ่นวายในค่าย ตอนนี้เป็นยามบ่าย กว่าคนจะกลับมาและจะรู้ผลการต่อสู้คงเป็นตอนเย็น รออยู่ก็คงเกะกะขวางทาง ดังนั้นข้าจึงมุดเข้าไปในกระโจมแม่ทัพ กวาดตามองสำรวจที่พักผ่อนหลับนอนของสามีตนเองแล้วนั่งนิ่งรอคอย ภาวนาให้เรื่องราวผ่านไปโดยดี


          ยามเย็นมาถึงพร้อมเสียงเอะอะและผู้คนที่เริ่มกลับมาถึง ข้ายืนอยู่หน้ากระโจมมองร่างผู้บาดเจ็บถูกหามไปในกระโจมแพทย์คนแล้วคนเล่าพลางเงี่ยหูฟังผลการรบ เท่าที่ทราบเหมือนจะพักรบกันไปก่อน ซึ่งไม่น่าแปลกเมื่อมองอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า


         เสียงม้าหลายตัวถูกขี่เข้ามาพร้อมกับใบหน้าขุนศึกหลายคนที่เคยคุ้นทำให้ข้ามองหาหลินจวินเจ๋อโดยพลัน ท่ามกลางเสียงเอะอะพลุกพล่านของค่ายทัพร่างในชุดเกราะที่กระโจนลงม้าไม่ได้ตรงเข้ากระโจมของตน หากทยอยกันเดินเข้ากระโจมใหญ่อีกแห่ง หลายคนเมื่อเห็นข้ายกมือทายทักบ้างก็ค้อมศีรษะ แต่ใบหน้าเปรอะเปื้อนโลหิตและดินโคลนนั้นไร้รอยยิ้ม บ่งชัดว่าสถานการณ์ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่หลายคนคาดหวัง


           เสียงม้าร้องตามด้วยเสียงเอะอะดังขึ้นอีกครา ม้าสีดำสนิทตัวนั้นพาร่างของนายตนมาเกือบถึงหน้ากระโจมของข้าแล้วร่างแกร่งจึงกระโดดลง กลิ่นเลือดโชยต้องปลายจมูกเมื่อแขนหนาพาดลงบนไหล่ เขาออกแรงดึงข้าให้ก้าวยาวๆตามเข้าไปในกระโจมใหญ่แห่งนั้นโดยไร้คำพูด ใบหน้าหล่อเหลาตลอดจนชุดเกราะทั้งร่างเปื้อนด้วยโลหิตสาดกระเซ็น ดวงตาคู่นั้นเข้มจัดเต็มไปด้วยแรงอารมณ์


           “นี่..เลือด..” เนื่องจากอีกฝ่ายพาดแขนลงมาไหล่ข้าจึงเปียกชื้นไปด้วยโลหิต กลิ่นคาวเลือดยิ่งไม่น่าพึงประสงค์มากกว่าเดิมเมื่อมาจากร่างของหลินจวินเจ๋อ ข้าเงยหน้ามองเขา อีกฝ่ายเอาแขนออกจากไหล่ข้าแล้วนั่งลงตรงที่นั่งสูงสุด เขาวางมือสองข้างบนเข่า หน้ายังคงไร้รอยยิ้ม ขณะจ้องมองแม่ทัพผู้ร่วมศึกทั้งหลาย


             “รายงานมา” เมื่ออีกฝ่ายไม่ประสงค์จะกล่าวถึงแผลของตนเองข้าก็ไม่ขัด เพียงยืนเงียบๆตรงซ้ายมือและจ้องมองรอยแผลที่แขนของหลินจวินเจ๋อ …เคราะห์ดีที่ไม่ใช่แผลใหญ่


            “ทัพใหญ่เราเดิมทีมีสองหมื่นประจำฐานที่มั่นสอง หลังจากนำกำลังสมทบมีทั้งหมดห้าหมื่น หลังปะทะกับไห่เยี่ยน เสียหายไปสองหมื่น บาดเจ็บอีกห้าพัน”


            “เกาเจิ้ง รองแม่ทัพของไห่เยี่ยน ถูกดาบของท่านแม่ทัพแทงเข้าที่หน้าอก คาดว่าจะรอดยาก ตอนนี้ไห่เยี่ยนนำตัวไปแล้ว”


           “แม่ทัพโม่ถูกทวนของเกาเจิ้ง อาการไม่สาหัส ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่เรือนพยาบาล”


           “แม่ทัพจื้อ ปลิดชีพขุนพลของไห่เยี่ยนนามเส้าจิ่นเหยี่ยนและถูต้า ศพของพวกมันกำลังลำเลียงมาที่ค่าย รอพวกไห่เยี่ยนมาขอรับคืน”


          “แม่ทัพจ้าวไล่ตามองค์ชายเจ็ดของไห่เยี่ยนไป ถูกไพร่พลที่ลอบซุ่มตัวอยู่รุมยิงธนูใส่ อาการสาหัส”


           “รองแม่ทัพเหลียง…”กล่าวถึงตรงนี้ ผู้เอ่ยกลับต้องสูดหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์ ทำเอาสังหรณ์ร้ายของผู้คนแล่นวาบ


           “รองแม่ทัพเหลียง หลังบุกฐานที่มั่นที่เจ็ด ได้ปะทะกับองค์ชายผู้นั้น ถูกตัดหัว เสียชีวิต”


             สิ้นคำรายงานบรรยากาศโดยรอบพลันเย็นยะเยือก สีหน้าของเหล่าแม่ทัพนิ่งขึง รอบกายเหลือเพียงความเงียบงันจนเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน..




     +++++++++++++


วันนี้มาช้าหน่อยเพราะฝากเพื่อนลง ช่วงกลางวันไม่ค่อยสะดวกปั่นแล้ว อาจจะขยับเวลาขึ้นเรื่อยๆ 55 แต่ยังคงปณิธานอัพวันละตอน


ขอบคุณคนที่ช่วยแก้คำผิดนะคะ อ่านเมนต์แต่แก้ไม่ได้เพราะใช้มือถือเป็นหลัก ไว้ได้จับคอมอีกทีจะมาจัดการ
มีคนถามเรื่องรวมเล่มมีสนพ.ติดต่อมาอยู่แต่รอจนใกล้จบแล้วค่อยว่ากันอีกที ยังอีกนาน 55

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 225 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13615 รหัสลับ002 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 00:51
    ขนลุกเลย
    #13,615
    0
  2. #13509 pang_likeyou (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 01:56
    แหมผ้าห่มผืนนี้คงอุ่นกายท่านอ๋อง
    #13,509
    0
  3. #13469 Vagabond Picha (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 21:20
    เห้อ สงคราม
    #13,469
    0
  4. #13414 ploybrf2 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 14:41
    เครียดอีกล้าว
    #13,414
    0
  5. #13354 พญานก T^T (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:21
    เครียดอีกแล้วววววว ฮือออ
    #13,354
    0
  6. #12837 มูตี้ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 19:11
    ^______^
    #12,837
    0
  7. #12826 แม่เอง (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 14:58
    ว่าแต่มีสนพ.ติดต่อมาแล้วหรอคะไรท์ ดีใจแทนเลย เรารออุดหนุนอยู่นะคะ
    #12,826
    0
  8. #12825 แม่เอง (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 14:55
    ตอนแรกก้ดีดีอยู่อะ ตอนท้ายนี่สถานการณ์เครียดมากอะไรท์
    #12,825
    0
  9. #12569 Nutsu_Nutsu (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 05:06
    ฟินตอนยอมรับว่าคิดถึง กับเรื่องที่บอกอากาศหนาวต้องมีผ้าห่ม แต่ตอนท้ายนี่เศร้าจริง
    #12,569
    0
  10. #9534 ATOMMii'z V.i.P (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 21:50
    เป็นนิยายเรื่องแรกที่อ่านแล้วต้องคิดการศึกตามไปด้วยความเครียด ไม่ได้วันๆจีบกันงอลกันเหใือนเรื่องอื่นๆจริงๆ ครบเครื่องเลยยย
    #9,534
    0
  11. #8746 peejayyy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 01:03
    ครบเครื่อง พูดได้คำเดียวเลย สนุกมากๆเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #8,746
    0
  12. #8628 The.zmb (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 มกราคม 2560 / 20:22
    โอ่ยยยยยยย  กดดัน
    #8,628
    0
  13. #8330 iloveseries9 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 22:12
    อยุดอ่านไม่ได้จริงๆ
    #8,330
    0
  14. #7985 YoGurT_Yo^^ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 11:32
    ชอบบบบมีครบหวาน ดราม่า แอคชั่น
    #7,985
    0
  15. #7595 katekate (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 22:04
    ฮือออ มีทุกรสมากเรื่องนี้ กลางตอนฟินจิกหมอน นั่งตักป้อนขนมกัน น่าร๊ากกก ทามายท้ายตอนมานเศร้าาาา
    #7,595
    0
  16. #7021 TOEY_KCR (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 18:38
    ม้ายยย ไม่ ยากให้ใครตายเลยจริงๆเหมื นเราอยู่ในเหตุการ์ณเลย เจ็บไปด้วนเมื่อรู้ว่าฝ่ายเราถูกฆ่า ความรู้สีกมันใจหายเลยอ่ะ นายเอกต้องเก้เเค้นให้ได้น่ะ อย่าให้พวกเค้าตายฟรี สมัยก่อนก็คงมีบรรพบุรุษเราหลายคนเป็นเเบบนี้เเน่ๆ คือเเบบนับถือคนเเต่งเลย รู้รู้สึกร่วมไปกับเนื้อเรื่องเลยอ่ะ แต่ฝ่ายนายเอกต้องชนะค่ะะ ฮื่อ
    #7,021
    0
  17. #6608 OverOzone (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 09:28
    เหลีงบรรพบุรุษ(?)ไม่น่าเลย.
    #6,608
    0
  18. #6241 Mongmong (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 18:07
    แม่ทัพเหลียง น่าสงสารมากเพิ่งโผล่มาร่สมแผนรบเอง
    #6,241
    0
  19. #5689 MEandZERO (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2559 / 00:57
    ตอนนี้คือโอ้ยคืออ่านมาแล้วก็ทั้งขำทั้งเขินกับสามีภรรยาคู่นี้ สวีท(?)ไปอีกกก 5555

    แต่ตอนท้ายๆแอบเครียดตามเลยค่ะ
    พอบอกว่าแม่ทัพเหลียง... หัวใจวูบเลย
    ฮืออ TT
    #5,689
    0
  20. #5533 Think_out (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 23:01
    ไม่อยากให้มีใครตายเลย แต่ไปรบไม่ได้ไปเล่นขายของจะไม่มีคนตายได้ไงเนาะ
    #5,533
    0
  21. #5243 fairy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 21:51
    แม่ทัพเหลียงซะด้วยยย
    #5,243
    0
  22. #5059 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 19:57
    ทำไมต้องเป็นแม่ทัพเหลียงที่นามสกุลเหมือนกับจื่อซิ่นด้วยยยย
    #5,059
    0
  23. #4895 chanchan123 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 23:17
    สงสารแม่ทัพเหลียง
    #4,895
    0
  24. #4882 MayuDe (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 22:31
    ถ้ามีรูปเล่มก็สนใจนะคะ
    #4,882
    0
  25. #4335 TiwticAmp_90 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 21:06
    ใจหาย สงครามหนอ
    #4,335
    0