[YURI] ตัวตนของฉันเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ !

ตอนที่ 63 : ความจำเพาะของมานาในแต่ละบุคคล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 382
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    6 ก.ย. 63

     CHAPTER [63] ความจำเพาะของมานาในแต่ละบุคคล


     เคร้ง ! เคร้ง !


     ดาบยาวในมือขวาคอยฟาดฟันลงไปที่แมงมุมแดงอย่างไม่หยุดยั้ง มันยกขาหน้าขึ้นมาป้องกันแล้วพยายามถอยหนีออกไปเพื่อสร้างระยะ แม้ว่าเฟเลสจะพยายามเล็งไปที่ข้อต่อขาแต่มันกลับไม่ต่างจากการฟันไปยังจุดอื่นๆ


     แรงของฉันมันน้อยขนาดนั้นเลยเหรอคะ...


     ‘[คำตอบ] พละกำลังน้อยกว่าขณะใช้เวทเสริมพลังราวๆ สามเท่าค่ะ อีกทั้งทุกองค์ประกอบของขาแมงมุมแดงนั้นมีความแข็งพอๆ กับเหล็กกล้าค่ะ มาสเตอร์’


     เห...แสดงว่าการโจมตีไปที่ลำตัวหรือส่วนเปราะบางของมันคงเป็นทางเดียวที่จะโค่นมันได้สินะคะ


     เหมือนอย่างสองตัวที่ผ่านมา


     เฟเลสใช้การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีเปลี่ยนรูปแบบของกระบวนดาบไปเป็นการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของซิลเลียที่เคยเห็น แม้ว่าดาบเหล็กกล้าจะมีทรงที่ไม่เหมาะสักเท่าไรจึงทำให้ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้สูงสุด


     แต่ถึงอย่างไรมันก็คือโอกาส


     ฉันชักด้ามดาบเข้าหาอกเพื่อตั้งท่าร่าง เปลี่ยนจากรูปแบบการฟันไปเป็นการแทง เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าไปทีหนึ่งแล้วจึงออกกระบวนท่า


     ปลายดาบทิ่มรัวลงไปในอึดใจเดียว สายตามองกวาดพยายามหาช่องว่าง ลำตัวขนาดใหญ่ของแมงมุมแดงยิ่งทำให้ทุกอย่างดูง่ายขึ้น ความเร็วของเด็กสาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุด


     และในที่สุดปลายดาบยาวก็สามารถแทงทะลุส่วนหน้าของแมงมุมแดงเข้าไปกว่าครึ่ง


     เฟเลสตวัดดาบลงมาในแนวตั้งจนลำตัวของแมงมุมแดงขาดออกเป็นสองท่อน เลือดสีเขียวที่ติดอยู่ตามใบดาบค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองหายไป


     เด็กสาวสะบัดดาบทีหนึ่งแล้วเก็บเข้าไปในไอเทมบ็อกซ์ จากนั้นจึงเดินไปเก็บหินเวทมนตร์รวมไปถึงดาบอีกเล่มและมีดต้องสาป


     ‘[ภูมิใจ] ยินดีด้วยค่ะ มาสเตอร์’


     เฮ้อ...


     ยังไงก็ไม่เหมาะจริงๆ นั่นล่ะ การต่อสู้แบบตรงๆ ในระยะประชิด


     ระหว่างที่ฉันกำลังคิดถึงแนวทางที่ควรไปต่อ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังจนกระทั่งหยุดลง


     “เพลงดาบหลักประจำกองกำลังอัศวินสีขาว”


     เด็กสาวหันหลังกลับไปพลางเผยรอยยิ้มออกมาอ่อนๆ


     “แค่เห็นครั้งเดียวก็รู้เลยเหรอคะ ?”


     “ใช่ แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น...”


     วาเลนมองเฟเลสที่กำลังม้วนปอยผมเล่นด้วยแววตาที่ต่างออกไปจากเดิม


     ในสายตานั้น นอกจากมีความสงสัยที่อยากจะถามจนใจจะขาด แต่มันก็มี ‘ความระแวง’ อยู่เช่นกัน


     “นอกจากจะฆ่าแมงมุมแดงโดยไม่ใช้เวทเสริมพลังแล้ว คุณหนูยังสามารถใช้กระบวนดาบแรกซึ่งจำเป็นต้องใช้เสริมพลังควบคู่ไปด้วยได้อีก...ขอถามตรงๆ เลยนะ คุณหนูทำได้ยังไงกัน”


     เอ๊ะ ?


     สงสัยตรงนั้นหรอกเหรอคะ


     “เอ่อ หัวหน้ารู้ใช่ไหมคะ ว่าผลของมานาที่อยู่ในร่างกายหรือเมื่อใช้เวทเสริมพลัง ความสามารถที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจะขึ้นอยู่กับความสามารถจำเพาะของคนๆ นั้น...?”


     สิ่งที่จะอธิบายต่อจากนี้นั้นมีการอ้างอิงมาจากตำราที่มีชื่อว่า ‘ต้นกำเนิดของมานา’


     อ๊ะ ! เนื่องจากมันถูกตีพิมพ์โดยราชวงศ์ในอดีตกาลและได้รับการยืนยันจากซิลเลียว่าเป็นเรื่องจริง เพราะงั้นไม่ต้องห่วงหรอกนะว่าข้อมูลจะผิดพลาด ซึ่งผลการทดลองอะไรหลายๆ อย่างก็ถูกพิสูจน์ออกมาให้เห็นอย่างหมดจด


     เอาล่ะ มาต่อกันดีกว่า


     ก่อนอื่นก็ต้องมีการเกริ่นนำ อย่างแรกเลยคือทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่บนดาวดวงนี้ ต้นกำเนิดนั้นคือมานาจากเทพผู้สร้าง เทวทูตไวต้า เนวิตัส ซึ่งเรื่องนี้หลายๆ คนก็คงรู้กันอยู่แล้ว


     มานาหรือร่างกายของคนเรานั้น ถ้าพูดรวมๆ ก็คงจะบอกได้ว่ามันคือสิ่งเดียวกันในแง่ของทฤษฐี เช่นนั้นการพัฒนาร่างกายจึงส่งผลต่อโดยตรงต่อความสามารถในด้านมานา


     นั่นหมายความว่า ทิศทางของร่างกายที่ถูกพัฒนาย่อมหมายถึงทิศทางของมานาตามการพัฒนาของร่างกาย


     อาจจะงงหน่อย แต่หนังสือมันเขียนไว้แบบนั้นอ่ะ...


     ตอนแรกฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร แต่หลังจากที่ได้ประสบด้วยตัวเองฉันก็กระจ่างขึ้นมาทันที


     สมมติว่ามีมนุษย์คนหนึ่งฝึกฝนในด้านพละกำลังมาตลอดชีวิต การทำเช่นนั้นจึงทำให้มานาในร่างกายตอบสนองต่อพละกำลังมากกว่าการพัฒนาในด้านอื่น


     เหมือนกับการปลดขีดจำกัดนั่นล่ะ


     สำหรับฉันที่ฝึกฝนการเคลื่อนไหวมามากกว่าส่วนอื่นๆ และด้วยมานาที่มากจนผิดปกติ


     มันเลยทำให้ความเร็วของฉันเพิ่มขึ้นมากเสียจนเรียกได้ว่า ‘ผิดปกติ’ เช่นกันต่อให้ไม่ต้องใช้เวทเสริมพลังก็ตามแต่


     ร่างกายของตัวเอง ตนเองย่อมรู้ดีที่สุด


     ซึ่งด้วยเหตุผลนี้ การใช้เวทเสริมพลังก็ยิ่งเพิ่มพูนความสามารถส่วนนั้นยิ่งขึ้นไปอีก


     คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ล่ะนะ


     วาเลนทำสีหน้าเหมือนกับไม่เชื่อ แต่นั่นควรเป็นข้อมูลที่ต่อให้เป็นแค่ประชาชนคนธรรมดาก็ควรจะรู้อยู่แล้ว ถึงจะไม่ใช่จากหนังสือโดยตรง แต่อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ฟังแบบปากต่อปาก


     หรือรู้ได้ด้วยประสบการณ์


     “ถึงจะพูดมาแบบนั้น...แต่ทั่วทั้งชีวิตนี้ฉันไม่เคยเห็นใครใช้เพลงดาบนั้นได้โดยไม่ใช้เวทเสริมพลังเลยสักคนเดียว...”


     “ก็มีอยู่ตรงนี้แล้วคนหนึ่งยังไงล่ะคะ”


     ฉันก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี เพราะยังไงก็ตาม กระบวนดาบแรกขอเพียงแค่มีความเร็วที่มากพอก็สามารถใช้ได้อย่างไม่ยากเย็น


     แทงรัวๆ...ก็แค่นั้นล่ะ


     “เฟลิส !”


     ซานะที่ยืนมองอยู่สักพักหนึ่งก็วิ่งปรี่เข้ามา เธอวิ่งวนไปรอบๆ พยายามหาบาดแผลจากการต่อสู้


     แต่น่าเสียดายเพราะอย่างมากก็แค่ฉิวเฉียด


     สามคนที่เหลือก็ค่อยๆ เดินตามมา ฉันกล่าวขอโทษที่วิ่งออกมาโดยไม่บอกอะไรให้เคลียร์ก่อน


     “ให้ตายสิคุณหนู ระยะต่อสู้กระชั้นชิดขนาดนั้นแถมยังเร็วเสียจนพวกเราเข้าไปยุ่งไม่ได้เลย”


     โดลส์เกาหัวแกรกๆ เขาถอนหายใจออกมาอย่างหดหู่ราวกับตัวเองนั้นไร้ความสามารถ


     แต่ก็ไม่แปลกเท่าไรหรอก ฉันเห็นพวกเขาจะเข้ามาช่วยอยู่หลายต่อหลายครั้งแล้วแต่เป็นฉันเองที่เร่งสมาธิขึ้นเสียจนไม่เปิดช่องว่างให้เข้ามาช่วย


     “ว่าแต่เฟลิสไม่ได้ใช้เวทเสริมพลังจริงๆ งั้นเหรอ !? ความเร็วในการตอบสนองอันเหลือเชื่อนั่นมันอะไรกัน ! อย่าบอกนะว่าถ้าใช้เวทเสริมพลังแล้วจะเร็วกว่านี้อีกน่ะ !?”


     เหมือนเทอร์ม่าจะเป็นคนเดียวที่ตื่นตาตื่นใจ แต่คำพูดของเธอกลับทำให้วาเลนยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก


     ฉันควรจะใช้คำตอบแบบไหนดี ? ถ้าต้องการหาเหตุผลสำหรับเรื่องเวทเสริมพลังที่สามารถขจัดความสงสัยไปได้ทั้งหมดในครั้งเดียว...


     “ฉันถูกห้ามไม่ให้ใช้เวทเสริมพลังด้วยเหตุผลส่วนตัวน่ะค่ะ...”


     นอกจากจะเป็นการฝึกฝนแล้ว ถ้าฉันใช้แม้แต่นิดเดียวก็จะถูกรับรู้ตัวตนทันทีว่าเป็นใคร


     “หา...!?”


     ทุกคนต่างทำหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด


     แต่ก็อย่างว่า มีใครเขาลงดันเจี้ยนสุดท้ายโดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบนี้แล้วไม่ใช้เวทเสริมพลังบ้างล่ะ ถ้าไม่ใช่หาเรื่องตายก็คงบ้า...


     “เข้าใจแล้วล่ะ”


     วาเลนโบกมือครั้งหนึ่งก่อนที่จะเดินนำหน้าไป ดูแล้วเธอคงไม่คิดที่จะถามไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเด็กสาวก็ยังคงสวมใส่หน้ากากเต้นรำสีดำอยู่


     อีกทั้งหญิงสาวร่างสูงยังรู้ดีว่า ต่อให้ยิ่งถามเท่าไรก็ยิ่งเปล่าประโยชน์ แถมเธอยังไม่มีนิสัยที่ชอบขุดคุ้ยความลับอะไรขนาดนั้น


     พวกเราผ่านมายังชั้นที่สามสิบภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง


     จากความกังวลใจของแต่ละคนที่แผ่ออกมาจนอึดอัด จนบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนไปเป็นความตื่นเต้นและความประทับใจแทน


     ทำไมน่ะเหรอ อยากจะบอกว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่สามารถอยู่ในแนวหน้าโดยไม่ใช้เวทเสริมพลังเลยสักแอะมันไม่มีให้เห็นกันง่ายๆ หรอกนะคะ


     แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ฉันยืนอยู่ในแนวหลังมาแบบว่างๆ สักพักหนึ่งแล้ว


     มอนสเตอร์รูปร่างเหมือนกับปลาคาร์ปแต่ดันมีสี่ขาที่สามารถเดินบนบกได้ หน้าตาน่าขยะแขยง ซึ่งภาพจำเกี่ยวกับปลาคาร์ปอันแสนสวยงามในความทรงจำของฉันมันได้ป่นปี้ไปหมดตั้งแต่ที่เห็นในวินาทีแรก


     วาเลนซัดหมัดออกไปด้วยความแรงจนร่างกายที่ใหญ่โตเกือบสามเมตรกระเด็นลอยไปไกล ถัดจากนั้นลาคัสจึงเริ่มใช้สกิลยั่วยุเพื่อดึงความสนใจของมอนสเตอร์ปลาคาร์ปจนมันเริ่มคลุ้มคลั่ง การต่อสู้วนลูปไปอย่างนั้นจนกระทั่งสร้างความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง จากนั้นมันจึงถูกย่างด้วยเวทไฟระดับกลางของเทอร์ม่า


     เป็นมอนสเตอร์ที่มีดีแค่ความถึกเพราะกว่าจะล้มได้ตัวหนึ่งก็ใช้เวลาเกือบสิบห้านาที


     ตั้งแต่ชั้นที่ยี่สิบเก้าพวกเขาก็ขอร้องให้ฉันมาอยู่ในแนวหลังแทน เหตุผลก็เพราะมอนสเตอร์ส่วนใหญ่มักจะอยู่แบบเดี่ยวๆ ราวกับมีอาณาเขตเป็นของตนเอง ซึ่งความแข็งแกร่งของแต่ละตัวนี่บางทีอาจจะยุ่งยากกว่าการสู้กับศัตรูแบบเป็นกลุ่มๆ เสียอีก


     เพราะอย่างนั้นพวกเขาเลยอยากให้ฉันคอยปกป้องคนทำความเสียหายหลักอย่างเทอร์ม่า และผู้ใช้เวทรักษาอย่างซานะที่แทบไร้ซึ่งการป้องกันหากมีมอนสเตอร์ตัวอื่นพุ่งเข้ามาโจมตีจากด้านหลัง


     ฉันตอบตกลงไปโดยไม่ต้องคิดอะไรให้มากเลยด้วยซ้ำ หลังจากที่ลองสู้ในแนวหน้ามาฉันก็เริ่มรู้ลิมิตของตัวเองขึ้นมาหน่อย


     คงต้องวิเคราะห์อะไรหลายๆ อย่างก่อนที่จะลงภาคสนามอีกครั้ง


     พวกเราตัดสินใจพักเพื่อฟื้นมานากันก่อนสักหนึ่งถึงสองชั่วโมงตอนที่ถึงประมาณครึ่งทาง


     และมันยังเป็นเวลาที่ดีสำหรับการรับประทานอาหารเที่ยง


     เห็นว่าจุดที่พวกเราอยู่กันตรงนี้เป็นจุดบอดที่มอนสเตอร์ไม่ค่อยเดินมาสักเท่าไรเพราะอย่างที่บอก พวกมันมีอาณาเขตเป็นของตนเอง


     มีทั้งจุดพักผ่อน มีทั้งจุดบอดที่มอนสเตอร์ไม่ยุ่ง


     มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงๆ งั้นเหรอ...?


     หรือคนที่สร้างดันเจี้ยนขึ้นมาอย่างจอมมารจะไม่รู้ถึงข้อบกพร่องในจุดนี้ ? ถ้าแบบนั้นคงจะไร้สมองคิดน่าดู


     “ต้องขอบคุณคุณหนูล่ะนะที่ทำให้พวกเรามีสมาธิกับการสู้ได้มากขนาดนี้”


     วาเลนพูดพลางจิบน้ำเปล่าเพื่อลดความกระหาย ปกติเธอจะคอยคุ้มกันอยู่แนวหลังและจะไปช่วยในแนวหน้าอยู่บ้างแค่บางครั้ง


     “ใช่ไหมล่ะหัวหน้า ! ในที่สุดฉันก็สามารถร่ายเวทโดยไม่ต้องมาคอยพะวงหลังอยู่ตลอดเวลาได้สักที !”


     เทอร์ม่ายังคงยิ้มแย้มอย่างร่าเริงแม้ว่ามานาของเธอจะเหลือไม่ถึงครึ่งแล้วก็ตาม


     ฉันเริ่มแจกจ่ายอาหารที่ลาคัสทำไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนเช้า มื้ออาหารดำเนินไปได้อย่างราบรื่นไร้สิ่งรบกวน ส่วนใหญ่เรื่องที่คุยกันก็จะเกี่ยวกับมอนสเตอร์ที่กำลังจะเจอในชั้นถัดๆ ไปเพื่อเป็นการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า


     “จะว่าไปแล้ว พวกเราจะลงไปถึงชั้นไหนกันเหรอคะ ?”


     เพราะจากที่ได้ยินมา เห็นว่ามอนสเตอร์ทุกๆ สามสิบสามชั้นจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ขนาดนี่พึ่งชั้นที่สามสิบฉันก็เห็นกลุ่มปาร์ตี้อื่นๆ เพียงแค่ไม่กี่กลุ่ม


     วาเลนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบหลังจากที่กลืนอาหารในปากลงไปจนหมด


     “ความสามารถระดับพวกเราคงลงได้ไม่เกินชั้นที่สามสิบเจ็ดนั่นล่ะ นั่นคงเป็นชั้นสูงสุดที่พวกเราลงไปได้”


     วาเลนจับคางคิดพลางพูดในสิ่งที่ตนเองคาดการณ์ออกมา


     “แต่เจ๊ ถ้ามีคุณหนูเฟลิสคอยอยู่แนวหลังให้ พวกเราอาจจะไปต่อได้อีกนะครับ”


     โดลส์เสนอความเห็นออกมา ทั้งลาคัสและซานะต่างนั่งฟังอยู่เงียบๆ ไม่พูดอะไร ส่วนเทอร์ม่าก็กำลังยุ่งกับของหวานที่ฉันเพิ่งเอาออกมาอยู่


     “อืม...ก็น่าจะไหวอยู่นะ ถ้าอย่างนั้นทุกคนคิดว่ายังไงกันบ้างล่ะ ?”


     วาเลนตัดสินใจถามความเห็นของคนอื่นๆ แทน


     “ได้หมดค่าาา !”


     “แล้วแต่เลยเจ้าค่ะ”


     ส่วนลาคัสยังคงพยักหน้าหงึกๆ ไม่พูดออกมาเลยสักคำ


     วาเลนยิ้มออกมาอ่อนๆ เธอพยักหน้าตอบรับการตัดสินใจของทุกๆ คน


     “ลองดูก็ไม่เสียหาย ถ้าไม่ไหวก็ค่อยถอยออกมางั้นรึ...”


     เวลาผ่านไปสักประมาณหนึ่ง


     ‘[ตักเตือน] สามร้อยเมตรจากด้านหลัง มีกลุ่มคนกำลังมาทางนี้ค่ะ มาสเตอร์’


     ทางนี้เหรอคะ ? คงจะเป็นปาร์ตี้อื่นที่จะมาพัก


     ต้องบอกไหมหว่า...ไม่สิ จะเป็นการเพิ่มความสงสัยไปอีกแหงๆ


     หลังจากผ่านไปราวๆ ห้าวินาทีโดลส์ก็รู้ตัว นับว่าเป็นสกิลการตรวจจับที่น่าสนใจไม่น้อย


     “เจ๊ พวกนั้น...”


     โดลส์หันหน้าไปทางด้านหลัง เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนประมาณหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แม้ว่าจะยังมีระยะห่างอยู่ประมาณหนึ่งแต่เสียงสะท้อนภายในถ้ำจึงทำให้สามารถได้ยินอย่างชัดเจน


     วาเลนตอบสนองต่อคำพูด เธอเริ่มสวมสนับมือที่ถอดทิ้งไว้ข้างๆ ราวกับเตรียมพร้อม คนอื่นๆ ในปาร์ตี้เองก็ดูเหมือนจะตื่นตระหนกขึ้นเหมือนกัน


     ฉันที่เห็นเช่นนั้นจึงเก็บทุกอย่างลงไอเทมบ็อกซ์ไปก่อน


     แต่ทำไมเหมือนทุกคนกำลังเตรียมตัวจะไปสู้กับใครเลยล่ะคะ...


     “รีบไปกันเถอะ”


     วาเลนยืนขึ้นก่อนเดินต่อไปข้างหน้าราวกับกำลังเร่งรีบ แต่ถ้านับจากเวลาที่ผ่านมาแล้ว...


     “เฮ้ยเฮ้ยเฮ้ย ! ก็นึกว่าใครที่ไหนหน้าตาคุ้นๆ เป็นปาร์ตี้ของท่านวาเลนผู้แสนเก่งกาจอย่างนั้นเหรอเนี่ย !”


     เสียงทุ้มของผู้ชายดังมาแต่ไกล วาเลนสบถอย่างอารมณ์เสียออกมาทีหนึ่งแล้วเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย


     ฉันก็อดสงสัยไม่ได้จึงถามออกไป


     “พวกนั้นเป็นใครเหรอคะ”


     เด็กสาวเหลือบหันไปมองก็เห็นเป็นกลุ่มปาร์ตี้ที่มีคนอยู่สิบสองคน นำโดยชายร่างใหญ่ที่มีเรือนผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาล ซึ่งดูยังไงก็เป็นชนชั้นสูงเหมือนกับวาเลน


     “ปาร์ตี้ของโมเลสน่ะ ทางที่ดีคุณหนูอย่าไปรู้จักมันเลยดีกว่า”


     ด้วยคำตอบกำกวมของวาเลนเลยทำให้ฉันยังคงสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรไปเพิ่มเติม ซานะเดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนที่จะเริ่มพูด


     “เฟลิสรู้ใช่ไหมเจ้าคะ ว่าพวกเรามีนักแบกของที่ประจำอยู่ในปาร์ตี้ก่อนหน้าที่เฟลิสจะมา”


     เด็กสาวพยักหน้า


     “เห็นว่าเพราะบาดเจ็บอยู่เลยรับฉันเข้ามาทำหน้าที่แทนไปก่อนใช่ไหมล่ะคะ”


     ฉันนึกถึงคำพูดของวาเลนตอนที่คุยกับพี่พนักงานกิลด์


     “อื้อ ! แต่ประเด็นคือสาเหตุมันมาจากปาร์ตี้ของท่านโมเลสน่ะเจ้าค่ะ”


     “หมายความว่ายังไงเหรอคะ ?”


     ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย เทอร์ม่าที่เห็นพวกเรากำลังซุบซิบกันอยู่ก็เคาะไม้คทาเป็นเสียงแก๊กขึ้นทีหนึ่งก่อนจะพูดออกมา


     “ถ้าอย่างนั้นพี่สาวจะไขข้อสงสัยให้เอง”


     เทอร์ม่ากระแอมออกมาครั้งหนึ่ง


     “หนึ่งอาทิตย์ก่อน ปาร์ตี้ของพวกเราลงไปถึงชั้นที่สามสิบสี่หลังจากที่ฆ่าบอสประจำชั้นที่สามสิบสามได้สำเร็จ จากนั้นพวกเราก็ไปเจอปาร์ตี้ของท่านไมเลสอยู่ที่จุดพักผ่อนน่ะ ตอนนั้นหัวหน้ามีปากเสียงกันนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้รุนแรง”


     “ทะเลาะกันเรื่องอะไรเหรอคะ ?”


     หญิงสาวผมสั้นบ๊อบถอนหายใจออกมาแล้วชี้ไปที่ซานะ


     “เจ้าขุนนางโรคจิตนั่นมันดันอยากได้ผู้รักษาขาประจำของปาร์ตี้พวกเราเนี่ยสิ”


     “ทั้งๆ ที่มีผู้รักษาอยู่แล้วน่ะเหรอคะ ?”


     ถ้าจำไม่ผิดฉันเห็นผู้ชายเผ่ามนุษย์ที่สวมชุดนักบวชอยู่


     “ใช่”


     เห...แสดงว่าสาเหตุที่อยากได้ซานะคงเป็นเรื่องแบบนั้นสินะ


     ฉันมองไปยังหญิงสาวที่มีส่วนสูงพอๆ กัน หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูซึ่งไม่แปลกที่จะเป็นที่ต้องตาของใครหลายๆ คน


     ซานะหัวเราะแห้งออกมาแล้วทำหน้าเหมือนกำลังรู้สึกผิด


     เทอร์ม่าลูบหัวปลอบซานะอย่างอ่อนโยน


     “เด็กคนนี้เพิ่งจะย่างเข้าสิบห้าเอง จะให้โดนคุกคามแบบนั้นหัวหน้าคงไม่อยู่เฉยหรอก”


     “แค่ก !”


     “เป็นอะไรหรือเปล่าเฟลิส !?”


     ซานะที่เห็นจู่ๆ ฉันก็ไอออกมาก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง


     “ปะ เปล่าค่ะ...”


     สะ...สิบห้า แต่ความสูงของซานะนี่พอๆ กับฉันเลยนะคะ เพราะงั้นเลยคิดว่าอายุน่าจะพอๆ กัน...


     อ่ะ


     ให้ตายสิ ยิ่งคิดยิ่งเศร้า ยิ่งเศร้าก็ยิ่งปวดใจ


     เพราะงั้นปล่อยๆ มันไปเนอะ...


     “ตอนแรกก็นึกว่าจะเคลียร์กันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้นน่ะสิ...”


     แววตาของเทอร์ม่าดูเหมือนจะมีความเคืองแค้นอยู่ไม่น้อย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

254 ความคิดเห็น

  1. #77 noenoehonm (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 14:29
    อยากเห็นสีหน้า ตอนรู้ว่า เฟลิส เป็ยใครอ่ะคงสนุกน่าดู 555
    #77
    0
  2. #76 KamisamaMiyu (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 12:37

    โชว์เทพ? โชว์ปีศาจไปเลยขอรับพี่เฟ บังอาจแตะต้องโลลิ! ทำให้โลลิต้องเสียขวัญ มันผู้นั้นต้องไม่ตายดี!
    #76
    0