[YURI] ตัวตนของฉันเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ !

ตอนที่ 9 : อย่าละสายตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 810
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 135 ครั้ง
    6 ก.ย. 63

     CHAPTER [9] อย่าละสายตา

 

     พวกเรานั่งรอทั้งสองปาร์ตี้มาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่กลับมากันเสียที

 

     “จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหรือเปล่านะเฟเลส”


     จากที่เป็นห่วงอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าเบลลัสจะกังวลมากกว่าเดิมเสียอีก


     ฉันก็ว่ามันแปลกๆ อยู่ กับก็อบลินแค่สามสิบสี่สิบตัวไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้ คนก็มีตั้งเยอะ


     เสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากป่า ไคล์ปอุ้มยูทริน่าวิ่งฝ่าออกมาดูเหน็ดเหนื่อยผิดปกติ อีกทั้งร่างกายเขายังมีบาดแผลเต็มไปหมด


     แม้กระทั่งเกราะทองแดงยังแตกอยู่หลายจุด


     “หนูน้อย ! องหญิง !”


     “เกิดอะไรขึ้น !”


     เบลลัสรีบรุดหน้าไปหาไคล์ปที่กำลังวิ่งมา เห็นเช่นนั้นฉันจึงวิ่งตามหลังเธอไป


     “นี่มัน...!”


     ยูทริน่ามีรอยแผลถูกฟันลึกยาวลงไปตั้งแต่ไหล่ซ้ายไปจนถึงสะโพกด้านขวา หน้าของเธอซีดเผือดทรมานด้วยความเจ็บปวด


     เหมือนกับว่าเธอถูกลอบโจมตีโดยไม่ทันได้ตั้งตัว


     ไคล์ปเดินไปยังก้อนหินใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ แล้ววางยูทริน่านอนราบลงไป


     “โปรดช่วยเธอด้วยเจ้าหญิง...”


     “วางใจได้เลย !”


     เจ้าหญิงเบลลัสกางมือออกแล้วเริ่มร่ายเวท แสงสีขาวนวลเริ่มก่อตัวส่องประกายออกมาจากมือของเธอ ภายในแสงนั้นมีสะเก็ดสีทองปะปนอยู่ด้วย


     บาดแผลของยูทริน่าเริ่มปิดลงอย่างช้าๆ นี่มันเวทมนตร์แบบไหนกัน...


     เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากดังขึ้นมาจากป่าทิศทางเดียวกันกับที่ไคล์ปโผล่ออกมา


     “จะหนีไปไหน ! เคี้ยกฮ่าฮ่า !”


     กลุ่มคนจำนวนยี่สิบคนโผล่ออกมาจากป่ามืด และรวมไปถึงสมาชิกทั้งห้าของปาร์ตี้แรงค์ทอง


     “หนูน้อย ! พวกนั้นมันร่วมมือกับโจรภูเขาเพื่อปล้นคาราวาน !”


     ปล้น ?


     ไม่ว่าจะที่ไหนก็ต้องมีคนจำพวกนี้สินะ


     “เคี้ยกๆ รอบนี้พวกแกพาของดีมานี่หว่า เด็กสาวสองคน หนึ่งคนเป็นนักแบกของระดับกลาง อีกหนึ่งคน...เป็นผู้รักษางั้นเรอะ ! แจ็คพอต !”


     ผู้รักษา...พวกมันคงหมายถึงเบลสินะ


     แล้วทำไมเธอถึงแต่งตัวเป็นนักดาบล่ะคะ...


     “แน่นอน ! ก่อนเอาพวกมันไปขายก็ต้องขอเล่นให้หนำใจก่อน เฮอๆ...”


     หัวหน้าปาร์ตี้แรงค์ทองจากที่ดูเป็นพวกหัวรุนแรงในตอนแรก...ตอนนี้กลายเป็นไอโรคจิตไปเสียแล้ว


     ขออยู่แบบเงียบสงบไม่ได้เหรอคะ


     ไคล์ปบาดเจ็บ ยูทริน่าบาดเจ็บหนัก เบลยุ่งอยู่กับการรักษา ส่วนพวกพ่อค้าก็ดูวุ่นวายกันยกใหญ่


     พวกเขาไม่กล้าคิดที่จะวิ่งหนีเพราะอย่างไรก็ตาม ป่ากลางคืนนั้นอันตรายยิ่งกว่าพวกโจรเสียอีก


     “ฝากคุ้มกันเบลด้วยนะคะ คุณไคล์ป”


     ไคล์ปดูตกใจเล็กน้อยหลังจากที่ฉันเดินไปอยู่ด้านหน้าพวกเขา จากนั้นเขาก็พยักหน้ายิ้มแย้มด้วยความมั่นใจ


     “รบกวนด้วย”


     ฉันเอามือล้วงเข้าไปในผ้าคลุมสีดำ


     ทรยศ...แค่คิดถึงเรื่องเก่าๆ ก็ทำให้เลือดของเด็กสาวเดือดพล่าน เธอกัดฟันกรอดไม่พอใจ


     น่ารำคาญ


     “ฮ่าฮ่าฮ่า เด็กสาวอาชีพนักแบกของคนเดียวมันจะไปทำอะไรได้ ! พวกเรา—“


     ฉัวะ


     ศีรษะขาดสะบั้นกระเด็นขึ้นไปในอากาศ คมดาบยาวส่องประกายสีม่วงอเมทิสต์สะท้อนต้องแสงจันทร์ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ซึ่งเมฆหมอก


     ร่างกายของเด็กสาวปกคลุมไปด้วยแสงละอองสีดำสนิท


     บรรยากาศเงียบเชียบราวกับเวลาได้ถูกหยุดนิ่ง นิ่งเสียจนได้ยินเสียงหัวใจสั่นระรัวต้องพ้องกันในยามที่เห็นเงาสีดำใหญ่พวยพุ่งออกมาจากมนุษย์อยู่เบื้องหน้า


     ยามนั้นไม่มีใครกล้าส่งเสียง ไม่มีใครกล้าขยับ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจ


     “ว้ากกก !”


     ชายนักเวทที่อยู่แนวหลังเห็นหัวหน้าของตนถูกดับลมหายใจเพียงแค่กระพริบตา เขาตะโกนแล้วเริ่มร่ายเวทตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด


     เงาสีดำพุ่งทะลุกลุ่มชนไป มือทั้งสองของนักเวทถูกตัดขาดกระเด็นโดยที่ร่ายคำพูดออกมาได้ไม่ถึงครึ่งประโยค


     “อ๊ากกก—“


     เสียงกรีดร้องถูกหยุดกลางคัน ดาบยาววาดผ่านลำคอของเขา ศีรษะกลมค่อยๆ ไหลลงมากลิ้งยาวไปกับพื้น


     หญิงสาวไม่รออะไรทั้งสิ้น เธอหมุนตัวแล้วตวัดดาบเป็นแนวนอนเป็นแนวยาว ลำตัวของแนวหลังทั้งสี่คนถูกตัดขาด


     อย่าว่าแต่การตอบโต้ แม้แต่การกรีดร้องอ้อนวอนต่อความตาย พวกเขายังไม่มีโอกาสที่จะเอ่ยออกมาเลยแม้แต่น้อย


     แนวหน้าที่เหลือเริ่มสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดอย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งสิบห้าคนเริ่มจัดขบวนกลุ่มโดยมีคนถือโล่อยู่ด้านหน้า


     “มันมีแค่คนเดียวเท่านั้น ! รุมเข้าไปซะ !”


     ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มปาร์ตี้แรงค์ทองเริ่มที่จะออกคำสั่งแทนชายปากมากที่ตายไป ทุกคนที่เหลือร่ายเวทเสริมพลังแล้ววิ่งตะลุมบอนเข้าหาหญิงสาว


     พวกเขาตะโกนโห่ร้องเสริมกำลังใจที่หายไป


     แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตร


     โล่เหล็กกล้าถูกตัดขาดทะลุไปถึงคนที่อยู่ด้านใน ชายฉกรรจ์ทั้งสามล้มลงไปพร้อมกับโล่ที่ถูกตัดครึ่ง


     หยดเลือดสาดกระเด็นไปโดนคนด้านหลัง สีหน้าพวกเขาแสดงออกราวกับเหยื่อที่กำลังจะถูกล่า ริมฝีปากเริ่มซีดลงกลายเป็นสีเทาราวกับคนป่วย ขาของพวกเขาสั่นเทาหวาดผวา สติแตกกระเจิงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


     ต้องรอด ต้องรอด ต้องรอด !


     พวกเขาวิ่งกรูเข้ามาพร้อมกับดาบ หอก ขวาน อาวุธหลากหลายชนิดมุ่งตรงมายังหญิงสาว ความกลัวตายสั่งให้พวกเขาขยับ


     เธอเคลื่อนไหวอย่างใจเย็น หญิงสาวย่างเท้าก้าวตามเพลงดาบที่ร่ำเรียนมา อาวุธแต่ละอย่างผ่านหน้าเธอไปพร้อมๆ กับลมหายใจที่ถูกดับไปในทุกท่วงท่า


     เพียงไม่กี่อึดใจ พวกเขาเหลือเพียงชายผู้สวมเกราะเหล็ก ดาบยาวสองมือตกลงพื้นดินไปพร้อมๆ กับข้อมือที่ถูกตัดขาด เขาร้องตะโกนหามารดาด้วยความเจ็บปวดราวกับเป็นเด็กทารก


     ขาของเขาทรุดลงไปกับพื้น


     ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาสบตาพญามัจจุราชที่อยู่เบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย


     “นี่มันต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ...”


     ศีรษะของเขาถูกผ่าครึ่งขาดเป็นสองท่อนอย่างไร้ความปรานีหรือความลังเลใจ


     หยดเลือดทั้งหมดไหลลงมารวมกันที่ปลายดาบ หญิงสาวสะบัดดาบของเธอหนึ่งครั้งก่อนที่จะเก็บมันเข้าไปยังที่เดิม


     เธอสูดลมหายใจเข้ารับกลิ่นไอเลือดที่คละคลุ้งว่อนอยู่ในอากาศ


     อา...ราวกับเป็นความคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอมานานแสนนาน


     หญิงสาวเดินกลับไปหาชายหนุ่มที่ถือดาบมือเดียวที่คอยคุ้มกันคนสำคัญ


     ขาของเขาสั่นไม่หยุด


     ชายหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ กับเด็กสาว


     เธอเดินผ่านไปพร้อมกับแตะไหล่ของเขาเบาๆ


     เธอเดินเข้าไปหาเด็กสาวดวงตาสีเขียวมรกตที่จ้องมองเธอตาไม่กระพริบ บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงแค่เสียงลมพัดโชยนำกลิ่นคาวเลือดมาอ่อนๆ


     หญิงสาวพยายามยิ้มออกมาเพื่อให้คนที่อยู่ตรงหน้าสบายใจ


     “ไม่เป็นไรนะคะ”


     เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน—


     เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงกลางดึก กลุ่มพ่อค้าเข้าเต็นท์นอนเพื่อเก็บแรงสำหรับการเดินทางพรุ่งนี้เช้า


     นักผจญภัยทั้งหมดเหลือเพียงสี่คน พวกเราจึงผลัดการเฝ้ายามโดยแบ่งเวลาคนละสามชั่วโมง


     ส่วนยูทริน่าก็ให้พักผ่อนไป


     ฉันนั่งอยู่ตรงโขดหินคอยเติมกิ่งไม้แห้งไม่ให้กองไฟมอดดับ กลางคืนเงียบสงัดไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิต บางทีพวกมอนสเตอร์เองก็ต้องการเวลาพักผ่อนเหมือนกันละมั้ง


     “ขอคุยด้วยหน่อยสิ”


     เบลลัสเดินมาพร้อมกับยื่นแก้วน้ำอุ่นๆ มาให้ฉัน ฉันกล่าวขอบคุณแล้วรับมาเพื่อให้ช่วยคลายความหนาวแม้สักนิดก็ยังดี


     เธอเดินมานั่งข้างๆ ฉัน


     “คุณยูทริน่าเป็นยังไงบ้างคะ”


     “อืม บาดแผลปิดแล้วล่ะ น่าจะตื่นพรุ่งนี้เช้าพอดี...”


     เสียงกิ่งไม้แตกดังในกองไฟในระหว่างที่ทุกอย่างเงียบงันชวนอึดอัด เบลลัสลูบแก้วไม้อุ่นๆ พลางคิดอะไรในหัว


     ฉันเริ่มเขี่ยกองไฟเล่นแก้เบื่อ


     “เฟเลส...เคยฆ่าคนมาก่อนเหรอ”


     หญิงสาวตัดสินใจถามสิ่งที่ค้างคาใจออกมา


     “...ใช่ค่ะ”


     อ่า...คนแรกก็คือคุณพ่ออุปถัมภ์ด้วยนี่นะ


     “เฟเลสรู้หรือเปล่าว่าก่อนหน้านี้...เฟเลสน่ากลัวมากเลยล่ะ เบลเองนึกว่าจะถูกฆ่าเสียแล้ว...”


     “...งั้นเหรอคะ”


     เสียงกิ่งไม้แตกดังขึ้นอีกครา ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ดูปลอดโปร่ง


     ที่นี่มองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนต่างจากที่เคยเห็นอย่างเทียบไม่ติดเลยจริงๆ


     ฟู่ววว ฟู่ววว


     ลมหายใจแปรเปลี่ยนกลายเป็นไอ อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ตามช่วงเวลา บรรยากาศเริ่มชื้นขึ้นตามอุณหภูมิที่ลดต่ำลง ไอน้ำเริ่มควบแน่นกลายเป็นหมอก ฉันวางแก้วน้ำแล้วใช้ลมอุ่นๆ จากปากเล็กๆ คอยเป่ามือให้หายเย็น


     ต้องซื้อเสื้อผ้าหนาๆ ด้วยสินะ


     “แต่ว่า...”


     เบลลัสหลับตาลงแล้วเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา


     “เบลไม่เคยเจออะไรที่งดงามและดุดันแบบนั้นมาก่อนเลยล่ะ ถึงแม้ว่าจะกลัว แต่ก็ต้องขอบคุณเฟเลสที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้”


     เบลลัสจับมือทั้งสองข้างของฉันแล้วดึงเข้าหาตัว เธอกุมมือของฉันแน่น


     มือของเจ้าหญิงนี่อุ่นดีจริงๆ...ต่างจากฉันที่เป็นพวกมือเย็น


     “...ด้วยความยินดีค่ะ”


     ถ้าเจ้าหญิงตายไปใครจะช่วยท่านผู้กล้าล่ะคะ


     เบลเขยิบเข้ามาชิดตัวฉัน เธอสังเกตเห็นว่าฉันเป็นพวกขี้หนาวจึงกุมมือเล็กๆ ของฉันไม่ปล่อย


     อืม...อุ่นดีจริงๆ นั่นล่ะ...


     เด็กสาวค่อยๆ ผลอยหลับลงไปโดยที่ไม่รู้ตัว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 135 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

248 ความคิดเห็น

  1. #29 123 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 13:58

    ♡♡♡♡♡^^

    #29
    0
  2. #6 Shadow_Reader (@topza1962) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 15:35

    สนุกดีครับ
    #6
    0