[YURI] ตัวตนของฉันเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ !

ตอนที่ 94 : ชายผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหอคอยแห่งศาสนจักร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    13 ต.ค. 63

     CHAPTER [94] ชายผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหอคอยแห่งศาสนจักร


     แปลก


     ยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไร จำนวนคนที่โผล่ออกมาก็ยิ่งน้อยลงมากเท่านั้น


     และตัวฉันเองก็เริ่มรู้สึกได้ถึงแรงกดดันทางมานาอยู่จางๆ


     แต่นั่นล่ะที่แปลก


     เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพวกเราได้เริ่มก้าวเข้าสู่ชั้นที่สิบเอ็ด หรือเป็นจุดที่ทางคนในศาสนจักรได้เรียกกันว่า ‘โซนแห่งความแข็งแกร่ง’


     ส่วนเฟเลส...ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะยังคงไม่รู้สึกถึงแรงกดดันทางมานาเหมือนเฉกเช่นเดิม ซึ่งมันทำให้ฉันสงสัยอยู่เสมอว่าในร่างเล็กๆ นั้นจะมีปริมาณมานามหาศาลขนาดไหน


     แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรต้องกังวลในตอนนี้


     ‘เฟเลส ดูเหมือนว่ามันจะยังมีแรงกดดันทางมานาหลงเหลืออยู่ล่ะ...ไม่สิ เรียกได้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย’


     ‘เอ...เป็นแค่ผลตกค้างหรือเปล่าคะ ?’


     เด็กสาวที่ไม่รู้สึกถึงแรงกดดันทางมานาเลยแม้แต่น้อยจึงทำได้แค่คาดเดาตามความเป็นไปได้ทั้งหลายทั้งแหล่


     แต่ฉันไม่คิดเช่นนั้น


     ‘ถ้าแค่หลังจากที่เฟเลสเก็บชีพจรเทียมลงไปในสกิลกักเก็บน่ะก็อาจจะใช่ แต่นี่มันผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วน่ะสิ...’


     ‘เห...แสดงว่าแหล่งกำเนิดของแรงกดดันทางมานาไม่ได้เกิดจากชีพจรเทียมอย่างนั้นสินะคะ’


     ...


     อุหวา


     พอมานึกดูแล้วก็ใช่จริงๆ ด้วย !


     ทำไมฉันนึกไม่ถึงกันนะ เพราะก่อนหน้านี้ที่เฟเลสเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆ ในห้องสมุดต้องห้ามไปยังห้องใหญ่ในปราสาทจอมมาร ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้สึกถึงแรงกดดันทางมานาจากชีพจรเทียมเลยด้วยซ้ำ


     อ๊าาา ! ให้ตายสิ ! ชอบพลาดเรื่องอะไรไม่เป็นเรื่องเลยจริงๆ เบลลัส อิมโพรบัส !


     ‘เบลขอโทษที่รู้ช้าไปนะเฟเลส...’


     ฉันก้มหน้าก้มตาสำนึกผิดอย่างช่วยไม่ได้ บางทีถ้าหากว่ารู้เรื่องราวมาก่อนหน้าก็อาจเตรียมแผนอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการบุกเข้าไปโต้งๆ แบบนี้


     ไหนจะเรื่องความปลอดภัยที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับหนึ่งอีก


     ‘อะฮะฮะ เบลไม่ต้องขอโทษไปหรอกค่ะ ยังไงมันก็ไม่ได้กระทบอะไรมากมายอยู่แล้ว’


     เด็กสาวยิ้มกว้างเป็นเครื่องหมายยืนยันในคำตอบ


     งื้อ...! ถ้ายังใจดีแบบนี้เดี๋ยวฉันก็หักห้ามใจตัวเองไว้ไม่ไหวจริงๆ หรอก !


     เฟเลสพยักหน้าครั้งหนึ่งเป็นสัญญาณ ส่วนฉันก็ยิ้มตอบกลับก่อนที่พวกเราจะเริ่มเดินขึ้นไปยังชั้นที่สิบสอง


     ซึ่งหลายๆ ชั้นหลังจากนั้นกลับไม่มีคนของศาสนจักรเลยแม้แต่คนเดียวจนรู้สึกแปลกทะแม่งๆ ถึงจะมีกับดักอยู่ตลอดทางเลยก็เถอะ


     และจนกระทั่งพวกเราขึ้นมาถึงชั้นที่ยี่สิบกว่าๆ


     เคร้ง !


     เพียงแค่เสี้ยววินาทีหลังจากที่ฉันเพิ่งจะเหยียบลงบนพื้นหินของหอคอยชั้นที่ยี่สิบสามอยู่หมาดๆ ดาบยาวสีดำทมิฬวาดเข้าปะทะหอกสีแดงชาดที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนที่ร่างเล็กจะดีดมันกลับไปด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า


     ‘เฟเลส !’


     ฉันตะโกนเรียกเด็กสาวผ่านการเชื่อมต่อจิตหลังจากที่ได้เห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงของโลหะ ซึ่งหอกสีแดงชาดเล่มนั้นเรียกได้ว่ามีความเร็วอันมหาศาล แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เฟเลสก็เร็วกว่าอยู่ดี


     ถ้าเป็นฉันก็อาจจะแค่หลบได้แบบฉิวเฉียด หรือในกรณีที่แย่ที่สุดก็อาจจะโดนแบบถากๆ


     แต่เด็กคนนี้...นอกจากจะไม่หลบแล้วแถมยังปัดกลับไปได้ภายใต้ใบหน้านิ่งๆ ราวกับไม่แยแส


     กรี๊ด...! รักเลยค่าาา !


     หญิงสาวแสยะยิ้มกริ่มก่อนที่จะดึงสีหน้าตัวเองกลับมาเป็นอย่างปกติด้วยความรวดเร็ว


     อะแฮ่ม ! กลับมาก่อนๆ


     ฉันเริ่มกวาดตามองประสานกับเฟเลสที่หันขวับไปมาอยู่หลายครั้ง


     ‘ไม่มีใครเลย ?’


     ‘ไม่มีร่องรอยมานาของสิ่งมีชีวิตอยู่ในชั้นนี้หรือชั้นถัดไปเลยค่ะ ถึงจะมีอยู่หลายจุดด้านบนแต่ก็อยู่ไกลขึ้นไป คาดว่าคงจะเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์สักประเภทหนึ่ง’


     ‘อุปกรณ์เวทมนตร์...ไม่ยักจะคิดเลยว่าศาสนจักรจะมีอะไรแบบนี้ด้วย”


     ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับสูงของทางศาสนจักรที่ฉันเคยเห็นมักจะเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทป้องกันหรือกับดักเพื่อป้องกันผู้บุกรุก แต่หอกเล่มนี้กลับพุ่งเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยราวกับเป็นอุปกรณ์ที่มีไว้ใช้สำหรับการลอบสังหาร ‘ทีเผลอ’ โดยเฉพาะอย่างไรอย่างนั้น


     และที่แน่ๆ ไม่น่าจะใช่ประเภทกับดัก เพราะอย่างไรเสียเฟเลสก็เปิดใช้งานเนตรเทพปีศาจอยู่ตลอดเวลา


     ‘[คำตอบ] เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทเจาะจงเป้าหมายค่ะมาสเตอร์’


     ‘เจาะจงเป้าหมายเหรอคะ ?’


     เฟเลสเอียงคอสงสัยอย่างน่ารัก ซึ่งฉันเองก็สงสัยไม่ต่าง เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่ได้ยินว่ามีอุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทนี้อยู่ด้วย


     ‘[คำตอบ] ค่ะ ดูเหมือนว่ามันจะแกะร่องรอยมานาของมาสเตอร์มานะคะ’


     ‘เห...คงจะเป็นตอนที่ฉันใช้ไอเทม...เอ่อ เวทกักเก็บสินะคะ’


     เฟเลสเริ่มยกมือเท้าคางคิดพลางกรอกตาไปมา


     อุปกรณ์เวทมนตร์ระดับสูงที่ฉันไม่เคยเห็น อีกทั้งยังมีพลังทำลายและความเร็วอันน่าสะพรึง


     ไม่ผิดแน่ ต้องมีบุคคลระดับสูงคอยหนุนหลังให้กับพวกมันอยู่อย่างแน่นอน และมีความเป็นไปได้ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแหล่งมานาที่อยู่ด้านบน


     ต้องจัดการให้เสร็จก่อนที่จะมีอันตรายมากไปกว่านี้


     ‘เบลว่าพวกเราคงต้องรีบแล้วล่ะ’


     ฉันตัดสินใจอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเปิดปากพูด เฟเลสพยักหน้าเห็นด้วยครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นพวกเราทั้งสองคนก็เริ่มร่ายเวทเสริมพลังก่อนที่จะทะยานขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว


     —


     ณ ชั้นที่สามสิบ ด้านหน้าของห้องสมุดต้องห้าม


     “หนึ่ง สอง สาม สี่...สิบเอ็ดคนรวมข้าอย่างนั้นเรอะ”


     เสียงทุ้มหนักของชายร่างใหญ่พูดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันหยิ่งยะโส โดยคู่สนทนาของเขานั้นเป็นถึงบาทหลวงระดับสูงสุดคนปัจจุบันอย่างพอร์คัส


     “ใช่แล้วขอรับ ท่านอิมเบ”


     “ท่าน !?”


     นักบวชระดับสูงคนอื่นๆ ต่างหันหน้าพรวดมาอย่างรวดเร็วหลังจากที่ยินคำพูดอันอ่อนน้อมของคนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดแห่งศาสนจักร


     พวกเขารู้ดีว่าบุคคลที่จะสามารถครอบครองตำแหน่งอย่างบาทหลวงสูงสุดได้นั้นจะต้องมีความแข็งแกร่งถึงระดับไหน และถึงพอร์คัสจะอ่อนแอกว่าบาทหลวงสูงสุดคนก่อน แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ครอบครองลำดับสูงสุดในศาสนจักรคนปัจจุบัน


     นั่นหมายความว่า พอร์คัสคือบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในหอคอยแห่งศาสนจักร


     แต่ทำไม...ทำไมบาทหลวงสูงสุดถึงได้พูดจานอบน้อมกับนักบวชระดับกลางคนนั้นกัน


     พวกเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด


     ผ้าคลุมนักบวชนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสามระดับตามสี ซึ่งสีเขียวอ่อนก็คือสีของนักบวชระดับกลาง และชายร่างยักษ์หน้าตาทะมัดทะแมงคนนี้ดันเป็นคนที่กำลังใส่ชุดสีเขียวอยู่ ซึ่งหมายความว่าเขานั้นมีลำดับต่ำที่สุดหากเทียบกับทุกคนที่มารวมตัวกันในครั้งนี้


     ซึ่งความเป็นไปได้มีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง


     เหล่านักบวชระดับสูงเริ่มมองหน้ากันราวกับรู้ใจ


     “เฮอะ ! แกคิดว่า ‘สิ่งนั้น’ มันจะฆ่าผู้บุกรุกได้จริงๆ เหรอวะ สู้ส่งข้าออกไปจะไม่ดีกว่าอย่างนั้นเรอะ !”


     “ฮุฮิฮิฮิ ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนั้นได้ถูกขนานนามกันมาว่าเป็น ‘สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้’ นั่นหมายความว่าถ้าไม่บาดเจ็บหนักก็มีโอกาสที่จะตายสูงอย่างแน่นอนขอรับ ส่วนหัวถูกเคลือบด้วยคำสาปชนิดพิเศษ อีกทั้งยังมี...”


     พอร์คัสเริ่มร่ายยาวสาธยายความสามารถของหอกสีแดงชาดให้กับอิมเบฟัง ซึ่งเขาก็รับฟังราวกับกำลังสนอกสนใจทั้งๆ ที่ความเป็นจริงเขาไม่ได้ฟังเลยสักนิด


     “มันมีดีขนาดนั้นเลยเหรอวะ ไอข้ามันก็ไม่สันทัดเรื่องพวกนี้เสียด้วย ฮึ่ม...แต่อย่าลืมนะพอร์คัส”


     ชายร่างใหญ่เริ่มแผ่จิตสังหารอันรุนแรงออกมาจนคนรอบข้างถึงกับสะดุ้งตกใจ


     “ถ้าไม่เหลือเหยื่อให้ข้าแล้วล่ะก็...แกรู้สินะว่าจะต้องรับผิดชอบยังไง...”


     “ขะ ขอรับ...”


     พอร์คัสพยักหน้ารับอย่างไม่ยินยอมสักเท่าไรนัก เพราะชายที่อยู่ตรงหน้านั้นเคยเกือบทำเขาตายมาแล้วรอบหนึ่ง


     ‘ยักษ์คลั่ง’ หรือฉายาของอิมเบที่แม้แต่ระดับอาร์ชบิชอปขึ้นไปก็รู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะเขาเคยเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกรับเลือกให้ขึ้นไปยังหอคอยลอยฟ้าหรือ ‘โวแลนท์’ เพื่อเข้ารับตำแหน่งที่หลายคนไฝ่ฝัน


     ใช่แล้ว เขาแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าบาทหลวงสูงสุดคนก่อนอย่างพาโรคัสเสียอีก


     ทว่าชายผู้นี้กลับปฏิเสธทุกตำแหน่งที่เขาได้รับโดยไม่แม้แต่จะใช้เวลาคิดเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนักบวชระดับสูงที่ปกติแค่ขึ้นมายังชั้นที่ยี่สิบได้ก็เพียงพอ แต่เขากลับปฏิเสธทิ้งอย่างไม่สนใจใยดี โดยเหตุผลที่เขามักจะตอบกลับมานั่นก็คือ


     ‘แบบนั้นข้าก็อาละวาดไม่ได้สิวะ’


     ฉายายักษ์คลั่งเองก็มาจากสาเหตุนี้ เพราะภารกิจหลักของนักบวชระดับกลางนั่นก็คือการฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ไม่จะเป็นมอนสเตอร์ หรือแม้กระทั่งงานสกปรกต่างๆ


     และอัตราความสำเร็จของเขานั้นอยู่ในระดับหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เคยพลาดเลยสักครั้งไม่ว่าจะเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดไหน


     ว่ากันว่าแม้แต่ไลเคนเองก็ยังถูกฉีกกระชากด้วยมือเปล่า แถมมีข่าวลือว่าเขากินเนื้อของมันสดๆ อีกด้วย


     ด้วยประการฉะนี้ พอร์คัสจึงต้องอ่อนน้อมถ่อมตนกับอิมเบเป็นพิเศษ พอๆ กับอาร์ชบิชอปที่มาในวันนี้เลยทีเดียว


     สาเหตุที่ทำให้เขารอดมาได้ถึงจุดๆ นี้ก็เพราะแบบนี้นั่นล่ะ


     “เหอะ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแค่อุปกรณ์เวทมนตร์ห่วยๆ สินะ”


     “ขอรับ ? หมายความว่ายังไง...”


     ตึก ตึก ตึก


     เสียงฝีเท้าเล็กเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ มาจากชั้นด้านล่างด้วยความเร็วสูง จากนั้นก็ผ่อนลงเรื่อยๆ ราวกับรู้ว่ามีคนอยู่ข้างบน จนกระทั่งในสายตาของเขาเห็นหญิงสาวสองคนกำลังเดินขึ้นมาอย่างไม่เร่งรีบ


     “อื้อออ...”


     เรือนผมสีดำสนิท ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์อันน่าหวาดผวาตามข่าวลือ แขนเล็กเริ่มเหยียดขึ้นตรงราวกับกำลังบิดขี้เกียจโดยไม่สนใจเหล่านักบวชระดับสูงที่กำลังตั้งท่าร่างสู้เลยแม้แต่น้อย


     ส่วนอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างเองก็มีใบหน้าที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี หญิงสาวที่เคยมาเหยียบที่ศาสนจักรเพียงแค่ครั้งสองครั้งก่อนที่จะไม่เคยมาอีกเลย


     แต่ไม่รู้ทำไม หญิงสาวที่ขึ้นชื่อเรื่องไร้อารมณ์คนนั้นถึงได้กำลังจ้องมองเฟเลส เทเนบริสด้วยสายตาอันหยาดเยิ้ม


     แต่ช่างมันปะไร


     เจ้าหญิงเบลลัส อิมโพรบัสกับกษัตริย์ปีศาจอย่างนั้นเหรอ...


     ฮุฮิฮิฮิ เหยื่อชิ้นใหญ่เสียด้วย ถ้าจับเป็นหรือจับตายพวกมันได้ พวกระดับสูงจะต้องพึงพอใจอย่างแน่นอน และอำนาจของเขาก็จะได้ก้าวกระโดดขึ้นอย่างพรวดพราด


     พอร์คัสนั้นมั่นใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าพวกมันจะแข็งแกร่งขนาดไหน เขาก็ยังมีอิมเบอยู่


     ชายผู้ที่มีอีกหนึ่งฉายา และนั่นก็คือ ‘นักล่าปีศาจ’


     เป็นผู้ที่สามารถต่อกรกับเผ่าปีศาจระดับสูงได้อย่างสูสี อีกทั้งยังเคยสังหารเผ่าปีศาจมาแล้วนักต่อนัก กับกษัตริย์ปีศาจคนใหม่ที่ยังอ่อนหัดเรื่องประสบการณ์ก็คงจะไม่คณามือ


     อีกทั้งเขายังมีนักบวชระดับสูงอยู่อีกสิบคน รวมเขาเข้าไปก็เป็นสิบเอ็ดคน


     ทุกอย่างจะต้องดำเนินการได้ราบรื่นอย่างแน่นอน


     พาร์คัสเริ่มจินตนาการถึงชีวิตอันหรูหราที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต


     และในขณะนั้นเอง แรงกดดันอันมหาศาลก็ได้พวยพุ่งออกมาจากร่างอิมเบเสียจนสิ่งของภายในชั้นเริ่มสั่นสะเทือนราวกับมีแผ่นดินไหว


     ราวกับเขาได้ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ไปแล้ว...หนึ่งในอาวุธชีวภาพของศาสนจักรอันลือชื่อ มนุษย์ผู้ที่สามารถทนรับเงื่อนไขได้เกือบทั้งหมดจากพระสันตะปาปา


     “น่าสนใจ น่าสนใจ !”


     อิมเบควบแน่นมานาทั้งหมดให้เป็นก้อนจนเกิดเป็นเวทเสริมพลังในอีกระดับหนึ่ง เขาชี้นิ้วไปยังเด็กสาวที่กำลังยืนหาว โดยมีหญิงสาวกำลังลูบศีรษะพลางไล้เรือนผมของร่างเล็กด้วยความเอ็นดู


     “แกน่ะ ! แข็งแกร่งสินะ ! ฮ่าฮ่าฮ่า ! ข้าสัมผัสได้ ข้าสัมผัสได้ !”


     อิมเบเริ่มแหกปากอย่างบ้าคลั่ง เขาอัดเวทเสริมพลังเข้าร่างไปอีกคราจนเส้นเลือดขนาดใหญ่เริ่มปูดโปนออกมาตามแขนขาจนสามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัด


     นักบวชระดับสูงไม่เว้นแม้แต่พอร์คัสเริ่มสั่นกึกๆ ด้วยความหวาดกลัว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกได้สัมผัสรังสีแห่งความตายในระยะประชิด


     แต่ทว่า หญิงสาวทั้งสองคนกลับยืนมองดูอยู่นิ่งๆ ก่อนที่เด็กสาวร่างเล็กจะเริ่มยกมือขึ้นบิดขี้เกียจอีกครั้งหนึ่ง


     ตูมมม !


     พื้นหินแตกละเอียดตามแรงกดและน้ำหนักของชายร่างยักษ์ เขาดีดตัวพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วผสานกับพละกำลังอันมหาศาลที่พร้อมจะบดขยี้ศัตรูให้แหลกเป็นจุณ พอร์คัสที่เห็นเหตุการณ์ก็เริ่มแสยะยิ้มขึ้นมาทันที


     สมแล้วที่เป็นยักษ์คลั่ง


     “ทำให้ข้าสนุกทีเถอะ กษัตริย์ปีศาจจจ !”


     “เหรอคะ ?”


     ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจหลังจากนั้น


     จู่ๆ


     โลกทั้งใบก็เอียงเอนอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

254 ความคิดเห็น

  1. #235 pittayarat007 (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 11:04

    หัวบินนนนนไปในอวกาศ ตกหลุมรักพระจันทร์ขนาดดด

    #235
    0
  2. #234 bumzazatv (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 07:36
    อยู่ดีๆหัวก็ปลิวไปโดยไม่ทราบสาเหตุสิน้อ...
    #234
    0