ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 22 : เจ้าล่วงเกินข้าแล้ว สหายร่วมรบ!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,298
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 218 ครั้ง
    19 พ.ย. 59







            ถนนเส้นเดียวที่ทอดยาวสู่ประตูเมืองยังมีถนนเส้นเล็กอีกสาย ระยะสิบลี้จากประตูเมืองถานเฟิ่งปรากฏสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ปราการอันมั่นคงยากสืบทราบความเป็นไปคือค่ายทหารแดนทักษิณที่คอยปกปักษ์รักษาชายแดนของแคว้นเทียนจิ้น ค่ายทัพมีรั้วรอบขอบชิดและถูกสอดส่องอยู่เสมอด้วยยามรักษาการณ์บนหอสูง ยิ่งบัดนี้ศึกสงครามกำลังรอวันปะทุการรักษาความปลอดภัยจึงยิ่งเข้มงวด เส้นทางเดียวที่สามารถเข้าไปด้านในคือประตูใหญ่หน้าต่ายซึ่งจะมีสิ่งกีดขวางกั้นไว้เพื่อตรวจสอบเป็นระยะและมีเวรยามไม่น้อยกว่าสิบคนประจำอยู่ไม่ขาด เมื่อเห็นรถม้าเทียมเกวียนสัมภาระหลายตัวแล่นเข้ามาในยามเช้าตรู่ที่มีหมอกจางๆ หัวหน้าทหารจึงร้องถามให้แสดงตัวตั้งแต่ยังไม่ถึงประตู



               “นี่ขบวนของจวิ้นอ๋อง ไม่ต้องตรวจสอบ” หลินจวินเจ๋อโผล่หน้าออกไปกล่าวแก่ทหารเหล่ายามรักษาการณ์ เมื่อเห็นใบหน้าของแม่ทัพใหญ่ที่เป็นดั่งใบผ่านทางชั้นดีต่างก็วางหอกในมือลงและทำความเคารพก่อนจะหลีกอย่างไม่คิดมากเรื่อง แม่ทัพแดนใต้นั่งลงบนเบาะอีกครั้ง เบื้องหน้าคือกระดานหมากล้อมที่การขับเคี่ยวดำเนินไป ส่วนคนที่กำลังถือเม็ดหมากสีดำไว้ในมือก็คือจวิ้นอ๋อง   



              “เข้าเขตค่ายทหารแล้ว ยามนี้ยังแดดไม่แรง ออกไปเยี่ยมชมดูภายในค่ายหน่อยดีหรือไม่?”



              “ข้ากำลังเดินหมากอยู่” 



            เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองสบตาหลินจวินเจ๋อ สามีผู้ยังไม่ทราบว่าตนกระทำความผิดอันใดแล้วก็ยิ้มเย็นๆให้เขาเสียที ข้าวางหมากลงบนกระดาน ฝีมือไม่พัฒนาขึ้นสักกี่มากกี่น้อยแต่ยามนี้ก็สำราญกว่าสนทนากับสหายร่วมรบที่แสนทึมทื่อเบื้องหน้า ข้าโกรธเขางั้นรึ ไม่เลย ใครจะโกรธบุรุษมากคุณงามความดีและคุณธรรมอย่างท่านแม่ทัพใหญ่ได้ เขายึดมั่นถือมั่นก็ดีแล้วเป็นคนจริงใจอย่างหาได้ยากก็ดี หลินจวินเจ๋อมีปณิธานอันสูงส่งน่าสรรเสริญเช่นนี้ข้ามีแต่จะต้องส่งเสริม หยุดประเด็นสามงสีมี นับจากนี้อย่ามาเรียกข้าว่าฮูหยิน!



              “อีกไม่นานใกล้ถึง..รามือก่อนก็ดีกระมัง” 



              ข้าจงใจเมินมองสีหน้าอีกฝ่ายและเยี่ยมหน้าทอดสายตาผ่านรอยแยกที่หน้าต่างเพื่อชมดูวิวทิวทัศน์และปล่อยปละละเลยเขาอย่างแนบเนียน เป็นผลให้ท่านแม่ทัพแดนใต้เงียบไป อย่าได้คิดว่าที่ข้าทำตัวเช่นนี้เพราะกำลังไม่พอใจเขา..จริงๆข้าก็ไม่พอใจนั่นล่ะ แต่ข้าเพียงหงุดหงิดไม่ได้งอนต้องการให้คนง้อ! ที่อารมณ์เสียเพราะดูเหมือนกลยุทธ์ของตนเองไม่ได้ผลเสียมากกว่า จีบหนุ่มทุกวิถีทางมาเดือนกว่าๆกลับได้มาแค่สหายร่วมรบ บิดามันเถอะ เสียชื่อผีเสื้อราตรีแห่งเกาะฮ่องกงยิ่งนัก!



               คิดทบทวนไปว่านอกจากความปากแข็งเกินมนุษย์ของหลินจวินเจ๋อแล้วยังมีอะไรที่ข้ามองไม่ขาด สุดท้ายจึงมีข้อสรุปอยู่ที่ว่าออดอ้อนเข้าหาจนเขาเสียคนมากเกินไป หลินจวินเจ๋อเคยชินกับการถูกข้าลวนลาม..แฮ่ม หมายถึงใกล้ชิด และเขาก็เริ่มเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้ชิดกับข้า ข้อนี้นับเป็นเรื่องดี แต่คิดอีกแง่มันก็ทำให้เขาเคยชินจนไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก สามีภรรยาแตะต้องสัมผัสร่างกายกันบ้างผิกปกติที่ใด ยิ่งเป็นบุรุษด้วยกันทั้งคู่ควรหรือจะมากระมิดกระเมี้ยนเขินอายเช่นสตรีแรกรุ่น  เมื่อข้อสรุปเป็นเช่นนี้แล้วเมื่อใดเจ้าคนโง่นี่จะสำนึกตัวว่าใจเริ่มสั่นคลอน  ข้าทำเขาชินแล้วก็ช่างมันเถอะ แต่จากนี้จะไม่ให้เขาทำอะไรตามใจอีกต่อไป เลิกเอามือเจ้ามายุ่งย่ามแตะนั่นแตะนี่แล้วเรียกข้าว่าสหายร่วมรบซะ! จากนี้เหล่าจือคือท่านอ๋องผู้สูงส่งห้ามผู้คนสะกิดแตะต้องแม้แต่ปลายก้อย เจ้าห้ามแตะตัวข้าและข้าจะเมินเจ้าไปไล่แตะตัวผู้อื่นแทน



                ขบคิดกลยุทธ์จะจับแสร้งปล่อยแถมซ้ำด้วยการหาประโยชน์ใส่ตัวเรียบร้อยแล้วข้าก็รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ ยิ้มหวานๆที่มองหลินจวินเจ๋อจึงยิ่งหวานจนแทบน้ำตาลหกขัดกับความคิดชั่วร้ายในใจเป็นอย่างยิ่ง อย่าได้กล่าวว่าข้าทำเกินไป คนซื่อบื้อปากแข็งไม่ถือเป็นผู้ร้ายแต่ก็ควรลงมือสั่งสอน ใครบอกให้เขาคิดปากแข็งไม่รู้เวล่ำเวลา เฮอะ! พ่อสหายร่วมรบ เจ้าควรทราบว่าเหล่าจือผู้นี้คิดแค้นอาฆาตคนเก่งเป็นที่หนึ่ง ถือคติข้าล่วงเกินผู้อื่นได้แต่คนอื่นไม่มีสิทธล่วงเกิน!



               “ฮูหยิน มาถึงแล้ว” ดีดลูกคิดไตร่ตรองในใจอย่างเหี้ยมโหดไม่ทันไรคำต้องห้ามแรกก็ดังเข้าหู ข้าเงยหน้าขึ้นมองตาเขา แววตาคมปลาบทำเอาอีกฝ่ายชะงักไปเช่นกัน



               “อยู่ในกองทัพ ข้าคือกุนซือ อีกฐานะคือจวิ้นอ๋อง เรื่องอื่นอย่าได้เอ่ยวาจามากความ ท่านแม่ทัพโปรดรักษากริยา” มองมือที่ยื่นมาเพื่อจะช่วยพยุงลงจากรถม้าอย่างทุกคราแล้วไม่เอื้อมไปหา ทำเอาหลินจวินเจ๋อนิ่งงันไปครู่อย่างมิทราบว่าทำความผิดใด ข้าก็ไม่คิดแถลงต่อเขาอีกด้วย หากไม่รู้ตัวต่อให้บอกไปก็คงทำอีกซ้ำอาจเจอคำตอบชวนกระอักโลหิตมา เช่นนี้ลงแรงไปจะมีค่าอันใด



             หลินจวินเจ๋อนิ่งอยู่ที่เดิมแต่ข้าลุกขึ้นเดินฉับๆลงจากรถม้า ออกจะไม่ชินอยู่บ้างแต่ก็ใช่จะทำไม่ได้ ข้ากระโดดลงอย่างปลอดโปร่งโดยมีเหล่าไท่คอยเปิดประตูรออยู่ จงใจประกาศต่อเขาโดยเจตนา เจ้าล่วงเกินข้าแล้ว!



             “คารวะจวิ้นอ๋อง คารวะท่านแม่ทัพ” เมื่อลงมาจากรถม้า ข้ามองเห็นนายทัพเคราครึ้มท่วงท่าองอาจสองสามคนกำลังยืนรออยู่และประสานมือเคารพนบน้อม ข้าเองก็ยกมือคารวะพวกเขาเช่นกันพลางเบี่ยงตัวออกไปอีกทางเพื่อให้หลินจวินเจ๋อเดินนำหน้า ที่นี่คือค่ายทหาร และเขาคือแม่ทัพใหญ่ แม้ข้าสูงศักดิ์เพียงใดแต่ในกองทัพก็เป็นแค่กุนซือเท่านั้น



             “คารวะแม่ทัพจื้อ แม่ทัพโม่ แม่ทัพเหลียง”



             หลินจวินเจ๋อดูเหมือนจะยังมีงวยงงได้แต่วางท่าเคร่งขรึมประสานมือต่อแม่ทัพทั้งหลาย ท่านแม่ทัพใหญ่วางท่าองอาจสง่างามมากบารมีเดินนำข้าและแม่ทัพท่านอื่น ข้ากวาดสายตาสำรวจดูสภาพค่ายทหารเงียบๆพลางทบทวนความรู้ในใจ ค่ายทัพทักษิณแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับแคว้นไห่เยี่ยนและปกปักษ์รักษาชายแดนโดยตรง ที่นี่จึงเป็นค่ายใหญ่ปลูกสร้างอย่างถาวรมิใช่แค่เป็นอดีตพื้นที่ว่างให้นำกระโจมมาตั้ง มีเรือนพักเป็นสัดส่วนแม้ปลูกสร้างอย่างเรียบง่ายพร้อมกับสนามกว้างสำหรับเร่งรวมพล  การจัดวางผังดูเหมือนจะออกแบบมาอย่างดีจนเป็นค่ายกลชนิดหนึ่ง ข้าเดินผ่านไปจนถึงบริเวณด้านในของค่ายซึ่งเป็นอาคารที่ถูกปลูกสร้างง่ายๆแต่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เห็นเหล่าไท่และบ่าวไพร่กำลังสาละวนกับข้าวของก็ทราบแล้วว่านี่คือที่พักของตน ดังนั้นจึงเงยหน้าสำรวจ



              “อาคารนี้แม้ถูกสร้างอย่างเรียบง่ายแต่ก็มีสิ่งของอำนวยความสะดวกครบพร้อม พอใจหรือไม่?” หลินจวินเจ๋อถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเจือกระแสเอาใจใส่อยู่หลายส่วน ข้าหันไปมองร่างท่านแม่ทัพในเกราะหนาสะท้อนแสงอาทิตย์โดยมีขุนพลรอบกายทำไม่รู้ไม่เห็นกับบทสนทนาแล้วยิ้ม



              “ข้าเป็นเพียงกุนซือ ไหนเลยมากเรื่องได้ ท่านแม่ทัพมอบสิ่งใดให้ก็น้อมรับสิ่งนั้น” มองเห็นอาการขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความไม่พอใจแล้วข้าก็เฉยเสีย แม้ในใจกำลังโห่ร้องใส่เขาอย่างฮึกเหิมเป็นที่สุด อย่าคิดว่ามาทำดีเข้าหน่อยแล้วข้าจะยอม เหล่าจือต้องการเอาคืนมากกว่านี้



              “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านอ๋องไยกล่าววาจามากมารยาทเช่นนั้น พวกท่านเป็นสามีภรรยา ท่านแม่ทัพจึงสั่งให้จัดอยู่เรือนพักเดียวกันเสียจะได้สะดวก” 



              ในความทรงจำของคนงาม บุรุษที่ไว้หนวดเหนือริมฝีปากหัวเราะเสียงกึกก้องดูเหมือนจะเป็นแม่ทัพแซ่โม่แห่งตระกูลขุนศึกชื่อดังของแคว้น ข้าจำได้ว่าหวงเทียนหยางออกจะชอบในอัธยาศัยใจคอของเขาไม่น้อยด้วยอีกฝ่ายเป็นคนจริงใจและซื่อตรง ยามนี้ยังส่งสายตาวิบวับมายังตัวข้าอย่างสื่อความชัดเจนยิ่งนัก นี่ไม่ใช่เรื่องสามีภรรยางอนง้อกัน อย่ามองข้าแบบนั้น!



             “ตอนนี้ใกล้รบทัพจับศึก มิควรให้ความเคยชินบดบังวินัยทหาร กฏของกองทัพคือที่สุด แม้ข้าเป็นอ๋องแต่ได้รับราชโองการให้ทำหน้าที่กุนซือทัพ ไหนเลยจะถือยศศักดิ์ไปข่มเขื่องผู้อื่นได้ ท่านแม่ทัพโม่เรียกข้ากุนซือก็พอ” 



             พยายามวางตนเป็นคนจริงจังยึดถือกฏเกณฑ์เป็นที่หนึ่งไว้ก่อนอย่างไรก็ดีกว่าถูกคิดว่าตั้งแง่เพราะเรื่องในมุ้ง ที่ข้ากล่าวมามีคำไหนเท็จบ้าง ในกองทัพวินัยทหารคือที่หนึ่ง คนที่ใหญ่ที่สุดคือหลินจวินเจ๋อ ไม่ว่าข้างนอกนั่นจะเป็นผู้ใด เข้ามาแล้วก็ต้องก้มหัวให้คนที่ถือกระบี่อาญาสิทธิ์อย่างเขา ข้าพูดผิดที่ใดกัน



             “อา..ไม่ได้พบเจอท่านอ๋องนาน คารมคมคายยังคงลึกล้ำเช่นเดิม” อีกฝ่ายกล่าวแล้วลูบหนวดเรียวของตนพลางเอ่ยเชยชมแต่ยังคงเรียกชื่อเดิมอยู่แบบนั้น ทำเอาข้าคิ้วกระตุก ตาลุงคนนี้ช่างดื้อรั้นเหมือนลาจริงๆ



            “แม่ทัพโม่ชมเชยกันเกินไปแล้ว” 



            “พูดถึงเรื่องนี้ ข้ามีธุระส่วนตัวจะขอพูดคุยเสียหน่อย ขอเวลาสักครู่ได้หรือไม่?” หลินจวินเจ๋อยิ้มออกมาเช่นกันแต่เป็นยิ้มที่แฝงแววหงุดหงิดยิ่งนัก  เขานิ่งฟังไม่ทันจบบทสนทนาก็แทรกขึ้นอย่างเสียมารยาทเป็นที่สุดซ้ำไม่รอคำตอบยังหันไปคุยกับขุนทัพทั้งสามที่อยู่ไม่ไกล “อีกสักครู่ข้าขอเชิญขุนศึกทุกท่านร่วมพบปะปรึกษาหารือกันที่ห้องประชุม รบกวนท่านทั้งสามช่วยกระจายข่าวแล้ว”



             “รับทราบท่านแม่ทัพ!” 



              ว่าแล้วทั้งสามคนก็ประสานมือกันรับปากอย่างหนักแน่นแล้วเดินจากไป แต่ลูกตาทั้งสามคู่นั่นยังมีมองข้าทิ้งท้ายด้วยนัยยะที่ทำเอาคนถูกมองตาลุกวาบ ข้าก็บอกว่านี่ไม่ใช่รายการภรรยางอนให้สามีง้ออย่างไรเล่า นี่คือกลยุทธ์ต่างหาก กลยุทธ์!




            “วันนี้ไม่ทราบฮูหยินเป็นอะไร ท่านพี่ได้ล่วงเกินสิ่งใดเจ้าหรือไม่?”



              ลับตาคนแล้วหลินจวินเจ๋อก็เอ่ยปากถามทันควันพลางยืนประจัญหน้าไม่ถอย เขาทอดสำเนียงนุ่มหูอย่างชัดเจน แต่ข้าเห็นหน้าก็ทราบแล้วว่าเหมือนมีโทสะขึ้นมาบ้าง เห็นดังนั้นจึงยิ้มพลางกระพริบตาอย่างใสซื่อไร้เดียงสาสุดประมาณ เขากำลังหงุดหงิดรึ? เฮอะ หงุดหงิดเป็นเสียด้วย แล้วอย่างไรล่ะ เขาควรจะรู้ซึ้งเสียบ้างว่าคำพูดปากไม่ตรงกับใจทั้งหลายนั้นบางทีก็สร้างความไม่พอใจแก่ผู้คนมากกว่าที่คิด  ข้าเรียกท่านแม่ทัพอย่างนั้นอย่างนี้กลับปั้นหน้าไม่พอใจ แต่เจ้าพูดอะไรมาข้าก็ต้องทนฟังอย่างนั้นหรือ หัดรับความจริงเสียบ้าง! พ่อสหายร่วมรบ!



            “ไม่มีสิ่งใด แต่ข้ากล่าวแล้วว่าในกองทัพสมควรรักษากริยา ท่านแม่ทัพคงไม่อยากถูกผู้อื่นล้อเลียนกระมัง”



       “ที่แท้ฮูหยินเป็นห่วงว่าข้าจะอับอาย?”



            “ข้ารักษากฏเกณฑ์” คำถามนั้นฟังคล้ายมีบ่อถูกขุดไว้รอท่าอยู่ ข้าจึงบ่ายเบี่ยงกล่าวไปอีกเรื่อง 



            “ข้ารู้สึกว่ายามเดินทาง ฮูหยินมิใคร่สนใจรักษากฏเท่าไหร่” จะด่าข้าก็บอก ข้ามองคนที่ย้อนตัวเองเรื่องทำประเจิดประเจ้อต่อหน้าทหารทั้งกองทัพแล้วนิ่งเสียอย่างไม่ค่อยเจ็บคันเท่าไหร่นักและยังถือปณิธานเดิมไว้มั่น ตอนนั้นก็คือตอนนั้น ตอนนี้ก็คือตอนนี้ หากข้าทำตัวเหมือนตอนนั้นเจ้าก็คงเอาแต่วางท่าเรื่อยไปน่ะสิ



             “ดังนั้นเมื่อมาถึงค่ายทัพใหญ่แล้วข้าจึงต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ท่านต้องขายหน้าต่อผู้อื่น ส่วนเรื่องที่ผ่านมาแล้วให้กล่าวขออภัยอีกทีดีหรือไม่?” เชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางยิ้มอย่างท้าทายเป็นที่สุดขณะความหงุดหงิดกรุ่นๆในหัวใจ ขณะความคิดค่อนแคะด่าทอเขาชนิดเจ้าตัวได้ยินยังต้องนอนสะดุ้งวนอยู่ในสมอง อย่าให้ได้มากัดข้าอีกรอบนะ ข้าจะ...




            “เจ้ายังคงเคืองใจที่ถูกแยกจากเถ้าแก่มู่อยู่นั่นเอง”



              กล่าวแล้วคนก็ไม่รอคำตอบ พูดจนพอใจแล้วหลินจวินเจ๋อก็สะบัดหน้าออกไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าลมพัด ข้ามองชายเสื้อคลุมสีแดงเข้มของเขาสะบัดหวือผ่านหน้า เห็นท่านแม่ทัพใหญ่เดินโครมครามหน้าบูดบึ้งจากไปโดยทิ้งข้าไว้กับสีหน้างวยงงสุดบรรยายเพราะไม่ทราบว่าสามีผู้นี้ไปจับเอาเรื่องทั้งสองเรื่องมาต่อกันได้อย่างไร



             แทนที่จะรู้ตัวว่าพูดจาผิดหูกลับคิดไปอย่างอื่นเสียอีก กลับมาให้ข้าด่าทอเดี๋ยวนี้ เจ้าสหายร่วมรบ!!    




  



              แผนที่จำลองสภาพภูมิประเทศขนาดใหญ่ทั้งยังสร้างออกมาเหมือนจริงทั้งภูเขา แม่น้ำ สัญลักษณ์ฐานที่มั่นกองธงต่างๆครบพร้อมกางขนาดเต็มโต๊ะ แม่ทัพสิบเจ็ดนายทยอยเดินเข้ามาร่วมประชุม ต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมและสวมชุดเกราะเต็มยศ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่างมากันครบ ที่นั่งเป็นประธานพาดกระบี่บนตักคือแม่ทัพใหญ่หลินจวินเจ๋อซึ่งมีสีหน้าเคร่งขรึม ถัดไปคือรองแม่ทัพสกุลเหลียง จากนั้นจึงเป็นแม่ทัพประจำเมืองสำคัญต่างๆของแคว้นทางใต้ที่ถูกเรียกตัวมาร่วมรบ ทุกคนนั่งลงเงียบๆไม่กระโตกกระตากบ้างส่งสายตาทักทายคำนับกัน ส่วนข้าที่มีฐานะเป็นกุนซือทัพก็ยืนอยู่ทางซ้ายมือของหลินจวินเจ๋อลอบสำรวจตรวจดูลักษณะท่าทีของทุกคนและทบทวนความจำเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ไปด้วยเงียบๆ 



             ไม่มีแม้แต่เวลาให้ปรับความเข้าใจผิดของท่านแม่ทัพใหญ่ข้าก็ต้องอัญเชิญตนเองมาร่วมประชุมก่อน แม้วางท่าผึ่งผายยิ้มเป็นมิตรเช่นไรก็มิอาจทำให้ใจสู้ขึ้นมา นี่คือการประชุมทัพ และเหล่าแม่ทัพเหล่านี้ข้าใช้ยิ้มงามๆนี่สยบพวกเขาไม่ได้แน่ เหล่าจือผู้นี้ยังรู้สึกว่าตนเองสมองกลวงเปล่าใช้การไม่ได้อยู่เลยจะมีปัญญาที่ไหนคิดกลศึกกันล่ะ นี่ไม่ใช่สนามที่ข้าเชี่ยวชาญอย่างการตกหนุ่ม ซ้ำตอนนี้ตกหนุ่มยังจะไม่มีวี่แววสำเร็จเพราะหลินจวินเจ๋อยังนั่งหน้าครึ้มอารมณ์เสียสุดกำลังอยู่ตรงนี้เนี่ย



               “วันนี้ได้ร่วมประชุมกันครบ ไม่ขอกล่าวมากเรื่อง แม่ทัพจงรายงานสถานการณ์เถอะ”



               “ขอรับท่านแม่ทัพ”แม่ทัพจง ชายที่นั่งอยู่มุมโต๊ะเกือบท้ายสุดลุกขึ้นแล้วขานรับ “เมื่อสามสัปดาห์ก่อน กองทัพไห่เยี่ยนที่มีรี้ไพร่พลประมาณหกหมื่นนำโดยองค์ชายเจ็ดฉายาเทพสงครามของไห่เยี่ยน กรีฑาทัพบุกมาถึงฐานที่มั่นที่ห้า” ปลายนิ้วเขาชี้ลงไปยังธงสีแดงเล็กๆในแผนที่ “แม้คนของเราได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าไว้ให้ระวังตัว แต่ด้วยไพล่พลมีกำลังน้อยกว่าจึงมิอาจต้านทานไหว จึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แม่ทัพเช่อจงคุมฐานที่มั่นที่หกซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด จึงตัดสินใจยกพลไปร่วมต้านข้าศึก”



               “แต่เมื่อกองกำลังทหารส่วนใหญ่ในฐานที่มั่นที่หกยกทัพออกไป กลับมีกองทหารม้าของไห่เยี่ยนอีกสามพันที่เดินทางมาถึงบุกเข้าโจมตี เมื่อนั้นกว่าจะทราบว่าหลงกลข้าศึกก็สายไปเสียแล้ว แม่ทัพเช่อจงที่เร่งเดินทางก็ถูกซุ่มโจมตีระหว่างทาง ขุนทัพมือขวาขององค์ชายเจ็ด นามเกาเสียนหนิงเป็นคนตัดหัวแม่ทัพเช่อจงออกมา”



                แม้ทราบสถานการณ์อยู่ก่อนแล้วจากรายงานด่วน แต่เหล่าแม่ทัพเมื่อได้ยินยังพากันกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้น บ้างก็ตาแดงก่ำ



               “เมื่อไร้ไพร่พลสนับสนุน ฐานที่มั่นที่ห้าจึงถูกทำลาย แม่ทัพหลิวอี้ถูกองค์ชายเจ็ดสังหาร ทหารที่เหลือหากไม่หลบหนีก็ถูกจับเป็นเชลย ฐานที่มั่นทั้งสองนั้นถือว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นหน้าด่านแรกป้องกันระหว่างเทียนจิ้นและไห่เยี่ยนเมื่อถูกละลายพร้อมกันในวันเดียวเช่นนี้ขวัญกำลังใจไพร่พลจึงระส่ำระส่าย พวกเราที่ฐานทัพใหญ่รีบส่งสารขอความช่วยเหลือไปทางเมืองหลวง หลังจากนั้นอีกสองวันแม่ทัพฉีแห่งฐานที่มั่นที่เจ็ดก็นำไพร่พลออกซุ่มโจมตีทัพใหญ่ของไห่เยี่ยน สร้างความระสำระส่ายได้พอสมควร แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ทัพไห่เยี่ยนให้กองทหารม้าออกรบอีกครั้ง แม่ทัพฉีเคราะห์ดีหลบหนีออกมาได้ แต่บาดเจ็บสาหัส ส่วนฐานที่มั่นที่เจ็ด ถูกพวกมันยึดครอง”



               รายงานสถานการณ์จบสิ้นแล้วแต่สีหน้าของทุกคนยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้น ข้าฟังแล้วยังรู้สึกกังวลกับเรื่องที่เกิด นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเสียแล้ว ความสียหายเกิดขึ้นมากกว่าที่คิดซ้ำดูท่าจะลุกลามได้ทุกเมื่อ คิดถึงผู้คนในเมืองหลวงแล้วอยากเดินไปตบหัวรัชทายาทที่ไม่รู้ว่างทำอันใดอยู่ให้หันมาตรงนี้เสียบ้าง จะโดนดาบจ่อคอหอยแล้วยังไม่รู้ตัวอีก!



              ปกติที่ชายแดนมีกำลังพลประจำอยู่สามหมื่น แต่อยู่ในค่ายเพียงหนึ่งหมื่นอีกสองหมื่นกระจายกันไปตามฐานที่มั่นต่างๆทั้งเจ็ดแห่ง คิดถึงข้อนี้ข้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฐานที่มั่นสามแห่งถูกทำลายไปแล้วด้วยน้ำมือทหารฝ่ายศัตรู ซ้ำเสียนายทัพฝีมือดีไปสองคน ทหารเดิมทีมีอยู่สามหมื่น แบ่งออกไปสองหมื่นประจำที่มั่นเจ็ดแห่ง เมื่อถูกทำลายไปสองแห่งไพร่พลก็เสียหายไปเกือบหมื่น มีทหารชุดใหม่ที่เดินทัพมาในครานี้สมทบอีกหนึ่งแสน ดังนั้นจำนวนอย่างมากก็สิบสองหมื่นเท่านั้น แม้จะมีกำลังพลมากกว่าทัพของไห่เยี่ยนเกือบครึ่ง แต่ฟังแล้วยุทธวิธีขององค์ชายผู้นั้นดูถูกไม่ได้เลย สามารถยึกฐานที่มั่นสามแห่งได้ภายในสี่วัน นี่มิใช่น่าตกใจหรือ



             แล้วกับคนที่มีมันสมองคิดแผนการณ์ได้เช่นนั้น ซ้ำถูกกล่าวเป็นเทพสงครามแห่งไห่เยี่ยน ข้าคนนี้จะเอาอะไรไปต่อกรกับเขา



              “ทัพไห่เยี่ยนกล่าวอ้างเหตุผลใดในการบุกโจมตี” ข้ากำลังนิ่งคิดกังวลถึงศักยภาพของตัวเองอยู่หลุดจากภวังค์และหันไปมองคนถาม หลินจวินเจ๋อมีสีหน้าเคร่งครียดอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นก็ยังตั้งอกตั้งใจด้วยมาดแม่ทัพอันน่าเลื่อมใสยิ่งจนอดไม่ได้ที่จะชื่นชม เรื่องนี้เขาดีข้าไม่เถียง ถ้าเพียงแต่จะฉลาดเรื่องอื่น..



              “กล่าวว่าต้องการชิงเมืองถานเฟิ่งที่แต่เดิมเป็นของแคว้นไห่เยี่ยนกลับคืนมาขอรับ” แม่ทัพแซ่จื้อกล่าว



              “น่าขันยิ่งนัก เมืองถานเฟิ่งอยู่ใต้การดูแลของเทียนจิ้นเรามนับร้อยปี คิดทวงคืนตอนนี้ช้าไปหรือไม่ นี่มิใช่เห็นว่าเมืองหน้าด่านเจริญรุ่งเรืองจึงคิดยึดครองหรือ” เสียงแม่ทัพโม่ร้องหยันดังขึ้นแล้วเจ้าตัวก็ตบโต๊ะเปรี๊ยง “ข้ออ้างทั้งนั้น!



               “แม่ทัพโม่โปรดใจเย็น ลิ้นลมสุนัขชาติชั่วเหล่านี้เป็นอย่างไรมีหรือทุกคนจะไม่ทราบ แดนใต้เราขับเคี่ยวกับมันมาหลายปี บ้างอ้างต้องการที่เก่าคืน บ้างกล่าวถูกเรารุกราน สุดท้ายหากพ่ายแพ้ก็แต่งหนังสือมาเจรจา กลับกลอกยิ่งนัก”



              “ใช่แล้ว ยามนี้กองทัพส่งทัพหนุนมาเสริม รี้ไพร่พลเรามีมากมายกว่าครึ่ง ไฉนเลยจะเป็นรอง ก่อนอื่นยึดฐานที่มั่นคืน ล้างแค้นแก้วิญญาณแม่ทัพผู้กล้าทั้งสอง จากนั้นตะลุยเข้าไห่เยี่ยน ทั้งหมดนี้..”



                    ฯลฯ





            ยามเดินเข้าไปเป็นยามสาย แต่ยามก้าวเท้าออกมากลับเป็นยามบ่ายแก่ ข้าเงยหน้าขึ้นมองดวงตะวันหลังจากเดินออกมาจากห้องประชุม ตามหลังแม่ทัพหลายนายที่ยังคงสนทนาติดพันเรื่องศึกบ้านเมือง ข้าอยากเดินไปตบหัวตัวเองที่บอกว่าเป็นท่านอ๋องนี่สบายอีกรอบแล้ว นี่นอกจากไม่สบายแล้วครานี้ยังวิกฤติมากเสียด้วย หวงเทียนหยาง คนงามของข้า กลับทีมาเถอะ! คนธรรมดาอย่างอาซิ่นจะทำอะไรได้ในสถารการณ์เช่นนี้กัน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือกุนซือผู้ชาญฉลาดและรอบรู้ หาใช่กุนซือน้ำหน้างามๆที่ได้แต่ยืนฟังทุกอย่างเงียบๆในห้องประชุมโดยไม่ออกความเห็น เดิมทีในระหว่างเดินทางข้าไม่มีความมั่นใจว่าจะทำอะไรได้ในฐานะกุนซือ มายามนี้ อย่าถามถึงความมั่นใจเลย มันคืออะไรข้าไม่รู้! ตอนนี้ทุกคนต้องการท่านนะหวงเทียนหยาง โปรดกลับมาทีเถอะ!!



          กรีดร้องในใจตะโกนโวยวายกับลมฟ้าแล้วข้าได้แต่เดินหมดเรี่ยวแรงไปยังห้องที่พัก ภาระที่เพิ่งรู้ว่าหนักหนาเพียงใดทำเอาข้าห่อเหี่ยวจนคิดอะไรไม่ออก มีแต่สมองถูกเคี่ยวกรำจนกลายเป็นก้อนเนื้อเละๆอยู่ในหัว จะว่าข้าโง่เรอะ ก็โง่น่ะสิ ไม่เคยบอกเสียทีว่าฉลาดอะไรกับเรื่องพรรคนี้ สิ่งที่อยู่ในมือคืออะไร ไม่ใช่แค่อำนาจแต่เป็นชีวิตคน  คิดวางแผนผิดแม้แต่ครั้งเดียวก็อาจพาคนเป็นพันไปตายได้ ฆ่าคนสักคนในชีวิตจริงข้ายังไม่เคย แล้วนับประสาอะไรกับภาระตัดสินใจหนักหนาเช่นนี้  เรื่องแบบนี้ง่ายดายเสียที่ไหน ถ้าการศึกสงครามมันเป็นเรื่องง่าย ทุกคนก็ได้เป็นแม่ทัพกันหมดแล้ว 



           ข้าทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้เมื่อมาถึงห้องแล้วนวดขมับเบาๆ ไม่พูดไม่จา เหล่าไท่เห็นอาการเคร่งเครียดจึงนำชาหอมและขนมมาวางและออกไปเงียบๆไม่เป็นการรบกวน ข้ามองกระดานหมากล้อม พิจารณาถึงฝีมือห่วยจัดของตัวเอง นึกเสียใจที่ไม่ได้ศึกษามารึ..ถูกแล้ว แต่ข้าจะทำอะไรได้นอกจากฝึก ฝึก และฝึก แต่ขณะที่ข้าฝึกล่ะ กว่าข้าจะทำได้ กว่าข้าจะเก่งกาจ คนอื่นจะรอข้ารึ เวลาเดินไปทุกชั่วยามไม่มีใครหยุดให้ข้าหรอก พวกแคว้นศัตรูจะเฝ้ารอให้ข้าฝึกฝนตนเองจนเก่งด้วยหรือไร..







             “เจ้ามีอะไร?” หลินจวินเจ๋อซึ่งยังนั่งเงียบอยู่ในห้องประชุมเงยหน้าขึ้นมาเมื่อข้ารีบร้อนเดินมาถึงแล้วผลักประตูพรวด     



          “ข้าคิดว่าข้ายังไม่เหมาะจะทำหน้าที่กุนซือ” ที่เดินกลับมาหาเขาอีกครั้งเพราะเรื่องนี้ ข้าพูดโพล่งออกไปตรงๆอย่างไม่คิดปิดบัง เป็นผลให้แม่ทัพใหญ่นิ่วหน้า เขาลุกขึ้นยืน จ้องมองข้าด้วยแววตาไม่เข้าใจ



             “ถึงขั้นนี้แล้ว..”



             “เพราะถึงขั้นนี้น่ะสิ!” ตัดบทอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วอย่างจริงจังยิ่งนัก ข้าเชิดหน้าขึ้น สบตาบุรุษเบื้องหน้าเพื่อแสดงความจริงใจ “เพราะข้าทราบว่าสถานการณ์เลวร้ายเพียงใดข้าจึงต้องกล่าว ที่นี่คือสนามรบไม่ใช่สนามเด็กเล่น ข้าไม่พร้อม! ข้าทำอะไรไม่ได้ ข้าคิดอะไรไม่ได้ ข้าไม่ได้ฉลาดเป็นอัจฉริยะอีกแล้ว ข้าไม่ได้ขี้ขลาด แต่ท่านได้ยินหรือไม่ว่าใช่คนเหมาะความสามารถ...ตอนนี้ข้าไม่มีความสามารถ ข้ามีแต่จะพาคนไปตาย แม้กระทั่งท่านก็อาจต้องตาย!



             “ฮูหยิน ข้าว่าเจ้ากำลังกังวลเกินเหตุ...” หลินจวินเจ๋อกล่าวออกมาช้าๆ สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง



             “ข้าไม่ได้กังวลเกินเหตุ ข้ารู้ตัวดีว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่พร้อม ข้าเล่นหมากล้อมยังแพ้ท่านอยู่เลย แล้วจะให้ข้าไปวางอุบายรบทัพจับศึกกับผู้ใด” 



           ข้าจ้องมองเขาด้วยแววตาเรืองรองแสดงความจริงใจอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่ข้าคิดและตัดสินใจอย่างจริงจังโดยไม่มีแผนการณ์ใดข้อเกี่ยว เรื่องที่เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริงคือมือสมัครเล่นอย่างข้าไม่สามารถทำได้ กลศึกสงครามคนที่นี่เรียนกันมาแต่เด็กยังเชี่ยวชาญบ้างไม่เชี่ยวชาญบ้าง แล้วข้าจะทำได้ยังไง อ่านตำราพิชัยสงครามมาไม่กี่เล่มแล้วจะทำได้ทันทีหรือ ฝันไปรึไง! ข้าคือเหลียงจื่อซิ่นเกย์หนุ่มจากศตวรรษที่ยี่สิบไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ จะเอาความเชี่ยวชาญมาจากที่ไหน



             “ให้ข้าออกไปเถอะ ข้าเหมาะกับเรื่องเงินๆทองๆมากกว่ารบราฆ่าฟันกันเช่นนี้ ให้ทุกคนคิดว่าข้าเป็นคนขลาดเขลาไปเสียดีกว่ารั้นอยู่แล้วพาผู้คนมากมายต้องตาย ข้าไม่สนใจว่าชื่อเสียงจะเสียหายหรือจะกลายเป็นตัวตลกของแผ่นดิน ข้าทราบเพียงสงครามนี้หากฟังเสียงข้า ทุกอย่างมีแต่จะย่ำแย่ ข้าไม่กล้ากล่าวอ้างว่าตนเองเป็นคนเสียสละยอมถูกกล่าวว่าโง่งมขลาดเขลา แต่ที่ทำไม่ได้คือทำไม่ได้ ดื้อดึงไปจะสร้างความเสียหายไปเปล่าๆ ข้ารักเมืองถานเฟิ่ง ข้าเชื่อว่าท่านเองก็รัก ดังนั้นเรื่องนี้ขอให้ท่านปกป้องพวกเรา”



             หลินจวินเจ๋อฟังที่ข้ากล่าวจนจบแล้วเขาก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ขณะที่ข้าใช้สายตาจริงจังทอดมองอีกฝ่ายเงียบๆและรอฟังคำตอบ ไม่มีอะไรจะกล่าวในเมื่อกล่าวไปหมดแล้ว ทุกสิ่งนั้นคือความจริงและทุกคำนั้นออกมาจากใจ ต่อให้ข้านิสัยเป็นยังไงก็ยังไม่โง่ขนาดคิดถือทิฐิพาคนไปตายเช่นนี้ แม้เสียใจที่ข้าทำให้ชื่อเสียงของคนงามมัวหมอง แต่ยังดีกว่าดื้อรั้นจนอาจต้องเสียเมืองถานเฟิ่งและทำคนตายมากมาย คนเรามีเรื่องที่ทำได้และทำไม่ได้ ข้าขอวางมือในเรื่องที่มิอาจกระทำได้เถอะ และหวังว่าเขาจะเข้าใจเช่นกัน



             “ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งคืน..ค่อยๆคิด ค่อยๆตรองดูอย่างถี่ถ้วน” หลินจวินเจ๋อกล่าวออกมาช้าๆ สีหน้าแววตาและท่าทีบางอย่างของเขาทำให้ข้าทราบได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังกล่าวกับข้าในฐานะแม่ทัพกับกุนซือมิใช่สามีภรรยา “ข้าไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวมีเหตุผล แต่ก็ยังอยากรั้งให้เจ้าอยู่ มีเจ้ากับไม่มีเจ้าเรื่องราวแตกต่างกันอยู่บ้าง จะอย่างไรชื่อเสียงเรื่องนี้ของเจ้าก็ไม่แปลกปลอม..เพียงแต่ข้าเองก็ทราบ บัดนี้เจ้าถูกยาพิษเล่นงานจนมิอาจจดจำสิ่งใด การจะให้เจ้าเป็นกุนซือทัพดูเสี่ยงเกินไปจริงๆ”



            “ลองคิดดูให้ดี ฮูหยิน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาให้คำตอบแก่ข้า”



            “ขอบคุณ” ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว ข้าพยักหน้าถอนใจเบาๆไม่ปฏิเสธ นี่ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เขาเองก็ควรคิด ข้าเองก็ต้องคิดเช่นกันว่าจะทำอย่างไรดีกับภาระที่หนักอึ้งบนสองบ่า ค่อยๆพินิจพิจารณาช้าๆ อย่างมีสติที่สุด



            “และอีกอย่าง กรุณาอย่าเรียกข้าว่าฮูหยิน สหายร่วมรบ!



            “อ..เดี๋ยว!




           หลินจวินเจ๋อได้ยินแล้วร้องโพล่งออกมาด้วยสีหน้าประหนึ่งค้นพบเสียทีว่าทำไมถึงถูกข้าทำตัวปึ่งชาใส่ ท่านแม่ทัพแดนใต้ลุกพรวดพราดขึ้นมาแล้วร้องห้ามข้าดังลั่น แต่ไม่ทันแล้ว ข้าปิดประตูใส่เขาแล้วเดินออกมาทันที ไม่ลืมสั่งเหล่าไท่ว่าวันนี้ข้าอยากกินข้าวคนเดียว ไม่ต้อนรับสหายร่วมรบ



             ก็ข้ามีเรื่องต้องคิดอยู่ ขออภัยด้วย สหายร่วมรบ หึ!     





++++++++++++++++++++++++++++



ตอนนี้ค่อนข้างเครียดหน่อยหลังจากสหายร่วมรบเปลี่ยนยุทธวิธีพร้อมกลิ่นน้ำส้มและคนตะบึงตะบอนเป็นระยะ555 จริงๆก็เข้าสู่โหมดเครียดล่ะค่ะ ศึกนอกศึกในมากันถ้วนหน้า



ส่วนที่อาซิ่นบอกขอเลิกเป็นกุนซือ อันนี้ก็อยากให้เข้าใจอย่างที่อาซิ่นบอกนั่นล่ะค่ะ หลายคนอาจอยากให้อาซิ่นเมพ แต่เจ้าตัวเองมาอยู่ในร่างนี้ได้ไม่เท่าไหร่และไม่ได้ร่ำเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มา จู่ๆจะให้เก่งขึ้นเลยคงเป็นไปได้ยาก 

ถ้ามองในมุมของคนธรรมดา จู่ๆกลับต้องมาแบกรับหน้าที่ซึ่งมีชีวิตคนมากมายอยู่ในกำมือจะคิดยังไงล่ะ ประสาทกินไหม(อาซิ่นแพนิคไปแล้ว) อาซิ่นเองก็ไม่ใช่ทหาร ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ไม่เคยรับผิดชอบชีวิตคนมากมายขนาดนี้ ถ้ารั้นจะทำต่อ แล้ววางอุบายผิดอาจทำให้คนมากมายต้องสูญเสีย แม้กระทั่งท่านแม่ทัพก็อาจตายด้วย รู้ตัวว่ายังไม่เก่ง ไม่เหมาะก็ควรถอนตัวออกมา


แต่จะถอนตัวจริงไหม รอคำตอบตอนหน้าค่ะ


แล้วพบกัน สหายร่วมรบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 218 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13759 Y knight (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 23:45
    คนงามแค้นแรงมาก5555555
    #13,759
    0
  2. #13642 DARA T. (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:46
    แม่ แม่ต้องสู้นะ แม่ไม่เคยอ่านสามก๊กหรอแม่ แม่ต้องไปอ่านนะแม่ แม่!!!
    #13,642
    0
  3. #13547 ununchuahong (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 18:47
    ความประชดประชันนั้นนนนนน55555
    #13,547
    0
  4. #13507 pang_likeyou (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 00:42
    สมน้ำหน้าหนัก
    สหายร่วมรบ
    #13,507
    0
  5. #13465 Vagabond Picha (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 20:11
    55555 สหายรู้แล้วเนอะ
    #13,465
    0
  6. #13410 ploybrf2 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 13:17
    แรงงงง สู้ๆนะ
    #13,410
    0
  7. #13350 พญานก T^T (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:08
    ลูกเต่าาาา โดนแล้ววว 555
    #13,350
    0
  8. #13091 mommommae (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 08:33
    เอ็นดูเจ้าลูกเต่า เห้ยสหายร่วมรบ555
    #13,091
    0
  9. #12858 ต่งต่ง8894 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 06:13
    ที่แท้ฮูหยินก็งอนนี่เอง55555
    #12,858
    0
  10. #12830 มูตี้ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 17:31
    ^_____^
    #12,830
    0
  11. #12737 LadyCharlotte1a (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 09:03
    ขำชื่อตอน 5555
    #12,737
    0
  12. #12661 Summer Tea (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 20:37
    แค่ความทรงจำกับคนอื่นยังเรียกคืนได้ นับประสาอะไรกับกลอุบายจิ๊บๆ
    #12,661
    0
  13. #11333 phetlovrwwww (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 18:17
    ส-หาย-ร่วม-รบ ชัดเจนมั่ยคะแม่ทัพใหญ่
    #11,333
    0
  14. #9754 omnivore (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 03:14
    สหายร่วมรบ 5555555
    #9,754
    0
  15. #9096 For_Flame (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 00:36
    แค้นจริงจังฝังใจ5555
    #9,096
    0
  16. #7542 katekate (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 20:32
    555555 ตาหลกจุงงง งอนจิงจังอะ สหายร่วมรบบ
    #7,542
    0
  17. #7492 PP_ELF (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 16:26
    เป็นไงล่ะสหายร่วมรบ5555 โดนท่านอ๋องเมินเลยยย
    #7,492
    0
  18. #6970 TOEY_KCR (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 17:13
    กะลังเครียดอยู่ดีดีมาฮาตรงสหายร่วมรบ นายเอกคงจะฝังใจไปอีกนาน เเต่เราเชื่อว่านายเอกมีความสามารถบางอย่างซ่อนอยู่ ต้องพาทัพนี้ไปสู่ชัยชนะได้เเน่ๆ นี่บอกเลยว่ารักเรื่องนี้มาก รักนายเอก รักเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องดีมากเลยค่ะ ขอบคุณที่เเต่งน้า เจ้มจ้นสุดๆ
    #6,970
    0
  19. #6461 noo_parekapoom (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 21:36
    โอยย มีความอาฆาต หัวเราะหนักมาก5555
    #6,461
    0
  20. #6393 Machi-Kream (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 21:51
    ชอบง่าาาา คือเรื่องนี้อิงชีวิตจริงงงคือชอบบบค่าาา ชอบความรู้สึก การบรรยายความรู้มากค่าาา
    #6,393
    0
  21. #6195 PollyisCurious (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 12:35
    ชอบที่นักเขียนวางบทให้อาซิ่นเป็นคนแบบนี้จังค่ะ
    มันดูไม่ใช่สูตรตายตัวที่ว่านายเอกย้อนอดีตมาแล้วต้องเก่งไปซะทุกเรื่อง
    อาซิ่นก็คนธรรมดาคนหนึ่ง มีเดินพลาดได้ มีสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่เก่งและทำไม่ได้บ้าง
    จะให้เก่งทั้งเรื่องการศึกก็ดูจะเติมทรูเยอะไปหน่อย5555
    เราถือว่าเป็นตัวละครที่มีความหลากหลายสำหรับเราค่ะ สรุปแล้ว เราชอบมากๆเลยค่ะ ฮือ T_T
    #6,195
    0
  22. #5708 Lili405 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2559 / 01:46
    รู้สึกจะย้ำคำว่าสหายร่วมรบจังนะท่านอ๋อง 555555555 ฟังแล้วมันจี้ใช่มั้ย
    #5,708
    0
  23. #5552 dyodo_8812 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 23:55
    ตอกกลับสหายร่วมรบได้ดีทมากเลยลูก5555
    #5,552
    0
  24. #5450 Think_out (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 19:30
    เรื่องเครียดระดับชาติ โอ๊ย สงสาร แต่ยังไม่ลืมสหายร่วมรบสินะ 55
    #5,450
    0
  25. #5228 fairy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 20:46
    ขอให้ระลึกถึงสมองคนงามได้ ล้ะเอาทาเป็นของตนเอวเถ๊อะ!!!
    #5,228
    0