คัดลอกลิงก์เเล้ว

ตำนานรักท้อพันปี

โดย SavadaYuki

เรื่องราวความรัก ความแค้น ความผูกพันตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ตำนานและบันทึกต่างๆของเหล่าเทพ...

ยอดวิวรวม

279

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


279

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


9
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 มี.ค. 61 / 17:56 น.
นิยาย ӹҹѡ;ѹ ตำนานรักท้อพันปี | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



ขยับเข้ามาใกล้ๆ คนชราเช่นข้าจะเล่านิทานบางเรื่องให้ท่านฟัง แต่อย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดน้ำตาไว้ด้วยละ...คนชราเช่นข้ามิรู้ว่าใครถูกหรือผิดหากพวกเจ้ารับรู้เรื่องราวแล้วรู้ว่าใครถูกผิดก็บอกชายชราเช่นข้าด้วยละ โฮะๆ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลิวฮวา : ชาติก่อนคือเทพธิดานามว่าเหลียงฮวา ภรรยาคนใหม่ของอวิ๋นหลงผู้รวมมือในแผนการต่างๆจึงมีด้ายโชคชะตา กงกรรมกงเวียนผูกติดกับโชคชะตาในแต่ละชาติเพื่อชดใช้ให้กันและกัน

ไป๋หลง :  บัณฑิตตกยากผู้ที่เป็นชาติก่อนของคนรักของเทพเฟยหลง มีชะตาต้องกันผูกติดดวงวิญญาจึงทำให้ต้องชดใช้กรรมทำให้ผูกติดในหลายๆชาติเพื่อชดใช้

เทียนฟง : องค์ชายองคืเจ้าสำราญ ชาติก่อนคือ อวิ๋นหลง เทพผู้ทำให้เรื่องราวบานปลาย


ฟง อวิ๋นหยาง : มารจิ้งจอก อดีตคือเทพเฟยหลงผู้ตามล้างแค้นชาตินี้จึงเกิดเป็นเดรัจฉานชดใช้กรรม แต่เพราะบำเพ็นเพียรมานานทำให้อีกไม่กี่ขั้นจะสำเร็จเป็นเซียนจิ้งจอก จึงมีตบะแก่กล้า

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เหมียวหง่าว

เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 มี.ค. 61 / 17:56


 

    กาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้วมีเทพอยู่ 2 องค์ผู้พิทักต้นท้อสวรรค์พันปีที่เง๊กเซียนรักยิ่งกว่าอะไรเพราะมันเป็นต้นท้อแห่งโชคชะตาที่กำหนดดวงชะตา บ้างก็ว่าเป็นต้นท้อที่พระนางไป๋ฮวาพระพี่นางของพระองค์เป็นผู้ปลูกก่อนจะถูกส่งตัวเป็นภริยาของจอมมารโลหิต...
พระองค์ได้มอบหมายให้เทพสองพระองค์เป็นผู้เฝ้า เทพสองพระองค์นั้นมีหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะแต่ทว่านิสัยนั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง... คนพี่ชื่ออวิ๋นหลง ชื่นชอบงานรื่นเริงและร่าเริงเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันดี แต่ก็ชักนำปันหามามิหวั่นมิไหว...พร้อมทั้งมีความเอาแต่ใจมิมีความรับผิดชอบเสียเท่าไร....ส่วนคนน้องมีนามว่าเฟยหลง เป็นเทพผู้อ่อโยน ร่าเริง และ เป็น มิตร แต่เป็นเทพที่ไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันเท่าไรนัก
สองเทพรักใคร่ปองดองกันช่วยกันและกันพิทักดูแลต้นท้อขององค์เง๊กเซียน....
     

     จนกระทั่ง วัน หนึ่ง....เป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวความรักที่ชักนำพาความแตกแยกมาสู่ต้นท้อพันปี....!
วัน หนึ่ง...เทพเฟยหลงได้หลีกหนีงานรืนเริงมาเที่ยวในภพมนุษย์จนไปเจอเข้ากับมนุษผู้หนึ่งผู้ชื่นชอบอะไรๆที่เหมือนๆกันจนนับกันเป็นสหาย....และได้ให้สัญญาว่าจะมอบต้นท้อที่ปลูกไว้ให้กับเขาผู้นั้น....หลังจากเทพเฟยหลงได้กลับมาบนสวรรค์ก็เล่าเรื่องราวให้ผู้เป็นพี่ฟัง...โดยมิชะเหลี่ยวใจเลยว่า...พี่ชายที่เคารพรักจะทำบางสิ่งที่นำมาซึ่งจุดแตกหักเพียงคำว่า "น่าสนุก" ....
และแล้วก็ถึงวันแห่งคำสัญญาเทพเฟยหลงได้ลงมายังโลกมนุษและมอบต้นกล้าของท้อสวรรค์พันปีให้กับมนุษย์ผู้ที่เคยสัญญาเอาไว้ แต่ทว่าพอไปถึง....มนุษย์ผู้นั้นก็ถูกใครบางคนควักลูกตาที่แสนงดงามไปเสียแล้ว...เทพเฟยหลงได้มอบต้นท้อพลางบอกกับชายผู้นั้นว่าจะเป็นดวงตาให้กับเขาเอง!....พร้อม ทั้ง ให้ สัญญาแต่ทว่า....เฒ่าจันทรากับเทพีโชคชะตาคงมิเห็นด้วยกับเส้นวาสนาของเทพเฟยหลงกระมั้ง...เพราะทันใดที่กลับจากโลกมนุษย์องค์เง๊กเซียนได้ให้เข้าเฝ้าเพื่อทำงานบางสิ่งแลกกับการไปใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์…

   ก่อนไปทำภารกิจเฟยหลงได้ลงมาใช้ชีวิตกับมนุษย์ผู้เป็นที่รักก่อนจากไปทำภารกิจ....เฟยหลงได้ควักดวงตาของเขาให้คนรักของตนก่อนจะจากกันไป...
         หลังจากทำภารกิจเฟยหลงก็ได้กลับมาเพื่อจะอยู่กับคนรักโดยมอบหน้าที่ดูแลต้นท้อให้เทพองค์อื่นโดยไม่ชะเหลี่ยวใจเลยว่าอวิ๋นหลงได้หายไป! ทันทีที่ลงมายังโลกมนุษย์...เทพเฟยหลงได้เข้าไปพบคนรักแต่ที่ได้กลับมาคือสายตาที่มองคนแปลกหน้าและถูกเรียกขานว่าเสี่ยวไป๋...หลัง จาก งง ได้ไม่นานเทพเฟยหลงก็รู้แจ้ง..อวิ๋นหลงได้สวมรอยเป็นตนและไ้ด้เข้าพิธีแต่งงานแล้ว...เฟยหลงได้พยายามบอกคนรักของตนแต่ก่ทำได้เพียงเป็นสุนัขภูติสัตว์เลี้ยงของอวิ๋นหลงเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆคนรักเพียงเท่านั้น---...
...อวิ๋นหลงเมื่อหมดความสนุกแล้วก็ทอดทิ้งคนรักของเฟยหลงและไปอยู่กินกับเทพธิดาเหลียงฮวาพอเฟยหลงทราบเรื่องหลังจากปลอบประโลมคนรักแล้วก็ตามล้างแค้นและราวี..จนกระทั่งสองเทพหายสาปสูญ

       


  เฟยหลงได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนรัก...แต่ทว่า...คนรักได้รักพี่ชายของเฟยหลงแต่มิได้รักเฟยหลง....หลังจากที่คนรักหลีกหนีหายไปเฟยหลงก็ได้กระโดดแม่น้ำยมโลกเพื่อจบชีวิตของตน....ส่วนคนรักก็หายสาปสูญ...ก่อนตายเฟยหลงได้หวังไว้ว่าอยากจะเห็นอีกครั้งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยรักของคนรักที่มอบให้กับตน…

        บางตำนานเล่าว่าเทพเฟยหลงได้จุติเป็นปีศาจจิ้งจอก ส่วนคนรักหลังจากหมดสิ้นอายุไขก็ได้เกิดเป็นบัณฑิตผู้หนึ่งในมณฑนฉางอัน บัณฑิตผู้นี้มีนามว่า *ไป๋หลง เป็นบัณฑิตตกยากที่ได้หลงรักสาวงามนางหนึ่งชื่อว่า *หลิวฮวา ไป๋หลงและหลิวฮวาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กๆ ตอนที่พ่อของไป๋หลงยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองครอบครัวได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ลูกคนแรกแต่งงานกันหากเป็นชายหญิง ในตอนนั้นครอบครัวหลิวฮวาของคือข้าราชการ ส่วนไป๋หลงเป็นครอบครัวพ่อค้าผู้มั้งคั่ง แต่หลังจากเหตุการปล้นฆ่าสังหารผู้นำของตระกูลไป๋ทำให้ไป๋หลงและมารดา ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างยากลำบาก หลังจากนั้นไม่นาน…. ตระกูลหลิวได้ยกเลิกคำมั่นสัญญา(โดยที่หลิวฮวายินยอมอย่างยิ่ง) และเพราะเหตุอะไรบางอย่างทำให้ครอบครัวของหลิวฮวาได้ยกหลิวฮวาให้กับญาติฝั่งมารดาทำให้หลิวฮวายกระดับเป็นท่านหญิงที่สามารถแต่งกับองค์ชายได้สบายๆ ไป๋หลงเศร้าเสียใจเป็อย่างมากดื่มสุราพลางเดินหลงในป่าไผ่และทรุดลงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ข้างๆกันมีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเล่นกู่เจิงอยู่…



“ตัวข้ามีนามว่า ไป๋หลง ข้าขอทราบนามท่านได้หรือไม่?”

“นามของข้าคือ ฟง อวิ๋นหยาง”

และนั้นคือเรื่องราวของการพบกันของทั้งคู่….

    มารจิ้งจอกได้นับไป๋หลงเป็นสหายพร้อมทั้งฟังเรื่องราวทั้งหมด และคอยช่วยอยู่ห่างๆเพื่อให้บัณฑิตผู้ยากไร้กลายเป็นจอมงวน หลังจากแม่ของไป๋หลงเสียไปทำให้ไป๋หลงเสียศูยน์เป็นอย่างมากมารจิ้งจอกจึงปลอมตัวเป็นหญิงสาวผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับหลิวฮวา และคอยอยู่เคียงข้าง...จากความรักของสหายผู้หนึ่งพันนากลายเป็นความรักของชายหญิง...

3 ปีผ่านไป

  จิ้งจอกในร่างสาวงามได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยากับไป๋หลง...และคอยอุ้มชูช่วยเหลือไป๋หลง จากบัณฑิตตกยากไล่ขึ้นจากจอมงวนกลายเป็นเสนาบดีหนุ่ม…. ทุกอย่างดูเป็นไปอย่างสงบสุขแต่อนิจา ความสุขมิอาจอยู่ได้นาน เพราะเข้าวังอยู่บ่อยครั้งทำให้เจอหับหลิวฮวา.. รักแรกเริ่มจะเบ่งบานอีกครั้ง แต่ทว่า ท่านหญิงหลิวฮวาต้องแต่งงานกับองค์ชายหกผู้ไร้ค่า.. สตรีผู้แสวงหาอำนาจและเงินทองจึงมองหาทางใหม่นั้นคือรักแรกในครั้งยังเยาว์ นางค่อยๆวางแผนทีละขั้นๆ จนในที่สุดแผนก็สำเร็จ... แต่งานวิวาห์ในจะเริ่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้าทำให้นางต้องเร่งแผนขึ้น ไป๋หลงเมื่อรู้ว่าหญิงคนรักกำลังโดนบังคับอีกครั้งเพราะเชื่อว่านางโดนบังคับถอนหมั้นกับตนเพื่อแต่งกับองค์ชายหกจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาภรรยาตน… อวิ๋นหยางเมื่อทราบเรื่องก็คอยเตือนต่างๆนาๆแต่ก็ไม่ได้ผล… ในที่สุดก่อน 2 วันก่อนงานวิวาห์ ฮองเต้มีราชโองการมอบท่านหญิง หลิวฮวาเป็นภรรยาของไป๋หลง เพื่อเป็นรางวัลในหลายๆปีที่ผ่านมาทำให้องค์ชายหกแค้นและลอบสังหารหลิวฮวาและไป๋หลง… อวิ๋นหยางได้เผยตัวจริงเพื่อช่วยชีวิตสามีของตนพร้อมสละตบะพันปีให้กับไป๋หลงเพื่อดึงลมหายใจกลับมา….

2 เดือนผ่านไป

          เรื่องราวทั้งหมดก็คลี่คลายองค์ชายหกถูกสั่งถอดยศ ส่วนไป๋หลงก็ได้แต่งงานกับหญิงที่ตนรัก… ก่อนวันเข้าหอนั้น ไป๋หลงได้เดินทางไปยังศาลากลางน้ำที่ที่ขออวิ๋นหยางแต่งงาน….ความทรงจำบางอย่างพุดขึ้นมาเหมือนกับเตือนให้นึกถึงบางสิ่ง….

ครืนนนนนนนนน!! เปรี๊ยง!! ซ่าๆ

  ท้องฟ้ามืดครึมเหมือนกับว่าได้ร่ำไห้และพิโรธต่อบางสิ่ง แต่แปลกที่รอบปริเวรศาลานอกจากหมอกลงหนาแล้วก็มิมีฝนหรือลมพายุอยู่บริเวรนั้นๆ ทันทีที่ไป๋หลงก้าวเข้ามาในสะพานเชื่อเพื่อจะไปศาลาอยู่ๆความทรงจำที่อยู่ๆก็แวบเข้ามาให้สมอง...

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


(ไป๋หลง : แต่งงานกับข้านะ อาเยว่)

(อาเยว่: ไป๋หลงหากข้าไม่ได้เป็ยอย่างที่ท่านเห็นท่านจะยังรักข้าไหม?)

(ไป๋หลง: มิว่าเจ้าจะเป็นอะไรข้าก็จะรักและดูแลเจ้าตลอดไป..)

(อาเยว่: ฮือ...ไป๋หลงข้ารักเจ้า!)

(ไป๋หลง : ข้าไป๋หลง! ขอสาบานต่อหน้าบรรพชนว่าจะรักอาเยว่เพียงคนเดี๋ยวและจะดูแลอาเยว่ตลอดไป ข้าจะไม่นอกใจนางหรือทำให้นางเสียใจเป็นอัดขาด! หากผิดคำสาบานของให้ฟ้าดินลงโทษ!!)

(อาเยว่ : ข้าสาบานต่อฟ้าดินแม้ชีพสิ้นก็จะรักและปกป้องไป๋หลงให้ได้!)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  ไป๋หลงสลัดความทรงจำทั้งหมดก่อนจะรีบเดินตตรงไปยังศาลาพลางถือไหสุราเข้าไป ภายในศาลาอวิ๋นหยางก็ปรากฎกายขึ้นนั่งข้างๆพลางยิ้มอย่างยินดีโดยถือพันสีขาวลายพู่กันจิ้งจอกสีน้ำตาลตัวหนึ่งไว้...มันคือพัดติดตัวเสมอเพราะวันคือของขวัญชิ้นแรกที่ไป๋หลงทำให้ ของมีค่าอื่นๆที่ไป๋หลงซื้อให้ยังมิอาจเทียบได้กับพัดที่ทำให้จากใจจริงตอนยังเป็นเพียงบัณฑิตผู้หนึ่งเท่านั้น

“ข้าขอฝากเจ้าช่วยบอกกับ อาเยว่ที(ร่างจำแลงอวิ๋นหยาง) ว่า ข้ารักนาง….”

“เจ้ามาเพื่อบอกลาข้าใช่หรือไม่?”

ไร้ซึ่งคำพูดใดๆมีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลออกจากตาของมารจิ้งจอก และใบหน้าอันไร้ความรู้สึกของบัณฑิตหนุ่ม ไม่สิ… ตอนนี้คงเป็นเสนาบดีเสียแล้วกระมั้ง อำนาจชั่งน่ากลัวยิ่งนัก แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือคำว่า รัก นั้นคือสิ่งที่มารจิ้งจอกคิด

“ข้าขอดื่มสุรากับท่านเป็นครั้งสุดท้ายได้หรือไม่?”

“ได้สิ...”

ร่างของมารจิ้งจอกค่อยๆกลายเป็นสตรีนางหนึ่งในชุดสีแดงที่ใช่ในพิธีแต่งงาน สองร่างเคียงกันดื่มสุราเฝ้ามองดวงจันทรา …  ไป๋หลงได้คีบหางปลากับหัวปลาให้กับมารจิ้งจอกพร้อมกับคลี่ยิ้มบางเบา

“เจ้าชอบทานหัวปลากับหางปลา ข้าสั่งให้คนครัวทำอย่างดีให้เลยละ”

“...ขอบคุณนะ”

ล่วงเลยเวลาจนไหสุราไหสุดท้ายหมดร่างของมารจิ้งจอกก็กลับคืนร่างเป็นชายหนุ่มพร้อมกับมองมายังคนรักของตนก่อนจะกล่าวบางสิ่งและลุกออกไป...หายลับไปในสายหมอก…

    “ข้ามีเรื่องจะสารภาพกับเจ้า….ข้าโกหกเจ้าอยู่ 3 เรื่อง...หนึ่ง ข้ามิเคยชอบกินหัวปลาหรือหางปลา…. ”

คำกล่าวนั้นพร้อมกับไป๋หลงที่คิดถึงตอนที่ตน เป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มผู้ยากไร้ที่ตกปลาตัวอ้วนได้ตัวหนึ่ง...พร้อมทั้งวิ่งกลับบ้านไปให้ภรรยาตน บ้านที่เป็นเพียงกระท่อมเล็กๆที่มิหรูหราเหมือนปัจุบันแต่ก็เป็นบ้านที่มีความสุข...ตนได้มอบปลาให้ภรรยาทำ….ปลาตัวอ้วนกลายเป็นต้มปลา..เพราะอร่อยจึงทานกันจนเหลือเนื้อปลาตรงตัวอันหนึ่งกับหางปลาตนได้คลีบเนื้อปลาให้ภรรยาก่อนจะคลีบหางปลากับหัวปลามาทาน..

“อะๆ… ท่านมิต้องคีบให้ข้าท่านสมควรทานเนื้อ”

“ไม่หรอก อาเยว่...เจ้าเป็นสตรีต้องกินมากๆ”

นางชะงักทีหนึ่งก่อนจะคีบหางปลากับหัวปลาข้าไปพร้อมคีบเนื้อปลาชิ้นใหญ่ของนางให้กับข้า พลางพูดขึ้นมา

“แต่หัวปลากับหางปลาของโปรดข้านะ! เอามานี้!”

พอข้าเป็นเสนาบดีเมื่อใดที่มีปลานึ่งของโปรดข้า ข้าก็จะคีบหัวและหางปลาที่สั่งคนครัวทำอย่างพิเศษให้กับนาง นางมักมีที่ท่าดีใจแต่บางครั้งในตอนแรกข้าเห็นนางชะงักมองอย่างมึน งง ก่อนที่ข้าจะกล่าวออกไป

“หัวปลา หางปลานี้ ข้าสั่งให้พ่อครัวทำอย่างพิเศษ! ข้ารู้ว่านี้คือของโปรดเจ้า!”

ข้ายิ้มอย่างไร้เดียงสานางมองข้าอย่างตะลึงก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างดีใจพร้อมกินหัวและหางปลาอย่างอร่อย…

“อื้มมม!! อร่อยๆจริงๆด้วย….ขอบคุณนะไป๋หลง!”

“เรื่องที่สอง….ข้ามิชอบทานรากไม้หวานหรือเผือก….”เสียงของอวิ๋นหลงดึงข้าเข้าอีกหนึ่งความทรงจำ..

ภาพของข้าวสารที่เหลืออยู่ไม่มาก นางให้ข้ากินข้าวทุกมื้อ ส่วนนางลับหลังข้านางก็จะกินพวกรากไม้หรือเผือกหัวมันเพื่อประทังชีวิต

“เรื่องสุดท้าย….เจ้ายังจำวันนั้นได้หรือไม่?....วันที่เจ้าป่วยและอยากกินเนื้อแต่มิเคยบอกข้า..”

ภาพของนางกรีดแขนตัวเอง เพื่อเอาชิ้นเนื้อนั้นมาให้ข้าที่ป่วย...ตอนนั้นข้าป่วยหนักข้าจำเป็นต้องกินเนื้อยิ่งเนื้อจิ้งจอก..ท่านหมอได้บอกกับข้าและข้าเก็บเงียบไว้เพราะฐานะเราแค่ข้าวสารก็แทบจะเต็มกลืนแล้ว…. แต่ทุกวันในวันที่ข้าป่วยนางก็จะยกข้าวต้มใส่เนื้อจิ้งจอกมาให้ข้าทานเสมอ จนข้าหายดี…ตอนแรกข้าสงสัยเรื่องเนื้อจิ้งจอกว่านางได้จากไหนแล้วทำไมนางถึงมีกลิ่นเลือดติดตัวเสมอ...นางมักจะเจ็บแขนเวลาข้าแตะโดน….อยู่ช่วงหนึ่งที่ข้าหายป่วย...เดี๋ยวนะ! อวิ๋นหยางคือมารจิ้งจอกงั้นเนื้อที่ข้ากินคือ!!

“อย่าบอกนะว่าเจ้า!!” ก่อนที่ข้าจะรั้งอวิ๋นหยางไว้ อวิ๋นหยางก็หายลับไปกับสายหมอกแล้ว..

“เนื้อจิ้งจอกที่ข้ากินเพื่อรักษาอาการป่วยข้าคือเนื้อที่แขนเจ้า…..ตบะพันปีที่เจ้าสละให้ข้าเพื่อดึงลมหายใจข้ากลับมาเจ้าทำไปเพื่อสิ่งใดกัน ฟง อวิ๋นหยาง!!”

    เสียงตะโกนก้องของไป๋หลงดังทั่วศาลา เพื่อหวังว่าใครบางคนจะตอบรับมา….  แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววคนที่หายลับไป…

ณ งานวิวาห์




   รางโองการเมื่อประกาศขึ้นแล้วซ้ำยังเป็นผู้ขอก็มิอาจยกเลิกได้… งานถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากงงานเลี้ยงเลิกรา ในเวลาเข้าหอเจ้าสาวกับอยู่เดียวดายเพราะเสนบดีหนุ่มมิได้เข้าหอกับนางแต่กลับไปห้องภรรยาเก่าทำให้หลิวฮวาอารมเสียเป็นอย่างยิ่ง.. ทางด้านไป๋หลงเมื่อเข้ามาถึงภายในห้องนอนของอวิ๋นหยางก็พบพัดของตนบนหมอนถามคนเฝ้าห้องบอกเพียงว่ามีชายคนหนึ่งฝากเอามาให้ตน ซึ่งตอนนี้กำลังจะกลับแล้ว.. ไป๋หลงวิ่งสุดฝีเท้าออกนอกจวนวิ่งสุดแรงจนเห็นชายผ้าคลุมสีขาว แผ่นหลังที่คุ้นเคย..

“หยุด...แฮก….หยุดก่อน!!  อวิ๋นหยางงงงงงงงงง”

 ร่างในชุดกล่าวค่อยๆหันมาพลางคลี่ยิ้มงดงาม ขายังคงกล่าวเดินหายลับไปกับม่านหมอก แต่ก่อนที่จะหายไปก็ได้กล่าวบางสิ่ง…

“เจ้าเคยถามข้าว่าเพราะเหตุใดข้าจึงทำเพราะเจ้าถึงเพียงนี้?.....มันคงเป็นเพราะคำว่า รัก กระมั้ง”

ไป๋หลงถึงกับทรุดลงเมื่ออวิ๋นหลงได้หายลับไป...ความทรงจำในวันเข้าหอวิวาห์และในตอนที่ยังทุกข์ยากค่อยๆฉายซ้ำไปมาในความทรงจำ…...ไป๋หลงได้กล่าวบทรำพึงบทหนึ่งทั้งน้ำตาพลางเงยมองแสงตะวันที่เริ่มขึ้นมาแทนที่ด้านฟ้า… ทางเดินที่เคยมีร่างของอวิ๋นหยางเดินอยู่ปรากฎเป็นรอยเท้าจิ้งจอกพร้อมกับหยดเลือดที่จู่ๆก็หายไปตรงสายหมอกที่ร่างอวิ๋นหยางหายไป

“ชมบุปผาไม่สุขสำราญเท่าใด ดื่มสุราเมามายเพียงน้อยนิด

หลันกาอี้หนึ่งไห ข้าเมาไปสามปี ข้าเมาต่อไปอีกไม่ได้แล้ว”

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

       ว่ากันว่าเมื่อจิ้งจอกศูนย์เสียตบะพันปีจะกลับกายเป็นจิ้งจอกธรรมดาแต่หากฝืนใช่พลังอยู่ จะสลายหายไป...

รวมทั้งจิตวิญญาญด้วย ไม่สามารถลงไปจุติได้...ต้องวนเวียนอยู่ห้วงแห่งความมืดมิดชั่วกัปชั่วกัน…..

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไป๋หลงได้ลุกขึ้นเดินกับจวนพร้อมกับถือพัดจิ้งจอก…..

   ว่ากันว่าเสนาบดีไป๋หลงมีอายุยืนยาวถึง4รัชสมัยและมีความอ่อนเยาว์จนถึงขั้นเป็นอมตะ...เสนาบดีไป๋หลงมักจะใช้ความรู้ความสามารถเพื่อพัตนาแคว้นและคอยช่วยเหลือรัชทายาทเพื่อที่จะเป็นฮ้องเต้ที่ดี… ตามประวัติของฮ้องเต้แต่ละองค์จะกล่าวถึงความสารถและรูปโฉมที่ยังคงเยาว์วัยแม้นผ่านไปหลายร้อยปีก็ตาม...แต่สิ่งที่ตรงกันก็คือ ท่านเสนาบดีมักจะพกพัดจิ้งจอกไปไหนมาไหนด้วยเสมอจนกระทั่งวันที่เสนาบดีผู้มากความสามารถจะหายสาปสูญไป ในรัชสมัยของจิ๋นซีฮ้องเต้ จอมมหาราชผู้มิฟังคำทักทวงของเสนาบดีไป๋หลง พร้อมทั้งยังต้องการความเป็นอมตะ...จนถึงขั้นไล่ล่าผู้เป็นดั่งพ่อและครูของตนเองเพื่อชีวิตนิรัน….

   บันทึกหน้าสุดท้ายกล่าวว่านอกจากเหล่าทหารที่ถูกปั้นเป็นดินเผาแล้ว..เสนาบดีผู้หายสาปศูยน์ถูกขังไว้ภายในห้องลับที่อยู่สักแห่งภายในสุสาน ว่ากันว่าเสนาบดีถูกขังทั้งเป็นพร้อมกับพัดคู่ใจ…. เป็นอันจบตำนานของเสนาบดีผู้อยู่มานานถึง 4 รัชสมัย…

      “ว่ากันว่าคนใกล้ตายจะเห็นความทรงจำตอนยังมีชีวิตทั้งหมดคงจะเป็นเรื่องจริง” ไป๋หลงกล่าวผมกับนั่งลงบนแท่นน้ำแข็งพันปีพร้อมๆกับผนังสุสานที่ปิดตัวลง

“ข้าจะไปหาเจ้าแล้วนะ...อาเยว่...ไม่สิ...อวิ๋นหยาง...”ไป๋หลงค่อยๆผิดตาลงมือถือโอบประคองพัดไว้ลมหายใจค่อยๆแผ่วลงพร้อมกับน้ำแข็งพันที่ที่แช่ร่างของไป๋หลงเอาไว้ ว่ากันว่าน้ำแข็งพันปีจากสำนักปราบมารที่หายสาปสูญนอกจากยังคงร่างกายไว้แล้วยังถือว่าเป็นของวิเศษที่หกปีศาจไม่ว่าจะแก่กล้าเพียงใดหากถูกแช่แข็งไว้นานๆยิ่งนานเท่าใด ตบะจะอ่อนกำลังลงและตายในที่สุด… ไป๋หลงได้ใช้เวลาทั้งหมดพร้อมทั้งได้ให้จิ๋นซีฮ้องเต้เป็นฮ้องเต่ตามตกลงกัยไว้และกับหาวิถีฆ่าตนฝังสุสานของพระองค์ไปพร้อมๆกัน ซึ่งองค์จักรรรดิก็เห็นด้วยและช่วยกันตามหาแท่นน้ำแข็งพันปีจนในที่สุดก็พบ….

“ท่านอาจารย์ ตัวข้าจิ๋นซี คงตอบแทนท่านได้เท่านี้...ทหาร!! ปิดผนึกสุสานมหาเสนาบดี!!”ชายวันกลางคนกล่าวพลางหันหลังให้กับผนังที่พึ้งปิดไป หากใครสังเกตุสักนิดจะเห็นว่าภายในดวงตาของมหาจักพรรดิผู้นี้เต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจ…..

              หลังจากปิดผนึกสุสานไปได้ไม่นานจิ๋นซีฮ้องเต้ก็ทรงเสร็จสวรรค์คต...หมอหลวงมิอาจะบอกว่าเหตุใดพระองค์ถึงสิ้นเร็วนัก เพียงรู้แต่ว่าคำสุดท้ายก่อนตายคือน้ำแห่งชีวิต….เพียงเพื่อมีชีวิตเฝ้าดูแลสุสานของชายผู้ที่ตนรักทั้งบิดาและพี่ชายในคราวเดียวกัน……

(เหตุการที่ถูกฉายซ้ำก่อนลมหายใจของไป๋หลงจะจากไป)

V

V

V

V

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


อวิ๋นหยาง : “......”<<<นั่งเล่นพิณพลางมองสหายผู้เป็นมนุษย์ที่จ้องตนอย่างตั้งอกตั้งใจ

ไป๋หลง : “.....”<<<ตั้งใจฟังสหายคนงามร้องเพลง

อวิ๋นหยาง : “ไป๋หลง เจ้าจ้องข้าเช่นนั้นหากข้าท้องขึ้นมาใครรับผิดชอบ?”

ไป๋หลง: เจ้าเป็นชายข้าเป็นชายจะท้องได้ไง อีกอย่างมิใช่ปลากัดเสียหน่อย!

อวิ๋นหยาง : เฮ้อ… แล้วเจ้าจ้องข้าทำไม?

ไป๋หลง : ก็เจ้าเล่นพิณเพราะแถมยังร้องเพราะอีก!

อวิ๋นหยาง : เจ้าฟังรู้เรื่อง?<<<ร้องเพลงภาษาโบราณ

ไป๋หลง : ไม่รู้หรอกแต่ข้าว่ามันเศร้า...

อวิ๋นหยาง : สักวันหนึ่งข้าจะร้องในแบบที่เจ้าเข้าใจให้ฟังก็แล้วกัน….

ไป๋หลง : ข้าจะรอวันนั้นนะ!!

อวิ๋นหยาง : …..//นั่งเล่นกู่เจิ่งพลางมองสหายที่ท่องหนังสือตาจะปิดแลมิแลอย่างขำๆ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การเจอกันครั้งแรกของข้าและอาเยว่


ในวันนั้นคือวันที่ข้ากับอวิ๋นหยางนัดกันไปที่ป่าดอกท้อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศสถานที่ พร้อมทั้งวันนั้นคือวันที่ดอกท้อบานสะพรั้งแต่ว่าไม่ว่าตนรอนานเพียงใดก็ไม่เห็นวี่แววสหายจึงไปรอที่ใต้ต้นท้อที่นัดไว้ พอไปถึงก็เจอหญิงงามนางหนึ่ง...

??: ท่านคงเป็น ไป๋หลง?

ไป๋หลง : ไม่ทราบว่าแม่นางคือ?

: ข้า ฟง เยว่ซิน เป็นน้องสาวของ ฟง อวิ๋นหยาง วันนี้พี่ข้าคงมาหาท่านไม่ได้ข้าเลยมาส่งข้าวและมาเป็นคนสอนเรื่องบทกลอนให้ท่านแทนพี่ข้า

: อ...เอ่อ….ข้าเรียกเจ้าว่าอาเยว่ได้ไหม?

: ได้สิ! เอาละ ไป๋หลงได้เวลาเรียนแล้ว!!

  ไม่รู้ว่าข้ากับนางสนิทกันมากขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งข้าได้ขอนางแต่งงานนางดูตกใจก่อนจะกล่าวยินดีที่จะแต่งงานกับข้า….ข้ากับนางอยู่กินฉันสามีภรรยาอย่างมีความสุขนางมักจะเอาใจใส่ข้าเสมอ...อ่า...ชั่งเป็นความทรงจำที่ดียิ่ง…..

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

(ภาพการจอกลา ณ ศาลา)

ไป๋หลง : เจ้ายังจำได้?

อวิ๋นหยาง : ข้ามิเคยลืมเลือนคำสัญญา ว่าข้าจะแปลเพลงให้ท่านฟัง...แต่ก่อนเล่นเพลงนั้น...ข้าขอมอบเพลงนี้ให้ท่าน

ไป๋หลง : ข้าขอโทษ...

อวิ๋นหยาง : ……

สายตาของอวิ๋นหยางมองมายังข้าอย่างร้าวราก่อนจะขยับนิ้วบรรเลงเพลงอีกเพลง เพลงที่เราสองพบกัน


ไป๋หลง : อวิ๋นหยาง…

  ข้าหลับตาฟังเพลงที่ค่อยๆบรรเลงจนจบลง…. พอข้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง ข้าก็ไม่เห็นเงาของอวิ๋นหยางเสียแล้ว…..

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทข้างล่างนี้แค่บทเสริมเล็กนะครับไม่จำเป็นต้องอ่านก็ได้นะครับ(ไม่ต้องอ่านหรอกครับ)

V

V

V

V

V

V

V

V

      ในรัชสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ้องเต้ ได้มีขุนนางคนหนึ่งผู้มีอายุยืนยาวถึง4รัชสมัยพร้อมทั้งเป็นมันสมองให้กับพระองค์ผู้เป็นรัชสมัยสุดท้ายก่อนจะหายสาปสูญไปว่ากันว่าขุนนางผู้นั้นคือปีศาจจำแลงกายมาบางก็ว่าเทพเซียนจำแลงกายบาง พอทนไม่ไหวกับการกดขี่ของจิ๋นซีฮ้องเต้ไม่ไหวพลางพรัมเตือนก็มิฟังทำให้ขุนนางผู้ได้ฉายาเทพเซียนผู้หยั้งรู้ไปหลีกหนีหายกลับสวรรค์ไป…. แต่ใครจะรู้ว่า…

ปี XXXX

ครืนนนนนน!!

ณ สุสานจิ๋นซีฮ้องเต้อยู่ๆก็เกิดแผ่นดินไว้ทำให้แผ่นผนังสุสานพังทลายลงทำให้เห็นอุโมงที่สอดยาวและจารึกถึงประวัติของขุนนางนิรนาม...สุดทางของอุโมงปรากฎร่างขุนนางวัยกลางที่อีกไม่นานก็จะกลายเป็นข่าวก้องโลกเพราะขุนพบสุสานของขุนนางผู้มีอายุยืนนานพร้อมทั้งมัมมี่ที่เหมือนคนหลับไปเฉยๆทั้งผิวหรือสีผม.. มีเพียงร่างที่ไร้ลมเท่านั้นที่เป็นสิ่งยืนยันว่าเจ้าของร่างได้ตายไปแล้ว….มือทั้งสองของขุนนางได้โอบประคองพัดด้ามหนึ่งเอาไว้ เมื่อทีมวิจัยมาถึงภายในสุสานและได้ตรวจดูอยู่ๆร่างที่นิ่งสงบก็ลืมตาหนึ่งมาพร้อมกับมองไปยังนักวิจัยคนหนึ่งที่ได้หยิบพัดไปจากตน ศพที่ลุดขึ้นพร้อมทั้งพูดภาษาโบราณพลางยื้นมือมาหากลุ่มนักวิจัยที่หยิบพัดไป ซึ่งตอนนี้กอดกลุ่มกันนั่งร้องไห้พร้อมทั้งพร่ำขอโทษ..ก่อนจะยื่นพัดให้ ศพที่อยู่ๆก็ลุกขึ้นมาหยุดการขยับตัวพร้อมมองพัดด้วยสายตาเเห่งความรักและอาลัยอาวรก่อนจะหันมาคลี่ยิ้มพร้อมทั้งคลายลูกแก้วที่อยู่ในปาก ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นผุผงเหลือไว้เพียงกองเสื้อผ้าและพัดพร้อมทั้งลูกแก้ว นักวิจัยได้รายงานเรื่องนี้ให้กับเบื้องบนแต่สิ่งที่ได้คืออาการอ่อนเพียงกับคำว่าจิตหลอนไปเอง ส่วนมัมมี่ที่หายไปไม่มีใครพูดถึง สิ่งของต่างๆถูกจัดแสดงบนพิพิธพัน รวมถึงพัดและลูกแก้วเจ้าปันหา

ไกด์นำทัวได้แนะนำสิ่งของต่างๆจนมาหยุดที่พัดและลูกแก้ว

“ชุดนี้เป็นชุดที่อยู่ในมัมมี่ของขุนนางที่ว่ากันว่าเป็นขุนนางที่อายุยืนที่สุดชุดและพัดพร้อมทั้งลูกแก้ว..ออ! ภาพรอยมือเท้าบนผืนผ้าใบนี้เป็นของ เสนาบดีควบตำแหน่งที่ปรึกษามีนามว่า ไป๋หลง ประวัติเล่ากันว่า….”

“อาเฉิน(ชื่อไกด์) พอเถอะ! ขอประวัติของสำคัญเถอะไม่ต้องเอาประวัติของเจ้าของมาแล้วพวกเราทุกคนรู้จักหมดแล้วข่าวพาดหน้าหนึ่งขนาดนั้น!!”

ใช่ๆ<< เสียงคณะลูกทัวร์ที่เริ่มจะเบื่อหัวหน้าทัวที่ชอบพานอกเรื่องเสมอ

“ฮ่าๆ เอาละๆ ภาพนี้คือภาพนี้มีชื่อว่า “อวิ๋นหยาง” ซึ่งคือเจ้าของนายแบบที่ไป๋หลงเป็นคนวาดว่ากันว่าในตอนที่อวิ๋นหลงมีชีวิตอยู่ผื้นภาพนี้จะถูกติดเป็นผนังห้องนอนของไป๋หลงเสมอ”

“ภาพมือกับเท้าคนกับจิ้งจอกเนี้ยนะ!!”

“ฟังก่อนนน!! ว่ากันว่าภรรยาคนแรกของไป๋หลงคือจิ้งจอกปลอมแปรงกายมา--”

“ข้ามเถอะ!! ผมต้องการเนื้อ!! ไม่เอาน้ำ!”

“อะแฮ่ม! ภาพนี้คือภาพที่อาเยว่ภรรยาคนแรกของไป๋หลงได้วาดเอาไว้หากพวกคุณลองกลับภาพลากเส้นดูมันจะกลายเป็นภาพภาพหนึ่ง...”

“ภาพจิ้งจอกกับชายหนุ่ม...”

“ถูกต้องแล้วครับ!!! เป็นภาพจิ้งจอกตัวหนึ่งนั่งมองพระจันกับชายหนุ่ม...ถือว่าเป็นศิลปะที่หาได้ยากในสมัยนั้น...เพราะการคำนวนลากเส้นไหนจะมุมอีก...สิ่งที่ใช่ก็เป็นพู่กันจึงถือว่าเป็นภาพที่หาได้ยากและแปลกมาก….เอาละ!! ไหนใครรู้บ้างหากลากมุมนี้กับนี้กลับหัวอีกทีแล้วพับจะหลายเป็นคำว่าอะไร!!”

“ตลอดไป?”

“ถูกแล้วครับ!! เอาละเราเลิกเรื่องรูปมาต่อเรื่องพัด...พัดนี้เป็นพัดที่ทำจากต้นไม้หอมที่สูญพันธ์ไปแล้วคนทำก็ท่านไป๋หลงเนี้ยละตอนที่ยังเป็นบัณฑิตหนุ่มตกยากอยู่...ท่านได้ทำให้เป็นของขวัญภรรยาคนแรกของท่าน….แต่ไม่รู้ว่าทำไม..หลังจากเหตุการราชโองการงานวิวาห์ที่ท่านขอกับฮ้องเต้เพื่อแต่งงานกับท่านหญิงคนหนึ่ง อยู่ๆภรรยาของท่านก็หายไปในวันที่ใครบางคนลอบสังหารท่านระหว่างกลับจากวังหลวง...”

“คุณเฉิน! แต่ผมได้ยินตำนานแถวบ้านเก่ายายทวดผมที่บรรพบุรุษท่านเล่าให้ฟังว่าภรรยาคนแรกของท่านไป๋หลงคือปีศาจจิ้งจอกหนุ่มที่แปรงกายมา..”

“ตำนานส่วนตำนานครับ เอาละ! ในใบทัวร์ได้เขียนบทกลอนของท่านไป๋หลงและในพัดไว้แล้วนะครับผมจะไม่ขออธิบาย.... ส่วนนี้คือลูกแก้วที่ว่ากันว่าเป็นตบะของจิ้งจอกหรือภรรยาคนแรกของท่านได้มอบให้ท่านเพื่อที่จะดึงลมหายใจกับมาตามที่ทุกท่านได้ทราบครับ...แต่ว่าที่ถูกท่านเห็นนะตอนนี้คือของปลอมนะครับเพราะของจริงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหลังจากเอาออกมาจากสุสานได้ไม่นานจู่ๆลูกแก้วก็หายไปถามยามคนเฝ้าก็ตอบว่าอยู่ๆลูกแก้วก็เปล่งประกายและหายไปทิ้ง พอลองมองบนกล้องวงจรปิดสิ่งที่เห็นคือลูกแก้วสลายเป็นผุยพงครับ...นักวิจัยยังหาข้อสรุปไปได้….เอาละครับ! จบทัวร์ห้องนี้ไปทัวร์ห้องต่อไปเถอะครับ….ทุกคนครับ….ในบางครั้งเราก็ทำอะไรผิดพลาดกันมามากแต่ขอให้ทุกคนได้ทราบนะครับว่า เรื่องบางเรื่องที่สามารถแก้ได้ก็แก้ หากแก้ไม่ได้ก็อย่าได้เสียใจที่จะทำมันหากมันคือสิ่งที่ดีงามนะครับ….” คณะทัวร์สุดท้ายได้จากไปก่อนพิพิษธพันจะปิดลง…. แต่ไม่รู้เพราะทำไม...ถึงมีเรื่องเล่ามาทุกๆคืนวันพระจันเต็มดวงจะได้ยินเสียงจิ้งจอกดังมาจากห้องห้องหนึ่งในพิพิษธพัน...บ้างยามตรวจตราเดินก็เห็นจิ้งจอกวิ่งผ่านไปพอตามไปก็ไม่พบอกไรยกเว้นเพียงภาพในพัดจิ้งจอกที่หายไปพอรุ่งเช้าภาพก็กลับมาแต่จะเปลี่ยนอริยาบทบ้างก็มีนกจากไหนไม่รู้ปรากฎในภาพ…. ถือว่าเป็นเรื่องเล่าสยองขวัญของพิพิธพันก็ว่าได้….แต่หลังจาดเกิดไฟไหม้ปริศนาทำให้ของบางชิ้นหายไปหนึ่งในนั้นคือชุดขุนนางที่ภายหลังถูกพบเป็นซากขี้เถ้าในพื้นที่ที่หนึ่งที่ตามตำนานเล่าว่าเป็นที่ที่เคยเป็นจวนของเสนบดีไป๋หลง ส่วนพัดถูกพบในกระท่อมที่ตระกูลหนึ่งดูแล ซึ่งตระกูลนั้นบรรพบุรุษคือลูกบุญธรรมของไป๋หลงและกระท่อมนั้นคือกระท่อมที่ไป๋หลงเคยอยู่ แต่บังเอิญยิ่งกว่านั้นคือพัดไม่ว่าจะนำกับไปเท่าไรก็จะหายไปเสมอ...จนกระทั่งวันสุดท้ายที่พัดหายไปคือวันที่กระท่อมถูกเผาพอเจ้าหน้าที่ไปยังที่อยู่อาศัยของคนในตระกูลก็พบเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น พอไปถามชาวบ้านแถวนั้นจึงทราบว่าเมื่อหลายปีก่อนเกิดเหตุไฟไหม้คนทั้งตระกูลตายกันยกครัว พอมีคนไปยุ่งกับที่ไม่เกิดประสาทหลอนก็เป็นบ้า แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่ๆก็มีหลวงจีนคนหนึ่งมาบอกว่าพื้นที่นี้ตรงสุสานตระกูลมีโฉดให้ไปเอาและมอบให้เจ้าหน้าที่ที่มาหาในวันพรุ่งนี้เพื่อให้บางสิ่ง ทันทีที่พูดจบเจ้าหน้าที่ก็รับโฉดมาพร้อมทั้งไปตรวจพื้นที่ก็พบวัตถุโบราณมากมานเหมือนกับว่ามันจะชดเชยพัดและชุด…. เรื่องนี้ถูกปิดเงียบจากคนภายนอก แต่ภายในทราบกันดีว่าของโบราณทั้งหมดนั้นมาจากไหนและมันหายไปไหน….

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จบ

ผลงานทั้งหมด ของ SavadaYuki

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 เมษายน 2561 / 21:16
    แค่ขึ้นต้นก็มาม่าแล้วจ้า~(T^T)
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #2
    0
  2. วันที่ 1 เมษายน 2561 / 14:15
    เศร้าอ่าาาา
    #1
    0