ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 24 : ข้าคือกุนซือสมองหมู ขอล่วงเกินทุกท่านแล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 232 ครั้ง
    21 พ.ย. 59

             ร่างของชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างสันทัด ใบหน้าคมคายซึ่งเดินโดยอาศัยไม้ค้ำพยุงร่างกายคือซุนลู่หยุน กุนซือของแม่ทัพเช่อจงแห่งฐานที่มั่นที่หกผู้เสียชีวิตในการถูกซุ่มโจมตี ขาซ้ายของเขาบาดเจ็บเนื่องจากตกจากหลังม้า ใบหน้าและร่างกายมีรอยฟกช้ำ แต่สภาพโดยรวมยังถือว่าบาดเจ็บไม่มาก สามารถเข้ามาร่วมประชุมในเช้าวันนี้ได้ เขาเดินเข้ามาและพยายามยกมือคำนับทุกคน แต่ต่างก็ส่ายหน้าแล้วเชิญอีกฝ่ายนั่งลงอย่างไม่อยากกลั่นแกล้งคนป่วย เห็นเพื่อนร่วมชาติต้องบาดเจ็บเพราะศัตรูเช่นนี้แล้วใครก็ไม่มีแก่ใจมากมารยาทเพื่อทรมารสังขารเขา



           “กุนซือซุนอย่าได้มากพิธี ที่เรียกท่านมาด้วยในวันนี้ก็ด้วยอยากสอบถามเรื่องทัพไห่เยี่ยน” หลินจวินเจ๋อพยักหน้าทักทายอีกฝ่ายแล้วกล่าวคำ “เมื่อวานได้ปรึกษากัน ท่านอ๋องเห็นว่าควรสอบถามเอาจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่าทัพของพวกเขาเป็นเช่นไร จะได้ช่วยกันระดมความคิดเพื่อจัดการ”



             “ท่านอ๋องช่างปรีชา ผู้แซ่ซุนจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” อีกฝ่ายนั่งลงที่เก้าอี้ด้านขวามือของหลินจวินเจ๋อซึ่งถูกนำมาให้ ท่าทีสุภาพอ่อนน้อมหากดวงตายังเป็นประกายกร้าวแกร่งเต็มไปด้วยเปลวไฟลุกโชน เขาได้ยินว่าใครเป็นผู้ออกความเห็นก็หันมายกมือคำนับข้าด้วยความเลื่อมใส ข้าได้แต่ยกมือคำนับตอบด้วยรอยยิ้ม แม้ทราบว่าหลินจวินเจ๋อพยายามทำให้กุนซือผู้นี้ยอมรับนับถือข้า กระนั้นเมื่อไม่ใช่ความคิดตัวเองก็ยังรู้สึกแปลกๆ



             “มีท่านอ๋องและท่านแม่ทัพอยู่พวกเราก็เบาใจ ห้าปีก่อนทัพไห่เยี่ยนเองก็แตกพายด้วยฝีมือพวกท่าน วันนี้ไยจะรอดพ้นชะตาเดิม” แม่ทัพโม่กล่าวออกมาพลางหัวเราะเบาๆนัยน์ตามองข้าทอประกายล้อเลียนจางๆชวนให้ฝ่าเท้าสั่นระริก “ขอเพียงสองสามีภรรยาร่วมใจ ทุกสิ่งย่อมเป็นไปโดยสมประสงค์”



             “แม่ทัพโม่ล้อเล่นแล้ว” หลินจวินเจ๋อรีบห้ามทัพก่อนข้าจะลงไปวิวาทกับขุนศึกผู้นี้ด้วยตัวเอง เขาตบหน้าขาตนเองเบาๆ กล่าวอย่างเป็นการเป็นงาน “เชิญกุนซือซุนเถอะ ทัพม้าของไห่เยี่ยนมีลักษณะเช่นไร โจมตีแบบไหน เชิญกล่าว”



              “ขอรับท่านแม่ทัพ” ซุนลู่หยุนประสานมือพลางกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด “เดิมทีฐานที่มั่นที่หกของเรามีกำลังพลอยู่เกือบห้าพัน เมื่อเห็นสัญญาณว่าฐานที่มั่นที่ห้าถูกโจมตีก็แบ่งทัพออกเป็นสอง ติดตามแม่ทัพเช่อจงออกไปช่วยเหลือฐานที่มั่นที่หกสามพัน สองพันเฝ้าระวังเตรียมตัวอยู่ในฐานทัพ แต่หลังจากแม่ทัพเช่อจงเดินทางประมาณหนึ่งชั่วยาม ทัพม้าผสมทหารราบสามพันของไห่เยี่ยนก็มาถึง ทัพนี้เดินทางรวดเร็วเข่นฆ่าอย่างไม่ปราณีประดุจลมมรณะพัดผ่าน และอาศัยความเร็วเป็นข้อได้เปรียบ ใช้กลยุทธ์ซุ่มโจมตีจาก..ฯลฯ”



              ข้านิ่งฟังซุนลู่หยุนกล่าวถึงกลยุทธ์และวิธีการโจมตีของทัพไห่เยี่ยนด้วยอาการปวดขมับ เดิมทีก็ฟังรู้เรื่องอยู่หรอกแต่มากเข้ากลับมึนงงแทนที่ ยิ่งแม่ทัพหลายนายเริ่มซักถามและให้ความเห็นกันแล้วก็เริ่มเป็นเหมือนเมื่อวานคือทำได้เพียงนิ่งเงียบและไม่กล้าเอ่ยปาก ความรู้สึกว่าตัวเองโง่เหลือใจเกิดขึ้นพร้อมๆกับความหน่ายระอาในความโง่นี้เช่นกัน ข้าเหลือบมองหลินจวินเจ๋อ เห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาคมคายกำลังจดจ่อกับแผนการรบแล้วได้แต่ลอบถอนใจ คงดีกว่านี้ถ้าผู้ที่ยืนอยู่ที่นี่คือจวิ้นอ๋องตัวจริง ข้าว่าคนงามย่อมทำอะไรได้มากกว่านี้เป็นแน่



              “ทุกท่าน ข้ามีข้อสงสัยอยากจะถาม” เสียงของซุนลู่หยุนดังขึ้นภายในห้องทำให้จังหวะการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องข้อดีข้อเสียของทัพไห่เยี่ยนชะงักลง ดวงตาทุกคู่ต่างมองไปยังผู้กล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน “ยามนี้พวกเราวิเคราะห์จุดอ่อนของศัตรูได้ไม่น้อยแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่ข้าข้องใจอย่างยิ่ง ข้าน้อยจำได้ว่าฐานที่มั่นทั้งสามถูกตีแตกและยึดครองภายในสี่วัน แต่นี่เวลาล่วงเลยมาถึงสองอาทิตย์แล้ว เหตุใดทัพไห่เยี่ยนจึงไม่คิดบุกต่อ”



                คำถามนั้นจุดความสงสัยบนใบหน้าของทุกคนทันที เมื่อคิดตามคำกล่าวของซุนลู่หยุนก็พบว่าทุกอย่างผิดแปลกไปจริง สองอาทิตย์นั้นคือเวลาที่มากเกินไปสำหรับพักรบให้ไพร่พลตลอดจนม้าได้พักผ่อน  เทียบกับความเร็วของกองทัพไห่เยี่ยนแล้วนี่ไม่ต่างกับหยุดอยู่กับที่ พวกเขาละลายฐานที่มั่นที่ห้าและหก ยึกครองฐานที่มั่นที่เจ็ดไว้เป็นที่ตั้งทัพ ทั้งหมดใช้เวลาเพียงสี่วันแต่ไม่ได้ทำอะไรนอกจากยึดไว้และส่งทหารออกหาสเบียง พวกเขากลัวทัพเทียนจิ้นหรือ? ข้อนี้ไม่น่าเป็นไปได้ หากกลัวกำลังเสริมของทัพเทียนจิ้นสมควรโหมบุกตีจนครองพื้นที่ให้ได้มากที่สุด หากกล่าวว่าต้องการเมืองถานเฟิ่ง ควรยึดฐานที่มั่นทั้งหมดให้ได้เพื่อจ่อปลายหอกถึงกำแพงเมืองให้ไวที่สุดมิใช่หรือ แล้วไยจึงอยู่นิ่ง..



                “ทัพเราเสียหาย ทัพไห่เยี่ยนก็เสียหายเช่นกัน หรือรอกำลังเสริมจากกองทัพ?” รองแม่ทัพเหลียงกล่าวขึ้นอย่างครุ่นคิด



                “ฟังแล้วเป็นไปได้ แต่ทัพหกหมื่นแม้เสียหายมีหรือจะหวาดกลัวฐานที่มั่นของพวกเราที่มีกำลังพลน้อยกว่าอย่างมาก ซ้ำดูจากวิธีการรบ ทัพไห่เยี่ยนคล้ายอสูรกายกระหายเลือดก็ไม่ปาน ตอนที่ทัพเรากำลังเสียขวัญ ควรโหมบุกอย่างหนักเพื่อทำลายขวัญกำลังใจ”



               “หรือกลัวจะบุกเข้ามาลึกเกินไปแล้วเสบียงไม่เพียงพอ สายข่าวเรารายงานมาว่ามีการส่งทหารออกมารวบรวมสเบียงอยู่มิใช่หรือ”



         “รึพวกมันกลัวเราวางกับดักซุ่มโจมตี จึงต้องรอหยุดอยู่กับที่รอดูว่าเราจะทำเช่นไร”



               “หรือจะเป็นกลลวงอย่างหนึ่ง?” 



                เสียงอื้ออึงพูดคุยแสดงความคิดเห็นดังขึ้นหลังจากกุนซือซุนกล่าวแสดงความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าเองก็สงสัยเช่นกัน คนที่มาได้ไม่มา ยังรออยู่กับที่เพื่ออะไร ฟังจากที่ทุกคนกล่าว องค์ชายผู้นั้นดูจะไม่ใช่ผู้ที่หวาดเกรงแสนยานุภาพหรือไพร่พลที่มากกว่า และยิ่งไม่ใช่คนโง่ที่จะปล่อยช่วงเวลาได้เปรียบของตนไป ทว่าเขายังนิ่งอยู่ได้อย่างผิดวิสัย จนกระทั่งหลินจวินเจ๋อนำพักเป็นแสนมาต่อกร ส่งผลให้เสียเปรียบอย่างยิ่ง..



               ไม่สิ..



           “เขารอให้เราบุกเข้าไป”



             สิ้นคำพูดข้าทุกคนที่ได้ยินต่างชะงัก ทุกสายตาหันมามองทันควันราวกับนี่เป็นคำพูดจากปากเทพสวรรค์ บัดซบ ชื่อเสียงของคนงามนี่ดีเกินไปจริงๆ เพียงข้ากล่าวออกมาก็ยิ่งกว่ามีวาจาสิทธิ์ ซ้ำสีหน้าแววตาแสดงความนับถือรอคอยคำตอบยิ่งนัก ทำเอาข้าต้องรีบหันไปมองหลินจวินเจ๋ออย่างขอความช่วยเหลือ



             “ท่านอ๋องหมายถึงอย่างไร โปรดชี้แจง” พบเพียงคนยิ้มหน้าตายมาให้ขณะกุนซือซุนประสานมือรอคำแถลงไข ข้ามองเขาแล้วยิ้ม ยิ่งปล่อยให้ทุกคนต้องรอก็เหมือนเล่นตัว ดังนั้นจึงรีบปรับท่าทีแล้วกระแอมเบาๆ



              “ที่ข้ากล่าว หมายถึงองค์ชายเจ็ดผู้นี้ กำลังรอพวกเราบุกเข้าไป” พยายามอธิบายความคิดของตนอย่างช้าๆ ข้าไม่ทราบเรื่องกลศึกสงครามแต่ค่อนข้างเข้าใจนิสัยคนดีว่าเป็นเช่นไร ฟังเสียงเล่าลือว่าเขาราวอสรพิษร้าย คนแบบนี้ไม่น่าทำอะไรโดยไม่หวังผล



         “เขาทราบดีว่าฐานที่มั่นทั้งสามล้วนสำคัญกับเทียนจิ้น นี่คือด่านแรกสำหรับรับมือศัตรู ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องยกทัพมาชิงคืน เขายอมเสียโอกาสที่จะรุกคืบเข้ามาด้วยทราบว่าต่อให้ยึดฐานที่มั่นได้มากขึ้นก็ใช่จะเป็นผลดีแก่ตนเอง ทัพของไห่เยี่ยนมีหกหมื่น ตอนนี้กระจายกำลังอยู่สามแห่งนับว่าแยกไพร่พลไปไม่มาก จะอย่างไรก็ใช้ฐานที่มั่นที่เจ็ดเป็นจุดตั้งทัพใหญ่ แต่หากยึดครองได้มากกว่านั้น ก็ต้องแบ่งกำลังพลไปรักษา ป้องกันการตีคืน ยิ่งได้มากเข้า ยิ่งส่งผลเสียกับสภาพกองทัพโดยรวม ทัพใหญ่จะยิ่งถูกแบ่งเป็นทัพเล็กๆ เปลืองกำลัง เปลืองไพร่พลต้องคอยรักษา”



              “ดังนั้นเขาจึงหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ครองสามฐานที่มั่น คอยตั้งรับรอพวกเราบุกเข้าไป เวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่แน่ว่าพื้นที่ตรงนั้นจะถูกปรับเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ มีกับดัก มีกลลวงจัดไว้เท่าใด เขาทราบว่าอย่างไรเราก้องยกทัพไปยึดสามฐานที่มั่นคืน จึงรอเวลาให้เราเข้ามา เพื่อจัดการทัพใหญ่ในคราเดียว เมื่อละลายทัพใหญ่ได้ เมื่อนั้นการมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองถานเฟิ่งไม่ใช่ปัญหา กล่าวได้ว่าคนผู้นี้หยิ่งผยองและมั่นใจในตัวเองอย่างยิ่ง เขาเชื่อว่าตนเองสามารถเอาชนะได้ เพียงรอเวลาเท่านั้น”



               กล่าวจบไปตามที่ตัวเองคิดแล้วข้าก็ลอบถอนใจเบาๆการอ้าปากบอกความเห็นตนเองครั้งแรกผลจะออกมาเป็นเช่นไรไม่แน่ชัดแต่ก็ยังควรกล่าว ข้าเงียบเสียงขณะสบตาขุนทัพทั้งหลายซึ่งยังมองมาที่ข้าเป็นจุดเดียว แววตาของพวกเขากระจ่างวาบราวกับบรรลุบางสิ่งแต่ยิ่งพบความเงียบแล้วช่างรู้สึกใจสั่นพิกล ข้าไม่รู้ว่าที่คิดนั้นถูกหรือไม่ ดังนั้นได้โปรดอย่ามองข้าแบบนี้! หากข้าพูดผิดก็บอกมาตามตรงเถอะ คิดแล้วจึงหันไปมองหลินจวินเจ๋อ จึงพบว่าสามีมองข้าอยู่ก่อนแล้วพลางยิ้มน้อยๆ



               “การคาดการณ์ของท่านอ๋องช่างปรีชายิ่ง”



              “ใช่ ล้ำลึกยิ่งนัก ผู้แซ่ซุนขอคารวะ” เมื่อมีผู้นำแล้วก็มีผู้ตาม ซุนลู่หยุนประสานมือให้ข้าดวยแววตาเป็นประกายอย่างชื่นชม “ได้ยินชื่อเสียงท่านอ๋องมานาน วันนี้ได้ประจักษ์กับตัว ช่างล้ำลึกจริงๆ”



              “ยอดเยี่ยมๆ คารวะท่านอ๋อง”เสียงที่ดังเป็นพิศษย่อมเป็นขุนทัพแซ่โม่ผู้นั้น เขาหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดียิ่ง “คราแรกเห็นท่านอ๋องนิ่งเงียบนึกว่าเป็นอันใดไปเสียแล้ว ที่แท้รอให้คำตอบพวกข้าอยู่นี่เอง นับถือๆ”



              เจ้าอย่าพูดความจริงได้ไหม ข้าเงียบเพราะไม่รู้จริงๆนั่นล่ะ ข้านึกตอบแม่ทัพผู้นั้นอยู่ในใจพลางยกมือยอมรับการคารวะจากทุกคน แม้ในใจยังเต้นอย่างขวัญผวาไม่หาย เป็นกุนซือนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ ข้าพูดถูกก็ได้รับคำเชยชม ไม่พูดยังแอบบ่นในใจ มันน่านัก



              “เมื่อเป็นเช่นนี้ มีผู้ใดมีความเห็นอื่นหรือไม่?” หลินจวินเจ๋อถามขึ้นเมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ไม่มีใครตอบด้วยเห็นว่านี่คือคำตอบที่ดูจะเป็นไปได้ที่สุด ดังนั้นเจ้าตัวจึงชี้ไปที่ธงสีแดงสัญลักษณ์ฐานที่มั่นที่เจ็ดแล้วถามเสียงขรึม



              “เช่นนั้นเราจะบุกหรือไม่ รบ หรือ ไม่รบ



               ฉับพลัน บรรยากาศโดยรอบก็เงียบกริบ



               ข้ามองธงสีแดงที่ปักอยู่ตรงยอดเขาแห่งหนึ่งในแผนที่ ในใจเองก็มีคำถามเช่นกัน กรีฑาทัพเข้าไปรบทั้งที่ทราบว่าอีกฝ่ายวางแผนวางกับดักคอยรับมือและอาจเสียท่า กับไม่รบและเป็นเต่าหดหัวอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าทางเลือกใดล้วนไม่น่าอภิรมย์ทั้งสิ้น..



            “รบ! ยอมต้องรบ! ข้าศึกเข่นฆ่าพี่น้องเราซ้ำยึดครองแผ่นดิน ไหนเลยจะยืนมองเฉยๆได้ ศึกนี้ไม่ทวงแค้น ไม่เลิกรา!”



              เสียงตบโต๊ะดังปังมาพร้อมกับวาจาอันดุเดือดของแม่ทัพนายหนึ่ง ครั้งนี้คนใจร้อนกลับไม่ใช่แม่ทัพโม่ผู้นั้น ข้าจ้องมองผู้กล่าว คนผู้นึ้ไม่มีอยู่ในความทรงจำของจวิ้นอ๋อง แสดงว่าไม่เคยพบปะ เขาเป็นแม่ทัพแซ่เหลียงเช่นเดียวกับรองแม่ทัพใหญ่และดูเหมือนจะสนิทกับแม่ทัพเช่อจงไม่น้อย ดังนั้นจึงมีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจคิดแก้แค้นให้สหาย



            “เหลียงเชาโปรดใจเย็น การศึกจะอย่างไรก็ต้องเกิด แต่ยามนี้เมื่อแจ้งใจว่าศัตรูวางแผนรอให้เราตกหลุมพราง ไหนเลยรีบโหมบุกได้เป็นรองแม่ทัพเหลียงผู้มากอาวุโสออกปากห้ามปราม ข้ามองคนสกุลเดียวกันทั้งสองตาปริบๆ รึนี่อาจเป็นบรรพบุรุษถุ้ย ละเมอแล้ว



            “เป็นเช่นที่รองแม่ทัพกล่าว องค์ชายเจ็ดผู้นั้นย่อมต้องวางหลุมพรางรอพวกเราอยู่เป็นแน่ แต่แม้ทราบดีแก่ใจ ฐานที่มั่นทั้งสามก็ไม่อาจปล่อยให้อยู่ในเงื้อมือศัตรูซุนลู่หยุนยกมือลูบเคราบางๆของตน



            “คนผู้นั้นทราบดีว่าเราอย่างไรก็ต้องบุก เหลือเพียงทางเดียวให้เลือกเดินจึงจงใจหยุดอยู่จริงๆ น่าแค้นใจนักแม่ทัพโม่กัดฟันกรอดแล้วจึงฮึดฮัด แล้วอย่างไร! ทหารกล้าชาวเทียนจิ้นเรามีหรือจะกลัว วางกับดักแล้วอย่างไร! มีสิ่งกีดขวางใดก็ทำลายมันเสีย ข้าไม่เชื่อว่าเราจะทำมิได้!”



            “ใช่ พวกสุนัขไห่เยี่ยนเหล่านี้อวดดียิ่งนัก ข้าจะให้มันลิ้มรสความพ่ายแพ้ดูอีกครา!”



            “ถูกแล้ว กำลังเรามีมากกว่า..”



           “พวกท่านอย่าเพิ่งใจร้อน! ไม่ได้ยินหรือว่ามีกับดัก ไม่วางแผนการให้ดีก่อนแล้วบุกเข้าไปนี่ไม่ต่างกับฆ่าตัวตาย อย่าได้หลงกลพวกมัน



           “เพ้ย! แล้วจะทำเยี่ยงไร หรือยินดีหดหัวกระทำตัวเป็นคนขี้ขลาด รอพวกมันขยับก้นก่อนจึงจะลงมือได้



           “คนแซ่จาง! ท่านกล่าวหาว่าข้าขี้ขลาดหรือ มีท่านวิ่งเข้าสนามรบเช่นหมูป่าตาบอดจึงเรียกว่ากล้าหาญรึ!”



            “นี่ท่าน!...ฯลฯ



           ข้ายืนเงียบมองดูแม่ทัพขุนศึกทั้งหลายพูดคุยถกเถียงกันขโมงโฉงเฉงซัำร่ำๆจะวิวาทกันอย่างไร้วาจา บัดนี้ทราบแล้วว่าทำไมจึงต้องใช้กุนซือเป็นที่ปรึกษาในสงครามต่างๆ แม่ทัพเหล่านี้มิได้โง่เง่าหากแต่ใจร้อนและซื่อตรงเป็นอย่างมาก คนคิดแต่จะบุกลุยไปข้างหน้าโดยไม่สนใจความสูญเสีย มีผู้ทักท้วงบ้างก็กลายเป็นขลาดเขลาโง่งม ยังนิยมกระทำตัวเอาชีวิตเป็นโล่ห์เป็นกำแพงปกป้องบ้านเมือง กล่าวว่าน่านับถือก็น่านับถืออยู่หรอก ทว่าก็หุนหันพลันแล่นจนเกินไป



            มองหมาบ้าเหล่านี้แล้วขัาก็เกิดคำถามแล้วใครจะช่วยหยุดพวกเขา? ข้อนีัเมื่อคิด ข้าก็หันไปมองหลินจวินเจ๋ออย่างรวดเร็ว คนเหมือนทราบว่าข้ามองอยู่จึงเงยหน้า เขายิ้มน้อยๆอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังทุ่มเถียงเอื้อมมือมาตบหลังมือข้าเบาๆอย่างให้กำลังใจ



              ทำอะไรน่ารักก็เป็นเสียด้วย..ข้าเกี่ยวปลายนิ้วอีกฝ่ายตอบแล้วผละออก พยายามคุมหน้าตาไม่ให้ยิ้มน่าหมั่นไส้



            “หากข้ากล่าวว่าจะรอ ทุกคนมีความคิดเห็นประการใด?”



            ถ้อยคำของหลินจวินเจ๋อไม่ดังมาก เขามิได้ตะเบ็งเสียงแข่งกับใครทั้งนั้นแต่กลับทำให้เหล่าขุนทัพที่เคยวิวาทถกเถียงเงียบเสียงลงอย่างรวดเร็วเนื่องด้วยผู้กล่าวคือแม่ทัพใหญ่ของตน วาจาของเขาจึงเต็มไปด้วยน้ำหนัก หลายฝ่ายต่างมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ แต่ก็ยังอึกอัก มิกล้ากล่าวมากความ



             “ท่านแม่ทัพ..ข้อนี้..”



            “คิดเห็นประการใดโปรดกล่าว แม่ทัพจื้ออย่าได้เกรงใจหลินจวินเจ๋อผายมือไปด้านซ้าย ออกปากเชิญอย่างรวดเร็ว



                “รั้งรออยู่เช่นนี้เกรงจะทำลายขวัญกำลังใจไพร่พล ซ้ำทหารไห่เยี่ยนคงกล่าวว่าเราขี้ขลาด หวั่นกลัวพวกมันกล่าวไปแล้วเจ้าตัวก็ส่ายหน้า แสดงอาการคัดค้านปนทอดถอนใจ



                 “เราจำเป็นต้องฟังคำสุนัขไห่เยี่ยนด้วยหรือ ไม่รบมันหยันว่าขี้ขลาด ออกรบกลับเป็นตกหลุมพราง มิใช่ปากคอเพื่อนร่วมชาติ หาได้ควรใส่ใจท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวแล้วส่ายหน้าน้อยๆ เป็นผลให้คนกล่าวมีสีหน้าเจื่อนลง แต่ที่แม่ทัพจื้อกล่าวถึงไพร่พลของเราหาได้ไร้เหตุผล รั้งรอนานไปไพร่พลจะยิ่งหมดสิ้นขวัญกำลังใจ มองว่าเราขลาดกลัว แต่การยกทัพไปเผชิญโดยไม่รู้ว่าข้าศึกมีลูกไม้อันใดซุกซ่อนก็อันตรายยิ่งนัก…”



              “หรือท่านแม่ทัพคิดรอข่าวจากสายสืบของเรา?” รองแม่ทัพเหลียงวัยห้าสิบกล่าว



                “ขัาคิดรอข่าวก่อน อย่างน้อยพอสืบทราบเล่ห์กลของสุนัขไห่เยี่ยนบ้างยังพอรับมือถูก แต่เรื่องระยะเวลานั้น….” หลินจวินเจ๋อขมวดคิ้วมุ่น ดูเขายังจะมีปัญหาในเรื่องการจัดการกับความคิดของไพร่พลและสหายร่วมรบ การมีข้าศึกจ่อประชิดแต่ไม่ยกทัพเข้าประจัญทั้งที่มีกำลังอาวุธครบพร้อมยากจะปฏิเสธข้อหาผู้นำขลาดเขลา เมื่อแม่ทัพเป็นเช่นนี้ไพร่พลจะเอาใจออกห่าง แต่จะให้ประกาศว่าการรอเฉยๆคือกลยุทธ์หนึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ เทียนจิ้นมีไส้ศึกแฝงตัวอยู่ในทัพ แล้วไห่เยี่ยนจะไม่มีหรือ ดังนั้นเพื่อป้องกันกลอุบายแพร่งพราย จึงต้องปิดเป็นความลับอย่างมิดชิดที่สุด



                 ข้ายืนนิ่งๆมองทุกคนก้มหน้าเคร่งเครียดพูดคุยกันเบาๆด้วยสองตา ความรู้สึกหนักหนาของการแบกรับความคาดหวังของผู้คนเริ่มจางไปมากแล้ว หากแทนที่ด้วยความพยายามและมุมานะแทนที่ และค่อยๆตระหนักอย่างจริงยังว่าบัดนี้ทุกคนคือบุรุษผู้ทุ่มเทความคิด เรี่ยวแรงเพื่อปกป้องบ้านเมือง  เป็นขุนศึกที่ภาคภูมิและทรงเกียรติในประวัติศาสตร์ อีกทั้งเป็นสหายร่วมรบจริงๆของตน



                 ข้าเองก็อยากช่วยเหลือพวกเขา พิจารณาดูแล้วความรู้เรื่องกลศึกไม่แน่นนัก หมากล้อมเล่นได้ห่วยแตก ความกล้าก็ไม่ค่อยมี นึกดูดีๆสิ่งที่ข้าถนัดคงเป็น



                “ทุกท่าน นึกอะไรดีๆได้แล้ว ข้าจึงยิ้มหวานออกมาดวงตาเป็นประกายชั่วร้ายอย่างปิดไม่มิด คนชอบรอ ถนัดรอนักใช่ไหม แล้วหากว่า..



                 ข้ามีข้อคิดเห็นหนึ่งอยากจะกล่าว ไม่ทราบว่าแม่ทัพของฐานที่มั่นทั้งสี่อยู่กันพร้อมหน้าหรือไม่?”



             ดึกมากแล้ว ค่ำคืนนี้อากาศยังเย็นสบายเช่นเดิม ข้าจิบชาที่เหล่าไท่นำมาให้แล้วนั่งอยู่บนโต๊ะเขียนอักษรโดยมีสมุดหลายเล่มวางอยู่เพื่อรอการตรวจสอบ นี่คือสมุดลงนามรายชื่อของพ่อค้าชาวไห่เยี่ยนที่มีความประสงค์จะอยู่ค้าขายในเมืองถานเฟิ่ง เหวินเฉินจัดการเรียบร้อยแล้วจึงให้ข้าตรวจสอบ อีกหนึ่งกองคือบัญชีของร้านค้าวังจวิ้นอ๋องซึ่งต้องตรวจตราอยู่ประจำทุกสามเดือน และสมุดอีกเล่มเป็นรายรับรายจ่ายของกองทัพ ภาระล่าสุดที่ข้ารับมาดูแล



                “ทางดีไม่มา ไฉนนิยมปีนหน้าต่างทำตัวเป็นโจรได้ยินเสียงก๊อกแก๊กที่หน้าต่าง ข้าก็โพล่งออกไปทันทีเพราะทราบแล้วว่าโจรที่ว่านี้คือผู้ใด หลินจวินเจ๋อเดินยิ้มเข้ามาหาอย่างไม่ปิดบัง และไม่ปรากฏความอายที่ถูกจับได้ เงาร่างใหญ่ทาบหลังเเสงเทียน สองมือวางบนพนักพิงไหล่แสดงความอยากรู้เมื่อเห็นสิ่งของบนโต๊ะ



                 “ข้าทานอาหารเย็นมาแล้วคนไม่ได้มาฝากท้องแต่กล่าวไปอีกเรื่อง มือหนาวางบนหัวไหล่ข้าแล้วบีบเบาๆ วันนี้ฮูหยินเก่งกาจยิ่ง



                  “ถ้าข้าเก่งจริงดังปาก คืนนีัท่านก็ถอดกางเกงด้วยสิสาบานนะว่าข้าไม่ได้คิดหื่นกระหาย แค่อยากแกล้งเขาเท่านั้นจริงๆ เห็นหลินจวินเจ๋อทำหน้าเจื่อนลงทันควันแล้วน่าขำยิ่ง



                  “พรุ่งนี้ข้ายังต้องออกไปแต่เช้าตรู่ตามแผนการของเจ้าปลายนิ้วเขาบีบจมูกข้าอีกแล้ว เห็นท่าทางเคยชินยิ่งนักแล้วหมั่นไส้เป็นที่สุด ข้ารีบตีนิ้วมือซนๆนั่นทันควัน



                   “เช่นนั้นก็อย่าซุกซน ข้ากำลังตรวจบัญชี หากคำนวนพลาดข้าจะให้ท่านหน้าดำเยี่ยงเทพเจ้าเตาออกไปพบผู้คนว่าแล้วจึงตวัดปลายพู่กันสังหารที่ปลายจมูกท่านแม่ทัพใหญ่ ทำเอาหลินจวินเจ๋อผู้ไม่ทันตั้งตัวสะดุ้งเฮือก เขายกมือเช็ดหมึกที่ปลายจมูก มองมาด้วยท่าทางอยากเอาคืนเป็นกำลัง



                  “ข้าคิดไปเองหรือไม่ ตั้งแต่มาถึงเมืองถานเฟิ่ง ฮูหยินดูดุร้ายขึ้นหลินจวินเจ๋อกล่าวออกมาโดยละความตั้งใจเดิมแต่โดยดีเพราะข้าตวัดพู่กันข่มขู่   



                  “มีสามีไม่รักดี ข้าย่อมต้องดุร้ายป้องกันภัยให้ตัวเอง



                  “ท่านพี่ยังเชื่อฟังเจ้าไม่พอหรือ?” คนถูกบอกเป็นสามีไม่รักดีเลิกคิ้วน้อยๆ ความสงสัยในน้ำเสียงทำให้ข้าหันไปสบตา



                   “นี่เป็นรายชื่อพ่อค้าชาวไห่เยี่ยนที่ลงนามจะอยู่ค้าขาย มีรูปวาดตลอดจนประวัติและที่อยู่เรียบร้อย ท่านอ่านแล้วเอาไปให้คนของเราตรวจสอบเถอะข้ายิ้มให้เขาแทนคำตอบแล้วยื่นสมุดเล่มนั้นไปให้ หลินจวินเจ๋อแม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้าต้องเลี่ยงคำถามแต่ก็รับมาอ่านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม



                   “หนึ่งในนี้จะมีสายลับของพวกมันปะปนอยู่หรือไม่..?”



                   “เขามีหรือจะพลาดข้าคิดถึงองค์ชายอะไรนั่นแล้วร้องเฮอะ



                    “ขอบคุณฮูหยิน ลำบากเจ้าแล้ว



                    คำขอบคุณแสนนุ่มหูเรียกรอยยิ้มน้อยๆ ข้าเงยหน้าขึ้นมองหลินจวินเจ๋อที่ก้มลงมาสบตาเช่นกัน ใบหน้าหล่อเหลาสะท้อนแสงเทียนขยับเข้ามาใกล้นั้นดูงดงามน่าค้นหาไปในตัว อีกฝ่ายเอื้อมมือมาลูบแก้มข้าเบาๆมุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ แฝงความเอ็นดูเมื่อปลายนิ้วของตัวเองมีรอยหมึกติดอยู่ ท่านแม่ทัพใหญ่สอดแขนมารวบเอวของข้าไว้ ไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายร่างของคนงามก็กลายเป็นถูกอุ้มไว้อย่างง่ายๆด้วยเรี่ยวแรงอันมหาศาลของเจ้าตัว



                    “เดี๋ยว! ท่านพี่ ข้ายังมีบัญชีต้องตรวจ...” บทคนจะทำอะไรตามใจก็ลงมือทันทีแบบไม่ให้ได้ตั้งตัว ข้าอ้าปากค้างอย่างเสียกริยาที่สุดแล้วดิ้นจะลงอย่างเร็วรี่ ไม่ได้ห่วงงานไปมากกว่าการต้องมาผงะไปกับการกระทำแบบนี้ ต่อให้ข้าชอบไล่ต้อนเขาแต่ไม่ได้หมายความว่าชอบถูกเขารุกใส่ หยุดก่อน เหล่าจือไม่ทันตั้งตัว!



                    “ดึกแล้ว ไว้พรุ่งนี้ค่อยตรวจตรา ท่านพี่ยังต้องตื่นแต่เช้าตรู่ เรามานอนพักกันดีกว่า



                    “หา เดี๋ยวก่อน ข้ายังทำงานไม่เสร็---



                  แผ่นหลังสัมผัสได้ถึงที่นอนแข็งๆ ส่วนคนที่อุ้มมาไม่ฟังอีร้าคารมก็ถอดเสื้อตัวนอกเผยหุ่นสุดเร้าใจแล้วลงมานอนยิ้มอยู่ข้างกาย หลินจวินเจ๋อซึ่งถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็นผ้าห่มดึงตัวข้าไปกอดและหลับตาพริ้ม ทิ้งเหลียงจื่อซิ่นไว้พร้อมกับแผงอกแน่นๆและเสียงหัวใจของใครไม่รู้ดังจนหนวกหู



                 “ตอนนี้ข้าเป็นสามีที่ดีรึยัง ฮูหยิน?” คนถามทั้งที่หลับตาพริ้ม น่าขัดใจเป็นที่สุด ดังนั้นข้าเลยไม่ตอบเขา หึ



                  “อูย..”



                 เสียงผ้าห่มอุทานเมื่อโดนบิดหน้าอกเล่นดังขึ้นแต่ใครจะสนใจกัน มีนิ้วกี่นิ้วก็ทิ่มอกอีกฝ่ายไม่หยุดมือ ตาเบิกโพลงด้วยความไม่อยากจะเชื่อปนๆกับสภาวะเพลย์บอยโดนลูบคม



                     เจ้าลูกเต่าตัวนี้มันร้ายนัก!!



                   ++++++++++++

เขาว่าเอาคืนได้ให้เอาคืน5555

ตอนนี้มาเครียดแล้วแต่แอบวี้ดวิ่ว(?)อยู่ดีคู่ต่อสู้เริ่มไม่ยอมโดนโจมตีฝ่ายเดียวแล้วว

ตอนนี้ความฉลาดของอาซิ่นอาจเรียกว่ารู้ทันคนมากกว่า ไม่เป๊ะกลยุทธ์เรื่องรบทัพจับศึกแต่เรื่องวิเคราะห็นิสัยคนและกวนฝ่าเท้าชาวบ้านค่อนข้างแม่นยำ/แค่กๆ

              

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 232 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13729 MyFateMySolul (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 15:03

    เดี๋ยวนี้ไม่เป็นบุรุษขี้อายแล้วหรือ

    #13,729
    0
  2. #13549 ununchuahong (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 19:08
    คนเลี้ยงเต่า55555
    #13,549
    0
  3. #13467 Vagabond Picha (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 20:51
    พัฒนานี่
    #13,467
    0
  4. #13412 ploybrf2 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 14:03
    ฟินอ่า ลูกเต่าช่างร้ายกาจยิ่งนัก
    #13,412
    0
  5. #13352 พญานก T^T (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:42
    ลูกเต่าน่ารัก งื้อออออ
    #13,352
    0
  6. #13348 Plankton J (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:49
    เจ้าลูกเต่ามีพัฒนาการแล้วค่ะ
    #13,348
    0
  7. #13289 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 02:24
    เจ้าลูกเต่าาาาาา ในที่สุดก็โตแล้วสินะ ฮึก /ปาดน้ำตา
    #13,289
    0
  8. #12834 มูตี้ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 18:22
    ^____^
    #12,834
    0
  9. #12823 แม่เอง (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 14:18
    โอ้ยย งานดีอะะ ลูกเต่าเริ่มโตละ
    #12,823
    0
  10. #12717 PuingSama (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 12:29
    เจ้าลูกเต่าร้ายยยยยย
    #12,717
    0
  11. #12562 Nutsu_Nutsu (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 03:53
    หืม ท่านแม่ทัพ เดี๋ยวนี้จะชินในคำว่าฮูหยิน กับการกอด การอยู่ใกล้อาซิ่นจริวๆเลยน๊า... อารมณ์หวานเชียวตอนอุ้มไปนอน
    #12,562
    0
  12. #12284 Mirage of Darkness (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 21:52
    แอรียยยยยยย อยากจะสิงเตียงงงงงฃ
    #12,284
    0
  13. #8662 MOLLY (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 มกราคม 2560 / 23:24
    ตู้วหูวว อยากเป็นสหายรบบ้างเลยค่ะท่านพี่~
    #8,662
    0
  14. #8322 iloveseries9 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 21:09
    น่ารักที่สุดดดดดด
    #8,322
    0
  15. #7984 YoGurT_Yo^^ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 11:13
    แม่ทัพทาสเมีย
    #7,984
    0
  16. #7580 katekate (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 21:17
    โอยยย มีความผัวเมียมากขึ้นทุกวัน ดีต่อใจอะ
    #7,580
    0
  17. #7371 Shenoraq (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2559 / 06:29
    เริ่มหวานอหหหหหห เจ้าลูกเต่า สุดท้ายก็ติดกับคนงามมม
    #7,371
    0
  18. #6990 TOEY_KCR (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 17:53
    รอวันที่พวกเค้ารักกันนน เเค่คิดก็ฟิน ขอบคุณที่เเต่งนะคะ เลิฟๆ
    #6,990
    0
  19. #6989 TOEY_KCR (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 17:52
    ฟินนนน เข้าใจคำว่ารักเเท้เเพ้ใกล้ชิดเเล้วหล่ะ สองคนนี้ตอนนี้คงเหมือนคู่รักกันจริงๆเเล้ว นายเอกก็เริ่มจะเป็นถูกรุกบ้างง ส่วนเรื่องสงครามนั้น นายเอกคงมีตรรกะดีดีมาใช้อีกมากมาย ชอบอ่ะะ ตอนนี้ช่างหวานจริงง
    #6,989
    0
  20. #6596 OverOzone (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 08:45
    เจ้าลูกเต่าไยตอนนี้เป็นลูกเสือยิ่งนัก.
    #6,596
    0
  21. #6464 noo_parekapoom (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 22:10
    รุกอีกนิดเจ้าค่ะ อย่าไปย๊อมม
    #6,464
    0
  22. #6377 พชรพล ประทุมรัตน์ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 21:06
    ง้อยยยยยยย เขินนนนนน-//////-
    #6,377
    0
  23. #6298 Sarun Yok (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 16:45
    อาซิ่นสู้เขานะลูก จับองค์ชายเจ็ดมาทำสามีเลย- แค่กๆๆๆ //หลบดาบท่านแม่ทัพแป็ป
    #6,298
    0
  24. #6292 momotaro (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 13:03
    ลูกเต่ากำลังเติบโตเป็นผู้เฒ่าเต่า 555555555555
    #6,292
    0
  25. #6288 ALoHaTheStars (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 07:58
    ทำไมหวานขนาดนี้
    นี่ท่านแม่ทัพหลงอาซิ่นเต็มเปาแล้วสินะ
    #6,288
    0