ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 20 : เงาอันเลือนลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 224 ครั้ง
    17 พ.ย. 59

 





             ยามสาย ในศาลาที่พักภายในจวนจวิ้นอ๋องปรากฏร่างโปร่งสายหนึ่งนั่งอยู่ เจ้าของใบหน้างดงามสะเทือนใจผู้คนนี้คือนายของจวนนามจวิ้นอ๋องหวงเทียนหยาง ร่างของคนที่เพิ่งหายจากอาการป่วยมีเสื้อคลุมห่มทับอีกชั้นด้วยอากาศในเช้านี้ค่อนข้างเย็น แม้จะสดชื่นแต่บริวารรับใช้ต่างกลัวนายของตนเจ็บป่วยขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงเฝ้าระแวดระวังอยู่ข้างกายโดยมีชาสมุนไพรกรุ่นไอร้อนวางอยู่ใกล้ๆ โดยในมือของจวิ้นอ๋องคือสมุดจดเล่มหนึ่งและแท่นฝนหมึกพร้อมพู่กัน เจ้าตัวกำลังพลิกอ่านมันเงียบๆ ท่าทีสงบสำรวมประกอบเป็นภาพงดงามฉากหนึ่ง ช่างขัดกับในใจที่ร้อนรนโดยสิ้นเชิง



              ข้าปิดสมุดในมือลงแล้วห้ามตัวเองไม่ให้ถอนหายใจออกมาขณะพยายามคำนวนเวลาเงียบๆ ผู้คนที่รู้จักต่างออกไปทำกิจธุระกันตามปรกติทำให้บรรยากาศภายในจวนสงบอย่างยิ่งแต่คนรอกลับร้อนรน เดิมทีวันนี้และเมื่อวานข้าเองก็ต้องออกไปตรวจดูการจัดวางค่ายทัพร่วมกับหวงเทียนหยาง ทว่าด้วยอาการป่วยจึงถูกผู้เป็นสามีปฏิเสธบอกให้พักรักษาตัว ซึ่งข้าเองก็พยักหน้าเชื่อฟังแต่โดยดี ถือโอกาสนี้เชิญมู่เซินพ่อค้าผู้นั้นมาพบที่จวน แน่นอนว่าไม่ได้บอกให้หลินจวินเจ๋อทราบว่าตนเองคิดอะไรอยู่ ปล่อยให้อีกฝ่ายทุ่มเทกำลังใจกับศึกที่ใกล้เข้ามาแทนที่ ส่วนตัวเองก็นั่งรอคอยเขาอย่างกระวนกระวาย ทั้งอยากพบและไม่อยากพบ เป็นรสชาติลึกล้ำสุดพรรณา



               “นายน้อย” เสียงเรียกของเหล่าไท่ทำให้ข้าหันไปมองทันที ข้ารับใช้คนสนิทมองหน้าข้าก่อนจะเอ่ยเบาๆ “คนที่ต้องการพบตัวมาแล้วขอรับ เหวินเฉินกล่าวว่าเขากำลังรออยู่ที่หน้าจวน จึงให้ทหารมาแจ้ง”



               “บอกให้เข้ามาสิ”



               “ขอรับ”



               คนจะมาแล้ว..ข้ามองเหล่าไท่เดินจากไปแล้วนิ่งรออย่างใจจดใจจ่อ จ้องมองทางเดินที่แผ่นหลังของเขาหายไปเงียบๆ แม้ใบหน้าสงบนิ่งแต่ในความคิดกลับสับสนวุ่นวาย ทั้งยังประกอบไปด้วยความไม่มั่นใจอันไร้สาระเช่นอยากลุกไปเปลี่ยนเสื้อคลุมอีกครั้งให้ตัวเองดูดีที่สุด ราวกับตัวเองกลับไปเป็นเด็กเล็กๆอีกครั้ง ดูเอาเถอะว่ากระทั่งผ่านมาถึงตอนนี้สิ่งที่ข้าทำเมื่อจะเจอเขาก็ไม่เปลี่ยนไปเสียเลย



             ในที่สุดร่างสูงนั้นก็เดินตามบ่าวไพร่มาถึงด้านใน ข้าเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าคมคายแสนคุ้นตาซึ่งก้มหน้าต่ำ คนที่ข้าเห็นในวันที่มาถึงเมืองถานเฟิ่งคือเขาไม่ผิดแน่ ถึงจะมองเห็นเพียงครู่เดียวด้วยเครื่องแต่งกายและท่าทีแตกต่างแต่ข้ามีหรือจะจำเขาไม่ได้ ซ้ำแม้จะพยายามวางตนสงบนิ่งแต่ภาพเบื้องหน้าก็ยังทำให้หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ ชั่วขณะที่หวังอี้เสี่ยเงยหน้าขึ้นช้าๆก็รู้สึกราวเวลาทุกอย่างกำลังหมุนย้อนกลับ ข้ามองตาเขา ไม่มีจวิ้นอ๋อง ไม่มีหวงเทียนหยาง ไม่มีโลกใบนี้ มีแต่เหลียงจื่อซิ่นกับหวังอี้เสี่ย ใบหน้าที่คล้ายเหมือนกันแม้กระทั่งรอยลักยิ้มบนแก้มจะไม่ใช่เขาได้อย่างไร คนเรามีหรือจะเหมือนกันได้ขนาดนี้หากไม่ใช่คนๆเดียวกัน



                “ท่านอ๋อง” เสียงกระซิบหนักๆข้างหูปลุกข้าออกจากห้วงความคิดอันซับซ้อน เมื่อรู้ตัวอีกคราตนเองกลับอยู่ในอัปกริยานิ่งขึงเอาแต่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างลืมตัวและเสียกริยายิ่ง คนเป็นอ๋องจะมานั่งนิ่งจ้องผู้ชายคนหนึ่งด้วยแววตาเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าได้แต่ข้ากระพริบตาถี่ หันไปหยิบน้ำชาข้างกายมาจิบเพื่อกลบเกลื่อนอัปกริยาน่าอายของตน แม้ข้าทราบดีว่าไม่อาจทำให้คนงามดูไม่ดีในสายตาผู้อื่นกระนั้นกลับมิอาจห้ามตัวเองได้



                 ข้าเงยหน้าไปมองเขา พยายามกลบเกลื่อนแววตาคะนึงหาลึกซึ้งมิให้แสดงออกไปเกินกว่าเหตุจนเป็นที่ตกอกตกใจ หวังอี้เสี่ยยังคงยืนอยู่นอกศาลา เพราะข้ามิเอ่ยปากเขาจึงไม่อาจเข้ามาได้และคนถูกมองดูจะตีเอาความเงียบของข้าเป็นคำตอบที่ร้ายมากกว่าดีจึงยิ่งนิ่งขรึมมากขึ้น   



                “ข้าน้อยมู่เซิน คารวะท่านอ๋อง” 




            ชายที่มีศักดิ์เป็นเพียงพ่อค้าเร่ธรรมดาสะบัดชายเสื้อก้มลงคุกเข่าเต็มพิธีการตั้งแต่ข้ามิทันเอ่ยปากให้เขาเข้ามาด้านใน ด้วยธรรมเนียมปฏิบัติและความแตกต่างของฐานะทางสังคมทำให้ข้าจึงมิอาจลุกขึ้นไปพูดคุยสนิทสนม ร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าคมคายซึ่งอ่อนโยนเสมอในความทรงจำก้มหน้าลงเคารพเงียบๆ ดวงตาทั้งสองข้างลู่ลงมองพื้นไม่อาจหาญเงยหน้า บางที การที่เขาไม่เงยหน้าขึ้นอาจจะดีกับข้ามากกว่า หวังอี้เสี่ยจะได้ไม่หัวเราะว่าตอนนี้สีหน้าของข้าแปรเปลี่ยนด้วยอารมณ์อันหลากหลายเพราะเขาเพียงใด



                 “ลุกขึ้น เข้ามาคุยกันด้านในเถิด”



                 “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”



               จบบทสนทนาอันเป็นไปตามมารยาทเขาก็ก้าวเข้ามาในศาลาพัก หวังอี้เสี่ยถูกเชิญให้นั่งลงตรงข้ามกับข้าที่ยังคงลืมตัวเอาแต่จ้องมองเขาเป็นระยะ ข้าทราบดีว่ามันช่างน่าอายที่ไม่รู้จักรักษากริยา แต่หากได้พบคนที่คิดว่าจะไม่มีโอกาสเจออีกใครจะสามารถวางตนนิ่งเฉยได้ ถ้าเป็นไปได้ข้ายินดีจะนั่งมองหน้าเขาอย่างโง่งมทั้งวันด้วยซ้ำเพื่อคลายความคิดถึงที่ดูอย่างไรก็มากขึ้น มิอาจลดน้อยลง



                สายลมเย็นโชยสะบัดหอบเอาความเย็นสายหนึ่งมากระทบร่างยังผลให้ข้าทราบดีว่าตนต้องเอ่ยคำ เหล่าไท่รินน้ำชาให้แก่เขาแล้ว และหวังอี้เสี่ยก็นิ่งเงียบมิกล้าสบตาข้าด้วยท่าทีขลาดเขลายิ่ง แต่ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้กลัว เขาเพียงแต่เกรงใจในยศศักดิ์ของอ๋องผู้ครองเมืองนี้ซึ่งมีอำนาจดลบันดาลให้เขาค้าขายราบรื่นหรือล่มจมก็ได้ทั้งนั้น



                 “วันนี้ที่ข้าเรียกตัวท่านมา...” ข้านึกถึงเรื่องราวซึ่งตนอ้างเป็นเหตุผลให้การหาเรื่องพบปะอีกฝ่าย ขณะดวงตาจ้องมองเขาตาไม่กระพริบอย่างเสียมารยาทเป็นอย่างยิ่ง “เนื่องจากเรื่องค้าขาย ท่านได้ลงลายมือชื่อในทะเบียนพ่อค้าแล้ว คงทราบดีจากการพูดคุยกับเหวินเฉินว่าเหตุใดเราจึงต้องมีการลงทะเบียนและตรวจสอบผู้คน”



                 “ข้าน้อยทราบดีขอรับ จึงได้รีบไปลงลายมือชื่อที่จวนเจ้าเมือง” น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มต่ำ เป็นสำเนียงน่าฟังแม้กล่าวออกมาอย่างรีบร้อน ข้ามองหวังอี้เสี่ยที่ยังคงกมหน้าหลบหูหลบตา นึกถึงเสียงนุ่มๆของเขาที่เรียกอาซิ่น รู้สึกเหมือนขอบตากำลังร้อนผ่าว



                 “ความกระตือรือล้นของท่านน่านับถือยิ่ง” ข้าได้แต่หัวเราะออกมาอย่างโง่งม จนใจที่ตนเองมิอาจนั่งปั้นหน้าเป็นท่านอ๋องต่อหน้าคนๆนี้ได้ ข้ามองเขาไม่วางตา ที่เห็นเพียงอาการราวคนไม่รู้จัก นั่นทำให้ข้านึกถึงความจริงได้ข้อหนึ่ง หวังอี้เสี่ยไม่รู้จักข้า ไม่รู้จักอาซิ่น และเขาคือมู่เซิน



                 “ขอบพระทัยท่านอ๋อง แล้ววันนี้....” บุรุษเบื้องหน้าเผยอขึ้นสบตาเพียงเล็กน้อยเพื่อแสดงความสงสัย แล้วก็ต้องเงยหน้าจ้องมองข้าอย่างโง่งม นี่ไม่ใช่เพียงเพราะใบหน้าของหวงเทียนหยาง ข้าทราบดีว่าตนเองกำลังแสดงสีหน้าใดออกไป ความจริงที่ว่าเขาไม่รู้จักข้าช่างเหมือนน้ำร้อนๆราดรดบนหัวใจที่กำลังดิ้นเร่า เป็นผลให้ขอบตาร้อนผ่าวคล้ายน้ำตาจะรินไหล



                  “ท่านอ๋อง..”



                 “เหล่าไท่ ข้าแสบตา”



                  ข้ารู้แล้วว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ ตอนนั้นเองจึงได้หันไปกล่าวกับเหล่าไท่ที่ปราดเข้ามาหา ในหัวก่นตำหนิตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ทำตัวเหมือนคนบ้า นี่ข้าทำอะไร ข้าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือการควบคุมอีกแล้ว ไม่จำอีกแล้วว่าข้าคือจวิ้นอ๋องหาใช่อาซิ่นคนนั้นอีก ทั้งที่เฝ้ากระซิบบอกตนเองซ้ำๆแต่เมื่อเขามาถึงกลับเผยด้านอ่อนแอมาทันที เหลียงจื่อซิ่น! ไอ้คนน่าสมเพช เลิกสำออยซะ!



         “ขออภัย เถ้าแก่มู่ ข้ามาถึงถานเฟิ่งก็ล้มป่วยลง ยังไม่หายดี ทำตัวน่าขายหน้าแล้ว” หลังซับหน้าเช็ดหัวตาด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนบาง ข้าก็หัวเราะออกมาและกล่าวแก้สถานการณ์ต่อมู่เซินที่นิ่งอึ้งมองข้าตาค้างอยู่ แม้คำกล่าวนั้นจะฟังแปลกหูไปบ้าง แต่คนจะเชื่อหรือไม่เขาก็ไม่มีสิทธิท้วงถาม มู่เซินเองก็ทราบดี ดังนั้นจึงก้มหน้าลงซ่อนแววตาอีกครั้งมิให้เสียมารยาท



                “ท่านอ๋องโปรดรักษาสุขภาพ” เขาประสานมือ กล่าววาจาตามธรรมเนียม



               “ขอบคุณท่านมาก” ข้าจ้องมองเส้นผมสีดำสนิทที่ระผิวแก้มของอีกฝ่ายด้วยแววตาอาวรณ์เหมือนอยากเอื้อมไปสัมผัส ความคิดโง่งมที่แล่นผ่านห้วงคิดทำให้ต้องกำมือแน่นระงับตนเอง ข้าควรตระหนักความจริงว่าเขาจำไม่ได้ ทำได้เร็วเท่าใดจะดีกับตัวเองมากเท่านั้น แต่หวังอี้เสี่ย ทำไมคุณถึงได้เหมือนคนเดิมในความทรงจำแทบทุกกระเบียดนิ้ว ล่อลวงด้วยรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย



                 “มาว่าถึงเรื่องของเรากันต่อ ที่ข้าเชิญท่านมา เพราะอยากสนทนาพูดคุย ข้าทราบมาว่าท่านเป็นพ่อค้าชาวไห่เยี่ยน ท่านคิดเช่นไรกับสงครามที่สองแคว้นกำลังตรึงคนหยั่งท่าทีต่อกันอยู่” ข้าวางมือบนเข่า พยายามวางท่าสำรวมแม้แท้จริงจะหยิกหน้าขาตัวเองผ่านเสื้อผ้าหลายชั้นอย่างบ้าคลั่ง พยายามยกเอาคติงานไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวมากระซิบบอกตนเองและจดจ่อกับบทสนทนา



                 “เรื่องนี้..พวกเราเหล่าพ่อค้า เดินทางท่องทั่วแผ่นดิน แม้ข้าเป็นคนจากแคว้นไห่เยี่ยน แต่ก็อาศัยค้าขายจากแคว้นทั้งสองที่อยู่ใกล้กัน อีกทั้งมารดาก็เป็นชาวเทียนจิ้น ศึกครั้งนี้นอกจากไม่อาจตัดใจเข้าข้างฝ่ายใดแล้ว ก็มิอาจยกเลิกการค้าขายกับแคว้นใดเช่นกัน” ลิ้นลมวาจาพ่อค้าช่างคมคาย นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้ามองเขาด้วยแววตาที่ต่างออกไป ราวกับมีบางสิ่งร้องเตือนในใจ หวังอี้เสี่ยของข้ามิใช่คนพูดจาวกไปวนมาเช่นนี้



                 “ข้าทราบดี สงครามไม่มีผลดีต่อผู้ใด พวกท่านที่ทำการค้าขายย่อมได้รับผลกระทบ” เขายกชาขึ้นจิบ ซ่อนมุมปากที่สั่นระริก ไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมแล้วอย่างไร คนเรามีหรือจะเหมือนเดิมทุกอย่าง แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือน แต่คำพูดคำจากลับแตกต่างยิ่งนัก ข้าไม่จำเป็นต้องผิดหวัง “เมืองถานเฟิ่งเป็นเมืองหน้าด่าน เจริญรุ่งเรืองเพราะค้าขายกับเพื่อนบ้าน เกิดสงครามย่อมได้รับผลกระทบ ข้าผู้เป็นอ๋องไม่อาจละเลยไม่ใส่ใจ”



                 “ท่านอ๋องช่างใส่ใจทุกข์สุขของราษฏร ชาวเมืองถานเฟิ่งโชคดียิ่งนักที่มีผู้นำเอาใจใส่”  



                 “หึ..ท่านยกยอข้าจนเลิศลอยเสียแล้ว” มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเฝื่อนอีกครั้ง ดวงตามีประกายความผิดหวังแทรกผ่าน คราวนี้ข้ารู้สึกเหมือนคนถูกหยิบยื่นความหวังมาให้แล้วพังมันลงไปต่อหน้า ความทรงจำในส่วนลึกบอกว่าเขาผู้นี้มีเพียงเงาอันเลือนลางของหวังอี้เสี่ยเท่านั้น เขาคนนั้นไม่เคย..เขาไม่ใช่คนแบบนี้



                  “เมื่อมีสงคราม ปกติจะปิดชายแดน ห้ามไปมาหาสู่ ยามนั้นชาวเมืองคงอดอยากขาดรายได้ พวกท่านก็เช่นกัน” ข้ากล่าวเบาๆแล้วคลายมือออกจากหน้าขาตนเอง ไม่มีประโยชน์อะไรมานั่งความคุมอารมณ์เมื่อรู้ว่าตนเองคุยกับของปลอมที่ทำซ้ำออกมาอย่างดาษดื่นตัวหนึ่ง “ข้าไม่คิดปล่อยให้คนอดตาย จะอย่างไรก็ย่ำแย่ทั้งสองฝ่าย ท่านเองเป็นพ่อค้า คงมีสายสัมพันธ์รู้จักคนในแวดวงเดียวกันอยู่มากกระมัง ข้าอยากรบกวนให้ท่านช่วยไปพูดคุยกับพ่อค้าชาวไห่เยี่ยนด้วยกัน อยากให้ลงรายชื่อ แจ้งประวัติ ถิ่นที่อยู่ของตนแก่เหวินเฉิน หากผู้ใดผ่านการพิจารณา ในยามสงครามแม้รบพุ่งก็สามารถค้าขายได้”



                  “ที่ท่านอ๋องกล่าวเป็นจริง?” มู่เซินมีสีหน้าสนอกสนใจอย่างยิ่งและกระตือรือล้น คนเป็นพ่อค้าจะอย่างไรก็นับเอาผลประโยชน์อยู่เหนือทุกสิ่ง เขาเองก็คงไม่ชอบหากจะต้องเสียรายได้จากการสงคราม



                  “จริง มิใช่ว่าท่านพ่อทราบรายละเอียดจากเหวินเฉินแล้วหรือ?”



                 “ข้าน้อยเพียงทราบอยู่บ้าง แต่คาดเอาว่าทางการต้องการให้ลงลายมือชื่อแสดงหลักฐานยืนยันตัวตน มากกว่า เอ่อ...” ชายหนุ่มเบื้องหน้ามีท่าทีจดเจื่อนเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแหะๆดูโง่เขลา “ท่านอ๋อง ผู้น้อยขอกล่าวตามจริง เราเหล่าพ่อค้าถูกเอาเปรียบจากข้าราชการมาจนชิน เกิดเป็นความกริ่งเกรงชนิดหนึ่ง หากไม่มีประกาศเป็นทางการ ไหนเลยจะ..”



                 “เอาเถอะ เป็นพ่อค้าด้วยกัน ข้าทราบดี ลิ้นลมคนค้าขายไหนเลยจะสู้ท้องไส้ข้าราชการใจคด” ข้ากระพริบตา มองเจ้าของเสียงหัวเราะที่กระทำตนเองให้โง่งมผิดลักษณะที่แสดงออก ไม่เข้าใจอยู่บ้างว่าเขาแสร้งเบาปัญญาไปเพื่ออะไร “



                  ที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไรข้าไม่คิดสืบเสาะ แต่ข้าผู้เป็นอ๋องกล่าววาจาแล้วไหนเลยจะกลับคำได้  ไปแจ้งแก่คนรู้จักของท่าน เมืองถานเฟิ่งยินดีจะให้พวกเขาค้าขายต่อแม้เป็นช่วงสงคราม มิจำเป็นต้องปิดร้านรวงเดินทางกลับแคว้น เพียงแต่แจ้งรายละเอียดร้านค้า ชื่อ ที่พำนักอาศัยตลอดจนประวัติ ขอเพียงกระทำการค้าขายโดยจริงใจ ข้ายินดีต้อนรับ แต่หากพวกท่านคิดรักชาติบ้านเมือง จงใจสืบข่าวเพร่งพรายแก่ทหารแคว้นไห่เยี่ยน ไม่ว่าจะบอกกล่าวแก่ทหารราบหรือองค์ชายเจ็ดหน้ากากปีศาจผู้นั้นก็จะถูกห้ามเข้าเมืองนี้ตลอดชีวิต ข้อสัญญาทั้งหมดเป็นอันยกเลิก และพวกท่านทุกคนจะถูกจับข้อหาเป็นสายลับของแคว้นศัตรู”



                  ข้ากล่าวทุกอย่างออกไปอย่างหมดจดพลางมองหน้าเขา นี่เป็นข้อตกลงที่ข้าพูดคุยกับหลินจวินเจ๋อแล้วเมื่อวานยามอีกฝ่ายกลับมาถึง แม่ทัพแดนใต้เข้าใจดีถึงจุดประสงค์ของข้าที่ต้องการให้การค้าขายดำเนินต่อ ไม่ว่ามีทรัพย์สินมากมายเพียงไรวังจวิ้นอ๋องก็มิอาจเลี้ยงคนได้ทั้งเมือง เพียงแต่ต้องสร้างมาตรการป้องกันอย่างเข้มแข็ง ศึกนี้ผู้คนรู้กันแล้วว่าผู้นำทัพคือองค์ชายเจ็ดแคว้นไห่เยี่ยนที่มากเล่ห์เพทุบาย หากคิดเปิดทางให้คนค้าขายก็ต้องระวังอย่างมากเรื่องความลับถูกเปิดเผย พ่อค้าเหล่านี้ต้องเผยตัวตน ถูกสอดส่องโดยทหารและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง



                 “ท่านอ๋องกล่าวว่า..ทุกคน? มิใช่เพียงคนที่กระทำความผิดหรือ?” บุรุษเบื้องหน้ามีท่าทีครุ่นคิด ได้เห็นมู่เซินที่มีใบหน้าคล้ายหวังอี้เสี่ยแสดงสีหน้าขลาดเขลาแล้วช่างขัดตานัก ข้าไม่รู้ว่าคนผู้นี้ทุ่มเทคิดเล่นละครไปทำไม เขาอาจสนุกกับการทำตัวโง่ก็ได้ แต่ข้าไม่ชอบใจเอาเสียเลย กล้าเอาหน้าของหวังอี้เสี่ยมาทำแบบนี้ ถ้าอาจารย์หวังรู้เข้าคงได้แต่ทำหน้าเหมือนกินกบเข้าไปทั้งตัว ถ้าเพียงแต่ข้าได้เห็นอีกก็คงดี..



                  “ใช่ ทุกคน” ทราบว่าตัวเองเหม่อลอยอีกแล้ว ข้าจึงรีบดึงตัวเองกลับมาพูดคุยต่อ รู้ซึ้งถึงผลเสียของการได้เจอคนหน้าคล้ายกันก็ยามนี้  ไม่ว่าอีกฝ่ายทำอำร ก็ล้วนกระตุ้นให้ข้าคิดถึงเขาอยู่เสมอ “พวกท่านล้วนเป็นพ่อค้าด้วยกัน เป็นชาวไห่เยี่ยนเช่นกัน ไม่เฝ้าระวังดูแลกันแล้วใครจะทำ ข้าเองก็มิอาจสอดส่องอยู่ตลอด ดังนั้นแม้อนุญาตแต่พวกท่านก็ต้องกระทำตามกฏ ช่วยกันจับตาดูคนของตน และคนของผู้อื่น อย่าให้มีคนล้ำเส้นที่ขีดไว้ เพราะนั่นไม่ได้หมายถึงร้านรวงการค้าทั้งหลายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงชีวิต ท่านยินดีจะเสี่ยงหรือไม่?”



                   “ข้อนี้...”



                  “หากท่านลังเลก็อย่าได้รีรอที่จะกล่าวมันออกมา มีผู้อื่นรอรับผลประโยชน์เช่นนี้อยู่” จะล่อลวงพ่อค้าด้วยวิธีไหนมีหรือข้าจะไม่ทราบ ดังนั้นจึงวางท่าเป็นเจ้าของกิจการผู้หนึ่ง หยิบยื่นเอาประโยชน์นำหน้ากดดันอย่างไม่ให้ได้ทันตั้งตัว “ที่ข้าเรียกท่านมา เพราะเห็นว่ามารดาของท่านคือชาวเทียนจิ้น อย่างน้อยท่านก็คงรู้สึกผูกพันกับแผ่นดินนี้บ้าง น่าจะสมัครใจยอมช่วยรักษาผลประโยชน์ของตนและจับตาดูคนค้าขายด้วยกันได้”



                  “แต่โทษกระทำผู้เดียวกลับปลิดชีพทั้งหมดดูสาหัสเกินไป” อีกฝ่ายกล่าวพลางยกมุมปากยิ้มช้าๆ ดวงตาที่มองมาเป็นประกายวาบ ชายคนนี้ไม่ได้คิดอำพรางตนเองแกล้งโง่เขลาอีกแล้ว เขาทราบดีว่าหากทำตนเป็นชาวค้าขายไร้เขี้ยวเล็บก็มีแต่จะถูกข้าเอาเปรียบ



                  “หากพบเห็นก่อน แล้วนำมาแจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง โทษทั้งหมดย่อมทุเลาได้” เดิมทีข้าก็ตั้งราคาสูงไว้เพื่อให้อีกฝ่ายต่อรอง ดังนั้นจึงกล่าวออกมาอย่างลื่นไหล “ว่าอย่างไร เถ้าแก่มู่ ท่านยินดีเข้าร่วมหรือไม่?”



                  “ท่านอ๋องจำต้องนั่งเกลี้ยกล่อมพ่อค้าทุกคนและเรียกพบเช่นนี้หรือ?” ไม่..ไม่ใช่ ข้าก็แค่อยากเจอหน้าหวังอี้เสี่ย คำถามที่ไม่เกี่ยวข้องมากนักแต่ข้าก็มีคำตอบของตนเองอยู่ ยกชาสมุนไพรขึ้นจิบอีกครั้ง มองดวงตาที่คล้ายเหมือนเขาคนนั้นเหลือเกินแล้วลมหายใจสะดุด ข้าไม่ชอบเลยที่พวกเขาเหมือนกันเกินไป..



                  “ไม่ใช่ ข้าคิดตั้งท่านเป็นหัวหน้ากลุ่ม จึงเรียกมาพูดคุย ที่เหลือล้วนเป็นท่านเกลี้ยกล่อมพวกเขา หาใช่ข้า”



                  “หากข้าน้อยขายวิญญาณให้ท่านอ๋อง มิทราบว่าจะได้สิ่งใดตอบแทน”



                   ไอ้พ่อค้าหน้าเลือด ข้าอดเข่นเขี้ยวไม่ได้ขณะวางจอกชาลงแล้วยิ้มอย่างอ่อนหวานเป็นพิเศษ รอยยิ้มชวนเคลิบเคลิ้มมึนงงหากแต่เป็นยิ้มนี้ที่หลินจวินเจ๋อระแวงมันจับใจ “สิทธิ์ในการค้าขายกับวังจวิ้นอ๋อง”



                   “ข้าน้อยมู่เซิน ยอมเป็นลาเป็นม้าให้ท่านอ๋องใช้งาน”



                 คนที่เหมือนกับหวังอี้เสี่ยทุกกระเบียดนิ้วประสานมือเข้าหากันแล้วลุกจากที่นั่งมาคุกเข่าต่อหน้า เป็นอันว่าการเจรจาครั้งนี้ได้ผล ข้ามองใบหน้าที่เห็นแล้วยิ่งชวนคะนึงหา ยังปวดแปลบใจอกจนหน่วงหนึบแม้แจ้งใจว่านิสัยคนต่างกันลิบลับ ความคิดถึงตีวนกันในอกกับความหวั่นไหวเป็นผลให้ต้องนิ่งงันไปอีกครา ข้าเอื้อมมือไปหาสมุด แต่ดวงตากลับจ้องมองเขา มู่เซินเงยหน้าขึ้นมา เขาเห็นแววตาที่ไม่สมควรมีอีกแล้ว ดังนั้นข้าจึงหลับตาลง



                  “เหล่าไท่ ไปเอาใบสัญญาที่ข้าเขียนไว้มา จะได้ลงลายมือชื่อ”



                  “ขอรับ ท่านอ๋อง”



                  “ท่านอ๋อง” มู่เซินมีสีหน้าแปลกใจอย่างคนหยุดปากไม่ได้คิดเผยอกล่าวถ้อยคำขึ้น “ไม่ทราบว่า...”



                  “ข้ามีคำถามอีกข้อ” ไม่อยากฟังข้อสงสัยที่ตนเองรู้ดีว่าเป็นเรื่องอะไร ข้าจึงกล่าวขึ้นอย่างไม่ยอมฟังคำ กลบความหวั่นไหวในแววตาแล้วใช้สองตาจ้องมองมู่เซินผู้นี้ให้ชัด ข้าพยายามไม่คิดถึงความเหมือนคล้าย แต่จ้องเพื่อจดจำลักษณะการแต่งกายและท่าทีของเขาไว้ให้เต็มตา เพื่อบอกตนเองซ้ำๆว่านี่ไม่ใช่หวังอี้เสี่ย จะอย่างไรก็ไม่ใช่!



             “ท่านอ๋องโปรดกล่าว”



            “สวมชุดดำพรางกายเที่ยวซุ่มแอบดูผู้คน นับเป็นงานอดิเรกชนิดใดของเถ้าแก่มู่”   



                   “..ข้า..เอ่อ..”



                  “โปรดอย่าวางท่าโง่งม ข้าจำเสียงของท่านได้” ข้าตัดบทเขาอย่างไม่ยอมแพ้พลางถือหนังสือไว้ในมือ ที่จริงข้าไม่คิดว่ามู่เซินจะเป็นเจ้าคนชุดดำน่าตายผู้นั้นหรอก หากไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของเขา สุ้มเสียงกังวานทุ้มนั้นคุ้นหูจนเกินกว่าจะปล่อย แต่แรกข้าเพียงสนใจเขาที่เหมือนหวังอี้เสี่ย ไหนเลยจะรู้ว่าได้พบกับคนที่ตัวเองฝากอาฆาตไว้ คิดดังนั้นจึงม้วนหนังสือในมือแน่นขึ้นอีกแล้วหยิบแท่นฝนหมึกมาด้วยอัปกริยาเป็นธรรมชาติ



                  “เรื่องคงยากจะปิดบังแล้ว แต่ข้าน้อยมู่เซินกล่าวตามสัตย์ เพียงผ่านไปจริงๆ” ในที่สุดคราบพ่อค้าโง่งมและโลภมากที่อีกฝ่ายสวมอยู่ก็ถูกสลัดออกจนหมด ดวงตาคู่นั้นคมปลาบราวกับตาเหยี่ยวขณะจ้องมาไม่กระพริบ สายตาที่ราวกับทะลุกผ่านหัวใจลึกไปยังข้างใน คว้านเอาความจริงทุกอย่างมาวางต่อหน้า สายตาเช่นนี้อีกเหมือนกันที่ไม่ใช่ดวงตาของหวังอี้เสี่ย ความแตกต่างที่มากขึ้นทุกทีทำให้ข้าสูดลมหายใจลึก สงบอารมณ์



                 “เพียงผ่านไปแต่ท่านยังอุตส่าห์ทำรถเทียมเกวียนพังเสียอีก” ข้ายกมุมปากยิ้มอย่างไม่เห็นขัน คงเป็นคนโง่แล้วหากไม่อาจจับได้ถึงพิรุธน่าสงสัยมากมายจากชายผู้นี้ “ไม่ทราบว่าที่แท้คิดอ่านประการใด”



                 “ตัวข้าอุตส่าห์คิดว่าโชคดีที่ไม่ได้พบแม่ทัพหลิน ไหนเลยจะทราบว่าท่านอ๋องเองก็ปรีชาไม่แพ้กัน”มู่เซินถอนหายใจกล่าวอย่างปลอดโปร่ง เขาวางท่าลำบากใจ หากแววตาไร้ความกลัว “แต่เป็นเช่นที่ผู้แซ่มู่กล่าว ข้าน้อยเพียงผ่านทาง ไหนเลยจะทราบว่าได้ทำความผิดอุกอาจ ขัดขวางช่วงเวลาส่วนตัวของสามีภรรยา ไม่ทราบว่านอกจากได้เผลอทำตัวเป็นคนถ้ำมอง ยังมีความผิดใด”



                 “ใต้เท้ามู่ปราศจากความผิด ย่อมไม่มี” อีกฝ่ายยกเอาเรื่องนี้มาพูด ข้าไหนเลยจะพูดจาเอาเรื่องได้ คนไม่มีความผิดหากถูกกล่าวหาชื่อเสียงของวังจวิ้นอ๋องคงมัวหมอง ดังนั้นจึงได้แต่ยิ้มหวานยิ่งกว่าเคย และกระชับม้วนหนังสือในมือ “ข้าเองก็ไม่คิดเอาความแล้ว แต่ท่านเข้ามาใกล้อีกหน่อยได้หรือไม่ ข้ามีบางสิ่งอยากพูด”



                  “ท่านอ๋องมีสิ่งใด..?” มู่เซินยอมลุกมาแต่โดยดี เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมีอันตรายใดเกิดขึ้น มาเยือนวังจวิ้นอ๋องมีคนพบเห็นมากมาย ข้าเองแม้เป็นผู้มียศศักดิ์ก็มิอาจได้ทำการใดโดยไม่เกรงอาญาบ้านเมือง ข้างมองร่างสูงสง่าที่คล้ายคลึงกับคนที่อยู่ในหัวใจ ใบหน้าของหวังอี้เสี่ยกำลังเอนกายเข้ามาใกล้ ดวงตาคมวาวคู่นั้นก็เหมือนเขา กระทั่งลักยิ้มมุมปากยังคล้ายคลึง ข้าคิดถึง..คิดถึงเขาเหลือเกิน



               โป๊ก!





                “โอ๊ย!



                “ขออภัย” ข้าลุกพรวดขึ้นขณะถืออาวุธสังหารไว้ในมือ ด้วยลมหายใจสั่นๆและแววตาหลากหลายเมื่อตระหนักว่าได้ทำร้ายคนที่หน้าเหมือนเขา แม้จะไม่ใช่แต่การเห็นหวังอี้เสี่ยมีสีหน้าเจ็บปวดก็ยังทำให้ปวดใจ ข้าทำนิ่ง เอาความแค้นมาออกหน้า กอดอก พ่นลมหายใจ พยายามยิ้มเมื่อมองเห็นประกายสังหารวาบหนึ่งในดวงตาคมวาว ซึ่งเจ้าของกำลังกุมหน้าผากไว้แน่น



                “ข้าจวิ้นอ๋องได้สาบานกับตนเองไว้แล้วว่าหากพบคนถ้ำมองผู้นั้นจะขอเอาก้อนอิฐฟาดเขาเสียที แต่เมื่อทราบว่าเป็นเถ้าแก่มู่ ด้วยความที่เราคิดทำการค้าด้วยกัน จึงมิอาจหักใจลงมือให้ท่านต้องเลือดตก อย่างไรก็ดีข้าเป็นคนถือสัตย์ ไม่อยากผิดสัญญากับตนเอง ขอลงมือเพียงหนังสือเล่มนี้ เถ้าแก่มู่อย่าได้ถือสา”



                “ข้าไหนเลยจะถือสาได้...ท่านอ๋องช่าง..ช่างเก็บหนี้ได้ครบถ้วนยิ่งนัก” เห็นมู่เซินตอบผ่านการคำรามในลำคอแล้วข้าจึงยิ้มหวานให้เขาเสียทีด้วยความสาแก่ใจ เขาเป็นคนชั้นใด กล้าถือสาข้าหรือ อีกฝ่ายทราบดีอยู่ดังนั้นแม้เจ็บจนแยกเขี้ยวถลึงตาก็ยังต้องระงับอารมณ์ หนังสือเล่มหนึ่งฟากเขาไม่เห็นเป็นอย่างไร แต่หนังสือห่อของเเข็งอย่างแท่นฝนหมึกไม่หัวปูดคงเป็นไปไม่ได้   หึ สาสม! 



                 “ข้าเองก็เป็นพ่อค้า คิดทำกำไร ไหนเลยยอมขาดทุน” ดึงเอาแท่นฝนหมึกออกมาวางด้วยกริยาปลอดโปร่งดั่งไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น  ขณะที่มู่เซินถอยออกไปนั่งกับที่โดยมิต้องรอคำเชิญใด ข้าเห็นเขาแอบกัดฟัดกรอดๆ ดี จงรู้จักว้าวุ่นใจเสียบ้าง แค่รูปโฉมของเขาก็ทำให้ข้าเสียหายมากพอแล้ว



          เหล่าไท่กลับมาพร้อมสัญญาในมือ เขามีสีหน้าประหลาดใจที่เห็นเราทั้งคู่ต่างราวกับเพิ่งผ่านสงครามใดมา กระนั้นด้วยความเป็นบ่าวรับใช้ที่ดี จึงไม่เปิดปากถามให้มากความ กระทำเพียงแต่หยิบยื่นหนังสือสัญญาให้ข้าและมู่เซินลงนามและประทับลายนิ้วมือเป็นอันเรียบร้อย




                 “นับจากนี้ คงต้องเชิญเถ้าแก่มู่มาพูดคุยสนทนาในวังจวิ้นอ๋องอีกมาก ขอเถ้าแก่มู่เดินทางดีๆ”



                 เวลาแทบถึงเที่ยงวันแล้วเมื่อทำสัญญาเสร็จเรียบร้อย อีกฝ่ายรับหนังสือสัญญาได้ตรวจดูและซ่อนไว้ในอกเสื้อมีสีหน้าเคร่งขรึมมากขึ้นเมื่อได้ยินคำกล่าว ใครใช้ให้เขาทำตัวน่าสงสัย มู่เซินผู้นี้ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ หากมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น ข้าจะไม่เปิดโอกาสให้เขาหลุดรอดจากสายตาไปได้ อีกสักครู่หลินจวินเจ๋อคงจะมารับประทานมื้อเที่ยงด้วยกัน ข้าต้องเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังเสียหน่อย



                 “มู่เซินลาก่อน คารวะท่านอ๋อง” ข้ามองคนที่เริ่มหัวปูดบวมแล้วยิ้ม รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างที่อีกฝ่ายอึดอัดขัดข้องเช่นเดียวกับตน ข้าเองก็ถูกรูปร่างหน้าตาของเขาเล่นงานเสียจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน นี่ไม่นับว่าเสมอกันหรือ จากนี้ข้าคงต้องค่อยๆปรับตัว ไม่อาจทำให้รูปโฉมของอีกฝ่ายนำพาความอ่อนแอในใจให้เกิดขึ้นอีก แม้ปวดใจยิ่งนักที่เขาไม่ใช่หวังอี้เสี่ย แต่จะทำอย่างไรได้



                 คิดถึงเรื่องนี้ หัวอกก็ประหนึ่งถูกบีบซ้ำ จึงประสานมือเคารพอย่างง่ายๆแล้วไม่เอ่ยวาจามากความต่อ ข้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย อารมณ์พลุ้งพล่านบางอย่างไม่ควรถูกก่อกวนจนขุ่นคลุ้งเช่นนี้เลยจริงๆ ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้า เฝ้าคิดถึงหวังอี้เสี่ย ฝันถึงหวังอี้เสี่ย เพียงเพื่อพบว่านี้เป็นแค่เงาของเขาที่ข้าไม่อาจคว้าไว้ได้



                 “ท่านอ๋องโปรดชะงักเท้า” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั่นก็เป็นของหวังอี้เสี่ยเช่นกัน ข้านึกแปลกใจว่าทำไมคืนนั้นถึงจำไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากหันไปดู ข้าส่งเสียงในลำคอตอบรับเบาๆ ฟังเสียงที่เหมือนมาจากที่ไกลๆ “ข้ามีเรื่องเหลวไหลชนิดหนึ่งอยากถาม ไม่ทราบว่า ท่านเคยมีความฝันหรือไม่?”



                 “ข้าเคยฝัน ฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ฝันถึงคนๆหนึ่ง..อา ช่างเหมือนกับ...ขออภัย ผู้น้อยกล่าววาจาเหลวไหล ต้องขอลาแล้ว”



                 “.........”



                 เขาหมายถึงอะไร?



                ข้าหันไปจ้องมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปด้วยแววตาสับสน รู้สึกเหมือนบางอย่างที่เริ่มสงบนิ่งถูกกวนจนขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาพูดอะไร เจ้าคนๆนั้นพูดถึงอะไร ทำไมถึงพูดให้ข้าสงสัยแล้วคิดฟุ้งซ่านอีก แค่หน้าตาที่เหมือนกันทุกอย่างนั่นยังไม่พออีกหรือ เขานี่มัน...




              “ข้ากลับมาแล้ว”




                 น้ำเสียงกังวานคุ้นหูดังอยู่บ้างหลังทำให้ข้าหันไปมองอย่างโง่งม เปลือกตากระพริบถี่เมื่อหลินจวินเจ๋อกำลังยืนกอดอกหน้าตาบูดบึ้งในชุดเกราะเต็มยศ เรื่องหน้าที่เหมือนจะกินไหน้ำส้มของเขาก็ช่างเถิด ข้ายังไม่มีเวลาสนใจ ตอนนี้ในหัวข้าเต็มไปด้วยความสงสัยและใคร่อยากหาคำตอบ ข้าอยากไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าพูดจาแบบนั้นต้องการอะไร แต่ดูเหมือนร่างกายนี้จะไม่เป็นใจเท่าใดนัก ซ้ำแสงสะท้อนจากเกราะใหญ่บนอกกว้างของสามีตัวดีก็สะท้อนเข้าตา  ไม่ทันที่อีกฝ่ายซึ่งก้าวเข้ามาในศาลาจะกล่าวอะไร ข้าก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพลิกคว่ำอีกครั้ง




               แล้วจากนั้นทุกอย่างก็มืดดับลง..




+++++++++++++++++++++++++++++



กระทั่งหน้าเหมือนแฟนเก่าก็ไม่อาจหยุดไฟแค้น//อาซิ่นไม่ได้กล่าว


ตอนนี้ค่อนข้างจะขึ้นๆลงๆตามอารมณ์เจ้าตัวไม่น้อยค่ะ เหมือนคนจะเจอๆก็ผิดหวังแล้วโดนให้ความหวังแปลกๆอีก คนเราจะตัดอะไรก็ตัดไม่ได้ง่ายๆ รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นคนหน้าเหมือนก็ยังหวั่นไหว

แต่ส่วนนิสัยเจ้าตัวไม่เกี่ยวกัน(...) เหล่าจือล่วงเกินคนอื่นได้ แต่คนอื่นห้ามล่วงเกินเหล่าจือ555

เถ้าแก่มู่แกลองของนี่อาจอยากได้อะไรที่มากกว่าแท่นฝนหมึกก็เป็นได้-- //แค่กๆ

     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 224 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13546 ununchuahong (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 15:32
    ไม่เอาแบบนี้สิ
    #13,546
    0
  2. #13408 ploybrf2 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 23:14
    เกิดอันใดขึ้น
    #13,408
    0
  3. #13344 พญานก T^T (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:25
    คุมอารมณ์หน่อยก็ดี ตอนนี้ดูนางเวิ่นเว้อสุด
    #13,344
    0
  4. #13287 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 00:20
    ไม่ปลื้มอาซิ่นตอนนี้เท่าไหร่ ดูยึดติดเยอะเกิน ควรคีพลุคหน่อยลูก ต้องให้ท่านแม่ทัพจัดการรรร
    #13,287
    0
  5. #13006 PrincesSFungi (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 06:36
    เอ้า เพิ่งบอกว่าจะไม่ลงเรืออามู่ แต่ลงเรือคุณลับๆในดงหญ้า ดันเป็นคนเดียวกันอีก โอ่ยย เดี๋ยวสักพัก อิตามู่ก็กลายเป็นชายเจ็ดแน่ๆ ต้องใช่แน่ๆ เป็นมันให้หมดทุกบทไปเลยไป ชิ แต่ห้ามเป็นพระเอกนะ เลาเชียร์ไท่จื่อสายsอยู่ -3-
    #13,006
    0
  6. #12810 มูตี้ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 07:45
    ^_____^
    #12,810
    0
  7. #12555 Nutsu_Nutsu (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 01:50
    หน่วงตอนท้ายๆแฮะ ขอแค่โดนหลอก แล้วจัดการลาสบอสเร็วๆพอ อื้อ อยากดู อาซิ่นแกล้งคนอื่นๆ ไม่อยากดูนางดราม่า ปวดตับ
    #12,555
    0
  8. #11331 phetlovrwwww (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 16:51
    ฝันเหมือนกันนี้คืออะไรค่ะมีกริ่นอายความม่า
    #11,331
    0
  9. #10378 sprinkle star (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 21:43
    เข้าใจอารมณ์อาซิ่นตอนนี้มากเลยค่ะ ;; ^ ;;
    คุณแฟนเก่า..ชื่ออะไรนะเราลืมแล้ว 5555 ขออภัยท่านชายชุดดำ ลาสบอสคือท่านจริงหรือ แต่แค่หน้าเหมือนก็พอแล้วม้างง ตอนฝันถึงอาซิ่นด้วยหรืออ รักเก่าก็ลืมๆไปเถ๊อะะ 555555
    #10,378
    0
  10. #10003 อิสระ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 21:31
    เกรียดร่างจริงว้ะ รักศักดิ์ศรีไปล้ะ ก็รู้ว่าแหละว่าศักดิ์ศรีมันสำคัญแล้วไง จะยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรีหรอ เหอะโลกสวยไปล้ะค่ะ ที่สามีรักร่างปลอมก็เพราะเขาเห็นชีวิตมันสำคัญ ไม่ใช่เห็นศักดิ์ศรีสำคัญกว่าคนรัก ไม่ชอบเลยคนที่ยึดถือศักดิ์ไปจนลืมคนที่เขารักเรา ร่างจริงไม่คิดบ้างหรอถ้าตัวตายไป แล้วเหล่าคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ล้ะ เขาก็ตายด้วยอ้ะสิ ไม่มีใครอยากตายด้วยเหตุผลบ้าบอหรอกนะ เหอะๆๆๆ #ขอโทษอินไปหน่อย ฮ่าาาาาาาาาา
    #10,003
    0
  11. #9152 Sirikes Khananthai (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 17:11
    จำได้ว่ามีตอนนึงที่ถ้ำมองคนนั้นปรากฎตัวในที่มืดแล้วคนเขียนบอกว่าลาสบอสปรากฎแล้ว แต่มาในเงามืด มาตอนนีเฉลยแล้วว่าเงามืดนั้นคือมู่เซิน ซึ่งกลิ่นไอของมู่เซินไม่น่าใช่พ่อค้าธรรมดาตั้งแต่ตอนที่แล้ว เป็นไปได้นางอาจจะเป็นองค์ชายเจ็ดแฝงตัวมาก็ได้
    #9,152
    0
  12. #8317 hannyhyuk~ Krisyeol (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 20:43
    ท่านอ๋องฉลาดในหลายๆเรื่อง
    แต่ทำไมถึงคิดว่าเขาจะจำได้ไม่ได้ คือนั่นมันหวังอี้เสียในยุคสองพัน
    แล้วนี่ท่านย้อนยุคกลับมามู่เซิ่นยังไม่ไปเกิดเลย แถมตัวเองอยู่ในร่างท่านอ๋องไม่ใช่อาซิ่น
    ถึงจะหน้าคล้ายกันแต่ยังคิดอยากใหัเขาจำได้ เห็นใจร่างท่านอ๋องด้วยค่า เขาอยากได้ท่านแม่ทัพ 5555
    #8,317
    0
  13. #7333 ~HermaphroditE~ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 19:49
    เดาเล่นๆ เนื่องจากอาซิ่นหน้าไม่เหมือนจวิ้นอ๋อง มู่เซินเลยน่าจะรู้จากเด็กสายลับปะ? แล้วพอปะติดปะต่อกับท่าทีของนายเอกเลยพอเดาได้ว่าตัวเองคือคนในฝัน? แล้วนางจะเป็นใครไปได้นอกจากองค์ชายเจ็ด?

    ไว้อ่านถึงตอนล่าสุดจะกลับมาดูอีกที อิอิ
    #7,333
    0
  14. #7293 ✶なデア (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 14:32
    ส่วนตัวแล้วชอบนิสัยแสบๆของอาซิ่นตอนแรกมากก5555ตอนนี้ก็ชอบนะ
    #7,293
    0
  15. #6901 TOEY_KCR (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 13:49
    ฝันงั้นหรออ หรือนี่จะเป็นชาติที่เเล้วของหวัง เเต่นายเอกห้ามใจอ่อนเพราะยังไงก็คนละคนกับเเฟนเก่าเเก ตอนนี้มีสามีเเล้ว ต้องคิดถึงเเต่พ่อสามีคนซึน5555 ชอบค่ะะ
    #6,901
    0
  16. #6724 Shenoraq (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 19:58
    เอื้อ ถ่านไฟเก่านี่คุแรงถึงอดีตเลยจริงๆ เรื่องมันมีลับลมคมในน
    #6,724
    0
  17. #6700 [เส้นขนในจมูกแจ็คสัน] (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 17:20
    เอาแล้วล่ะสิ
    #6,700
    0
  18. #6325 LighttigerWest (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 18:47
    มีแต่คนเชียร์แม่ทัพ แต่ทำไมเราเชียร์มู่เซิน #ฮา
    #6,325
    0
  19. #5601 Flint (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 19:04
    นึกว่าอาซิ่นพูดเล่นจริงๆ ดูเบาไม่ด้าย5555555555555
    #5,601
    0
  20. #5414 Think_out (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 18:46
    ตีหัวจริงๆด้วยเว้ยคนเรา 5555
    #5,414
    0
  21. #5218 fairy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 18:43
    ฝันอารายยยย อย่าเพิ่งไปปป
    #5,218
    0
  22. #5217 fairy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 18:43
    ถ้าแกจะรักษาสัญญาขนาดนี้5555
    #5,217
    0
  23. #4960 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 17:44
    โอ๊ยยยยยย ไม่นะ!!!
    #4,960
    0
  24. #4325 TiwticAmp_90 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 18:40
    ฝันอารายยยย?

    ทำไมความรักของจื่อซิ่นกับท่านแม่ทัพช่างยากลำบาก มีอุปสรรคเยอะจัง 
    ให้กำลังใจคนงามของเราต่อไป
    #4,325
    0
  25. #4265 แกงส้ม (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 11:33
    ไม่น้า อย่าโดนหลอก
    #4,265
    0