ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 21 : อาการป่วยของสามีคือโรคปากไม่ตรงกับใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,494
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 238 ครั้ง
    18 พ.ย. 59






             ข้าลืมตา เริ่มเคยชินเสียแล้วที่จะพบกับใบหน้าเหี่ยวย่นแฝงความกังวลของท่านหมอประจำตำหนักเป็นอย่างแรก ชายชราลูบเคราขาวของตัวเองเบาๆ แสดงอาการกังวลและสีหน้าครุ่นคิด เดิมทีเขาอาจจะหน้าตาดีมากในอดีตแต่วันเวลาก็พากันทิ้งรอยเหี่ยวย่นอย่างที่เห็น เฮ้อ..ข้ารู้ว่าไม่ควรคิดอะไรไร้สาระแต่ก็ยังดีกว่าการต้องพบใบหน้าเคร่งเครียดของสามีเป็นรายถัดมา แล้วเขาก็จะพูดจาอะไรเป็นทำนองคล้ายๆ..



              “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” น้ำเสียงนุ่มหูผิดปกติทำให้ข้าเหลือบตามองเขา หลินจวินเจ๋อไม่ซักข้าว่าเป็นเช่นนี้เพราะอะไร  คิดถูกแล้ว เพราะต่อให้ถามมาข้าใช่จะมีคำตอบ แต่คิดขยับตัวลุกขึ้นกลับถูกมือใหญ่กดเอาไว้ให้นอนลงที่เดิม ข้ามองฝ่ามือของเขาไล่ไปยังเกราะใหญ่แสนคุ้นตา ก่อนจะเบือนหน้ามองแสงสว่างจากด้านนอก เท่าที่สังเกตุจากสีของท้องฟ้าคงเป็นเวลาเย็นแล้ว



              “ท่านยังไม่ถอดเกราะออกอีก” เอ่ยถามคล้ายจะบ่นในทีแต่ก็ยกริมฝีปากยิ้มน้อยๆ ไม่ว่าคนจะเฝ้าข้าตั้งแต่เที่ยงหรือมาเยี่ยมอีกทีตอนเย็นก็ตามมันยังเรียกได้ว่าน่าปลื้มใจอยู่ดี ข้าเหลือบมองคนในห้องนอนอีกครั้ง เห็นเหล่าไท่ยังมีสีหน้าห่วงใยเช่นเคย เขายืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่งแต่ยังชะเง้อมองสำรวจสีหน้าแววตาของข้าไปพลาง



             “เจ้าเองก็เพิ่งฟื้น” ท่านแม่ทัพใหญ่คิดยกมือมาลูบหัวข้าแต่ข้าก็ดันมือเขาออก เปลี่ยนมาจับไว้อย่างละมุนละม่อมแทนที่ ไม่นำพาแววตาแปลกๆคู่นั้น



             “ทำให้พวกท่านเป็นห่วงแล้ว” ข้าระบายลมหายใจ ขณะที่หลินจวินเจ๋อหันไปสั่งให้ทุกคนออกจากห้อง พลันรู้สึกได้ว่ากระบวนการสอบสวนกำลังจะเริ่ม ข้าคิดอยากขอความช่วยเหลือไปยังเหล่าไท่หรือท่านหมอ แต่ไม่ทันลงมือคนก็เดินออกไปกันหมดอย่างรวดเร็วและเชื่อฟังยิ่ง เฮ้อ ก็ได้ ข้ายอมแพ้



              “ท่านหมอกล่าวว่า...” สามีดึงมือออกไปจากมือข้าพลางเริ่มถอดเกราะออกจากตัว ข้าเองก็หันไปมองภาพเบื้องหน้าเป็นอาหารตาไปพลางๆและฟังเสียงเขาไปด้วย อีกฝ่ายเอ่ยปากท่องถ้อยคำวินิจฉัยอาการออกมาอย่างรวดเร็ว “อาการป่วยไม่เป็นอะไรมาก แค่อ่อนเพลียและวิงเวียนเล็กน้อย ร่างกายไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาคือสภาพจิตใจ อารมณ์ปั่นป่วน คล้ายมีเรื่องสะเทือนอารมณ์ โรคทางใจหมอมิอาจรักษา...”



              คนสะบัดเอาเกราะอ่อนชิ้นสุดท้านออกจากตัวแล้ววางไว้ยังโต๊ะแปดเหลี่ยมในห้อง หลินจวินเจ๋อพาตัวเองมานั่งข้างเตียงของข้า เขาเอื้อมมือมาดึงไหล่ รั้งไว้มิให้เสหลบตา แววตาคมวาวคู่นั้นจ้องเขม็งไม่ปล่อยให้หันไปทางใด ไม่เปิดโอกาสให้บ่ายเบี่ยงประเด็นได้อีก



          “เจ้าบอกข้าได้หรือยัง ว่าเกิดอะไรขึ้น?”



             ข้าจ้องสบตาเขา มองตอบแววตาคู่นั้นเงียบๆโดยไร้ถ้อยวจีใด แสงแดดอ่อนยามเย็นทอลอดหน้าต่างเข้ามาในห้องหับอันงดงามของวังจวิ้นอ๋อง เย็นมากแล้ว เวลาผ่านไปแล้ว ตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงที่ได้พบเจอมู่เซิน ข้านึกถึงเงาร่างที่คุ้นตานั้น ลึกๆในใจยังปวดแปลบแสบร้อน ถ้อยคำที่เขากล่าวกับข้าก่อนไปสร้างความงวยงงอยากรู้อย่างมากมาย ดังนั้นหากข้าอยากไขคำตอบก็ควรนิ่งเงียบและเก็บทุกสิ่งไว้เป็นความลับ แต่บัดนี้แววตาที่จริงจังและเต็มไปด้วยความห่วงใยของหลินจวินเจ๋อกลับทำให้เกิดความลังเลขึ้นมา แม้ในใจข้าหวังอี้เสี่ยจะเป็นความลับที่ไม่ควรเปิดเผย แต่..



            “คนเรา ใครบ้างจะไม่มีความลับความหลังสักเรื่องสองเรื่อง หากเห็นใจข้าบ้าง โปรดอย่าคาดคั้นเลย” 



          ตัดสินใจกล่าวออกไปอย่างช้าๆ ชัดๆพลางสบตาคู่นั้น ข้าเห็นแววตาอันจริงใจของหลินจวินเจ๋อมีความรู้สึกบางอย่างพาดผ่าน เขาเองก็คงรู้สึกไม่ดีที่ถูกปิดบัง แต่จะทำอย่างไรได้เล่า เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเดียวที่ข้าไม่อยากเอ่ยถึง คนเราไม่ว่าใครก็มีจุดอ่อน หวังอี้เสี่ยเป็นทั้งจุดอ่อนและความลับของข้า หากไม่คิดถึงเขา ข้าก็เป็นท่านอาซิ่นที่แข็งแกร่งไร้ผู้เทียมทาน แต่หากหวังอี้เสี่ยเข้ามา ก็เหลือแต่เด็กน้อยเหลียงจื่อซิ่น ฟังคำหมอที่เขาบอกออกมาแล้วนึกขัน โรคทางใจหมอมิอาจรักษา งั้นหรือ ไม่ผิดไปจากคำผู้เฒ่ากล่าวแม้แต่น้อย หากรักษาได้ไยจึงเลือกเก็บซ่อนไว้ไม่เปิดเผย เพราะรอยแผลมันไม่มีวันหาย รักษาไม่ได้ ไยต้องกล่าวให้มากความ



            “เจ้าบอกข้าไม่ได้?” สีหน้าของหลินจวินเจ๋อซับซ้อนอยู่บ้าง ข้าอยากเอื้อมมือไปแตะ แต่เขาอยู่สูงเกินไป ดังนั้นจึงตบที่ว่างข้างตัวเบาๆ ให้อีกฝ่ายขยับมาใกล้ยิ่งขึ้น แล้วย้ายหัวตัวเองไปหนุนตักเขาผ่านหมอนเสียเลย



            “บอกไปก็ไม่อาจทำอะไรได้” ข้ากล่าวพลางขยับตัวปรับมุมดีๆให้ตัวเองไปด้วย “ไม่ว่าท่านหรือใครก็ไม่อาจทำได้ ก็นี่มันปัญหาของข้า...คงได้แต่ทำตัวอ่อนแอน่าขายหน้าแล้ว”  



           “ไม่ได้ลองดู จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่อาจทำได้” หลินจวินเจ๋อกำหมัดวางบนเข่า ท่าทางไม่ยอมแพ้จริงๆน่าเอ็นดูยิ่งนัก ข้าจ้องมองมือหยาบกร้านจากการจับดาบแล้วลูบหลังมืออีกฝ่าย นิ้วมือขาวๆของคนงามมีสีสันตัดกับผิวเนื้อที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของแม่ทัพคนหนึ่งอย่างชัดเจน พลันข้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ได้รังเกียจ ทำท่าไม่ยอมถูกแตะต้องเหมือนเดิมอีกแล้ว



            “บาดแผลบนมือท่าน ท่านยังไม่อาจลบ แล้วแผลของผู้อื่น ท่านจะลบได้อย่างไร” น้ำคำที่กล่าวแม้นุ่มหู แต่บันดาลให้หัวคิ้วของอีกฝ่ายย่นยู่เข้าหากัน ข้าเคาะหลังมือของเขาเบาๆ ตระหนักได้ถึงบรรยากาศสงบสุขที่ไม่น่าเอาเรื่องขุ่นเคืองมาให้เสียอารมณ์ “อย่าได้คิดมากเลย ช่วงนี้ข้าก็แค่...อาการความหลังกำเริบ”



             “เป็นเพราะมู่เซิน?” บางทีก็อยากให้เขากลับไปเป็นไอ้ลูกเต่าตัวเดิมบ้างบางเวลา ฉลาดเกินไปมันก็ทำให้ต่อกรยาก ข้าจะมาปกปิดสีหน้าตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว อีกอย่างหลินจวินเจ๋อเองก็คงเห็นอะไรๆ มาไม่น้อย



             “เขาก็แค่คนหน้าเหมือน” ข้าผ่อนลมหายใจ นึกถึงคนที่ตัวเองเอาแท่นฝนหมึกฟาดเข้าให้แล้วได้คำตอบเพียงเท่านี้



            “ผู้ที่เจ้ามีความหลังด้วย ที่แท้คือบุรุษหรอกรึ ฮูหยิน?” ข้าได้กลิ่นน้ำส้มออกมาจากตัวเขาหึ่ง ไม่พอมือใหญ่นั้นยังบีบจมูกข้าเลียนแบบการกระทำของกันเสียด้วย แล้วไง ผู้ชายแล้วไง ผู้ชายผิดตรงไหน อาซิ่นผู้นี้ก็เป็นเกย์มาตั้งแต่จำความได้นั่นล่ะ คนที่มีอะไรๆด้วยก็ตัวผู้ทั้งนั้น



            “เป็นผู้ชายแล้วอย่างไร ท่านพี่ ทีท่านยังไป รักลึกซึ้งแต่ไร้วาสนา กับสตรีอื่น แล้วข้าทำไม่ได้?” ตอกกลับไปเสียทีให้อีกฝ่ายมีสีหน้าจืดเจื่อน ข้าปัดนิ้วเขาออกจากจมูกทันควัน อย่าคิดนะว่าอาศัยอาการป่วยและทำตัวดีขึ้นหลังๆจะกลบข้อหาเก่าจนมิด ไอ้วาจาชวนเลี่ยนของท่านแม่ทัพตัวดีข้ายังจำได้ฝังใจ มีคนอื่นอยู่ในใจแท้ๆ ทำมาหึงหวง



             “ข้า..เอ่อ...ข้าแค่ไม่ทราบมาก่อน”    



             “ฮื่อ” ไม่แปลกหรอกที่เขาจะไม่ทราบมาก่อน ที่จริงไม่ว่าเหล่าไท่หรือคนสนิทคนไหนของจวิ้นอ๋องก็ไม่มีทางรู้ ข้าถึงได้บอกว่าปัญหานี้ไม่อาจมีใครช่วยได้ นอกจากจะแก้ไขด้วยตัวเอง “ท่านรู้แล้วก็แล้วไปเถอะ ข้าเอง....”



            “เจ้าไม่ควรเจอเขาอีก” ฟังคำตัดบทจากท่านแม่ทัพตรงหน้าแล้วข้าก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ขมวดคิ้ว จ้องสีหน้าจริงจังของเขาเงียบๆ ในหัวมีความคิดร้อยพันแล่นผ่าน หากเจอแล้วทำให้สะเทือนใจ ไม่เจออีกก็คงดี ไม่มีคนมาอยู่ใกล้ๆให้สะเทือนใจโดยใช่เหตุก็ถือว่าเหมาะสม แต่หากไม่เจอ..   



            “ข้าฟังผิดไปรึเปล่า ว่าท่านกำลังหึงหวง” ข้ายิ้มก่อกวน แววตาเป็นประกายระยับ



            “ไม่ใช่!” ไม่เห็นต้องรีบปฏิเสธขนาดนั้น ข้ามองเขาแล้วพลันหน่ายขึ้นมา รู้สึกว่าปากแข็งนี่มันไม่ต่างกับอาการป่วยอย่างหนึ่ง ช่วงนี้อุตส่าห์คิดว่าทำตัวดี แต่ที่เขาดีเป็นเพราะข้าป่วยรึเปล่า ถ้าหายป่วยแล้วจะกลายเป็นแบบเดิม แบบนั้นคงน่าเสียดายแย่ แต่ให้แกล้งป่วยต่อไปก็ดูจะง่อยผิดนโยบาย  ขนาดไม่สบายมาสองวันข้ายังรำคาญตัวเอง



            “เจ้าอาจไม่ตระหนัก แต่ดูเหมือนว่านี่จะมีส่วนกระตุ้นพิษในร่างกายของเจ้า” ข้อความน่าสนใจทำให้ข้าเงยหน้ามองคนพูดอีกครั้ง คำกล่าวของหลินจวินเจ๋อจุดประกายความสนใจขึ้นมา “แม้จะไม่รู้ว่าเป็นพิษเช่นไร แต่ดูเหมือนมันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ยามใดที่เจ้ามีเรื่องราวสะเทือนใจ ก็ส่งผลเสียไปถึงร่างกาย ที่ผ่านมาเจ้าแม้ไม่แข็งแรงเช่นข้า แต่ก็ไม่ได้อ่อนปวกเปียกจนล้มหมอนนอนเสื่อเป็นประจำ การเดินทางที่ผ่านมาก็ไม่ได้ลำบาก มาคิดดูแล้วใต้หล้าใช่จะไม่มียาเช่นนี้ ซ้ำส่งผลร้ายกาจ ทำให้คนทุกข์ทรมาน..แม้ไม่ทราบว่าใช่หรือไม่ แต่เจ้าอยู่ห่างเรื่องกวนใจเอาไว้จะดีกว่า”



             “ท่านหมายถึง ข้าที่ประเดี๋ยวก็เป็นลมอยู่นี่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาพิษที่ได้รับ?”



            ไอ้ยาพวกนี้มันอะไร? ผลลัพธ์แฟนตาซีทำเอาพูดไม่ออก แต่จะบอกว่าไม่เชื่อก็ไม่กล้าพูด นี่ไม่ใช่ยุคสมัยที่ข้าคุ้นเคย จะมีข้าวของแปลกๆก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้ พอลองคิดด้วยหลักการของคนปัจจุบันแล้วยาพวกนั้นอาจจะไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร ปัจจุบันเองก็มีพวกยาที่ส่งผลต่อระบบประสาท สารเสพติดที่กินไปแล้วส่งผลทำให้เห็นภาพหลอน หรือว่ายาพิษที่อยู่ในร่างนี้จริงๆมันจะไม่ใช่ยาพิษ เพราะฉะนั้นเลยตรวจหาพิษอะไรไม่เจอ แต่เป็นยาที่ส่งผลด้านกายภาพแต่มีอารมณ์เป็นตัวกระตุ้น..



             คิดคำนวนไปด้วยความรู้ครึ่งๆกลางๆแล้วข้าก็ถอนใจ กล่าวอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ว่าท่านอาซิ่นเป็นแค่คนธรรมดาที่มีดีแค่หาเงินกับตกผู้ชาย ความรู้เรื่องยาที่ต้องร่ำเรียนศึกษาหลายปีถ้าไม่ใช่คนเรียนมาโดยตรงใครจะทราบ นึกเซ็งขึ้นมาบ้างที่ตอนคบกับแฟนหมอไม่ได้สนใจความรู้เรื่องพวกนี้ แต่ด้วยความสัตย์  กล่าวว่าไม่สนใจอะไรเลยนอกจากเรื่องกินๆนอนๆจึงจะถูก



               “ยังไม่อาจระบุได้ชัดเจน แต่ควรระวังไว้ก่อน”



               “คงไม่ได้หรอก ท่านพี่” ฟังเขาตอบแล้วข้าก็ยิ้ม กล่าวออกไปอย่างรวดเร็วจนรู้สึกได้ว่าหมอนหนุนศีรษะแข็งขึ้นมาอีกระดับ ท่านแม่ทัพแดนใต้ก้มลงมาทำหน้าดุและขมวดคิ้ว มีท่าทีไม่พอใจอย่างชัดเจน



               “ทำไม” น้ำเสียงถามออกจะห้าวห้วนผิดปรกติ ได้เห็นคนกินน้ำส้มแล้วข้าลอบยิ้มเงียบๆแม้ปั้นหน้าเคร่งขรึม อยากถามไปอีกสักหน่อยว่าหงุดหงิดไม่พอใจอะไรนักหนา แต่ไม่ดีกว่า ข้าจะปล่อยให้เขาเป็นแบบนี้ไปโดยไม่ห้ามตัวเอง ให้เดินลึกเข้ามาเรื่อยๆจนยากจะถอนตัว



               “วันนี้ข้าคุยกับเขา กล่าวไปแล้วว่าจะให้เขาคอยสอดส่องชักจูงเหล่าพ่อค้าชาวไห่เยี่ยน โดยมีข้อตอบแทนคือจะได้ค้าขายกับวังจวิ้นอ๋อง ดังนั้นจึงยากจะหลีกเลี่ยงไม่พบหน้า” สีหน้าคนฟังมืดครึมทะมึนดั่งเมฆฝนตั้งเค้า ข้าเหลือบมองเห็นฝ่ามือที่กำหมัดแน่นของเขาไปด้วย “และข้าค้นพบความจริงอีกอย่าง เขาคือคนที่พวกเราเจอเมื่อคืนนั้น”



              “เป็นบุรุษที่พบเจอในคืนนั้นหรือ?” น้ำเสียงคนฟังเครียดมากขึ้น



              “ใช่ ข้าถามแล้ว และเขาก็ยอมรับ”ข้ากล่าวพลางสบตาคู่คมที่มีแววครุ่นคิด “วันที่เขามาขอความช่วยเหลือ ท่านไม่ได้เข้าไปคุยหรอกหรือ?”



              “เป็นแม่ทัพคนอื่นเข้าไปพูดคุย ข้าเข้าไปตรวจเกวียนเขาจึงไม่ทราบว่าสนทนาอันใดกัน แค่ได้พบหน้าและทราบชื่อเท่านั้น” หลินจวินเจ๋อกำหมัดแน่นแล้วออกแรงทุบหน้าขาตัวเองเบาๆ ทำเอาข้าที่หนุนตักเขาอยู่ใกล้ๆแทบสะดุ้ง เกือบคิดว่าเขากล้าลงมือกับหนังหน้างามๆนี่เสียแล้ว “ข้าพลาดเอง ไม่ตรวจสอบให้ดี คนผู้นี้ฟังแล้วน่าสงสัยยิ่งนัก เจ้ายิ่งไม่ควรเอาตัวเข้าไปเกี่ยว อาซิ่น ข้าไม่ทราบว่าเจ้ามีเรื่องราวใดในใจ แต่ในเมื่อกล่าวว่าคนผู้นั้นแค่หน้าตาคล้ายกันก็อย่าได้พาตัวไปข้องเกี่ยวมากนัก ควรตะหนักว่าเขาไม่ใช่ใครก็ตามในอดีตของเจ้า



             ใช่ ข้ารู้ ข้ารู้แล้วว่าเขาเป็นแค่คนหน้าเหมือน ไม่ใช่หวังอี้เสี่ย ข้าทราบดีแต่ก็ยังมิอาจปล่อยวางได้อย่างสิ้นเชิงเสียที การได้ยินความจริงจากปากผู้อื่นช่างเป็นรสชาติประหลาดเหลือเกิน ข้ามองสบตาเขา เห็นความจริงจังและห่วงใยในแววตาคู่นั้น ยิ่งได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นข้ายิ่งทราบว่าหลินจวินเจ๋อเป็นคนดีเพียงไร คงจะดีกว่านี้ถ้าข้าคือจวิ้นอ๋องตัวจริง ไม่ใช่เหลียงจื่อซิ่น หากเป็นหวงเทียนหยางแล้วคงดีใจยิ่งนักที่ได้รับความห่วงใยจากคนที่ตนเองรัก หากข้าเป็นหวงเทียนหยางข้าคงมีความสุข..




            “เจ้าไปอยู่ที่ค่ายทัพกับข้าเสียเถอะ




             จมจ่ออยู่ในห่วงคิดนานเพียงใดไม่แน่ชัด กลับต้องนิ่งและลืมตาตื่นขึ้นมาทันควันกับวาจาของอีกฝ่าย ข้าพบว่าหลินจวินเจ๋อก้มตัวลงมาต่ำจนใบหน้าของเราทั้งคู่อยู่ในระยะประชิด เขามีสีหน้าจริงจังยามกล่าววาจาไม่ให้ข้าหลบสายตาหรือคิดขยับตัวหนี  อ้อมแขนทั้งสองข้างแข็งแกร่งยิ่งนักเมื่อกักเอาร่างของข้าไว้ด้วยเรี่ยวแรงของแม่ทัพอย่างหลินจวินเจ๋อ อยู่กันแค่นี้เขาคิดว่าข้าจะหนีไปไหนได้อีก ทั้งที่ใกล้เพียงลมหายใจคั่น เขากลับทำราวกลัวข้าจะเห็นความจริงใจในแววตาคู่นั้นไม่พอ



               “เราเคยตกลงกันว่าข้าจะอยู่ดูแลเมืองมิใช่หรือ?” ข้าเอ่ยถามเขาช้าๆ พลางสบตาคู่นั้น เพราะอยู่ใกล้กันมากจึงเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ข้าได้กลิ่นเหงื่อจากตัวเขา คงเพราะใส่เกราะอยู่นานโดยไม่ถอด ดูสกปรกไปบ้างแต่ก็..ช่างเถิด



               “ไปอยู่ด้วยกัน เจ้าจะได้ไม่คิดอะไรฟุ้งซ่าน” ถึงกับบอกว่าข้าฟุ้งซ่านไปอีก ข้าเปลี่ยนมาบีบจมูกเขาด้วยความหมั่นไส้ มองริมฝีปากที่อยู่ไม่ไกลแล้วพยายามดันตัวลุกขึ้นไปกินเต้าหู้สามีอีกสักครา แต่คนกลับรู้ทันดึงข้าไว้แน่น ท่านพี่ มีเนื้ออยู่ตรงหน้าแล้วกินไม่ได้มันน่าหงุดหงิดนะ



               “ท่านไม่อายเวลาคนมองตอนอยู่กับข้าแล้วรึ?” ข้าจ้องมองเขาเงียบๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ชะงักไปกับคำถาม จำได้ดีว่ายามเดินทางหลินจวินเจ๋อพยายามหลีกเลี่ยงไม่อยู่ใกล้ข้าต่อหน้าผู้คน ข้าทราบดีว่าเขามีสังคมเพื่อนฝูงเป็นของตัวเอง ผู้ชายคนหนึ่งแต่งงานอยู่กินกับผู้ชายมีอะไรให้น่าเชิดชู แม้หวงเทียนหยางจะงามชนิดภูตผีต้องร่ำไห้ แต่อย่างไรก็เป็นบุรุษผู้หนึ่ง ในยุคสมัยที่ศักดินาและวิถีปฏิบัติยังคงยึดถือกันอย่างเหนียวแน่นเช่นนี้นับได้เป็นตัวประหลาด ข้าเองยังถูกกล่าวว่าเป็นท่านอ๋องรสนิยมวิปริต แล้วหลินจวินเจ๋อเล่าเป็นถึงแม่ทัพแดนใต้กลับต้องแต่งเอาบุรุษผู้หนึ่งมานอนเคียง นี่มิใช่น่าหัวร่อหรือ มีรึเขาจะไม่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะ



           “เจ้าเป็นกุนซือทัพ สงครามเริ่มก็ต้องอยู่ประจำที่ค่าย ไปเร็วขึ้นสักนิดเป็นไรไป” คนไม่ตอบคำถามข้าแต่กลับพูดถึงอีกเรื่อง ทว่าก็ไม่ผิดไปจากคำพูดของเขา ข้าแม้สมองกลวงเปล่าเพียงไรก็ยังได้รับแต่งตั้งเป็นกุนซือทัพ การไปอยู่ในค่ายเป็นเรื่องสมควร แต่เดิมทีข้าตกลงกับเขาว่าจะขอจัดการเรื่องราวในเมืองถานเฟิ่งให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะไป ตอนนี้ธุระหลายอย่างกำลังเริ่มจัดการยังไม่แล้วเสร็จ กระทั่งหลินจวินเจ๋อเองก็ไม่ได้ประจำในกองทัพทุกเวลา



           “ให้ข้าไปอยู่ที่นั่น ใครจะจัดการปัญหาที่นี่”



           “ค่ายอยู่ไม่ไกล หากมีเรื่องราวใดให้คนมาพบแล้วถ่ายทอดคำสั่งยังได้ เหวินเฉินเองก็ดูแลเมืองมาหลายปี เขาย่อมต้องทุ่มเทสุดกำลัง” อ้อมกอดแข็งแกร่งกระชับแน่นขึ้นอีกคนข้าชักจะเริ่มอึดอัด หลินจวินเจ๋อรวบตัวข้าให้ลุกขึ้นมานั่งในที่สุดแต่กลับอยู่ในสภาพถูกกอดเอาไว้แน่น ท่านแม่ทัพแดนใต้ถอนหายใจเบาๆ ยังคงกอดเอาไว้พลางซบหน้าลงกับไหล่ข้า ท่าทีราวกับกลัวว่าจวิ้นอ๋องในอ้อมแขนจะหายไป “ไปกับข้าเถอะ เจ้าเป็นเช่นนี้ยิ่งไม่น่าวางใจ อย่างน้อยที่นั่นก็ไม่มีผู้คนที่อาจเป็นอันตราย อยู่ในสายตาข้า ข้าจะปกป้องเจ้า..เส้าไป๋เองก็คงคิดถึงบิดาแล้ว”



             “เอาลูกมาขู่ข้า ร้ายกาจนัก”



             ใช้มือลูบท่อนแขนแกร่งที่กอดเอาไว้ อดไม่ได้เสียจริงที่จะยิ้มออกมา ครุ่นคิดถึงเรื่องตามที่อีกฝ่ายเสนอแล้วข้าก็ถอนหายใจ ลูกเต่าตัวนี้ไม่ควรกลายเป็นเสือจริงๆ เขาช่างหลอกได้ยากและรับมือยากขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากให้ข้าเจอมู่เซิน พอบอกตรงๆแล้วถูกปฏิเสธก็เอาข้าไปอยู่ที่อื่นเสีย ในค่ายทหารใครจะเรียกคนนอกเข้ามาได้ตามใจได้ จากนี้อะไรๆก็คงต้องสั่งการผ่านผู้คนอีกที  ในตำหนักจวิ้นอ๋อง ผู้คนฟังคำสั่งข้า ยามนี้หากไปในกองทัพ คนจะฟังคำสั่งใครถ้าไม่ใช่ท่านแม่ทัพใหญ่ที่ชักจะร้ายขึ้นทุกวัน



           แต่เอาเถิด ไปที่นั่นอาจจะดีก็ได้ อย่างน้อยๆข้าคงไม่ต้องคิดมากฟุ้งซ่านแบบที่เขากล่าว ไปให้คนอื่นดูแลบ้างก็ดี และยังมีเวลาทุ่มเทความสนใจเรื่องการรบทัพจับศึกที่กำลังใกล้เข้ามาอีกด้วย หากให้ข้าได้พบกับมู่เซิน ความรู้สึกหวั่นไหวคงไม่อาจควบคุมได้ง่ายๆ..กับคำพูดนั้นของเขา หากยังมีโอกาส ข้าคงได้ถามในสักวัน ข้ารั้นมากพอแล้ว เจอตัวเขาไปแล้ว ป่วยกาย ปวดใจไปแล้ว ข้าไม่ใช่คนนิยมความเจ็บปวด แม้ยังอยากเจอ..แต่ดึงดันไปก็รังแต่จะส่งผลเสีย



             “ฮูหยิน ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอันตราย” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างหูแต่ข้าไม่อาจหันกลับไปมองได้ สิ่งที่เห็นจึงมีเพียงแขนของเขาที่กอดรัดเอาไว้ ข้ารู้สึกคาดไม่ถึงอยู่บ้างที่หลินจวินเจ๋อทำเช่นนี้ การแสดงอารมณ์ห่วงหาและผูกพันที่มีต่อตัวข้าดูแล้วคล้ายเป็นคนละคนจากที่เคยพบเจอ เวลาเพียงไม่นานทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ..?



             “ท่านกลัวข้าจะตาย?” ข้าหัวเราะ เอนตัวไปซบเขาเสียเต็มกำลังอย่างไม่สนใจท่าทีนั้น เขาสังเกตุดูท่าทีตนเองหรือไม่ว่ากำลังแสดงความหวั่นไหวชนิดใดอยู่ เขาบอกว่าไม่รักจวิ้นอ๋อง ปากกล่าวว่ารักแม่นางจ้าวลี่เซียน แต่ข้าอยากรู้ว่าหากนางจะตาย..ไม่สิ  ข้าลืมไปว่าเขามีนิสัยเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมแคไหน บางทีหลินจวินเจ๋อเองก็คงเป็นแบบนี้กับทุกคน แต่คนงามของข้าไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันเท่านั้น



             “ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอะไรไป..” หลินจวินเจ๋อกล่าวอย่างระมัดระวังขณะค่อยๆคลายอ้อมกอดลง ดังนั้นจึงสามารถพยุงตัวเองนั่งดีๆได้ แต่ข้าก็ยังจงใจเอนซบเขาราวกับไร้กระดูกอยู่เช่นนั้น  โอกาสแบบนี้มีไม่มาก ต่อให้รู้ว่าเขาทำดีด้วยเพราะร่างกายนี้กำลังป่วยอยู่ข้าก็ไม่ควรปล่อยให้ลอยผ่าน  



             “หากข้าไม่ได้ป่วย ท่านจะมากอดข้าแบบนี้ และใกล้ชิดกับข้าแบบนี้ไหม?”



             “อาซิ่น..ข้า..”



             “เอาเถอะ ข้าแค่ถามไปเรื่อยเปื่อย ท่านอย่าได้ใส่ใจ” สะกิดสร้างความหวั่นไหวในใจเขาจนพอแล้วข้าก็มองไปทางอื่น เห็นลำแสงอาทิตย์สุดท้ายใกล้จะลาลับ ขณะแสงสว่างภายในห้องเริ่มลดน้อยลง เดิมทีคิดว่าคุยกันเพียงครู่เดียวแต่แท้จริงกลับทอดเวลานานกว่านั้น ข้าขยับตัวออกมาจากอ้อมแขนของหลินจวินเจ๋อ หันไปเจอท่านแม่ทัพมีสีหน้าเครียดขึ้งจากใจแล้วหลุดหัวเราะ



            “ข้ายอมไปด้วยแล้ว อย่าคิดมากอีกเลยท่านพี่ เดี๋ยวก็ป่วยเหมือนข้าไปอีกคน”



           “ห่วงใยสหายร่วมรบ ถือว่าสมควรแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะป่วยหรือไม่ ข้าก็จะยังใส่ใจดูแลเจ้า”  



           อะไรนะ? 



            นี่หรือคือคำตอบหลังจากทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจังกับคำถามที่ได้รับ เดิมทีข้าก็ไม่คิดคาดหวังว่าจะได้คำตอบอะไรสวยหรูจากเขา ข้าก็แค่อยากให้เขากลับเอาไปคิดและรู้สึกตัวว่ากำลังมีท่าทีห่วงใยข้าเกินธรรมดาสามัญ ข้าไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบตอนนี้ด้วยซ้ำ แต่ที่พูดออกมานั่น...มารดามันเถอะ! กอดข้ายังกับจะรัดให้ตายนี่คือสหายร่วมรบหรือ เจ้านั่งกอดทหารทุกคนในกองทัพหรือไง ให้ทหารทุกคนหนุนตักเหรอ เจ้านั่งเฝ้าทหารทุกคนที่ป่วยเรอะ หลินจวินเจ๋อ! ข้าขอถอนคำพูดที่ว่าเจ้ามันฉลาดขึ้น นี่ไม่ได้ฉลาดขึ้นสักนิด ไม่สักนิดเดียว



            “...ฮูหยิน นี่ข้าพูดอันใดผิดไปรึ?”



            “ไม่ผิดเลยท่านพี่ ท่านไหนเลยจะพูดผิดได้ สามีข้าพูดถูกทุกคำ เรียกฮูหยินแล้วยังไง เรียกทำไม อย่าคิดว่าข้าจะใจอ่อนแค่คำพูดประโยคเดียวแบบนี้ แล้วก็ไม่ต้องมาทำสีหน้าหวาดระแวงเวลามองข้าด้วย เจ้านั่งกอดข้าในฐานะสหายร่วมรบมาทั้งเย็นแล้วจะหวาดกลัวทำไม ข้าก็แค่ยิ้มหวานมาก แค่ยิ้มเท่านั้น ไม่เห็นจะต้องกลัว!



             ข้าลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินยิ้มเย็นยะเยือกไปที่ประตู ภายนอกเริ่มจุดเทียนสว่างไสวแล้วดังนั้นข้าจึงไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ในห้องนั้นต่อ ปล่อยให้ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่นั่งระลึกความหลังไปเถอะ ข้าร้องบอกพวกเขาจัดอาหารเย็นแล้วเดินเมินสามีที่ตามก้นมาไม่ไกล เขาจะทำหน้าอย่างไรก็ช่างเขา เพราะตอนนี้ข้ากำลังหงุดหงิดอย่างที่สุด ที่เหล่าจือลงมือตั้งแต่เดินทางมาก็กลายเป็นสหายร่วมรบงั้นเรอะ หลินจวินเจ๋อไอ้เต่าหดหัว! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังปฏิเสธความจริง!   



             ก็รู้อยู่หรอกว่าท่านแม่ทัพนี่เป็นคนปากไม่ตรงกับใจมาแต่ไหนแต่ไร รังเกียจหวงเทียนหยางมานานจะให้ยอมรับว่าเริ่มคิดอะไรเกินเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่ข้ออ้างที่บัดซบนี่ทำเอาอารมณ์ดีๆถูกพัดหายไปทันควัน  ท่านอาซิ่นผู้นี้รู้สึกเหมือนโดนหยามด้วยวาทกรรมรุนแรงยิ่งกว่าน้องชายไม่สู้  สหายร่วมรบเหรอ หึ สหายร่วมรบมารดาเอ็งสิ!




++++++++++++++++++++



ความโรแมนซ์ทั้งหลายถูกทำลายด้วยวลีสหายร่วมรบ555ท่านแม่ทัพ 

สหายร่วมรบของเราไม่น่าจะถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้นา..


จากตอนหน้าจะไปที่ทัพหน้ากันแล้วค่ะ มู่เซินโดนสหายร่วมรบกันท่าไปก่อน ส่วนทางนี้สหายร่วมรบอีกรายก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกันไป


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 238 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13758 Y knight (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 23:34
    สหายร่วมรบ5555555555
    #13,758
    0
  2. #13464 Vagabond Picha (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 19:42
    55555ตลก
    #13,464
    0
  3. #13409 ploybrf2 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 00:26
    สหายร่วมรบ...เอิ่มสหายร่วมรบ
    #13,409
    0
  4. #13345 พญานก T^T (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:45
    หมดแล้ว ไปหมดแล้ว ความโรแมนติก ความละมุน โว๊ยยยยย
    #13,345
    0
  5. #13008 Just Right (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 10:10
    อิแม่ทัพพพพพพ....
    หมดกันความละมุน หึๆปากแข็งเข้าไป
    #13,008
    0
  6. #12827 มูตี้ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 15:38
    ^______^
    #12,827
    0
  7. #12771 baekhyunhyun2544 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 17:44
    ได้อารมณ์ล่ะ กำลังโรแมนซ์ โดนตัดฉับแบบปวดใจ... สหายร่วมรบไม่ตายไม่ได้นะ เฮอะๆ
    #12,771
    0
  8. #12556 Nutsu_Nutsu (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 02:20
    ชอบตอนด่ามาก หลังจากบอกเป็นสหายร่วมรบ ให้อาซิ่นไปทำแบบนี้กับสหายร่วมรบคนอื่นๆไปเลย สะใจ
    #12,556
    0
  9. #11332 phetlovrwwww (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 17:21
    เพล้ง! ทุกอย่างที่พูดมาพังหมดด้วยคำว่าสหายร่วมรบ
    #11,332
    0
  10. #7534 katekate (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 20:04
    555555 ไอลูกเต่า ยังไงก้อคือไอลูกเต่า
    #7,534
    0
  11. #6915 TOEY_KCR (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 15:43
    พ่อเต่าเอ๋ย ทำฮูหยินนายเอกเราพิโรธวาทัง กะละมังถังเเตกส่ะเเล้วว ปากเข็งจริงๆพ่อคุณร ขอบคุณที่เเต่งน้า เลิฟๆ
    #6,915
    0
  12. #6704 [เส้นขนในจมูกแจ็คสัน] (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 17:27
    ชอบ มารดาเอ็งสิ!
    #6,704
    0
  13. #6697 little_fan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 16:42
    กกขนาดนี้ท่านพี่ใยคิดแบบน้าน -เต่าาง่าวววว
    #6,697
    0
  14. #6469 OverOzone (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 23:02
    เต่าก็ยังเป็นเต่าแหละน้าาา~
    #6,469
    0
  15. #6214 Duklass (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 19:07
    สหายร่วมรบ? 555555555555555555 ขำสองประโยคนี้มาก 'ข้าลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินยิ้มยะเยือกไปที่ประตู' กับ 'หลินจวินเจ๋อ-เต่าหดหัว' คือเข้าใจความรู้สึกอาซิ่นเลยอ่ะ 55555555555555555555555
    #6,214
    0
  16. #6003 PrawPink (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 11:38
    เอาจริงๆถึงแม้จะไม่ได้หวังเรื่องฮาเร็มไว้ก็เถอะ ถึงจะมีพระเอกเป็นตัวเป็นตน แต่ตอนเปิดเรื่องเห็นพูดถึงฮาเร็มไว้ซะดิบซะดี?
    #6,003
    0
  17. #5548 dyodo_8812 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 23:41
    บรรยากาศดีๆท่านแม่ทัพคนดีทำเสียอีกแล้ว5555
    #5,548
    0
  18. #5498 ผู้พิชิตไฟนอล (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 21:15
    สหายร่วมรบ 555555555555555555
    #5,498
    0
  19. #5438 Think_out (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 19:11
    สหายร่วมรบกันเลยทีเดียว เดี๋ยวอาเซิ่นไปกอดกับสหายร่วมรบบ้าง จะตลก
    #5,438
    0
  20. #5220 fairy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 19:03
    แม่ทัพจ้าาาาา
    #5,220
    0
  21. #4973 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 18:04
    ท่านแม่ทัพแม่มมมมมมมม
    #4,973
    0
  22. #4868 ICE COOL (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 21:05
    หนักกว่าเฟรนด์โซนก็สนายร่วมรบโซนนี่แหละ55555
    #4,868
    0
  23. #4844 chanchan123 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 18:25
    มู่เซินต้องการอะไรกันแน่
    #4,844
    0
  24. #4784 .. ... ...- . (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 11:26
    สหายร่วมรบ เอาที่สบายใจท่านแม่ทัพ
    #4,784
    0
  25. #4326 TiwticAmp_90 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 18:52
    ท่านแม่ทัพพพพพ....โกยคะแนนมาได้มากขนาดนี้แล้วทำไมถึงได้มาตกม้าตายตอนจบล่ะคะ?
    ขัดใจจริงๆ
    #4,326
    0