หวงตี้เมื่อใดเจ้าจะเลิกสั่งงดขนมของมารดาเล่า!(จบ)

ตอนที่ 52 : ตอนพิเศษ ข้าและพี่น้องทั้งห้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,093
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    6 ก.พ. 64

ตอนพิเศษ ข้าและน้องชายทั้งห้า

 

 

 

โจวจ้าวฉีในวัยสิบห้าหนาวยามนี้ออกจากวังหลวงมาเดินเล่นในเมืองพร้อมกับน้องชายทั้งสี่ ในมือของเขามีเชือกยาวสองเส้น ข้างซ้ายมัดเอวน้องรองน้องสาม แฝดนรกสุดแสบแสนดื้อดึงที่ไม่มีผู้ใดกำราบได้เลยนอกจากพระบิดาและท่านอาสาม ข้างขวามัดเอวน้องสี่ผู้ง่วงงุนแต่ก็อยากตามมาเที่ยวด้วยทั้งที่กำลังหลับตาเดิน ที่หลังของเขาก็มีน้องห้าผู้ที่ขี้เกียจเดินเองและเกาะหลังเขาเป็นลูกลิงมาตั้งแต่ออกจากวัง

ทันทีที่ห้าพี่น้องปรากฏตัวบนถนนนั้นรียกความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อย เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ห้าพี่น้องปรากฏตัวในลักษณะนี้ ในหนึ่งเดือนก็จะมีสักสองสามครั้งเห็นจะได้

โจวจ้าวฉีเมินสีหน้าหัวเราะขบขันของผู้คน ในมือซ้ายก็พยามกระตุกเชือกที่มัดเอวเจ้าแฝดจอมก่อเรื่องที่พร้อมจะแตกแถวไปได้ทุกเมื่อ เขาไม่วสามารถปล่อยเจ้าแฝดหลุดไปได้ สองครั้งก่อนก็ไปเผาร้านขายผ้าไหมวอดไปหนึ่งหลัง ครั้งก่อนหน้านั้นก็เกือบจะถูกรถม้าเหยียบ ครั้งก่อนๆ หน้านั้นก็เกือบจะถูกลักพาตัวไปขาย

ที่จริงเขาก็คิดจะไม่พาเจ้าแฝดมาเช่นกัน แต่เผลอแล้วเจ้าเด็กบ้าพวกนี้ก็แอบหนีออกจากวังมาเองเดือดร้อนต้องระดมองครักษ์เงาตามหาวุ่นวายไปหมด ดังนั้นเขาเลยพามาเปิดหูเปิดตาแต่ต้องอยู่ในสายตาไม่ห่างหายจึงจะวางใจ

คิดพลางโจวจ้าวฉีก็กระตุกเชือกฝั่งขวาไปพลาง น้องสามของเขาขี้เซาเป็นที่สุด ยืนหลับได้โดยไม่ลังเล บางทีตอนที่ออกมานอกวัง ยืนหลับตาเดินจนไปโผล่ที่เมืองข้างๆ เมืองหลวงอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดทราบ นับว่าเป็นตัวปัญหาอีกผู้หนึ่งที่เขาต้องใส่ใจ

“พี่ใหญ่ น้องอยากกินอันนั้น” เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นข้างหู มาพร้อมกับมื้อเล็กๆ กลมป้อมของเจ้าเด็กอ้วนที่เกาะอยู่ที่แผ่นหลัง นี่คือน้องห้าผู้เห็นแก่กิน นี่ก็ปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้ แค่โดนของกินล่อเข้าหน่อยก็เดินตามเขาต้อยๆ

คนเป็นพี่ใหญ่อย่างเขานับว่าลำบากมากจริงๆ

เพราะน้องอยากกิน มีหรือโจวจ้าวฉีจะไม่ตามใจ เขาเดินไปยังร้านขายขนม ก้มหน้าก้มตาสั่งขนมไปสิบกว่าอย่างที่เหล่าน้องๆ ชอบกิน จากนั้นก็ก้มหน้าหาเงินมาจ่ายค่าขนมที่สั่งไป เพียงแต่ใครจะคิดว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้นมา ในมือซ้ายที่รวบถือเชือกที่มัดเอวน้องชายทั้งสามยามนี้เหลือก็แต่เชือกเปล่าที่มีบ่วงอันงดงามตกอยู่บนพื้น แม้แต่ที่แผ่นหลังที่เคยมีลูกลิงเกาะอยู่ก็เบาหวิว

โจวจ้าวฉีคิ้วกระตุก

เจ้าเด็กแสบพวกนี้เอาอีกแล้ว!!!

“โจวจ้าวหยาง! โจวจ้าวจิ่น! โจวจ้าวเหว่ย! โจวจ้าวหลง!”

 

เสียงของพี่ใหญ่ที่ตะโกนก้องไปทั้งตลาดทำเอาสองแฝดหันไปมองพลางหัวเราะคิกคักแล้วรีบแทรกตัวเข้ากลุ่มคนไปยังเป้าหมายที่พวกเขาต้องจัดการตามหน้าที่ทันที

“พี่ใหญ่หัวเสียอีกแล้ว” โจวจ้าวหยางเอ่ยพลางเดินเข้าถึงตัวคนขายของผู้หนึ่ง ขยับมือทีเดียวก็จ้วงแทงลำคอไร้แม้โลหิตสาดกระเซ็น พ่อค้าผู้นั้นตาเบิกกว้าง ไม่ทันได้ร้องส่งสัญญาณก็ล้มลงไปบนพื้นราวกับอยู่ๆ ก็เป็นลมไปเสียเฉยๆ

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาตกใจรีบเข้าไปดูอาการแต่ก็ไม่ทันแล้ว พ่อค้าผู้นั้นหมดลมหายใจไปเสียแล้ว

“คนทึ่มทื่ออย่างนั้น พวกเราอ้อนขอนอนด้วยคืนหนึ่งก็ลืมโกรธแล้ว” โจวจ้าวจิ่นเอ่ยแผ่วเบาทั้งที่แยกไปอีกทาง เขาชนคนผู้หนึ่งราวกับไม่ตั้งใจ แต่พอเดินผ่านไปห้าก้าวคนผู้นั้นก็ล้มลงบนพื้นมีอาการเดียวกับพ่อค้าคนก่อนหน้าไม่มีผิด

สองแฝดกลับมารวมตัวกัน ก่อนจะผิวปากส่งสัญญาณ ไม่นานก็มีเสียงผิวปากแผ่วเบาแทบไม่ยินดังต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ

หมดหน้าที่ของพวกเขาแล้ว

“พี่ใหญ่ทึ่มอย่างไรก็ทึ่มอย่างนั้น ทั้งที่มีคนสะกดรอยตามมาก็ยังเอาแต่เหม่อไม่รู้เรื่อง” สองแฝดมองสบตากันก่อนจะยักไหล่ ใครใช้ให้คนทึ่มทื่อผู้นี้เป็นพี่ชายของพวกเขากัน อย่างไรก็ต้องดูแลให้ดี

ถึงพี่ชายผู้นั้นจะชอบเรียกพวกเขาว่าแฝดนรกก็ตาม

เรื่องความแสบซนพวกเขาเถียงเสียเมื่อไหร่

“แต่คืนนี้พวกเราต้องกลับไปค้าวังพระบิดาสามเนี่ยสิ” โจวจ้าวจิ่นคิดพลางเดินอ้อมไปยังเหลาอาหารชื่อดัง ตั้งใจจะไปแวะซื้อขนมฝากบิดาเล็กเสียหน่อย พวกเขาฝาแฝดนับตั้งแต่อายุห้าขวบก็ถูกยกให้เป็นบุตรของท่านอาโจวหลิงเหวินและพระชายา ถูกเลี้ยงคู่กับหลานชายของหลี่หวางเฟยที่ถูกส่งตัวมาจากแคว้นอัน ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่ในวังตลอดอย่างพี่ใหญ่ เจ้าห้าและเจ้าหก

“เอาไว้อีกสามวันค่อยไปง้อแล้วกัน”

“ต้องเป็นเช่นนั้น” สองแฝดหัวเราะหึๆ อย่างชั่วร้าย ที่ไปเหลาอาหารนั่นใช่ว่าจะไปซื้อขนมอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ วันก่อนได้ยินว่าเจ้าหกถูกบุรุษหน้าเหม็นผู้หนึ่งแทะโลมเข้าคิดว่าเจ้าหกเป็นสตรี พอทราบว่าน้องชายเขาเป็นบุรุษก็ยังมาทำชีกอใส่ยิ่งกว่าเก่า

รู้เรื่องแล้วมีหรือพวกเขาจะปล่อยให้น้องชายถูกรังแก

กระทืบก่อนแล้วค่อยว่ากัน!

 

ในตรอกลับตาสกปรกที่อยู่ห่างจากตลาดอันแสนวุ่นวายไปเพียงไม่กี่ก้าวนั้น ยามนี้เกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรงขึ้น เสียงกระบี่ปะทะกัน เสียงร่างกายถูกเฉือน เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว ร่างชายชุดดำนับสิบนอนจมกองโลหิตบนพื้น

กลิ่นคาวฉุนจมูกลอยคละคลุ้ง

โจวจ้าวเหว่ยได้ยินเสียงพี่ใหญ่ตะโกนเรียกชื่อแว่วมา แม้อยากเดินกลับไปเพราะเป็นห่วงแต่ก็ไม่คิดจะเสียงานเสียการแต่อย่างใด อีกอย่างพระบิดาไม่มีทางปล่อยให้พี่ใหญ่เป็นอันตรายเด็ดขาด รอบกายน่าจะมีองครักษ์หลายสิบคอยคุ้มกันแน่นหนา

มีแค่พี่ชายที่แสนทึ่มทื่อนั่นแหละที่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดชาวบ้านรอบกายถึงมีแต่ชายหนุ่มตัวสูงใหญ่ผิดสังเกตมากมายขนาดนั้นชุดสีดำหม่นที่สวมใส่มาวันนี้เปรอะเปื้อนโลหิตจนเปียกโชก เด็กหนุ่มสะบัดกระบี่ไล่โลหิตที่เกาะอยู่ออก ก่อนจะนำมันมาพันเข้าที่เอวเหมือนเดิม

โจวจ้าวเหว่ยดีดนิ้วทีหนึ่งรอบกายก็เต็มไปด้วยชายชุดดำที่บนอกปักรูปจันทร์เสี้ยวสีแดงสดเอาไว้

“เก็บกวาดให้หน่อย ข้าจะกลับวังอ๋องไปนอนแล้ว” โจวจ้าวเหว่ยอ้าปากหาว จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนหลังคาบ้านใกล้ๆ จากนั้นก็พลิ้วกายมุ่งหน้าไปวังของจิ้นชินหวาง

สองปีก่อนเขาถูกยกให้เป็นบุตรชายของจิ้นชินหวางโจวช่างอิ่นและจิ้นหวางเฟย แม้ตามศักดิ์แล้วควรจะเรียกขานว่าเสด็จปู่ แต่ในเมื่อถูกยกให้เป็นบุตรก็ต้องเรียกว่าพระบิดานั่นแหละ

นับตั้งแต่ไปอยู่ที่วังอ๋อง โจวจ้าวเหว่ยถูกฝึกให้เป็นมือสังหาร ภายภาคหน้าเมื่อพร้อมก็จะรับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์เงา ดังนั้นทุกวันใช้เวลาฝึกมากถึงแปดชั่วยาม อีกสี่ชั่วยามที่เหลือแบ่งเป็นเวลานอน เวลาเรียนและเวลาที่ใช้อยู่กับครอบครัว ดังนั้นเวลาที่พบหน้าใครจึงมักจะมีสีหน้าง่วงงุนตลอดเวลา

พี่ใหญ่วันนี้คงต้องกลับวังหลวงคนเดียวแล้วล่ะ

อ่า...ไม่ใช่สิ มีเจ้าคนหน้าไม่อายผู้นั้นด้วยนี่นา

 

โจวจ้าวหลงยามนี้กำลังนั่งจิบชาอยู่ในโรงเตี๊ยมชื่อดังข้างตลาด เขานั่งชิดริมระเบียง ก้มหน้ามองเหล่าพี่น้องที่แยกย้ายไปคนละทางด้วยสีหน้านิ่งสงบ แม้บรรยากาศอันหนักอึ้งจะขัดกับภาพลักษณ์อ้วนกลมน่าหยิกสักทีสองทีก็ตาม

พี่ใหญ่ยังคงหันซ้ายหันขวาหาพวกเขาที่พากันหายไป

พี่รองพี่สามคงไปหาเรื่องคนตามเคย

สี่ก็เห็นไปทางจวนอ๋องแล้ว

“หลีกทาง! หมอมาแล้ว แหวกทางให้เขาไปดูอาการคนเจ็บเร็ว!” ดวงตาของโจวจ้าวหลงมองเด็กน้อยผู้หนึ่งผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววงดงามกอดหีบไม้ใบใหญ่วิ่งตามชายวัยกลางคนไปยังจุดเกิดเหตุที่เกิดจากการลงมือของฝาแฝด

เห็นแก้มของน้องชายแดงระเรื่อเพราะเหนื่อยหอบทั้งที่ออกแรงวิ่งเหมือนเวลาที่ผู้อื่นเดินก็ได้แต่ส่ายหน้า

หลี่ไป๋ที่ยามนี้มีผมขาวขึ้นประปรายบนศีรษะก้มหน้าลงมองตามหลานชาย เขายิ้มเอ็นดูหลานคนสุดท้องที่กำลังเรียนรู้การเป็นหมอจากหมอเทวดาผู้นั้นอย่างสุดความสามารถ แต่อนิจจา ไม่ว่าจะเรียนอย่างไรก็ไม่เข้าหัว ดังนั้นจึงกลายเป็นผู้ช่วยคอยยกหีบล่วมยาแทน

แม้จะน่ารักน่าเอ็นดู แต่บุ๋นไม่ดี บู้ไม่ได้ เป็นหมอยังแยกสมุนไพรกับหญ้าไม่ได้ คิดว่าหมดเดือนนี้แล้วคงต้องลองให้ไปปลูกผักทำนาดีกว่า อาจจะเข้าท่ากว่าอาชีพอื่นเป็นไหนๆ

“ท่านตาคิดว่าอย่างไร” โจวจ้าวหลงมองดูจนพอใจแล้วก็เงยหน้าขึ้นถามไถ่ผู้เป็นตาที่ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นไท่ฟู่คอยสอนสั่งพวกเขาพี่น้อง แถมยังเข้มงวดเสียจนมีแค่เขาเท่านั้นที่ทนความเข้มงวดนั้นได้ พี่น้องคนอื่นพอทราบว่าต้องเรียนกับท่านตาก็พากันเผ่นหนีราวกับเจอเสือก็ไม่ปาน ต่างกับเวลาปกติที่ชอบตามใจพวกเขาราวกับหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว

หลี่ไป๋ยกมือลูบเครา ชะเง้อหน้าไปมองหลานชายคนโตที่ตอนนี้วิ่งวุ่นหาน้องชายท่ามกลางองครักษ์ครึ่งร้อยโดยที่ยังไม่รู้ตัวก็ถอนหายใจ

“เจ้าใหญ่ทึ่มทื่อราวกับตอไม้ ไร้เล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลง ไม่อาจจะก้าวหน้าในเส้นทางอำนาจ ปล่อยให้ออกไปท่องยุทธภพโดยมีคนของเราคอยตามดูแลน่ะดีแล้ว” หลานชายคนนี้คงมีแค่เส้นทางการไปสู่อิสระออกท่องเที่ยวไปทั่วนั่นแหละที่เหมาะสมที่สุด

“ข้าก็คิดเช่นท่านตา” โจวจ้าวหลงไม่เถียง พี่ชายผู้นี้ออกให้ห่างวังวนอำนาจนับว่าดีที่สุด

“เจ้ารองเจ้าสามนั้น เหมาะแก่การเป็นแม่ทัพที่สุด ยิ่งหลายปีมานี้ได้หลี่ชินหวางดูแลสั่งสอนก็คล้ายพยัคฆ์ติดปีกบิน” หลี่ไป๋ชื่นชมเด็กแฝด เจ้าสองคนนี้รู้ความต้องการของตนเองตั้งแต่เด็ก มุ่งมั่นจะเป็นแม่ทัพและมีความสามารถจะก้าวไปยังตำแหน่งนั้นจริงๆ ภายภาคหน้าแคว้นโจวเราจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

โจวจ้าวหลงเทชาให้ผู้เป็นตา พี่รองพี่สามแม้จะชอบเล่นสนุกจนเลยเถิด แต่เมื่อถึงเวลาเป็นการเป็นงานนั้น แม้แต่เขาก็ไม่ใช่คู่มือและยิ่งสู้ไม่ได้เลยหากพี่รองและพี่สามร่วมมือกัน

หลี่ไป๋ยกชาขึ้นจิบแก้กระหายจากนั้นก็เอ่ยถึงหลานชายคนที่สี่

“เจ้าสี่ก็เหมาะสมแล้วกับเส้นทางที่เลือกเดิน ลำบากไปบ้าง แต่เงามืดนับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว” สำหรับหลานชายคนนี้ หลี่ไป๋ชื่นชมเป็นอย่างมาก เส้นทางการเป็นนักฆ่าไม่ง่าย และการเลือกเข้าสู่เงามืดก็เพราะต้องการปกป้องพี่ชายน้องชายจากในเงา นอกจากโจวจ้าวจิ่นที่มีความเหมาะสมจะเป็นหวงตี้ที่สุดแล้ว รองลงมาก็คือโจวจ้าวเหว่ยนับว่าเป็นอันดับรองลงมาที่เหมาะสมมากเช่นกัน

ส่วนเจ้าฝาแฝดนั้น ไม่เหมาะอย่างยิ่ง ใครได้ขึ้นครองบัลลังก์ เมื่อนั้นจะกลายเป็นทรราชที่สรรหาแต่จะทำสงครามกับแคว้นต่างๆ แน่นอน

“แล้วเจ้าหกเล่า” โจวจ้าวหลงถามถึงน้องชายคนเล็กที่อายุห่างจากตนเองหนึ่งปี เด็กคนนี้พระมารดารักมากที่สุดในหมู่บุตรชายที่ให้กำเนิดเพราะเกิดมาร่างกายอ่อนแอเป็นอย่างมาก หวิดจะตายอยู่หลายหน ใครจะรู้ว่าพอเทพมังกรทราบเข้าก็มาอุ้มพาตัวหายไปหนึ่งเดือนเต็ม จากนั้นเมื่อนำกลับมาส่งน้องชายผู้นี้ก็มีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นมากจนไม่หวิดจะตายแหล่ไม่ตายแหล่อีก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่แข็งแรงเช่นคนทั่วไป อ่อนแอเสียยิ่งกว่าหลี่หวางเฟยผู้เป็นพระชายาของหลี่ชินหวางโจวหลิงเหวินเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเสียอีก

หลี่ไป๋ดื่มชาไปอีกจอกพลางถอนหายใจ

“น้องชายเจ้าโจวจ้าวจินผู้นี้ เขาสนใจสิ่งใดก็ปล่อยให้ทำไปเถิด นอกจากพี่ใหญ่ของเจ้าแล้ว น้องเล็กผู้นี้ของเจ้าก็เป็นอีกคนที่พวกเจ้าจำเป็นต้องดูแลให้ดีที่สุด” หลี่ไป๋มองเห็นความแปลกประหลาดของหลานชาย บุตรสาวของเขาเองก็แปลกใจเพราะจำได้ว่าไม่อาจมีคนจากต่างโลกมาเพิ่มอีกเพราะจะเป็นภาระแก่โลก แต่ในเมื่อมาแล้วทั้งยังเป็นเทพมังกรลงมือด้วยตนเอง

พวกเขาก็ไม่คิดจะสาวความยืดยาวอะไรอีก

“ขอรับ” โจวจ้าวหลงรับปากเป็นมั่นเหมาะ พี่น้องของเขา จะปล่อยให้ถูกคนรังแกได้อย่างไร

ภายภาคหน้าเมื่อต้องขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากพระบิดา

เขาเชื่อว่าตนเองก็เป็นดั่งพระบิดาที่ควบคุมทุกอย่างได้แน่นอน!

การเวลาผ่านไปรวดเร็ว

พริบตาเดียวคนรุ่นใหม่ก็เริ่มสร้างตำนานของตนเองแล้ว

 

 

 

ตอนพิเศษตอนสุดท้ายแล้วนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้ค่ะ เดิมทีมันอยู่ในเล่มนะคะ แต่จำเป็นต้องเอาออกเพราะมันมีเนื้อหาสำคัญของของนิยายเรื่อง “จงเรียกข้าว่าท่านปู่!” ด้วยค่ะ นี่เลยเอามาลงบนเว็บโดยตัดให้เหลือแค่รายละเอียดเล็กๆ ของลูกชายหลี่ชิวหลานแทน เอาออกไปเยอะเหมือนกัน 

ลูกค้าท่านใดสนใจนิยายสามารถติดต่อไปได้ที่เพจห้องแห่งความฟินได้เลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

185 ความคิดเห็น

  1. #180 Oiljang89 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:43
    เล่มสี่ที่ซื้อไม่เห็นมีตอนพิเศษหรือต้องซื้อในอีบุ๊คถึงจะมีค่ะ
    #180
    0