[YURI] ตัวตนของฉันเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ !

ตอนที่ 84 : หลังจากที่หายหน้าไปนาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

     CHAPTER [84] หลังจากที่หายหน้าไปนาน


     “ถะ ถล่มเหรอคะ...”


     ช่างเป็นการเลือกใช้คำพูดที่ เอิ่ม...จะว่ายังไงดีล่ะ


     ไม่นึกว่าจะออกมาจากปากของคนที่มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าหญิงอ่ะ ถึงจะไม่ได้หมายความในทางแย่ๆ ก็เถอะ


     แต่เบลนี่เป็นคนตรงๆ กว่าที่คิดนะคะเนี่ย...


     หญิงสาวพยักหน้าลงด้วยความมั่นใจ


     แต่อาณาจักรปีศาจอย่างนั้นเหรอ...งั้นก็คงไม่ใช่อะไรอื่น


     สงคราม


     แต่ก็อย่างว่า เวลาจะทำสงคราม ‘ที่ดี’ นั้นจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อแบ่งแยกบุคลากรทางการรบและผู้ที่ไม่ได้ทำการรบ เพื่อที่ประชาชนคนธรรมดาหรือคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่จะได้ไม่ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งการทำสงครามในโลกนี้เองก็มีสิ่งที่เรียกว่ากฎเกณฑ์อยู่เช่นกัน โดยจะต้องมีทั้งการจัดกองกำลังทหารและพื้นที่ในการสู้รบสำหรับการทำสงครามเต็มรูปแบบ


     ทว่า


     หากเป็นคำว่า ‘ถล่ม’ ที่เบลหมายถึงแล้วล่ะก็ แสดงว่ามันต้องเกิดขึ้นในเมืองอย่างแน่นอน หรือถ้าจะให้เจาะจงหน่อยนั่นก็คือหอคอยแห่งศาสนจักร


     ถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้นเลยทีเดียวย่อมดีกว่าการที่จะต้องมาคอยพะวงหน้าพะวงหลัง


     “เบลกำลังถามฉันในฐานะกษัตริย์ปีศาจอย่างนั้นเหรอคะ ?’


     เด็กสาวแสยะยิ้มเล็กน้อย


     แน่นอนว่าถ้าเป็นสงครามที่เกิดขึ้นภายในเมืองนั้นย่อมหลีกเลี่ยงคนที่จะโดนลูกหลงไม่ได้อยู่แล้ว


     เบลลัสชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ


     “เฮ้อ เบลก็อยากจะพูดแบบนั้นอยู่หรอก...”


     เห...แสดงว่าเป็นข้อเสนอส่วนตัวสินะ


     “นั่นสินะคะ จริงๆ แล้วต่อให้ถามฉันในฐานะของกษัตริย์ปีศาจฉันก็ตัดสินใจเองไม่ได้หรอกค่ะ คงต้องถามเด็กซ์เตอร์หรือไม่ก็คนที่อาณาจักรเสียก่อน”


     “เด็กซ์เตอร์ ?”


     อื๋อ...?


     ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าตาข้างซ้ายของเบลจะกระตุก...


     “เอ่อ เขาเป็น...”


     “เป็น ?”


     เฮือก !?


     จู่ๆ เบลก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พลางจ้องฉันตาไม่กระพริบจนรู้สึกขนลุกซู่แปลกๆ


     “ปะ เป็นเหมือนกับผู้สำเร็จราชการแทนน่ะค่ะ...”


     “เห อย่างนี้นี่เอง...”


     หญิงสาวยกมือเท้าคางเล็กน้อยพลางกรอกตาคิดไปมา


     จะสงสัยอะไรขนาดนั้นคะนั่น...หรือว่าไม่ถูกโฉลกกับคนที่มีชื่อว่าเด็กซ์เตอร์หรือยังไง ?


     อืม...แต่ก็แปลกที่เบลไม่รู้จักกับเด็กซ์เตอร์ทั้งๆ ที่เธอรู้จักแอสต้าเป็นอย่างดี อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสักครั้งที่ต้องเคยเห็นหน้ากันสิ อย่างเวลาพบปะหรือการประชุมระหว่างอาณาจักรอะไรทำนองนั้น


     “เอ่อ แล้วจะเริ่มแผนการเมื่อไรเหรอคะ ?”


     “เอ๊ะ !? ได้เหรอ !”


     เบลลัสตกใจพอสมควรหลังจากที่ได้ยินคำตอบที่ไม่คาดคิดมาจากเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า


     “ก็ถ้าพวกศาสนจักรเป็นตัวปัญหาจริงๆ ฉันก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ”


     ก็นะ จะให้ฉันมาทำสงครามที่แลดูยุ่งยากมันก็ใช่เรื่อง สู้ทำลายจากภายในโดยตรงเลยก็คงจะง่ายกว่า อีกอย่าง หลังจากที่ปรึกษาอะไรหลายๆ อย่างกับคุณจอมมารฉันก็มั่นใจในความสามารถของตนเองที่มีอยู่ในตอนนี้พอตัวเลย


     ขนาดกับปาร์ตี้ผู้กล้าก็ยังประมือจนได้รับชัยชนะ (?) มาแล้ว และยิ่งถ้าเป็นงานลอบสังหารซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันถนัดก็คงจะไม่ยากเย็นสักเท่าไร


     แต่อย่างไรเสียก็ต้องเตรียมตัวให้ดีพอสมควรเพื่อที่จะลดข้อผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด


     “คะ แค่พวกเราสองคน...นะ ?’


     “คะ ? จะให้ฉันชวนคนอื่นมาด้วยงั้นเหรอคะ ?”


     เอ ก็จริงที่ว่ามันเป็นงานอันตราย...ไม่สิ อันตรายแบบสุดๆ ไปเลยล่ะ แต่เห็นคุณจอมมารบอกว่าไอเจ้าผ้าคลุมล่องหนนี่มันมีแค่สองชุดเนี่ยสิ


     “ไม่ไม่ไม่ ! ไม่ใช่อย่างนั้น เบลว่าแค่พวกเราสองคนก็พอแล้วล่ะ”


     ถึงจะไม่รู้เหตุผล แต่ทำไมต้องทำท่ากระมิดกระเมี้ยนแบบนั้นด้วยล่ะคะ...?


     “เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นหลังที่เก็บข้อมูลมาจนครบจนมั่นใจแล้วดีไหมคะ ?”


     “อื้อ !”


     อืม...ไหงดูดีใจแปลกๆ หว่า ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็เคยไปเที่ยวเล่นด้วยกันสองคนมานักต่อนักแล้วแท้ๆ หนำซ้ำในครั้งนี้ยังเป็นภารกิจอันตรายอีกต่างหาก


     ไม่เข้าใจผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ


     พอตกลงกันเสร็จสรรพพวกเราก็มุ่งหน้าไปยังหอคอยแห่งศาสนจักรที่อยู่ใจกลางเมือง ซึ่งพอเดินออกมาจากตรอกซอยลัดก็สามารถมองเห็นได้ทันทีเพราะเป็นอาคารที่สูงพอตัว


     สิ่งก่อสร้างทรงกระบอกสูงยาวราวๆ สามสิบชั้น ตรงปลายยอดถูกสร้างเป็นรูปทรงคล้ายๆ กับนาฬิกาทราย ล้อมรอบด้วยกำแพงใหญ่ซึ่งกินพื้นที่อยู่ราวๆ สองกิโลเมตร รอบด้านของตัวหอคอยมีตึกอยู่ทั้งหมดสี่ตึก และหนึ่งในนั้นก็คือตึกของกิลด์นักผจญภัยที่อยู่ทางฝั่งขวา


     ซึ่งก็เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ พวกเราเดินผ่านประตูทางเข้าหลักได้อย่างง่ายดายโดยที่แม้แต่บาเรียก็ไม่สามารถตรวจจับพวกเราที่อยู่ในสภาพล่องหนได้


     ถึงจะน่าเสียดายที่หลังจากนี้พวกเราจะคุยด้วยกันไม่ได้แล้ว และฉันก็ยังเป็นคนเดียวที่เห็นเบลอีก


     เอ๊ะ ? แต่เบลได้กลิ่น...แบบนั้นนี่นับหรือเปล่าคะนั่น ?


     ‘[แนะนำ] ต้องการเชื่อมต่อจิตกับเจ้าหญิงเบลลัสหรือเปล่าคะมาสเตอร์ ?’


     เฮะ คุณโอเปอเรเตอร์ !?


     หายไปไหนมาตั้งนานคะ ! แล้วเชื่อมต่อจิตนี่คือ ?


     ‘[คำตอบ] เป็นหนึ่งในสกิลที่สามารถทำให้พูดคุยผ่านทางกระแสจิตได้หากคู่สนทนามีความเข้ากันได้ในระดับสูงค่ะมาสเตอร์’


     เห...เอ๊ะ ! เข้ากันได้ในระดับสูง ?


     แต่การพูดคุยผ่านทางจิตใจหรือความคิดได้นี่มัน...เหมือนฉันกับคุณโอเปอเรเตอร์ในตอนนี้น่ะเหรอคะ ?


     ‘[คำตอบ] ถูกต้องค่ะมาสเตอร์ แต่อย่างไรเสียหากเป็นการเชื่อมต่อจิตระหว่างสิ่งมีชีวิตนั้นจำเป็นที่จะต้องมีตัวกลางค่ะ ซึ่งในกรณีนี้ดิฉันสามารถเป็นตัวกลางให้แก่มาสเตอร์และเจ้าหญิงเบลลัสได้ค่ะ’


     เห แล้วจะต้องทำยังไงเหรอคะ ?


     ‘[คำตอบ] เพียงแค่นึกว่าต้องการที่จะพูดคุยกับเจ้าหญิงเบลลัสเหมือนกับที่มาสเตอร์คุยกับดิฉันก็เพียงพอแล้วค่ะ‘


     เข้าใจแล้วค่ะ แต่แสดงว่าที่ผ่านมานี่...ถ้าฉันแค่คิดเฉยๆ คุณโอเปอเรเตอร์ก็จะไม่ได้ยินเหรอคะ ?


     ‘[คำตอบ] ถูกต้องค่ะมาสเตอร์ ถ้าเช่นนั้นแล้วดิฉันจะเปิดใช้งานสกิลในอีกสามวินาทีนะคะ’


     อย่างนี้นี่เอง ตอนแรกฉันนึกว่าจะโดนอ่านใจอยู่ตลอดเวลาเสียอีก


     แต่นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้มีเพียงคน...ไม่สิ มีเพียงตัวตนเดียวที่สามารถอ่านใจของฉันได้อย่างอิสระนั่นก็คือคุณแกะที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นยังไงแล้ว


     บางทีถ้าได้เจอกันครั้งหน้าอาจจะเป็นศัตรูกันก็ได้


     ‘รับทราบค่ะ’


     พอผ่านไปสามวินาทีแล้วฉันจึงลองทักเบลไปตามที่คุณโอเปอเรเตอร์บอก


     ‘ได้ยินหรือเปล่าคะเบล ?’


     “เฮะ !? เฟ—“


     มือเล็กรีบพุ่งไปปิดปากหญิงสาวทันทีก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกมาด้วยความตกใจพลางมองไปรอบๆ


     เฮ้อ...ถึงจะมีคนหันมาเพราะความสงสัย แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ความแตกล่ะนะ


     ‘ใจเย็นๆ ก่อนค่ะเบล ! เห็นว่านี่เป็นสกิลเชื่อมต่อจิตน่ะค่ะ เบลลองนึกถึงหน้าฉันแล้วพูดโดยใช้ความคิดดูสิคะ’


     ‘นะ หน้าของเฟเลสงั้นเหรอ ! แบบไหนดีล่ะ ! ใบหน้าแบบไหนดี...’


     ต้องเลือกด้วยเหรอคะนั่น !?


     ‘เห...ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาสินะคะ แต่จริงๆ แล้วแค่คิดว่าอยากจะพูดกับฉันแค่นั้นก็พอแล้วล่ะค่ะ’


     ‘หวา ! เบลได้ยินเสียงของเฟเลสในหัวด้วยล่ะ ขนาดคุยผ่านจิตเสียงก็ยังน่ารักเลย...’


     เฮะ ฉันไม่เห็นว่ามันจะต่างจากปกติตรงไหนเลย...หนำซ้ำยังได้ยินแบบชัดเจนสุดๆ เหมือนกับเป็นเสียงเพียวๆ ที่ไม่มีปัจจัยภายนอกมารบกวน


     แต่ก็แค่นิดหน่อยเอง


     ‘เอาเป็นว่านี่เป็นสกิลที่มีคุณโอเปอเรเตอร์เป็นสื่อกลางให้น่ะค่ะ คงจะมีประโยชน์ในสถานการณ์แบบนี้อยู่พอสมควรเลย’


     ‘คุณโอเปอเรเตอร์ที่ว่านี่...เสียงผู้หญิงที่ดังออกมาจากตัวของเฟเลสน่ะเหรอ ?’


     ‘ใช่ค่ะ’


     ‘แล้วเธอคนนั้นมีร่างกายหรือเปล่า ?’


     ‘คิดว่าไม่มีนะคะ...’


     ‘เห...แสดงว่าวางใจได้สินะ’


     วางใจได้ ? หมายความว่ายังไงคะนั่น ?


     แต่ถ้าเป็นเรื่องบอกตำแหน่งของศัตรูหรือการให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ก็คงวางใจได้อยู่นั่นล่ะค่ะ ถึงบางครั้งจะเงียบหายไปเลยก็เถอะ


     ‘[หัวเราะ] แน่นอนสิคะ อย่างไรเสียดิฉันก็อยู่กับมาสเตอร์ ‘ทุกที่ทุกเวลา’ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะยามตื่น ยามนอน หรือแม้กระทั่งยามที่มาสเตอร์ ‘เข้าห้องน้ำ’ ดังนั้นคนที่จะดูแลมาสเตอร์ก็คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกเสียจาก ‘ดิฉัน’ ยังไงล่ะคะ’


     ‘วะ ว่ายังไงน้าาา ! ได้เห็นเฟเลสตลอดเวลาอย่างนั้นเหรอ ! แบบนั้นไม่ได้นะเฟเลส รีบเอามันออกมาเร็ว !’


     เอาออก...เหรอคะ ? ขนาดทางฉันเองก็ยังไม่รู้เลยนะคะว่าคุณโอเปอเรเตอร์คืออะไรกันแน่


     ‘[เยาะเย้ย] ร้องไห้ซะ ! จงร้องไห้เพราะความอิจฉาเสียเถอะค่ะ !’


     เอิ่ม นิสัยของคุณโอเปอเรเตอร์นี่มันแปลกไปหรือเปล่าคะนั่น...เหมือนกับตอนเจอเบลที่อาณาจักรป่าไม้เลย


     ‘หนอย...แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็สัมผัสเฟเลสโดยตรงไม่ได้อยู่ดี ! คนที่ควรอิจฉาน่ะคือเธอต่างหาก !’


     ‘[ช็อก] ว่ายังไงนะค้าาา !’


     ‘เอ่อ ไม่ทราบว่านี่เถียงกันเรื่องอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอคะ ?’


     ถึงจะมีชื่อฉันเข้าไปเอี่ยวด้วยก็เถอะ แต่ไม่เห็นเข้าใจสักนิดเลยอ่ะ


     แถมพอเบลจ้องเขม็งมาทางนี้โดยสายตาไม่ได้มองมาที่ฉันจริงๆ มันก็รู้สึกแปลกพิลึก


     ‘จะถึงหน้าประตูทางเข้าหอคอยแล้วนะคะ’


     พอฉันเตือนออกไปสีหน้าของเบลลัสก็แปรเปลี่ยนกลับมาอยู่ในโหมดจริงจังเช่นเดิม เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังสแกนหาใครบางคนอยู่ ซึ่งรอบๆ นี้ก็มีแต่คนที่ใส่ชุดนักบวชสีขาวอยู่เต็มไปหมด


     ทั้งชายหญิงคละปะปนกันไป


     ‘มีคนรู้จักอยู่ที่นี่เหรอคะ’


     เด็กสาวตัดสินใจลองถามออกไปเผื่อว่าเธอจะได้ช่วยมองหา อารมณ์ประมาณว่าต่อให้พวกศัตรูมันเลวทรามมากขนาดไหน แต่อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีคนรู้จักที่เป็นคนดีๆ อยู่บ้าง อะไรทำนองนั้น


     ‘เปล่าหรอก เบลแค่สงสัยว่าใครจะขึ้นมาเป็นบาทหลวงสูงสุดคนใหม่น่ะ’


     อ่าว ดูท่าจะไม่ใช่


     ‘บาทหลวงสูงสุด...ต่อจากพาโรคัสคนนั้นน่ะเหรอคะ ?’


     ‘ใช่ เจ้าวิตถารนั่นล่ะ’


     พอฉันได้ยินเช่นนั้นก็เลยมองดูรอบๆ พยายามหาคนที่ใส่ชุดแบบเดียวกันกับพาโรคัส ซึ่งในครั้งก่อนนั้นจะเป็นชุดบาทหลวงสีขาวที่มีความแตกต่างจากนักบวชคนอื่นๆ จนสามารถที่จะแยกแยะได้อย่างชัดเจน


     แต่ดูแล้วน่าจะไม่อยู่แถวๆ นี้ และพอลองฟังบทสนทนาของเหล่านักบวชทั้งหลายก็ไม่ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มาเพิ่มเติมเลย ส่วนใหญ่พวกเขาจะพูดแต่ ‘เมื่อไรจะได้ขึ้นไปด้านบนสักที’ หรือ ‘เมื่อไรจะได้เลื่อนขั้นสักที’ อะไรประมาณนี้


     สงสัยเงินเดือนคงไม่พอแหงๆ


     ‘เบลว่าพวกเราน่าจะได้เจอตอนขึ้นไปถึงโซนแห่งสติปัญญาละมั้ง’


     ‘โซนแห่งสติปัญญาเหรอคะ ?’


     ‘อื้อ หอคอยแห่งศาสนจักรจะแบ่งออกเป็นทั้งหมดสามโซนน่ะ โซนละสิบชั้น โดยชั้นที่พวกเราอยู่ในตอนนี้จะถูกเรียกว่า ‘โซนแห่งพื้นฐาน’ ถัดขึ้นไปจะเป็น ‘โซนแห่งความแข็งแกร่ง’ และตามด้วย ‘โซนแห่งสติปัญญา’ ซึ่งเป็นสิบชั้นสุดท้ายและรวมไปถึงห้องสมุดต้องห้ามด้วยน่ะ’


     ‘เห...แล้วพวกเขาจะแบ่งออกเป็นโซนๆ กันทำไมเหรอคะ ?’


     ‘อืม...ถ้าให้อธิบายก็คงเป็นเรื่องของความแข็งแกร่งนั่นล่ะนะ เฟเลสลองดูปริมาณมานาของคนที่อยู่แถวๆ นี้ดูสิ’


     ‘ค่ะ พวกเขามีปริมาณมานาพอๆ กันเลยล่ะค่ะ’


     ฉันที่เปิดใช้งานเนตรเทพปีศาจอยู่ตลอดเวลาก็เลยรับรู้ได้ในทันที ซึ่งเหล่านักบวชแต่ละคนนั้นไม่มีใครที่มีปริมาณมานามากกว่าหรือน้อยกว่าห่างกันถึงขนาดที่ว่าฉันสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน


     ตอนแรกฉันก็สงสัยอยู่นิดหน่อยแล้วก็คิดว่าคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่


     โดยรวมแล้ว ปริมาณมานาของพวกเขาก็จะอยู่ที่ประมาณเสี้ยวหนึ่งของเผ่าปีศาจที่เป็นแค่พลเมืองธรรมดาในอาณาจักร


     หรือก็คือเป็นเผ่ามนุษย์ที่มีมานามากกว่ามนุษย์ทั่วไปในอาณาจักรแกรนดิสถึงสองเท่า


     ‘อือ เดี๋ยวถ้าพวกเราไปถึงโซนแห่งความแข็งแกร่งเมื่อไรเฟเลสก็คงจะแยกแยะได้ชัดเจนกว่านี้เองนั่นล่ะ เบลว่าพวกเราไม่ต้องมาคอยเสียเวลากับปลาซิวปลาสร้อยพวกนี้หรอก รีบไปกันเถอะ’


     ‘เข้าใจแล้วค่ะ’


     ประตูทางเข้าหอคอยนั้นเปิดโล่งให้เหล่านักบวชได้เดินเข้าออกกันอย่างสะดวก พอพวกเราขึ้นเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดและเข้าไปยังด้านในก็เห็นเป็นลานกว้างที่มีเหล่านักบวชเดินกันอย่างพลุกพล่าน ไม่เป็นระเบียบ ตรงกลางลานเป็นแท่นวงเวทซึ่งเป็นจุดเทเลพอร์ตโดยมีคนดูแลอยู่สองสามคน ก่อนถึงประตูด้านหลังเป็นทางขึ้นบันไดวนสูงยาวเหยียดเสียจนเห็นชั้นด้านบนสุดอยู่แค่ลางๆ


     มีทางเข้าออกอยู่ทั้งหมดสี่ประตูทุกทิศทาง


     หญิงสาวที่เดินนำหน้าอยู่ก็ยื่นมือซ้ายมาทางด้านหลังพลางพยักหน้าลงทีหนึ่ง พอฉันเห็นเช่นนั้นก็เคยยื่นมือขวาเข้าไปจับ เพราะถึงเบลจะได้กลิ่นของฉันก็ตาม แต่เธอก็มองไม่เห็นฉันอยู่ดี


     ถึงอย่างไรแถวๆ นี้ก็ยังมีคนอยู่มาก ดังนั้นประสาทสัมผัสในด้านกลิ่นของเบลอาจจะมีประสิทธิภาพน้อยลงก็เป็นไปได้


     เธอจับมือฉันแล้วพาเดินตรงไปยังบันไดวน เดินผ่านฝูงชนที่เดินขึ้นลงกันอย่างคับคั่งแต่ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่ตัวของฉันหรือเบลไปกระทบเข้ากับคนอื่นๆ


     สำหรับตัวฉันนั้นมั่นใจในเรื่องของการหลบหลีกอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว แต่เบลที่เดินนำหน้าแถมยังจับมือของฉันอยู่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมดราวกับสายลม อีกทั้งยังกะเผื่อฉันอีกด้วยซ้ำ


     กระทั่งเดินขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถึงระหว่างชั้นที่สิบสองกับชั้นที่สิบสาม และจำนวนของคนเองก็ลดน้อยลงตามจำนวนที่เพิ่มขึ้นของขั้นบันได


     ‘ระหว่างทางเฟเลสรู้สึกถึงอะไรบ้างหรือเปล่า ?’


     ‘รู้สึกเหรอคะ ?’


     อืม...อะไรหว่า ที่รู้สึกก็มีแค่สัมผัสอุ่นๆ แถมยังนุ่มที่มาจากมือของเบลก็เท่านั้นล่ะค่ะ


     ‘เฟเลสเห็นใช่ไหมล่ะว่ามีคนน้อยลงเรื่อยๆ’


     ‘เอ...ก็จริงอยู่หรอกค่ะ’


     ‘เฮ้อ มานาของเฟเลสนี่มีมากมายมหาศาลขนาดไหนกันนะถึงไม่รู้สึกอะไรเลย’


     เบลลัสถอนหายใจออกมาเบาๆ


     ‘เอ๋ ? หมายความว่ายังไงเหรอคะ ?’


     ‘ในหอคอยแห่งศาสนจักรนี้ ยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไร ‘แรงกดดันทางมานา’ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ขนาดเบลเองก็ยังรู้สึกนิดๆ เลยนะ’


     ‘ยะ อย่างนั้นเหรอคะ...’


     แรงกดดันทางมานา...? อะไรล่ะคะนั่น ?


     ‘[คำตอบ] แรงกดดันทางมานา หรือในอีกหนึ่งความหมายคือปริมาณความเข้มข้นของมานาที่มีอยู่ในบรรยากาศของพื้นที่นั้นๆ ค่ะ นั่นหมายความว่าถ้าหากมีปริมาณมานาในร่างกายไม่เพียงพอในระดับหนึ่งก็ไม่สามารถที่จะต่อต้านแรงกดดันทางมานาที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ระดับชั้นได้น่ะค่ะมาสเตอร์’


     ‘ก็คือยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไรก็ยิ่งมีความเข้มข้นของมานาที่สูงขึ้นคอยต้านเราเอาไว้แบบนั้นเหรอคะ ?’


     ‘[คำตอบ] ถูกต้องค่ะมาสเตอร์ ซึ่งพื้นที่ที่ทำงานในรูปแบบนี้นั้นมีอยู่เพียงแค่สองประเภทในปัจจุบัน หนึ่งคือดันเจี้ยนต่างๆ ที่มีชีพจรดันเจี้ยนคอยผลิตและป้อนมานาเข้าไปในแต่ละชั้นจนอยู่ในระดับอิ่มตัว และสองคือชีพจรเทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยน้ำมือของสิ่งมีชีวิตโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการสร้าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสถานที่แห่งนี้ค่ะมาสเตอร์’


     เห...อารมณ์เหมือนพวกความกดอากาศอะไรพวกนั้นสินะคะ


     ประมาณว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว...


     ‘ทำไมต้องมาแย่งเบลอธิบายด้วยล่ะ !’


     ‘[โอ้อวด] เพราะดิฉันคือผู้นำทางของมาสเตอร์ยังไงล่ะคะ ! อิจฉาล่ะสิ อิจฉาล่ะสิ !’


     ‘หนอย...! จะพูดก็พูดไปเถอะ ! ดูที่มือเบลเสียก่อน !’


     หญิงสาวยกมือของฉันขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาแล้วเริ่มบีบๆ กำๆ หลายต่อหลายครั้งพลางเอาแก้มนิ่มถูไถ เธอทำหน้าพึงพอใจพลางส่งเสียงเฮอะออกมาเล็กน้อยราวกับเป็นผู้ชนะ


     ‘[อิจฉา] ขี้โกงงง !’


     ‘แม้แต่ในดันเจี้ยนก็ด้วยเหรอคะ แต่ถึงจะว่าอย่างนั้นแต่ฉันก็ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย...’


     ‘นั่นก็เพราะมานาที่มากเกินไปของเฟเลสนั่นล่ะ ถ้าไม่รู้สึกอะไรนั่นก็หมายความว่ามานาของเฟเลสมีมากกว่าปริมาณความเข้มข้นของมานาที่อยู่ในอากาศจนมันไม่สามารถที่จะส่งผลกระทบต่อร่างกายเฟเลสได้เลยแม้แต่น้อยยังไงล่ะ’


     เฮะ เห...


     นั่นฟังดูสุดยอดไปเลยนะคะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

254 ความคิดเห็น

  1. #192 ABC5929y (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 19:22
    ##ยินดีต้อนรับให้ไรท์กลับมาอัพตอนใหม่อย่างยิ่ง #คุณโอเปอร์เรเตอร์นีเป็นศัตร(หัวใจ)ูกับเบล... สินะ ||เฟเลสเทพขึ้นมากเลย ไปถล่มศาสนจักรซะ!!
    #192
    0
  2. #191 kangza45782 (จากตอนที่ 84)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 19:07
    ดีจ้าาา
    #191
    0