[YURI] ตัวตนของฉันเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ !

ตอนที่ 76 : ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 334
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

     CHAPTER [76] ความจริง


     “องค์หญิงไปรู้จักกับเทพปีศาจได้ยังไงหรือขอรับ ?”


     จอมมารเอ่ยปากถามขึ้นมาทันทีหลังจากที่เด็กสาวทานทาร์ตสตรอว์เบอร์รี่จนเสร็จไปหนึ่งชิ้น


     ฉันวางส้อมลงบนจานก่อนที่จะนั่งกอดอกพลางหลับตาลงเพื่อไล่เรียงทบทวนความทรงจำที่ผ่านๆ มา


     เทพปีศาจ...ใครคะนั่น ?


     แถมยังเป็นสิ่งมีชีวิต...ไม่สิ ตัวตนในตำนานที่ถูกกล่าวขานกันมานักต่อนักว่าเป็นศัตรูคู่แค้นของเทวทูตไวต้า เนวิตัส


     แล้วฉันจะไปเคยเจอได้ยังไงกันล่ะคะ...


     “ไม่เข้าใจคำถามค่ะ”


     เด็กสาวตอบพลางพยักหน้าขอบคุณเฟลสำหรับทาร์ตสตรอว์เบอร์รี่ชิ้นที่สอง


     จอมมารยกมือขึ้นแตะปลายคางอย่างจดจ่อ จากนั้นเขาก็เริ่มถามขึ้นมาอีกครั้ง


     “ถ้าอย่างนั้น...องค์หญิงเคยเจอตัวตนที่แผ่พลังงานด้านลบออกมาจนรู้สึกอึดอัดหรือเปล่าขอรับ ?”


     พลังงานด้านลบนี่มัน...


     “ไม่เคยค่ะ แต่ถ้าหมายถึงมอนสเตอร์ที่รับมือได้ยากที่สุดก็คงจะเป็นคุณจอมมารนี่ล่ะค่ะ”


     “อ่า ก็ไม่แปลกหรอกขอรับที่จะเข้าใจผิด แต่พวกข้า...ไม่สิ มอนสเตอร์ทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ในทุกดันเจี้ยนไม่ได้เกิดจากพลังงานด้านลบหรอกขอรับ แต่เป็นผลงานของท่านไวต้า เนวิตัสเพื่อเร่งอัตราการพัฒนาของเทคโนโลยีต่างหาก”


     เฮะ...ผลงานจากเทวทูต ?


     “อย่าเอาพวกเราไปเหมารวมกับสิ่งประดิษฐ์ชั้นต่ำของเทพปีศาจสิคะท่านสายเลือดแท้...”


     เทียทำแก้มตุ่ยพลางยกเหยือกรินน้ำชาเติมใส่แก้ว โดยทำหน้าที่ควบคู่ไปกับพี่สาวฝาแฝดของเธอที่เป็นฝ่ายเสิร์ฟของหวาน


     ฉันเงยหน้าขึ้นหลังจากที่จดจ่ออยู่กับขนมหวานมาสักพัก จากนั้นจึงเริ่มพิจารณาสีหน้าและท่าทางของทุกๆ คนที่อยู่รอบข้างอีกครั้งหนึ่ง


     ถามไถ่แบบจริงจัง พูดคุยกันปกติราวกับละทิ้งความเป็นคนแปลกหน้าทั้งๆ ที่เพิ่งพบเจอกันเมื่อไม่นานมานี้


     แต่พวกเขา...ไม่มีร่องรอยของการปลิ้นปล้อนหรือการโกหกเลยแม้แต่น้อย


     ทั้งๆ ที่เป็นศัตรูของคนทั้งโลกแท้ๆ แต่ทำไมฉันกลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกกันล่ะ...


     และอีกเรื่องหนึ่งที่คาใจ


     จอมมาร...ทำไมเขาถึงทำอย่างกับว่าพวกเราเคยรู้จักกันมาก่อน


     อือ...


     ฉันถอนหายใจออกมาเล็กน้อยพลางกรอกตาคิดตัดสินใจ


     ลองดูเท่าที่จำเป็นก็แล้วกัน


     “หมายความว่ามอนสเตอร์ที่อยู่ในดันเจี้ยนกับมอนสเตอร์ที่อยู่บนผืนดินมีแหล่งกำเนิดคนละอย่างกันเหรอคะ...?”


     “เปล่าเลยขอรับ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร์หรือทุกเผ่าพันธุ์บนโลกใบนี้เกิดมาจากมานาของท่านไวต้า เนวิตัสทั้งสิ้นขอรับ เพียงแต่มอนสเตอร์ที่อยู่ด้านนอกนั้นจะเกิดจากการผสมผสานระหว่างมานาและพลังงานด้านลบน่ะขอรับ”


     “หรือก็คือ มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนหรือพวกคุณจอมมารจะมีเพียงแค่มานาเพียวๆ เหรอคะ ?”


     ชายร่างสูงพยักหน้าลงอย่างมั่นใจ พอหันไปมองทางฝั่งของสองสาว ซึ่งพวกเธอเองก็ต่างพยักหน้ายืนยันเช่นกัน


     “ถ้าอย่างนั้นทำไมมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนถึงโจมตีใส่นักผจญภัยล่ะคะ”


     “เอ่อ นั่นเป็นเพราะสัญชาตญาณน่ะขอรับ เหมือนกับพวกสัตว์ป่า...”


     เฮะ เห...


     ถ้าเรื่องที่พวกเขาพูดมาเป็นความจริงแล้วล่ะก็...


     อย่าบอกนะว่า


     “แล้วที่จะขึ้นไปรุกรานเพื่อให้โลกดับสูญนั่น...”


     “พวกข้าจะไปเสี่ยงทำเรื่องยุ่งยากไร้สาระแบบนั้นกันทำไมล่ะขอรับ อีกอย่างพวกข้าจะสามารถถือกำเนิดใหม่ได้หรือเป็นอมตะก็ต่อเมื่ออยู่ในดันเจี้ยนที่เป็นแหล่งพลังงานเท่านั้นขอรับ”


     จอมมารพูดออกมาส่งๆ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ


     เอิ่ม คุณแกะ...?


     มันยังไงกันแน่ละคะเนี่ย !


     “[แนะนำ] มาสเตอร์ควรฟังเขาไว้นะคะ”


     คุณโอเปอเรเตอร์...!?


     “สะ เสียงนั่น...!”


     จอมมารทุบโต๊ะทีหนึ่งแล้วลุกขึ้นพรวด ใบหน้าของเขามีความประหลาดใจเป็นอย่างมากหลังจากที่เขาได้ยินเสียงของหญิงสาวที่ดังออกมาจากหัวของฉัน


     ตกใจล่ะสิ แรกๆ ฉันเองก็ตกใจไม่แพ้กันนั่นล่ะค่ะ


     ก็อยากจะคิดแบบนั้นอยู่หรอก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่


     “หมายความว่ายังไงเหรอคะ...?”


     หลังจากที่ฉันถามออกไปแล้ว ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหนคุณโอเปอเรเตอร์ก็ไม่ตอบกลับมา


     ฮัลโหลลล ได้ยินไหมค้าาา...


     ...


     เฮ้อ เอาเถอะ


     ยังไงเสียคุณโอเปอเรเตอร์ก็สามารถรับรู้ความคิดของฉันได้อยู่แล้ว เธอคงจะมีเหตุผลบางอย่าง


     ถึงขนาดที่ว่าจงใจพูดออกมาให้จอมมารได้ยิน


     แต่จะให้ไว้ใจคนที่เพิ่งเจอกันมาหมาดๆ เนี่ยนะคะ...ยังไงดีล่ะ ระหว่างคุณโอเปอเรเตอร์ที่อ้างว่าอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่นานนมแถมยังได้ยินเสียงในใจของฉันหรือสิ่งที่ฉันคิดทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา และยังเป็นคนที่แนะนำอะไรต่างๆ ให้อีก


     แต่ที่ให้ลงมายังชั้นล่างๆ นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นแผนของเธอเช่นกัน


     ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง...คุณแกะที่เหมือนกับเป็นนายจ้าง...ไม่สิ ต้องเป็นลูกค้าสินะ และยังเป็นคนที่โยกย้ายฉันมายังโลกใบนี้หลังจากที่ตาย...เป็นตัวตนที่เหมือนกับพระเจ้าที่เอาแต่สั่งงาน


     จะฝั่งไหนก็ไม่น่าเชื่อถือทั้งคู่ถ้าไม่รู้ความจริงทั้งหมด


     อืม...


     เอาเป็นว่าใช้วิธีอย่างที่ฉันมั่นใจก็แล้วกัน ค่อยๆ สืบหาความจริงไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกอย่างจะกระจ่าง


     “แบบนี้นี่เองขอรับ ในเมื่อท่านผู้นั้นปรากฏตัวออกมาแบบนี้ก็แสดงว่า...”


     จอมมารเริ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง จากนั้นเขาก็พยักหน้าหลายต่อหลายครั้งราวกับว่ากำลังตัดสินใจในอะไรหลายๆ อย่าง


     “องค์หญิงเฟเลส”


     “คะ ?”


     อ๊ะ เผลอตอบกลับไปแบบปกติจนได้ ถ้าเรียกแบบนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวฉันก็หลงว่าตัวเองเป็นองค์หญิงจริงๆ หรอกค่ะ


     อย่างไรเสียตำแหน่งนั้นมันก็แค่...อดีต ?


     ชายร่างสูงเดินมาอยู่ทางด้านซ้ายของฉันที่กำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบ จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงในท่าอัศวินราวกับกำลังก้มคำนับผู้ที่มียศศักดิ์สูงกว่า


     “ได้โปรดให้ข้าตรวจสอบคำสาปที่อยู่ในต้นกำเนิดของท่านด้วยเถิดขอรับ !”


     “คะ...!?”


     คำสาป ? ต้นกำเนิด ? อะไรล่ะคะนั่น !?


     เดี๋ยวนะคะ ถ้าลองนึกย้อนกลับไป...


     “ต้นกำเนิดแห่งความมืดน่ะเหรอคะ ?”


     “ใช่แล้วขอรับ ต้นกำเนิดขององค์หญิงจะถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยสิ่งโสมมพรรค์นั้นไม่ได้ขอรับ !”


     “แต่มันเป็นแค่สกิลแฝงไม่ใช่เหรอคะ...?”


     หลังจากที่ฉันได้รับสกิลนี้มาจากคุณแกะ ทักษะในการรวบรวมมานาเพื่อร่ายเวทเสริมพลังก็ถูกพัฒนาขึ้นตั้งหนึ่งถึงสองระดับ


     แถมตอนนั้นก็ยังมีเสียงของคุณโอเปอเรเตอร์ดังออกมาด้วย


     แล้วมันจะเป็นคำสาปได้ยังไงกันล่ะ


     “ต้นกำเนิดคือสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันกับวิญญาณขององค์หญิงนะขอรับ ! แล้วมันจะเป็นสกิลได้ยังไงกันขอรับ...!”


     เฮะ วิญญาณ !?


     อะไรคะเนี่ย เริ่มงงไปหมดแล้ว...


     “ไอเวรเทพปีศาจนั่น...ไม่นึกเลยว่าจะทำการบิดเบือนสิ่งที่ท่านไวต้า เนวิตัสบัญญัติขึ้นมา”


     ชายร่างสูงแสดงสีหน้าของความโกรธเคืองออกมาอย่างรุนแรง


     “ถ้าจะตรวจสอบอย่างที่ว่า แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าจะไม่มีผลเสียกับฉัน...?”


     ไม่ว่าฉันจะพิจารณายังไง ทุกอย่างที่จอมมารแสดงออกมานั้นไม่มีสิ่งไหนที่บอกเลยว่าเขากำลังโกหก


     ถ้าทักษะการมองคนของฉันยังไม่ขึ้นสนิม จอมมารก็คงจะโกหกเก่งแบบสุดๆ


     หรือไม่ก็...สิ่งที่เขาพูดออกมานั้นเป็นความจริง


     ต่างจากคุณแกะที่ฉันอ่านไม่ได้เลยสักนิด


     แต่นั่นมันแกะนี่หว่า...


     “ไม่ว่าจะเป็นคำสาปที่รุนแรงขนาดไหนพวกมันก็จะอยู่ตรงชั้นนอกสุดของต้นกำเนิดขอรับ อย่างไรเสียข้าก็จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากองค์หญิงอยู่ดี ซึ่งถ้าเกิดองค์หญิงรู้สึกว่าถูกรุกล้ำแม้แต่เพียงนิดเดียว การเชื่อมต่อก็จะถูกตัดขาดขอรับ”


     “เหมือนเป็นการตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในมานาน่ะเหรอคะ”


     “ขอรับ”


     เห...ถ้าแค่นั้นก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในร่างกายของฉันจริงแล้วทำไมฉันจะไม่รู้กันล่ะ...


     ถ้าแนบเนียนเสียขนาดที่ฉันไม่รู้สึกตัว มันก็คงจะเป็นคำสาปที่ทรงพลังสุดๆ


     “แล้วฉันจะต้องทำยังไงบ้างคะ ?”


     “แต่นั่งอยู่เฉยๆ อย่างเดิมก็เพียงพอแล้วขอรับ”


     จอมมารยกมือขวาของเขาขึ้นมา พอเห็นเช่นนั้นฉันจึงร่ายเวทเสริมพลังเพื่อใช้เนตรเทพปีศาจ


     ตรงฝ่ามือของเขามีประกายมานาไร้สีวิ่งวนอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นเวทมนตร์สักประเภทหนึ่งโดยไม่ต้องอาศัยการสัมผัส


     เด็กสาวคิดวนอยู่ในหัวสักพักแล้วจึงพยักหน้าลง จอมมารที่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวขออภัยครั้งหนึ่งก่อนที่จะร่ายเวทออกมาเป็นไอจางๆ


     กระทั่งผ่านไปสักพักหนึ่ง


     “องค์หญิงขอรับ...”


     “ว่าไงคะ ?”


     “รบกวน ช่วยเปิดใจสักนิดหนึ่งได้ไหมขอรับ”


     “เอ่อ จะพยายามค่ะ...”


     นึกว่าพออนุญาตแล้วจะไม่มีปัญหาอะไรเสียอีก


     แต่ก็เอาเถอะ ถึงเวลาใช้ทักษะพิเศษแล้วสินะ


     เด็กสาวหลับตาพลางสูดลมหายใจเข้าก่อนที่จะพ่นลมออกมาเบาๆ


     จากนั้นเธอก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับสีหน้าแปลกประหลาดใจของผู้คนที่อยู่รอบข้าง


     “สุดยอด...”


     เทียเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงของความชื่นชมปนความตะลึง ทางเฟลเองก็ดูเหมือนจะกำลังอึ้งทึ่งพูดไม่ออก


     “การที่สามารถปรับเปลี่ยนสภาพจิตใจภายในเสี้ยววินาทีได้แบบนี้...สุดยอดเสียจนน่ากลัวเลยนะขอรับ...”


     “ก็แค่ ‘แสร้ง’ ไว้ใจในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ ไม่ใช่ความสามารถที่สุดยอดอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ”


     “แสร้ง...เหรอขอรับ ถ้าหากไม่ได้เห็นกับตาแล้วข้านึกว่าเป็นคนละคนกันเสียอีก ขนาดบรรยากาศยังแตกต่างโดยสิ้นเชิง...”


     แหม ต่อให้พูดชื่นชมมาแบบนั้นแต่มันก็ไม่ได้ต่างจากสองบุคลิกอย่างจอมมารสักเท่าไรหรอกค่ะ ถึงในกรณีของฉันจะสามารถควบคุมได้ดั่งใจก็เถอะ...


     จอมมารใช้นิ้วชี้ดันแว่นขึ้นครั้งหนึ่งพลางพยักหน้าลงราวกับขออนุญาต จากนั้นเขาก็หลับตาลงพร้อมกับยื่นมือขวาออกมาแล้วเริ่มร่ายเวทขึ้นอีกครั้ง


     ไอมานาไร้สีค่อยๆ หายเข้าไปในร่างกายของฉันราวกับมันกำลังดูดซับ


     ร่างกายไร้ซึ่งการต่อต้านอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งผ่านไประยะเวลาหนึ่งจอมมารก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น จากนั้นเขากำมืออย่างแรงแล้วชักมือกลับราวกับว่ากำลังดึงอะไรสักอย่างออกมา


     พรึ่บ


     “เฮะ ?”


     สิ่งที่ออกมานั้นไม่ใช่อะไรอื่น


     ก้อนขนสีดำสนิท ใบหน้าเอื่อยเฉื่อยราวกับแมวที่ถูกรบกวนเวลานอน


     เฟอร์ ภูติประเภทวิญญาณที่หายหน้าไปนานเสียจนเผลอๆ ขนาดฉันเองก็ ‘เกือบ’ ลืมไปแล้ว


     แต่เฟอร์มาหลังจากที่ฉันได้รับสกิลแฝง ‘ต้นกำเนิดแห่งความมืด’ ไม่ใช่เหรอคะ


     เอ๊...?


     “หือ...เอเทอร์ ? ทำไมเจ้านี่ถึงไปอยู่กับองค์หญิงได้ล่ะขอรับ”


     “เอ๊ะ ก็เจอตอนอาบน้ำ...ว่าแต่คุณจอมมารรู้จักกับเฟอร์ด้วยเหรอคะ”


     “แน่นอนขอรับ ก็มันเป็นสัตว์เลี้ยงของข้า...โฮ่ ! นับว่าโชคดีเสียจริงขอรับ”


     เฮะ สัตว์เลี้ยงของจอมมาร !?


     “เอ่อ...แล้วเรื่องคำสาปล่ะคะ”


     “ถ้าเรื่องนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วขอรับ ภูติประเภทวิญญาณโดยเฉพาะเจ้าเอเทอร์นี่มันสามารถกัดกินคำสาปได้ทุกประเภทขอรับ ฉะนั้นองค์หญิงก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้วล่ะขอรับ”


     “เห...”


     พอพูดเสร็จเขาก็โยนเฟอร์กลับมาให้ฉัน เด็กสาวลูบขนนุ่มจนพอใจจากนั้นมันก็เลื้อย (?) มาอยู่ที่คอของฉันเหมือนอย่างครั้งก่อนๆ


     อีกสักพักก็คงจะหายกลับเข้าไปในร่างกายของฉันอีกล่ะมั้ง...


     “แต่ปัญหาจริงๆ นั่นก็คือเทพปีศาจขอรับ ไม่นึกเลยว่ามันจะร่ายคำสาปประเภทควบคุมใส่องค์หญิง”


     ควบคุม...?


     ถ้าเรียบเรียงเรื่องทั้งหมดแล้วล่ะก็ คนร้ายก็จะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น !


     เอ๋...!?


     “ดูเหมือนองค์หญิงจะรู้แล้วสินะขอรับว่าตัวการคือใคร ข้าเองก็ใช่ว่าจะสามารถเข้าไปช่วยได้โดยตรง ดังนั้นหากองค์หญิงมีคำถามอะไรเพิ่มเติมก็สามารถถามข้าได้ทุกอย่างขอรับ”


     “ถ้าอย่างนั้นก็มีเพียบเลยล่ะค่ะ...”


     หลังจากนั้นฉันก็ถามแบบซัดยาวไปกว่าครึ่งค่อนวัน และแน่นอนว่าลองถามเรื่องคุณโอเปอเรเตอร์ไปแล้วแต่ก็ไร้ประโยชน์เพราะให้ตายยังไงเขาก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้


     ราวกับว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเสียอย่างนั้น


     กระทั่งมาถึงคำถามสุดท้ายที่ยังคงสงสัย


     “ทำไมคุณจอมมารถึงเรียกฉันว่าองค์หญิงล่ะคะ”


     “เรื่องนั้น...ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงแต่ข้าไม่สามารถบอกได้จนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลายขอรับ”


     เห...เรื่องนี้ก็ด้วยเหรอคะ


     ปมความลับมันจะเยอะเกินไปละ ให้ตายสิ


     “ท่านจอมมารคะ ดูเหมือนว่าท่านสายเลือดแท้จะยังไม่ได้...”


     เฟลที่ไม่ได้เอ่ยปากให้ได้ยินเสียงเลยสักครั้งในแต่ละบทสนทนา จู่ๆ เธอก็พูดออกมาราวกับต้องการเตือนจอมมารเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง


     เป็นน้ำเสียงที่นิ่งสนิทคล้ายคลึงกับซิลเลียเสียจริง หรือว่าเมดเก่งๆ แต่ละคนจะเป็นแบบนี้กันหมดอ่ะ...


     “อ่าจริงด้วยสินะ...”


     เขามองมาที่ฉันครั้งหนึ่งพลางส่งรอยยิ้มกว้างให้


     เป็นรอยยิ้มที่น่ากังวลใจในหลายๆ ความหมายเสียจริง


     “องค์หญิงเฟเลส ท่านต้องการปลดความสามารถที่แท้จริงของเนตรเทพปีศาจหรือเปล่าขอรับ”


     อื๋อ...?


     “ความสามารถที่แท้จริง ?”


     “ขอรับ ถ้าหากทำได้แล้วแม้แต่ข้าหรือเทพปีศาจเวรตะไลนั่นก็ไม่สามารถเป็นคู่มือขององค์หญิงได้เลยล่ะขอรับ”


     “ทั้งๆ ที่คุณจอมมารเป็นอมตะน่ะเหรอคะ...?”


     จอมมารยิ้มแสยะออกมาครั้งหนึ่งจนฉันรู้สึกขนลุกแปลกๆ


     “ถึงจะฆ่าไม่ได้ แต่ข้าก็ยังรับรู้ถึงความเจ็บปวดอยู่นะขอรับ”


     “อะฮะฮะ ค่ะ...”


     ว่าแล้วฉันก็พยักหน้าตกลงโดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเพิ่มเติม


     ถ้าแข็งแกร่งขึ้นก็ต้องดีอยู่แล้วสิ ไหนจะต้องรับมือกับปัญหาที่กำลังตามมาเป็นพรวนอีก


     หลังจากฟังมาหลายเรื่องราวจากจอมมารแล้ว...เรื่องที่จะต้องทำนี่มีเยอะสุดๆ เลยล่ะ


     “ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาเลยขอรับ”


     “อ๊ะ เดี๋ยวก่อนค่ะ มีเรื่องสุดท้ายที่อยากขอ...”


     “ถ้าเป็นเรื่องที่ทำได้ แม้แต่ชีวิตของข้าก็สามารถถวายให้องค์หญิงได้ขอรับ”


     เอ่อ ใจเย็นก่อนค่ะ ถึงจะแค่เปรียบเทียบแต่เห็นฉันเป็นคนยังไงกันคะ...


     “มะ...มีห้องอาบน้ำหรือเปล่าคะ ?”


     ตอนนี้ตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมดแล้วอ่า...


     “ห้องอาบน้ำหรือขอรับ...เฟล !”


     “ค่ะ ! ท่านจอมมาร”


     หญิงสาวเรือนผมสีม่วงผายมือให้ฉันเดินตามไป ดูเหมือนว่าห้องอาบน้ำจะอยู่ที่ชั้นสองของปราสาทใหญ่


     ถึงจะแปลกที่ชั้นล่างเป็นแค่ห้องโถงใหญ่ก็เถอะ


     และแล้วในที่สุด...หลังจากที่เน่ามาตั้งนาน


     พอไปถึงเด็กสาวก็ใช้เวลาอย่างเพลิดเพลินไปกับอ่างอาบน้ำสุดหรูโดยมีคุณเมดคอยยืนให้บริการเมื่อมีสิ่งที่ต้องการ พอเสร็จกิจทุกอย่าง ฉันก็เดินตามคุณเมดไปยังห้องถัดไปที่มีจอมมารยืนรออยู่


     เป็นพื้นที่กว้างๆ โดยมีหุ่นจำลองไม้รูปร่างมนุษย์ที่มีความสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรอยู่ตรงกลางลาน


     “ก่อนอื่น องค์หญิงลองใช้เนตรเทพปีศาจโดยที่ไม่ต้องใช้เวทเสริมพลังดูขอรับ”


     “ห้ามใช้เวทเสริมพลังเหรอคะ”


     อืม...ปกติแล้วถ้าฉันใช้เวทเสริมพลัง เนตรเทพปีศาจก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยอัตโนมัติทันที


     ถ้าจะใช้เนตรเทพปีศาจเพียงอย่างเดียว เอ...ถ้าเกิดควบคุมมานาให้อยู่ที่ดวงตาเพียงอย่างเดียวละก็...


     เด็กสาวหลับตาลงพลางเพ่งสมาธิ จากนั้นก็ค่อยๆ โยกย้ายมานาที่อยู่ในร่างกายให้ไปรวมอยู่ตรงดวงตาทีละนิด ทีละนิด กระทั่งมันเริ่มคงที่...


     ได้แล้ว !


     ฉันลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นทิวทัศน์ทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างที่ฉันคุ้นเคย


     พอตรวจสอบสภาพร่างกายก็มั่นใจได้แล้วว่าฉันไม่ได้ใช้เวทเสริมพลังอยู่


     แปะ แปะ แปะ


     เสียงปรบมือดังขึ้นมาจากชายหนุ่มและเมดสาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง


     “ทำสำเร็จได้ภายในครั้งเดียว สมแล้วจริงๆ ขอรับ”


     “เอ่อ แล้วยังไงต่อเหรอคะ...?”


     ตอนนี้ไม่เห็นรู้สึกว่ามันจะต่างจากเดิมตรงไหนถ้าไม่นับเรื่องเวทเสริมพลัง


     จะต้องมีอะไรที่มากกว่านี้แหงๆ


     เปาะ !


     จอมมารดีดนิ้วครั้งหนึ่ง จากนั้นหุ่นจำลองไม้ก็แวบหายไปจากตรงกลางลาน


     มันกำลังวิ่งอยู่ !? แถมยังเร็วแบบสุดๆ !


     ยิ่งไปกว่านั้น ถึงจะไม่มากขนาดที่เทียบเท่ากับจอมมาร แต่มานาที่อยู่ในหุ่นจำลองนั้นยังมีมากกว่ามังกรพิษอย่างคุณเมดที่ชื่อว่าเฟลเสียอีก


     “องค์หญิงจะต้องใช้เนตรเทพปีศาจในการไล่จับหุ่นจำลองแห่งความเร็วตัวนี้ให้ได้ขอรับ”


     “ไล่จับ...โดยที่ไม่มีเวทเสริมพลังเนี่ยนะคะ...!?”


     ถึงจะเป็นห้องที่มีความกว้างยาวเพียงแค่ห้าสิบเมตร แต่ความเร็วของมันนี่อย่าว่าจะไล่จับเลย เผลอๆ แค่จะแตะก็ทำไม่ได้แล้ว


     “ใช่แล้วขอรับ ส่วนคำใบ้คือการไหลของมานาขอรับ”


     “การไหลเหรอคะ...?”


     “ขอรับ ความสามารถนี้สามารถใช้ได้กับสิ่งที่มีความคิดเท่านั้นขอรับ ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ตาม ถ้าหากองค์หญิงเพ่งมองดีๆ โดยใช้เนตรเทพปีศาจแล้ว...องค์หญิงก็อาจมองเห็นการเคลื่อนไหวของศัตรูได้โดยดูจากการเคลื่อนไหวของมานาขอรับ ถ้าหากสำเร็จแล้วก็จะเป็นความสามารถที่ราวกับเห็นอนาคตได้เลยล่ะขอรับ”


     เห...แสดงว่าเป็นหุ่นจำลองที่มีความคิดเป็นของตัวเองเหรอคะ


     ว่าแล้วฉันก็ลองเพ่งมองหุ่นจำลองที่กำลังวิ่งว่อนไปมาด้วยความเร็วที่ต่อให้มองด้วยเนตรเทพปีศาจแล้วก็แทบจะมองไม่ทัน


     ไหนการไหลอะไรคะนั่น ไม่เห็นจะมีเลยสักนิด ที่เห็นก็มีแค่ปริมาณกับการเคลื่อนไหวของมานาตามร่างของมันที่ไหลเหมือนกับกระแสเลือด


     กระแสเลือด...?


     “พยายามเข้าล่ะขอรับ”


     จอมมารเอ่ยพลางเดินออกประตูไปโดยไม่รอให้ฉันตอบอะไรกลับเลยสักคำ เฟลเองก็ยกนิ้วโป้งขึ้นให้กำลังใจครั้งหนึ่งก่อนปิดประตูลง


     เห...


     หุ่นจำลองไม้พุ่งเข้ามาในระยะประชิดครั้งหนึ่งก่อนที่จะพุ่งกลับไป เด็กสาวเอื้อมมือออกไปอย่างรวดเร็วตรงจังหวะเป๊ะๆ แต่ที่คว้ามาได้กลับมีแค่ฝุ่น


     เสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาจากหุ่นจำลองราวกับว่ามันกำลังเยาะเย้ย


     ...


     ให้ตายสิ


     จากนั้นการฝึกฝนอันแสนทรหดกว่าที่คิดก็ได้เริ่มต้นขึ้น...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

254 ความคิดเห็น

  1. #134 ABC5929y (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 07:04
    ลางสังหรณ์ของผมมันบอกว่าคุณแกะน่าจะเกี่ยวข้องกับเทพปีศาจที่จอมมารพูด... รึเปล่า?
    #134
    0
  2. #133 Iloveyuir (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 00:59

    รอตอนต่อไปนะคร้าบบบบบ
    #133
    0
  3. #132 popixzo01 (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 21:55

    ฉันว่าโอเปอเรเตอร์คือเทวทูตไวต้า
    #132
    0
  4. #131 MINE_SAN (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 21:40
    อืมๆ ไม่รู้เม้นไรดี
    #131
    0