ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 19 : อันใดเรียกว่าความหลัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 250 ครั้ง
    16 พ.ย. 59






               อากาศในเมืองถานเฟิ่งเย็นสบาย จวนจวิ้นอ๋องแม้มีขนาดเล็กปลูกสร้างเรียบง่ายกว่าจวนในเมืองหลวงแต่ก็โอ่อ่าสมฐานะ คืนนี้ไม่มีงานเลี้ยงเช่นไปถึงอำเภอสือหลินเมื่อวาน เพียงปล่อยให้เหล่าทหารที่เดินทางรอนแรมมาหลายวันได้ตั้งค่ายนอนพักกันหน้ากำแพงเมือง ผู้คนยังคงยิ้มแย้มแม้มีภัยสงครามมาจ่อประชิด เมืองถานเฟิ่งยังคงโอ่อ่าคึกคักแม้ยามค่ำคืน แต่ข้าไม่มีแก่ใจจะเที่ยวชมความงามหรือทำสิ่งใด หลังทานมื้อเย็นแล้วก็ขอตัวออกมาโดยปล่อยหลินจวินเจ๋อเอาไว้กับเหล่าแม่ทัพของเขา ข้าไม่มีอารมณ์จะสนใจความห่วงใยในแววตาคู่นั้น  และยังไม่อยากคุยกับใคร จึงได้แต่นั่งจ้องกระจกมองเงาสะท้อนของหวงเทียนหยางด้วยสีหน้าสับสน



                วันนี้ข้าไม่ได้เคลิ้มมองเขาเช่นทุกครั้งอีกแล้ว ในหัวมีแต่เรื่องนับร้อยนับพันของหวังอี้เสี่ย หัวใจของตัวเองที่คิดว่าเย็นชืดแล้วแต่ก็ไม่ใช่ ที่จริงมันยังคงมีอยู่และเป็นของเขาคนนั้น แม้พยายามมองเมิน ไม่สนไม่เห็นไม่รับรู้ แต่ใครจะรู้ดีกว่าข้าว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร ทั้งๆที่เป็นแค่คนหน้าเหมือน แม้จะพยายามบอกตัวเองให้ระลึกว่านั่นไม่ใช่หวังอี้เสี่ย แต่ถ้าเป็นเรื่องของเขา ข้าเคยควบคุมตัวเองได้ด้วยหรือ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เอาแต่คิดถึงเขา  ในสายตาข้าคนๆนั้นยังคงเป็นหวังอี้เสี่ย แม้ตอนนี้จะชื่ออะไรก็ยังคงเป็นหวังอี้เสี่ย  



                แล้วคืนนั้นข้าฝัน เป็นฝันที่ช่างแปลกประหลาด เพราะมันคือความฝันของเหลียงจื่อซิ่น ไม่ใช่ความฝันของหวงเทียนหยาง ฝันถึงบางสิ่งที่แม้แต่ตนเองก็ลืมไปแล้ว การได้พบชายที่หน้าตาเหมือนหวังอี้เสี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้าทำให้ยากจะปิดบังความหวั่นไหวภายในใจ หัวใจเหมือนถูกตะกุยคั้ยด้วยกรงเล็บของอดีตจนหลุดร่อนออกมาเป็นแผ่นๆ



               ในความฝัน ยังเป็นเด็กหนุ่มนามเหลียงจื่อซิ่นที่คุ้นยิ่งกว่าคุ้น เด็กชายอายุสิบเจ็ดจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สวมชุดนักเรียนแขนสั้นนั่งห้อยขารอใครสักคนอยู่ในสวนสาธารณะ ใบหน้าที่อ่อนวัยของตัวเองทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ข้าลืมไปแล้วว่าดวงตาของตัวเองเคยเป็นประกายสดใสได้ถึงขนาดไหน



             “ขอโทษด้วย ฉันมาสายไปหน่อย” รถจักรยานรุ่นเก่าสีเหลืองอ๋อยจอดลงตรงหน้า  คนในความฝันนั้นสวมชุดลำลองและกางเกงขายาว ใบหน้าหล่อเหลาแย้มรอยยิ้มนุ่มนวลกระจ่างไปทั้งใบหน้า เขาคนนั้นไม่ใช่คนหน้าตาดีชวนตะลึง แต่กลับมีรอยยิ้มตรึงตาตรึงใจผู้พบเห็น แววตาอ่อนโยนที่ทอดมองมาใสกระจ่างดุจสายน้ำ แล้วคนแต่งตัวแสนเชยแต่ดูดีเป็นที่สุดในสายตาเขาก็ยกมือลูบหัวเบาๆ



             “ไม่สายไปหน่อยแล้ว อาจารย์หวัง สามสิบนาที ปรับสี่สิบดอลล่าห์”



             “เด็กงก” คนๆนั้นกล่าวพลางยื่นถุงไอศครีมมาให้ ในอากาศร้อนๆแบบนี้มันช่างเป็นไอเทมที่ทุกคนโหยหา เขาเองก็เช่นกัน จึงรับมาแล้วแกะใส่ปาก



             “ค่อยพูดกันง่ายหน่อย..อ๊ะ..ละลายไปเยอะแล้ว”  



       “ค่อยๆกิน ฉันไม่แย่งหรอก” คนมองหัวเราะแล้วยื่นทิชชู่มาเช็ดข้างแก้มที่เปรอะน้ำหวาน เขาจำได้ว่าตัวเองหันไปมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตารักใคร่เพียงใดแล้วยิ้มจนเต็มหน้า



              “ใครจะให้คุณแย่งกัน เป็นแฟนหนุ่มมีหน้าที่ดูแล เป็นอาจารย์ยิ่งต้องดูแล ยังไงคุณก็มีทางเลือกแค่ดูแลผม”



              “แล้วถ้าฉันไม่ทำ?” แก้มข้างนั้นถูกบีบเบาๆอย่างบอกว่าคนทำรู้สึกหมั่นไส้ เขาจึงพองลมใส่ทั้งที่ไอศครีมคาปาก



              “กฏหมายคุ้มครองเยาวชน ล่อลวงเด็กชายอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ผมจะฟ้องตำรวจยัดเข้าคุณนอนคุกเสียเลย”



              “เด็กร้ายกาจ” คนถูกขู่หัวเราะแล้วส่ายหน้า แม้ถูกพูดจาใส่เช่นนั้นแต่เขาก็ยังคงมีแต่รอยยิ้ม ก่อนเสียงทุ้มต่ำนุ่มหูจะถามกลั้วหัวเราะ “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เธอจะใจแข็งทำร้ายฉันได้ลงคอหรือ?”



               เขาจำได้ว่าตัวเองชะงัก แล้วดึงไอศครีมที่เหลือแต่ไม้ออกมาจากปาก จ้องมองชายหนุ่มที่อายุมากกว่าแทบนับรอบด้วยสายตาจริงจังอยู่ครู่ใหญ่ แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนสาดกระทบใบหน้าจนเหงื่อซึม ในที่สุดจึงแยกเขี้ยวยิ้มอย่างซุกซนเหมือนแมวอ้วนจอมวายร้าย



              “ก็ผมเป็นเด็กร้ายกาจนี่ หวังอี้เสี่ย เป็นแฟนผมแล้วไม่อนุญาตให้ทิ้ง ถ้าคุณกล้าผมก็จะเล่นงานคุณให้นอนร้องไห้คิดถึงผมทุกคืนเลย”  



              “เพราะฉะนั้นนะ อาจารย์หวัง” เขากล่าวพลางมองหน้าชายหนุ่มอย่างจริงจัง เป็นผลให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วน้อยๆ ด้วยความแปลกใจ ก่อนที่ไม้ไอศครีมในมือจะถูกชูขึ้นแล้วยัดใส่มือ “ไม้นี้ถูกรางวัล เอาไปแลกให้หน่อยสิ”



               หวังอี้เสี่ยที่มองเขาด้วยแววตางวยงงชะงักแล้วหัวเราะ คนอายุมากกว่าขำออกมาแต่ก็รับไม้ไอศครีมจากมือเขาไปโดยดี แต่นอกจากเอาไม้ไอติมแล้วยังแถมด้วยตัวเขา คนร่างใหญ่กว่าดึงตัวเขาไปกอดไว้เต็มสองแขน ไม่สนใจเสียงดิ้นรนประท้วง ไม่สนใจสายตาของใคร เขาก้มลงฟัดที่ข้างแก้มแล้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแสนคุ้นหู ทั้งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม



             “อาซิ่น ฉัน.......”



                ฉัน...ฉันอะไร เขาคนนั้นพูดอะไรสักอย่างข้าเองก็ลืมไปแล้ว ภาพในความฝันช่างลางเลือน แต่ที่จำได้ชัดเจนคือความสุขที่ล้นปรี่เต็มหัวใจ ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้มอบใจและกายให้คนๆหนึ่งอย่างเต็มใจเป็นที่สุด ท่ามกลางชีวิตที่ขาดๆเกินๆสิ่งที่มาเติมเต็มโลกทั้งใบให้สมบูรณ์ก็คือหวังอี้เสี่ย และเมื่อเขาผู้นั้นหายไปทุกอย่างก็เว้าแหว่งไม่มีทางเติมเต็ม เหลียงจื่อซิ่นเข้าใจรสนิยมบิดๆเบี้ยวๆของตัวเองดี ชอบคนๆนั้นเพราะมีดวงตาเหมือนหวังอี้เสี่ย ชอบหมอนั่นเพราะมีลักยิ้มที่ข้างแก้มเหมือนหวังอี้เสี่ย คนๆนั้นมีเสียงที่ทุ้มต่ำคล้ายกับหวังอี้เสี่ย เบื้องหลังที่ใครรู้ก็ต้องขำ กี่ปีๆผ่านไปก็พยายามคว้าหาเงาของชายคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับทำเป็นไม่มีอะไรรู้ไม่ชี้  



                เพราะเหตุนั้นข้าจึงไม่เสียใจ ไม่อาลัยอาวรณ์ เมื่อเข้าใจว่าตัวเองตายไปแล้วข้ายังดีใจอยู่ลึกๆด้วยซ้ำ หวังว่าอย่างน้อยที่สุดก็อาจได้พบกับหวังอี้เสี่ย แต่โลกใบนี้กลับไม่ใช่แบบที่คาดไว้ เดิมทีข้าเข้าใจว่าหวังอี้เสี่ยที่ตัวเองอยากเจอไม่มีอีกแล้ว แต่ใครจะคิดว่าในที่สุดก็ได้เจอ..



              หวังอี้เสี่ย หวังอี้เสี่ย ผมคิดถึงคุณ






                “ท่านอ๋องเพ้ออะไร?”



                “ไม่ทราบขอรับท่านแม่ทัพ...เหมือนจะ เป็นชื่อคนๆหนึ่ง”



               เสียงหึ่งๆที่ข้างหูทำให้ความฝันที่วุ่นวายสับสนเริ่มจางหาย ใครสักคนกำลังคุยอะไรสักอย่างแต่ข้าไม่สนใจ ความฝันนั่นจดจำไปได้เพียงครู่ก็เลือนลางไปอีกแล้ว ไม่ ข้าไม่อยากให้มันหาย ยังอยากจดจำมันเอาไว้และย้อนระลึกถึง ข้าพยายามยกมือขึ้นไขว่คว้า แต่สิ่งที่ได้กลับมีเพียงอากาศ ขอบตาร้อนผ่าว ความฝันนั้นหายไปแล้วแต่หัวอกยังบีบรัดจนเจ็บ ความโศกเศร้าตลบอบอวลในหัวใจ รู้สึกเหมือนตัวเองส่งเสียงสะอึกสะอื้นโง่เง่าออกมา ก่อนที่ดวงตาจะเปิดออกท่ามกลางน้ำตาร่วงพรู



                  “นายน้อย!” ใบหน้าอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของเหล่าไท่ลอยมาก่อนท่ามกลางน้ำตาที่เอ่อท้นจนไม่อาจเห็นชัด ข้ายกมือลูบใบหน้าที่เปียกชื้นของตัวเอง พลันตระหนักได้ว่ากำลังร้องไห้ซ้ำหลุดสะอื้นเบาๆ



                ข้าเช็ดน้ำตาแรงๆและพลิกตัวหันหลังไม่อยากแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น ครู่หนึ่งข้าอยากกรีดร้องอาละวาดไม่เอาแล้วกับสิ่งที่ตัวเองต้องเจอ ข้าเหลียดโลกนี้ไปพรากเอาหวังอี้เสี่ยจากไป เกลียดโลกใบเก่าที่ไม่ว่าจะหายังไงก็ไม่พบเขา ความรู้สึกอ่อนแอที่ตัวเองเกลียดชังรุมเร้าจนแทบบ้าตาย นี่มันน่าสมเพชที่สุด ผ่านมากี่ปีๆก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แค่ฝันถึง แค่คิดถึงก็ทรมารทุรนทุรายถึงขนาดนี้



                “อาซิ่น อาซิ่น เจ้าเป็นอะไร?” คำถามแฝงความตกอกตกใจนั่นข้าไม่อยากได้ยิน ตอนนี้ข้ายังไม่อยากเจอใครทั้งนั้น แต่เจ้าของเรี่ยวแรงไม่ธรรมดานี่กลับเขย่าไหล่ข้าแล้วดึงตัวให้หันมาหาอย่างง่ายดาย บ้าที่สุด! ข้าถลึงตาใส่เขาอย่างกราดเกรี้ยวที่ทำแบบนี้ หลินจวินเจ๋อไม่เคยรู้หรือว่าอย่าตอแยผู้คนเวลาเขาโศกเศร้าหรือมีโทสะ ตอนนี้ข้าไม่ต้องการเขา ไม่อยากเจอเขา ไม่อยากพูดว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น!



                 “ออกไป” ข้ารู้สึกว่าน้ำเสียงตัวเองแหบพร่าทั้งยังมีลมหายใจร้อนผ่าว ดูเหมือนจะไม่สบาย แต่ก็ยังดิ้นรนอาละวาดใส่หลินจวินเจ๋ออย่างดื้อดึง แม้จะรู้ตัวว่ากำลังโง่เง่าไม่มีเหตุผล แต่ตอนนี้ข้ายังไม่พร้อมจะเป็นจวิ้นอ๋องของพวกเขา ข้าขอเวลาสงบสติอารมณ์ก่อนไม่ได้หรือ



                 “พวกเจ้าออกไปก่อน” หลินจวินเจ๋อกันไปไล่บ่าวไพร่ที่อยู่รอบๆห้อง แต่เขากลับไม่พาตัวเองออกไป ทำไมเจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธ์จะอยู่ต่อ  ตอนนี้ข้าคือเหลียงจื่อซิ่นไม่ใช่หวงเทียนหยาง ข้าไม่อยากให้เจ้าอยู่!



                “เจ้าเองก็ออกไป” ข้าออกปากไล่อีกครั้งพร้อมพยายามดิ้นออกจากฝ่ามือที่แข็งแกร่งคู่นั้น และถลึงตาที่ยังคงมีน้ำตาหล่นร่วงใส่เขา หลินจวินเจ๋อมองข้า เขาดูงวยงงจนเกินกว่าจะเข้าใจว่าถูกไล่ไปทำไม คนโง่เง่าเพียงแต่ดึงตัวข้าไปหาตัวเองแล้วกอดไว้ ใช้สองแขนที่อบอุ่นเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง ซุกใบหน้าข้าลงกับแผ่นอกกว้างของเขา หากเป็นเวลาอื่นข้าคงอยากดีอกดีใจไม่ก็คิดลวนลาม แต่หลินจวินเจ๋อ เจ้าอย่ามายุ่งกับข้าตอนนี้ได้ไหม



                “ปล่อยข้า!” เสียงแหบๆฟังดูไม่ได้เอาเสียเลยยามกระชากห้วนหงุดหงิด ทั้งหางเสียงยังสั่นน้อยๆ ข้าดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างไร้ทางสู้ ออกไป ข้าอยากให้เขาออกไป ข้าอยากอยู่คนเดียวเพื่อนึกถึงความฝันนั้น ข้าอยากคิดถึงหวังอี้เสี่ยคนเดียว



                 “อาซิ่น...” น้ำเสียงนั่นฟังอย่างไรก็ไม่เหมือนเสียงของหวังอี้เสี่ย คนที่เรียกชื่อและยกมือลูบหัวข้าเหมือนเด็กคือหลินจวินเจ๋อ แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนหัวใจถูกข่วนเป็นริ้วๆ ทุกสิ่งที่เขาทำกลับเหมือนหวังอี้เสี่ยมากเหลือเกิน



                “ปล่อยข้านะ ปล่อย” พยายามดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ข้าไม่อยากให้เขาทำลายความทรงจำที่มีต่อทุกการกระทำของคนๆนั้น แม้สัมผัสจะนุ่มนวลอ่อนโยนแต่ข้ายังไม่ต้องการ ข้าเกลียดตัวเองที่ทำน้ำตาร่วงในตอนนี้ บัดซบ! เหลียงจื่อซิ่นไอ้คนอ่อนแอ!



                “อาซิ่น หยุดดิ้นได้แล้ว เจ้าเป็นอะไร มาคุยกันดีๆ” นึกไม่ถึงว่าคนที่ข้าเคยบ่นว่าเขาโง่เง่ซื่อบื้อไม่ทำใจกลับทำตัวอ่อนโยนเอาใจใส่ก็เป็น แต่ข้าก็ยังนิ่งอย่างดื้อดึงใส่เขา หลินจวินเจ๋อดึงตัวข้าออกมาลูบน้ำตาให้ลวกๆแล้วถอนใจด้วยสีหน้าปั้นยาก เงอะๆงะๆมือหนักเหมือนไม่เคยทำมาก่อน



                “ข้าไม่มีอะไรจะคุย ข้าพึ่งตื่น ทำไมต้องมาคาดคั้น” เจ้าเคยได้ยินไหมว่าคนตื่นนอนใหม่ๆจะอารมณ์เสีย ข้าก็อารมณ์เสียและบูดบึ้งแล้ว ข้ายังอยากคิดถึงหวังอี้เสี่ยในความฝัน ไม่ได้อยากลุกขึ้นมาอธิบายใคร ขอเวลสหน่อยเถอะ ขอแค่สักพักเดียวข้าก็จะกลายเป็นจวิ้นอ๋องของพวกเจ้าคนเดิม



                “อาซิ่น เจ้าไม่สบาย เพ้อเหมือนคนไข้สูง ไม่รู้ตัวหรือ?” หลินจวินเจ๋อเอ่ยถามคล้ายตำหนิ แววตาทอประกายห่วงใยทอดมองข้าแล้วขมวดคิ้วน้อยๆ “เหล่าไท่เองก็ร้อนใจมาก ข้าก็กลัวว่าพิษในร่างเจ้าจะกำเริบ เจ้าเพ้ออะไร เห็นอะไร?”



                 “ข้าไม่รู้!” กระแทกเสียงใส่อย่างหงุดหงิดเสียทีจึงค่อยเก็บงำความรู้สึกมากมายไว้ในอก เริ่มเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรถึงได้รู้สึกแสบคอและไร้เรี่ยวแรงไปหมด “มาถามข้าทำไม ข้าเป็นคนป่วยไม่ใช่หรือ หวังจะได้รู้อะไรจากคนเพ้อไม่มีสติ ข้าอยากอยู่คนเดียว”



                 “ก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าแปลกไป” คนถูกอารมณ์เสียใส่ยังพยายามใจเย็นและนั่งลงบนเตียงข้างๆตัวข้า “อาซิ่น ข้าเองก็เข้าใจว่าเจ้าเพิ่งตื่น แต่เจ้ากำลังป่วย เดิมทีเข้าใจว่าเพราะการเดินทางจึงอ่อนเพลียและไม่สบายเล็กน้อย แต่หมอบอกว่าเป็นเพราะอารมณ์..เจ้าไปพบเจอสิ่งใดมา?”   



                 “ทำไม ท่านจะทำอะไรได้?” หัวเราะออกมาอย่างหงุดหงิดเสียทีข้าจึงถอนใจแรง “อย่ามาคาดคั้นเอาอะไรกับข้าเลย ไม่เกี่ยวกับท่าน ไม่เกี่ยวกับใคร ข้าไม่ได้เป็นอะไรนอกจากป่วยเล็กน้อยจึงฝันร้าย เข้าใจดีแล้วก็ออกไปเถอะ”



                “ฮูหยิน..” หลินจวินเจ๋อเสียงอ่อนลงเล็กน้อย เขาเองก็แปลกใจที่เห็นข้าดื้อดึงเช่นนี้ แต่เพราะคิดว่าเป็นอารมณ์ของคนป่วยจึงไม่ได้โวยวายอะไร แม่ทัพแดนใต้นิ่งไปครู่หนึ่งจนข้าคิดว่าเขาจะลุกออกไป แต่สิ่งที่หวงเทียนหยางทำคือสอดมือเข้ามาที่เอวของเขา แล้วยกออกมาทั้งตัวเพื่อนั่งตักอย่างไม่ฟังคำทักท้วงใดๆ



               “ท่านจะทำอะไร ท่านพี่” ข้าคำรามในลำคอและเริ่มดิ้น เสียแต่ไปไหนไม่รอดเพราะสองแขนนั้นกอดรัดไว้แน่น



               “เพราะเช้านี้เจ้าดื้อนัก จึงต้องสั่งสอนเล็กน้อย” หลินจวินเจ๋อวางปลายคางลงกับไหล่ข้าพลางกระซิบตอบ ส่งลมหายใจร้อนๆกระทบข้างหู  “ข้าเองก็เสียใจ ภรรยามีอะไร ทำไมไม่บอกข้า”



                “แล้วอย่างไร เพราะท่านถูกข้าลวนลามมากเข้า จึงอยากเปลี่ยนมากินเต้าหู้ผู้อื่นแทนอย่างนั้นหรือ?” ข้าถามเขาเสียงแข็ง เลิกดิ้นแล้วเพราะทราบว่าทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งอารมณ์ที่ค้างคาจากความฝันเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ



                 “ฮูหยิน..” เสียงทุ้มพร่ากระซิบเบาๆพลางทอดถอนใจไปด้วย “เจ้ารู้หรือไม่ พอเจ้ามาถึงก็ป่วยนี่เป็นเรื่องราวเลวร้ายเพียงใด เหล่าไท่เองก็กระวนกระวาย เหวินเฉินก็วิตกว่าตัวเองดูแลเจ้าไม่ดี วันนี้เป็นวันแรกที่ข้าจะนำทหารออกตั้งค่ายทัพ แต่กุนซือคนสำคัญกลับไปด้วยไม่ได้ ทุกคนต่างก็กังวล”



                 “เป็นความผิดที่ข้าป่วย ใช่หรือไม่”



                “ไม่ใช่ ข้าเพียงเล่าให้เจ้าฟังว่าเหตุใดจึงร้อนใจ ทำไมทุกคนถึงอยากทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า” หลินจวินเจ๋อยิ่งอธิบายน้ำเสียงยิ่งนุ่มทุ้มฟังสบายหู “ข้าเองก็ใช่จะไม่เข้าใจอารมณ์เด็กป่วยดื้อด้านอยากอาละวาด แต่ก็ต้องคาดคั้นสืบหา อย่างน้อยทุกคนจะได้เบาใจ”



                 “ทราบแล้ว ทราบแล้ว” ข้าถอนหายใจเบาๆ เมื่ออารมณ์ถูกปรับเข้าสู่ปกติก็รู้ดีว่าเมื่อครู่ได้ทำตัวเหลวไหลไม่สมฐานะจริงๆ คราวนี้กล่าวโทษใครไม่ได้นอกจากตนเอง ข้าเกลียดความอ่อนไหวในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขายิ่งนัก “ข้าไม่เป็นอะไร ฝัน...เรื่องอะไรข้าลืมไปแล้ว มันแค่รู้สึกเศร้าๆ ท่านอย่าได้กังวลอีก”



                “เหล่าไท่กล่าวว่าเจ้าเรียกชื่อ..คนๆหนึ่ง”



                “ข้าจวิ้นอ๋องพบเจอผู้คนมากมาย ท่านคงไม่ซักถามถึงทุกคนหรอกนะ สามี” แม้จะตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่งแต่ข้าก็รีบกล่าวอย่างระมัดระวัง ความลับเรื่องของคนๆนั้นสำคัญกว่าความลับที่ว่าข้าไม่ใช่จวิ้นอ๋องเสียอีก หันกลับไปยังมองเห็นสายตาแสดงความเคลือบแคลงของหลินจวินเจ๋อในระยะประชิด ข้าขมวดคิ้วน้อยๆ นิ่งไปครู่ก่อนจะยิ้ม



                 “ท่านพี่...”ส่งเสียงหวานๆนำไปก่อนแล้วลากมือเล่นบนท่อนแขนอีกฝ่าย นั่นจึงทำให้หลินจวินเจ๋อชะงัก เขาเองก็ทำราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้เราทั้งคู่อยู่ในสภาพหมิ่นเหม่เพียงไรจึงนิ่งขึง ทำท่าจะคลายอ้อมแขนและขยับตัวหนีแต่ข้าก็ออกแรงรั้งไว้



                 “อะ...อะไรหรือ..ข้าว่าจะไป..”



                 “จูบข้าหน่อย” ไม่ทันให้อีกฝ่ายได้หนีทัน ข้าก็เบียดตัวเข้าไปในอ้อมแขนอีกฝ่ายพลางพลิกตัวไปหา อาศัยดวงตาแดงก่ำและน้ำตาของตัวเองที่ถูเช็ดไปให้ดูน่าสงสารขึ้นอีกหน่อย ข้าทำท่าเหมือนกำลังรอเขาปลอบด้วยจูบหวานๆ หลินจวินเจ๋อที่จะขยับตัวลุกถูกข้าจ้องมองเช่นนี้จึงนิ่งไป  



                 “ท่านพี่..อื..ม”



                สองแขนกอดเอาไว้แล้วรั้งตัวเขาไปหา ทำให้ร่างที่ซุกอยู่ในอกแกร่งเบียดเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม ข้าวางมือลงบนแผ่นอกหนา ฝ่ามืออีกข้างขยุ้มชายเสื้อของหลินจวินเจ๋อไว้ เนื่องจากเป็นฝ่ายอ้อนให้คนมาจูบปลอบ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเข้าอย่างครั้งก่อน วางเอาเทคนิคสารพัดวิธีลงไปแล้วเคลิ้มตามที่อีกฝ่ายจัดการ  ที่จริงหลินจวินเจ๋อเองก็ถือว่าเชี่ยวชาญไม่น้อย แม้จะไม่อยู่ในระดับเดียวกับข้าแต่ก็ใช่จะเป็นไก่อ่อน  จูบเบาๆที่นุ่มนวลราวกับเป็นคำปลอบประโลม ทะนุถนอมราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าก่อนจะแทรกปลายลิ้นเข้ามาเกี่ยวกระหวัดและค่อยๆร้อนแรงขึ้นทีละนิด อืม...ไม่เลวจริงๆนั่นล่ะ



                แต่หยุดทำไมล่ะฮึ ท่านพี่



               ข้าเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยแววตาลอยๆเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายถอนริมฝีปากออก นึกเสียดายอยู่ครามครันที่หลินจวินเจ๋อยังหยุดไม่ทำอะไรมากไปกว่านั้นเช่นเคย ข้าคนถูกจูบไม่หน้าแดง แต่คนลงมือกลับหูแดงก่ำ มองแล้วน่าเอ็นดูไม่น้อย เอาเถอะ..ในเมื่อเขาบอกว่าจะไม่แตะต้องข้าก่อนจะรู้ใจตัวเอง ถ้าอย่างนั้นก็ล่อลวงให้เคยชินกับการสัมผัสเนื้อตัวกอดจูบไปก่อนก็แล้วกัน    



              “อะแฮ่ม..เจ้ายังมีไข้อยู่เลย” คนกระแอมแผ่วเบาแล้วกล่าวไว้ท่า เขาคงสัมผัสได้จากเมื่อตอนจูบข้าครู่นี้ ข้าพยักหน้า ซุกตัวลงไปในอ้อมแขนอีกฝ่าย อันที่จริงได้ออดอ้อนเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกดีไม่หยอก อย่างน้อยๆก็พอบรรเทาความเศร้าลึกๆในหัวใจไปได้บ้าง



             “ก็ข้ายังไม่หายป่วย” 



             “รีบกินยาเสีย พักผ่อนร่างกาย เดี๋ยวข้าจะให้เหล่าไท่นำหมอกับยาเข้ามาอีกที”     



             “เย็นนี้ท่านมาเยี่ยมข้าด้วยนะ” มีโอกาสก็ต้องรีบความ ยามอีกฝ่ายยอมอ่อนให้แล้วข้าจึงยิ่งต้องกอบโกยให้มาก หลินจวินเจ๋อขมวดคิ้วครุ่นคิดเมื่อไดยินคำขอ แม้ลังเลแต่เขาก็พยักหน้าอย่างรวดเร็วแล้วขยับตัวลุก ข้าเองก็ลงจากตักเขาแต่โดยดี เปลี่ยนมานั่งพิงกองหมอนอย่างเชื่อฟัง



               “รีบกินยา จะได้รีบหาย” หลินจวินเจ๋อสำทับ เขาทำท่าจะลูบหัวข้า แต่ข้าดึงมือเขาไว้ ไม่ยอมให้มาทำเหมือนคนในความฝันอีก แต่เกรงจะผิดปกติจึงจับมาแนบแก้มแล้วยิ้มประจบ



              “แล้วข้าจะรอ”



              หลินจวินเจ๋อพยักหน้า เขามองข้าที่ออดอ้อนผิดปกติด้วยแววตาใคร่ครวญก่อนจะดึงมือกลับ สายตาที่แฝงความสงสัยและสีหน้าเต็มไปด้วยคำถามนั้นทำให้ข้ารู้ว่าเขายังไม่คิดตัดใจเรื่องที่ข้าฝันและละเมอถึงหวังอี้เสี่ย แต่ข้าไม่บอกเสียอย่างใครจะทำไม เขาคือของข้า คือความลับที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นของข้าคนเดียวและไม่มีวันให้คนอื่นรู้เด็ดขาด



              หลังเที่ยงวันที่อาการเริ่มค่อยยังชั่วแล้วข้าจึงไปนั่งรับลมอยู่ริมศาลาโดยมีเหล่าไท่คอยดูแลอย่างเป็นห่วง เหวินเฉินก็ขอเข้ามาพบเพราะทราบถึงอาการป่วยของข้า เขายังเอาโสมและอาหารบำรุงชั้นดีหลายอย่างมาด้วย พลางพูดคุยอยู่กับข้าและเหล่าไท่ ที่จริงเหวินเฉินก็เป็นอดีตพ่อบ้านวังจวิ้นอ๋อง แต่เพราะได้รับแต่งตั้งให้ครองเมืองถานเฟิ่ง ข้าจึตั้งเขาเป็นตัวแทนมาคอยดูแลเมือง เหวินเฉินก็เหมือนเหล่าไท่ จงรักภักดี มีแต่ความห่วงใย เชื่อฟังข้าเป็นอย่างมาก เพราะเขาทำตามที่ข้าบอก การค้าของเมืองถานเฟิ่งจึงเป็นไปได้ด้วยดีและคึกคักยิ่ง



               “พูดถึงเรื่องนี้ เหวินเฉิน ท่านได้จัดการเรื่องที่ข้าสั่งไปเมื่อวานแล้วหรือไม่?”   


 

               “เรื่องสำรวจประชากร ข้าน้อยให้คนเริ่มลงมือแล้วขอรับ ส่วนของพ่อค้าชาวไห่เยี่ยน ข้าก็ป่าวประกาศบอกไว้เช่นกัน” เหวินเฉินตอบทันที



               “ดีมาก” ข้าพยักหน้าด้วยความพอใจ เหวินเฉินทำงานเร็วอย่างที่คิด “การลงทะเบียนพ่อค้าเหล่านี้อาจจะต้องใช้เวลามากหน่อย ไม่อาจมองแค่รูปพรรณสันฐานแล้วอนุญาตโดยง่าย ลองสืบประวัติดูพวกเขา หากใครมาค้าขายเกินสองปีจึงจะอนุญาต ตอนนี้แม้มีสงครามแต่เราก็ไม่ควรปล่อยให้ตลาดซบเซา ทว่าอันใดที่ควรระวัง ยังต้องระวัง”



                “ขอรับท่านอ๋อง ท่านอ๋องดูแลสุขภาพด้วย” เหวินเฉินรับคำแล้วรีบกล่าวเมื่อข้าไอออกมาเบาๆ ช้าจิบชาร้อนแล้วโบกมือให้เขาเชิงไม่เป็นอะไร



                “อย่าได้คิดมาก ข้าแค่ระคายคอ”ข้านิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อคิดอะไรได้ก่อนจะถามต่อ “เมื่อวานมีพ่อค้าคนหนึ่งมากับกองทัพ ท่านคงทราบแล้วกระมัง?”



                “ขอรับ ผู้นั้นคือมู่เซิน ชาวไห่เยี่ยน มักจะมาค้าขายที่เมืองถานเฟิ่งเราปีละครั้งสองครั้ง ติดต่อกันสี่ห้าปีแล้วขอรับ”



                “แล้ว...เขามาลงทะเบียนรายชื่อพ่อค้าหรือยัง?” ข้าไล้ปลายนิ้วบนขอบถ้อยชา ถามเสียงแผ่วเบาเมื่อนึกถึงใบหน้าคุ้นตานั้น



                 “มาแล้วขอรับ มาเป็นคนแรกๆมู่เซินผู้นี้กระตือรือล้นอย่างยิ่ง” เหวินเฉินดูจะถูกอัธยาศัยกับอีกฝ่ายไม่น้อย และรีบเล่าด้วยความรวดเร็ว “ข้าน้อยลองสืบประวัติเขาดูแล้วก็ไม่พบปัญหาอะไร อีกทั้งเขามีมารดาเป็นชาวอำเภอเสียนหนิง นับได้ว่ามีเชื้อสายของเทียนจิ้นเราอยู่ครึ่งหนึ่ง”



                 “...ในภาวะสงครามเช่นนี้ จะค้าขายต้องระวังข้าอยากลองพบกับเขาดู หากไว้ใจได้ ให้เขาเป็นหัวหน้าพ่อค้าชาวไห่เยี่ยน ช่วยดูแลสอดส่องและควบคุมพวกเดียวกันอีกที”



              “ขอรับ ท่านอ๋อง”



              “พรุ่งนี้..” ข้านิ่งไปครู่หนึ่งแล้วหรี่ตาลงช้าๆ “พาเขามาพบข้าหน่อย” 



              เหวินเฉินตอบรับด้วยความรวดเร็ว ขณะที่เหล่าไท่รินน้ำชาให้จิบเพิ่ม ข้าหรุบตามองน้ำชาในจอกดินเผา หยิบขึ้นมาจิบช้าๆ เงี่ยหูฟังเสียงผู้ชราทั้งสองพูดคุยกันในเรื่องเก่าๆของวังจวิ้นอ๋องและยิ้มน้อยๆไปด้วย วางตัวเป็นจวิ้นอ๋องคนเดิมที่อัธยาศัยดีและสุภาพแจ่มใส ปิดบังประกายตาวาววับและอาการอกสั่นระรัวของตัวเองไว้เงียบๆ



                 พรุ่งนี้




++++++++++++++++++++++++



แฟนเก่าและความหลังมีดาเมจแรงมาก ที่สุดแล้วอาซิ่นก็เป็นพวกบ้ารักอาการหนักพอกัน55


ตอนนี้ท่านแม่ทัพเลยเป็นคนดีมาเลยทีเดียว ปลอบเด็กดื้อใจเย็นจังนะท่าน นึกว่าจะถลกกางเกงตีก้นซะแล้ว


ช่วงยุ่งๆไม่ได้มีเวลาปั่นตอนกลางคืนเลย ดังนั้นนี้นิยายน่าจะมาได้ตอนบ่ายๆไม่ก็เย็นค่ะ  

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 250 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13641 DARA T. (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:43
    แม่ หน่องอยู่ข้างแม่ แต่แม่จะทำอะไร แม่มีสตินะแม่ หน่องรู้ว่าแม่ร้ายมาก แต่แม่มีผัวแล้วนะแม่!!
    #13,641
    0
  2. #13545 ununchuahong (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 15:17
    พอเถอะคะ เศร้าาาา แงงงงงงงง
    #13,545
    0
  3. #13500 นึกอะไรไม่ออก (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 19:44
    อาซิ่นนี่เป็นMหรือเปล่า ทำไมชอบหาเรื่องให้ตัวเองเจ็บ องค์รัชทายาทก็ทีนึงละ ไม่เจ็บตัวก็เจ็บใจ
    #13,500
    0
  4. #13462 Vagabond Picha (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 17:54
    ตายแล้ววว
    #13,462
    0
  5. #13407 ploybrf2 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 03:30
    เริ่มไม่เข้าข้างนายเอกล่ะ
    #13,407
    0
  6. #13343 พญานก T^T (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:29
    ฮาเร็ม ฮาเร็ม ฮาเร็ม วู้ววววววว
    #13,343
    0
  7. #13286 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 17:31
    ฮาเร็มไปเลยยยยยยยยย!
    #13,286
    0
  8. #13005 PrincesSFungi (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 06:04
    ถ้าเป็นคนเดียวกันก็อยากเชียร์มากค่ะ แต่ทำไม่ได้ เพราะเราลงเรือไท่จื่อกับคุณลับๆในดงหญ้าไปแบ้ว แงงงง
    #13,005
    0
  9. #12710 J☆ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 01:00
    สนุกกกกกกกกกก
    #12,710
    0
  10. #12698 Atom:) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 20:14
    อร้าายยยเเฟนเก่าดาเมจเเรงอ่าาา5555เราว่าอาซิ่นนางก็บ้ารักพอๆกะอาซิ่นคนเก่าเลย เฮ้อออออ555555
    #12,698
    0
  11. #12554 Nutsu_Nutsu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 01:13
    อ่า อย่าบอกนี่คือพี่โหม่ง และ ลาสบอส อะไรกันเนี๊ย ถ้าใช่คือไม่น๊า..... 1 เดียวในใจต้องเป็นคนงามซี้
    #12,554
    0
  12. #7525 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2559 / 12:06
    อ่าาา สงสารท่านแม่ทัพ
    #7,525
    0
  13. #7341 Shallow Mellow Hallow (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 20:39
    ถ้าพ่อค้าเป็นคนเดียวกับแฟนเก่าเราก็จะอวยนะ...
    #7,341
    0
  14. #6894 TOEY_KCR (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 13:23
    แฟนเก่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตทที่คิดถึงมาก สงสารนายเอกเหมือนกันนะนี้ต้องอยู่ในร่างของอีกคนที่รักเเละหัวใจเต้นเเรงกับพระเอก แต่วิญญาณจริงๆของนายเอกก็มีคนที่รักอีกครเหมือนกันพอมาอยู่ในร่างนี้ความรู้สึกคงตีกันเเย่ แต่เราเชียร์พระเอกน่ะ เพราะเเฟนเก่านายเอกอยู่ในยุคปัจจุบันซึ่งนี่ก็แค่คนหน้าเหมือน แต่พระเอกเป้นสามีย่อมเชื่อใจได้อยู่เเล้ว ยืนยันคำเดิมรักนายเอกค่ะ เลิฟคนเเต่งด้วยย
    #6,894
    0
  15. #6354 พชรพล ประทุมรัตน์ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 19:45
    ทำไมรู้สึกใจหน่วงๆ
    #6,354
    0
  16. #6254 Machi-Kream (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 20:49
    รู้สึกจะมีตรงชื่อที่พิมพ์ผิดนะคะ ต้องเป็นชื่อแม่ทัพ อ่านแบบมันผิดอะคะ มันคั้นอารมณ์ได้นะคะ แต่ผิดแค่ชื่อที่สลับกันนี่ละคะ ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆให้อ่านคะ
    #6,254
    0
  17. #6243 OverOzone (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 18:41
    อาซิ่นผู้รักเดียวถึงแม้จะเป็นแบบที่เห็น.
    #6,243
    0
  18. #6000 PrawPink (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 11:13
    ว่าจริงๆ ก็อยากให้ซิ่นได้เจอเรื่องดีๆบ้างอ่ะนะ ตั้งแต่ที่อยู่ที่นี่มาก็มีแต่เรื่อง คนข้างกายที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจริงๆไม่มีบ้างเลย ถึงจะอยู่กันเยอะแต่ก็เหมือนตัวคนเดียว
    #6,000
    0
  19. #5401 Think_out (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 17:21
    เห็นงี้เขาก็รักมั่นคงน้า
    #5,401
    0
  20. #5204 fairy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 17:13
    อาซิ่นนี่ก็รักเดียวใจเดียวนาจาาา
    #5,204
    0
  21. #4950 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 17:21
    สงสารท่านแม่ทัพพพพ
    #4,950
    0
  22. #4912 HunNy_HunHun (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 01:03
    หวังว่าสุดท้ายแล้วอาซิ่นจะไม่เลือกแฟนเก่านะ อุตส่าห์มีชีวิตใหม่แล้วแท้ ๆ แต่ยังจมปลักอยู่กับอดีต อยู่กับแฟนเก่า เฮ้ออออ ดูรักฝังใจมาก จนคล้ายคนบ้า บ้ารัก น่ากลัวว่าสักวันชีวิตอาจจะพังเพราะความบ้ารักนี้อีกครั้งก็ได้
    #4,912
    0
  23. #4822 chanchan123 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 15:20
    รักแรงขนาดนี้อาซื่อจะลืมรักแรกได้ไหมหรอ แอบสวสารท่านแม่ทัพคงกำลังมีใจให้เทียนหยาง
    #4,822
    0
  24. #4323 TiwticAmp_90 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 18:28
    ดาเมจรุนแรงมากแฟนเก่าคนนี้
    #4,323
    0
  25. #4261 แกงส้ม (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 11:18
    ลูกเต๋า อาซิ่นจะนอกใจแล้ว
    #4,261
    0