[YURI] ตัวตนของฉันเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ !

ตอนที่ 69 : วัยเด็ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 405
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    6 ก.ย. 63

     CHAPTER [69] วัยเด็ก


     ‘ยืนยัน ! ยืนยัน ! ไม่พบร่องรอยของ ‘องค์หญิง’ เลยครับ !’


     เสียงของชายฉกรรจ์จากหน่วยประจัญบานดังซ่าออกมาจากวิทยุสื่อสาร ส่งถึงผู้รับที่กำลังกำวิทยุด้วยมืออันสั่นเทา


     “รับทราบค่ะ”


     เสียงของเธอสั่นเครือราวกับกำลังจะร้องไห้ออกมา


     แกร็ก


     หญิงสาวหน้าตาดี สวมแว่นกรอบเหลี่ยมแสดงถึงบุคลิกของผู้ที่ดูฉลาดเฉลียว และในความเป็นจริงเองก็เป็นเช่นนั้น


     ไม่มีใครในกองทัพไม่รู้จักเสนาธิการหญิงคนนี้


     “ร่างของแอสซาซินโค้ดเนม ‘องค์หญิง’ ได้หายไปแล้วค่ะท่าน...”


     “งั้นรึ...”


     ชายแก่เคาะไม้เท้าหัวมังกรลงกับพื้นไม้หลายต่อหลายครั้ง เป็นจังหวะสอดคล้องกับเสียงของสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน


     ในแววตาของเขามีเพียงความเศร้าหมองที่มากเสียจนไม่อาจเอาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้


     “แล้วก็...’ครีท’ เองก็เสียชีวิตแล้วเช่นกันค่ะท่าน”


     “แม้แต่ครีทก็ด้วยงั้นรึ...?”


     เขาทำหน้าเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ภายในใจของเขาไม่อยากที่จะยอมรับเลยด้วยซ้ำ


     การเสียคนสำคัญที่ราวกับเป็นลูกในไส้แท้ๆ ของตนเอง และไม่ใช่แค่หนึ่ง


     แต่เป็นถึงสอง


     ทำไมกัน พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่...


     เพราะมันคือโชคชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้อย่างนั้นรึ


     “สาเหตุการเสียชีวิตคือ...’ช็อก’ น่ะค่ะ...”


     “อืม คงเพราะทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมานานล่ะนะ...”


     “ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ”


     หญิงสาวกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ทั้งสองคนนั้นเองก็เป็นเหมือนกับเพื่อนรักที่ไม่อาจหาใครมาทดแทนได้


     ชายแก่ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งราวกับชีวิตไม่เหลืออะไรอีกแล้ว แต่ภาพของเด็กสาวทั้งสองคนยังคงสลักฝังลึกไว้ในหัวใจอันเปราะบางของเขา


     เสียงของหญิงสาวทั้งสองคนราวกับคอยเป็นแรงผลักดันให้เขามุ่งหน้าต่อไป


     ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อน หรือแม้แต่ตอนนี้ก็ตาม


     ชายแก่ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาคลอที่ปริ่มอยู่ตรงขอบตา เขายกฝ่ามือขวาขึ้นทาบที่ปลายหางคิ้วเพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อทหารชั้นสูงทั้งสองคน


     —ดันเจี้ยน <5> แห่งอาณาจักรสัตว์ป่า


     ชั้นที่ห้าสิบห้า


     กิ้งก่ายักษ์ทั้งหมดห้าตัวกำลังเดินล้อมกลุ่มปาร์ตี้ขนาดเล็กและพยายามร่นระยะห่างจนทำให้พวกเขาราวกับเป็นสัตว์น้อยที่อยู่ในกำมือของนักล่าตัวฉกาจ


     ลำตัวสีม่วงแวววับที่บอกถึงคุณลักษณะของสัตว์มีพิษ ดวงตาสีเหลืองอ๋อยที่ปูดโปนออกมาทำให้พวกมันมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ถึงสามร้อยองศา


     เป็นบอสประจำชั้นที่มีอยู่ทั้งหมดห้าตัว แม้ว่าความแข็งแกร่งพวกมันในแต่ละตัวจะอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งถ้าเทียบกับบอสประจำชั้นที่สามสิบสามของดันเจี้ยนอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้การพิชิตดันเจี้ยนในชั้นนี้นั้นยุ่งยากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวก็เพราะจำนวนของพวกมันนี่ล่ะ


     “ท่านเซียร์ ! ขอเวลาอีกหกวินาทีครับ”


     “ให้ไวเลยเฟ้ยยย !”


     ชายผู้ที่อยู่ในชุดนักเวทสีฟ้าหันหัวคทาไปทางกิ้งก่ายักษ์สองตัวที่อยู่ทางด้านขวาแล้วเริ่มร่ายเวท ละอองน้ำปริมาณมหาศาลจนสามารถมองเห็นเป็นเส้นตรงยาวพุ่งออกมาจากคทาใหญ่แล้ววิ่งเข้าไปในรูจมูกและปากของกิ้งก่ายักษ์ทั้งสองตัวอย่างรวดเร็ว


     ร่างของพวกมันค่อยๆ ซีดลงราวกับสัตว์ที่กำลังขาดน้ำ ใบหน้าซูบผอมลงจนเห็นกระดูก การเคลื่อนไหวของพวกมันเองก็เชื่องช้าลงเสียจนเกือบเป็นอัมพาต


     แต่อย่างไรก็ตาม แม้การโจมตีแค่นี้จะไม่สามารถฆ่าบอสประจำชั้นได้ แต่หากมองความสามารถในแง่ของการหยุดยั้งหรือการทรมานอีกฝ่ายก็นับว่าเป็นความสามารถที่อยู่ในระดับท็อป


     “ฟอร์ทจัดการทางนั้นไปก่อนเลย ! ฝั่งนี้ยังต้านไหวอยู่ !”


     “รับทราบครับ !”


     แสงประกายสีขาวนวลพวยพุ่งออกมาจากดาบสีเงินจนมันกลายเป็นดาบใหญ่ด้วยมานาอันมหาศาล


     ปลดลิมิตเบรก


     ‘ปลดลิมิตเบรกขั้นที่หนึ่ง’


     ผมพูดอยู่ในใจเพื่อเป็นการปลดล็อกทักษะแฝงของดาบศักดิ์สิทธิ์ หลังจากพูดจบก็มีเสียงตอบรับกลับมาโดยเป็นเสียงของผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่อาจทราบได้


     แต่ที่แน่ๆ คือมันเป็นเสียงของดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้


     ถึงแม้ว่าสกิลนี้มันจะกินมานามากพอสมควร แต่พลังทำลายล้างของมันก็นับว่าคุ้มค่า


     ชายหนุ่มใช้ทั้งสองมือของเขากำด้ามดาบแน่น จากนั้นจึงเริ่มตวัดเท้าขวาพร้อมกับบิดเอวไปด้านหลังพร้อมๆ กับดาบใหญ่ โดยปลายดาบอยู่ด้านตรงข้ามกับศัตรูที่อยู่ด้านหน้า


     เป็นท่าร่างสำหรับการรวบรวมมานาก่อนที่จะปล่อยออกไป


     พอดาบศักดิ์สิทธิ์รวบรวมมานาจนมันเปล่งแสงสว่างจ้า ผมตวัดดาบออกไปในแนวนอนส่งผลให้คลื่นดาบสีขาวพุ่งออกไปจากดาบศักดิ์สิทธิ์ทะลุทะลวงกิ้งก่าสีม่วงทั้งสองตัวขาดออกเป็นสองท่อน


     ร่างของพวกมันเริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็วด้วยอานุภาพของดาบศักดิ์สิทธิ์ เหลือแต่เพียงหินเวทมนตร์สีม่วงที่กลิ้งตกลงมาบนพื้น


     สกิล ‘คลื่นแสงแห่งการชำระล้าง’


     “กำลังไปช่วยครับท่านหัวหน้า !”


     ผมอัดมานาส่วนหนึ่งลงไปกับเวทเสริมพลังแล้วรีบวิ่งไปทางด้านที่ท่านหัวหน้าของเขากำลังต้านกิ้งก่าทั้งสองตัวอยู่ เซียร์ที่วิ่งไปช่วยก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่ากำลังช่วยร่ายเวทต้านเอาไว้อยู่เช่นกัน


     เอเควียสทำได้เพียงตั้งโล่ป้องกันขึ้นเท่านั้น หากเขาใช้ดาบเพรียวๆ โจมตีเข้าไปก็คงโดนสวนกลับมาด้วยจำนวนที่มากกว่า


     กิ้งก่ายักษ์ยังคงพ่นพิษสีม่วงออกมาจากปากของมันใส่โล่ของเอเควียส แต่ที่ยังต้านไว้ได้เพราะเป็นโล่ที่ถูกเสริมด้วยเวทรูนมาแล้ว


     ดูเหมือนว่าปาร์ตี้ของพวกเราจะยังขาดผู้โจมตีระยะไกลสินะ เวทโจมตีของท่านเซียร์เองก็ไม่เหมาะกับมอนสเตอร์ประเภทบอสสักเท่าไร


     ผมเริ่มอัดมานาธาตุไฟลงในตัวดาบเพิ่มเข้าไปอีก ถึงนี่จะเป็นความสามารถประจำเผ่าปีศาจ แต่ตอนที่ได้รับอาชีพผู้กล้ามานั้น ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ผมก็สามารถใช้ทักษะนี้ได้ดีโดยไม่มีความติดขัดใดๆ ทั้งสิ้น


     ชายหนุ่มวิ่งเข้าประชิดตัวกิ้งก่ายักษ์ได้อย่างรวดเร็ว เขาสะบัดดาบฟันออกไปไม่ยั้งพลางหลบพิษสีม่วงของพวกมันได้อย่างฉิวเฉียด


     แต่เกราะหนาของอัศวินกลับทำให้ความเร็วของเขาลดลง


     ซู่ววว


     พิษที่ราวกับกรดอันรุนแรงพุ่งเฉียดหน้าของชายหนุ่มคลาดห่างไปไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร แต่เขาไม่สามารถหลบสะเก็ดเล็กน้อยที่กระเด็นออกมาได้เพราะมุมหลบที่ไม่กว้างพอจึงทำให้กรดแรงสูงเจาะเกราะหนาทะลุลงมาถึงผิวหนังชั้นบน ความแสบจากการเผาไหม้ทำให้ฟอร์ทถึงกับต้องกัดฟันอดกลั้น


     แต่ด้วยสกิลแฝง ‘ต้นกำเนิดแห่งแสง’ ทำให้เขาสามารถสู้ต่อไปได้แม้ว่าจะมีบาดแผลหนักแค่ไหนก็ตาม


     และกับบาดแผลเล็กน้อยแค่นี้นั้น ก็ไม่อาจจะหยุดยั้งผู้กล้าคนนี้เอาไว้ได้


     แสงสีขาวนวลปนละอองสีทองโผล่ขึ้นมาตรงหัวไหล่ของฟอร์ทอย่างแม่นยำ


     ผมพยักหน้าขอบคุณหญิงสาวผมสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังวิ่งวนหลบกิ้งก่ายักษ์ตัวสุดท้ายอย่างเบื่อหน่าย เธอตวัดดาบออกไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งจนเหมือนว่าเธอกำลังทรมานบอสกิ้งก่าเสียมากกว่า


     ทางนี้เองก็ไม่คิดที่จะรอช้าไปกว่านี้ ดาบศักดิ์สิทธิ์สีเพลิงแทงทะลุลำคอของกิ้งก่ายักษ์ก่อนที่จะระเบิดออกมา กลิ่นของเนื้อไหม้สาดกระจายเข้ากระแทกจมูกไปพร้อมๆ กับร่างของกิ้งก่าที่กำลังล้มลง


     เท่านี้ก็เหลืออีกแค่สองตัวสุดท้าย


     ชายหนุ่มที่มีมานาเหลืออยู่น้อยเต็มทีก็ค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟูทีละน้อยจากการดูดซับมานาจากธรรมชาติ และยิ่งเป็นในดันเจี้ยนก็จะยิ่งรวดเร็วกว่าปกติ เขาหอบหายใจเหนื่อยพลางหันไปมองทางท่านหัวหน้าเอเควียสกับท่านเซียร์ที่กำลังไล่ต้อนกิ้งก่าอยู่ มันถูกโล่ใหญ่กระแทกพร้อมกับโดนเวทระดับสูงโจมตีใส่แบบไม่มีการยั้ง


     คงจะใช้เวลาอีกไม่นาน...แล้วทางฝั่งเจ้าหญิงล่ะ...?


     โอ๊ะ เรียบร้อยแล้วสินะครับ


     สมแล้วจริงๆ


     เบลลัสเดินไปเก็บหินเวทมนตร์ที่ตกอยู่บนพื้นก่อนที่จะโยนลงไปในวงเวทเทเลพอร์ต โดยวงเวทจะถูกเปิดโดยสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อใช้หินเวทมนตร์ของกิ้งก่ายักษ์ตัวสุดท้าย


     ผ่านไปไม่นาน กิ้งก่าตัวสุดท้ายก็ถูกกำจัดลง


     เซียร์ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขารีบวิ่งไปหาฟอร์ทที่กำลังยืนพักฟื้นฟูมานาแล้วเริ่มกระชากคอเสื้ออย่างแรง


     “แกคิดอะไรอยู่วะ !”


     เซียร์มองมาด้วยสายตาโกรธจัด ผมสบตากลับไปแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีหรืออารมณ์อะไรออกมาเป็นพิเศษ


     แต่ก็เดาเหตุผลที่เขาโกรธได้ไม่ยาก


     “เพราะผมมั่นใจยังไงล่ะครับ”


     “หา...! แกคิดว่ากำลังพูดอะไรของแกอยู่วะ ! เป็นผู้กล้าประสาอะไรถึงส่งเจ้าหญิงที่มีอาชีพผู้รักษาไปประจันหน้ากับมอนสเตอร์ระดับบอสคนเดียวเนี่ยนะ !”


     “แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาให้เห็นแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเหรอครับท่านเซียร์...”


     ผมมองไปยังเจ้าหญิงเบลลัสที่กำลังมองมาทางนี้อยู่ เธอถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งพลางเบือนหน้าไปทางอื่นไม่สนใจ


     อะฮะฮะ...


     ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะแห้งๆ ออกมาอย่างช่วยไม่ได้


     เซียร์กัดฟันกรอดอย่างอารมณ์เสีย


     “แต่ถ้าเกิดแกพลาดขึ้นมาล่ะก็ ฮึ่ม...”


     พลาด ? แต่ผมก็ไม่ได้ช่วยเจ้าหญิงเลยสักนิดไม่ใช่หรอกเหรอ


     เขาเข้าใจอะไรผิดอยู่หรือเปล่า...?


     “เซียร์หยุดเถอะ เป็นตามที่ฟอร์ทบอกนั่นล่ะ”


     “ท่านเอเควียส แต่ว่าเจ้าหญิง...”


     “เอ...หรือท่านเซียร์ยังไม่รู้สาเหตุที่พวกเรากล้าปล่อยให้เจ้าหญิงรับมือกับมอนสเตอร์ระดับบอสด้วยตัวคนเดียวอย่างนั้นเหรอครับ...?”


     “พูดเรื่องอะไรของแกกันวะ...”


     “ฟอร์ท นอกจากเพื่อนสมัยเด็กอย่างฟอร์ทแล้ว...คนที่รู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นก็มีแต่คนในราชวงศ์เท่านั้นล่ะ”


     “อ๋อ อย่างนี้นี่เองสินะครับ”


     “ฮะ ? เอ่อ...ไม่ทราบว่าพูดเรื่องอะไรกันอยู่...?”


     ฟอร์ทถึงกับต้องถอนหายใจออกมา เลเควียสจับหน้าผากตัวเองแน่นก่อนที่จะมองไปยังเจ้าหญิงเบลลัสทีหนึ่ง


     “ไหนๆ ก็ต้องไปปราบจอมมารด้วยกันแล้ว...ข้าจะอธิบายความลับนี้ให้เจ้าฟังเอง คือจริงๆ แล้ว...”


     เซียร์กลืนน้ำลายดังอึกหลังจากเห็นสีหน้าจริงจังของชายผู้เป็นถึงหัวหน้ากองกำลังอัศวินหลัก


     “คนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรแกรนดิสน่ะ ไม่ใช่ทั้งข้า ฟอร์ท หรือแม้แต่ท่านปู่หรอกนะ”


     “ท่านเอเควียส อย่าบอกนะว่า...”


     “สมญานาม ‘เทพดาบ’ น่ะ...มีแค่น้องสาวเพียงคนเดียวของข้าเท่านั้นที่คู่ควร”


     ฟอร์ทยังคงจำเหตุการณ์เมื่อประมาณสิบสามสิบสี่ปีก่อนได้ไม่ผิดเพี้ยน


     เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับเจ้าหญิงเบลลัส ความรู้สึกที่ตนเองคิดว่าเป็นรักแรกพบในตอนนั้น มันกลับพังทลายลงหลังจากที่ผมได้รู้จักกับตัวเองในไม่กี่ปีถัดมา


     พอลองมองย้อนกลับไปก็รู้สึกขำตัวเองชะมัด ไปหลงรักเจ้าหญิงไร้อารมณ์คนนั้นเนี่ยนะ !? แค่คิดถึงตอนนั้นก็รู้สึกอยากที่จะเอาตัวเองในสมัยเด็กไปจับกดน้ำเสียจริงๆ เลย


     แล้วก็มารู้ทีหลังว่าความรู้สึกนั้นมันดันไม่ใช่ความรู้สึกรักใคร่ แต่เป็นความรู้สึกแบบอื่นๆ


     ซึ่งกว่าจะเข้าใจก็ผ่านมาเป็นสิบกว่าปี


     ก่อนที่เจ้าหญิงจะย่างเข้าสู่สี่ขวบ ผมในอายุห้าปีได้ถูกเลือกให้ไปเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าหญิงก็เพราะว่าผมนั้นเกิดมาพร้อมกับสัญลักษณ์ของดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสลักอยู่ตรงกลางอก เช่นนั้นผมเลยถูกเชื่อมความสัมพันธ์กับเจ้าหญิงมาตั้งแต่เด็กๆ ในฐานะเพื่อนและคนคุ้มกัน


     ซึ่งมันทำให้พวกเรากลายมาเป็นเพื่อนซี้กันจนถึงทุกวันนี้


     แต่เชื่อไหม ในวันที่เจ้าหญิงย่างเข้าสู่อายุสี่ขวบพอดิบพอดี ของขวัญที่ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา เครื่องเขียน ของเล่นต่างๆ กลับถูกปัดทิ้งโดยเจ้าหญิงไม่สนใจเลยสักอย่างเดียว เธอกลับมาดึงดาบที่ผมคาดไว้ตรงเอวพร้อมกับพูดซ้ำๆ ว่า ‘อันนี้’


     แม้แต่ท่านลุงเร็กซ์ หรือกษัตริย์แห่งอาณาจักรแกรนดิสองค์ปัจจุบันก็เผลอทำหน้าเหวอออกมา มีแต่ท่านราชินีอย่างท่านป้าฟลอริดส์ที่เอาแต่หัวเราะคิกคักดูชอบอกชอบใจ


     ตอนนั้นทั้งราชวงศ์ก็แตกตื่นกันยกใหญ่


     จุดที่พวกเราชอบวิ่งเล่นกันเป็นประจำนั่นก็คือลานฝึกซ้อมของเหล่าอัศวินแห่งกองกำลังหลัก ตอนนั้นท่านหัวหน้าตัวเล็กนิดเดียวแถมยังน่ารักสุดๆ ไม่ต่างจากตอนนี้เลย


     แต่แล้วก็ผ่านมาหนึ่งปี เรือนผมสีทองอร่ามของเจ้าหญิงเบลลัส


     แปรเปลี่ยนเป็นเรือนผมสีขาวบริสุทธิ์


     ตอนนั้นผมรู้ดีว่า ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมจะต้องถูกหมั้นกับเจ้าหญิงเบลลัสแน่ๆ


     ในช่วงเวลาสองปีต่อมา พวกเราต่างฝึกซ้อมดาบกันเป็นประจำโดยมีอาจารย์สอนนั่นก็คือท่านปู่เซลซัส


     ในด้านการต่อสู้นั้น ร่างกายของผู้ชายย่อมได้เปรียบกว่าผู้หญิงอยู่มากโข และทุกคนรู้เรื่องนั้นดี


     ไม่สิ มันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างและกำหนดมา


     ซึ่งมันเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ! ทั้งเรี่ยวแรง ความเร็ว ความยืดหยุ่น การตอบสนอง


     เรียกง่ายๆ ก็คือ ‘พรสวรรค์’


     อีกทั้งในปัจจุบัน เธอยังมีมานาที่เทียบเท่ากับชนชั้นสูงเผ่าปีศาจได้เลยทีเดียว


     ไม่สิ เผลอๆ อาจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ


     ดังนั้น ผมจึงไม่เคยชนะเจ้าหญิงในการประลองดาบเลยแม้แต่ครั้งเดียว


     ต่อให้มีความสามารถที่เพิ่มพูนมาจากอาชีพผู้กล้าแล้วก็ตาม แต่หากเป็นเรื่องทักษะดาบแล้วล่ะก็


     กระผมแพ้ยับอย่างแน่นอน


     ซึ่งคนที่เคยชนะเจ้าหญิงเบลลัสก็มีแต่ท่านปู่เซลซัสเท่านั้นล่ะ ถึงจะแค่ครั้งเดียวก็เถอะ...


     หลังจากนั้นก็เป็นไปตามคาด ผมกับเจ้าหญิงถูกจับให้หมั้นหมายกันในตอนที่เจ้าหญิงอายุเก้าปี แต่เกิดอะไรขึ้นนี่ผมยังจำเหตุการณ์ในตอนนั้นได้อยู่เลย


     สายตาเย็นชาของเจ้าหญิงและคมดาบที่จ่ออยู่ตรงลำคอของท่านลุงเร็กซ์ กษัตริย์ผู้ที่มีคนคอยคุ้มครองอย่างแน่นหนาเกือบโดนลูกสาวของตนเองแย่งชิงบัลลังก์ไปเสียแล้ว


     หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เจ้าหญิงเบลลัสก็งอนพ่อของเธอไปยาวๆ เลยล่ะ


     และผมที่มีคนที่ชอบอยู่แล้วก็เลยรู้สึกโล่งอกแบบสุดๆ ไม่รู้ว่าเจ้าหญิง ผู้ที่เข้าใจและเป็นคนเดียวที่รับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของผมก็เลยทำเพื่อผมหรือเปล่านั้น


     จะเป็นแบบไหนก็ตามแต่ มันทำให้ผมรู้สึกชอบเธอในฐานะเพื่อนมากยิ่งขึ้นไปอีก พวกเราสนิทกันจนเหมือนเป็นพี่น้องกันเลยทีเดียว


     หลายๆ ปีผ่านไป เจ้าหญิงก็สามารถรับมือผมกับท่านหัวหน้าได้พร้อมกันโดยไม่เสียเหงื่อเลยสักหยด แถมหลังจากซ้อมมือกันแล้วก็ช่วยร่ายเวทรักษาให้อีกต่างหาก


     เรียกได้ว่า ผมนึกสภาพคนที่เก่งกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ


     แต่มันก็ยังมีข้อเสียของการที่เอาแต่ฝึกฝนในด้านทักษะดาบ แม้ว่าจะไปถึงขั้นที่พัฒนาเพลงดาบของตนเองได้แล้วก็ตาม


     ความสามารถในด้านการใช้เวทรักษาของเจ้าหญิงดันไม่กระเตื้องขึ้นเลยเนี่ยสิ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

254 ความคิดเห็น

  1. #101 guidekiller112 (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 18:43
    รู้สึกขัดกับมุมมองของเบลลัส
    #101
    0
  2. #100 ruknakrubirene (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 20:31
    เมื่อไหร่เหรอครับเนี่ย ที่เขาจะได้เจอกัล
    รีบๆมาต่อนะครับบบบบ
    #100
    0
  3. #99 0835424543 (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 21:40

    บอสลับแหละฆ่าไม่ตายเพราะกว่าจะฆ่าได้ต้องผ่านด่านหลายด่านแน่เลยน้องเอ้ย (น้อนสู้ๆ)
    #99
    0
  4. #98 kanda-02 (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 20:53
    ...บอสลับสินะ
    #98
    0
  5. #97 ABC5929y (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 20:12
    พอได้รู้ความสามารถเบลเพิ่มแล้วไหนยังนิสัยตอนเด็กอีกมันทำผมชักกลัวแล้วสิว่าเบลจะมีความลับ(?)อีกไหม แล้วยังคุณแกะที่ดูเหมือนจะอยากให้เฟเลสรีบฆ่าเบล และดูเหมือนกลัวอะไรบางอย่างนั้นอีก #เบลต้องเป็นอะไรที่เทพมากแน่ๆเลย อย่าดราม่านะไรท์
    #97
    0
  6. #96 0991827971 (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 19:36
    .....น้องไม่น่าจะมีโอกาศเชื่อด"สุดยอดบอสลับ"ที่จะเป็น"ภรรยา"ในอณาคตได้แน่ๆ

    น้องน่าจะโดนจับกดก่อนแต่งซะด้วยซ้ำ5555
    #96
    0
  7. #95 guidekiller112 (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 19:18
    บอสลับ...
    #95
    0