[YURI] ตัวตนของฉันเธอไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ !

ตอนที่ 52 : พูดคุย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 466
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 77 ครั้ง
    6 ก.ย. 63

     CHAPTER [52] พูดคุย


     “อ้ามมม !”


     “เอ่อ...”


     หลังจากที่เดินทัวร์รอบๆ จนครบทุกโซน พวกเราก็มาหยุดอยู่ที่ร้านของหวานขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในอาณาจักรป่าไม้ ตั้งอยู่ตรงเส้นถนนทางทิศตะวันตกใกล้ๆ กับริมทะเล


     เป็นร้านที่ทั้งเรน่าและซิลเลียต่างแนะนำมา


     พาเฟต์เป็นชั้นๆ มีสีสันสลับกันสวยงาม เบลลัสตักลูกสตรอว์เบอร์รี่แกล้มกับไอศกรีมรสนมอยู่บนช้อนยาวสีเงินแล้วยื่นมาจ่อที่ปาก


     ปากของฉันเนี่ยล่ะค่ะ


     เธอไม่ได้คิดที่จะทานเอง...แต่แล้วทำไมฉันถึงต้องทานแทนด้วยล่ะ ?


     หรือว่ากำลังไดเอทอยู่ ?


     ถ้าใช้วิธีแบบนี้ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นวิธีทรมานตัวเองมากกว่านะคะ


     แต่ก็ไม่เป็นไร ฉันใช้มือซ้ายรวบปอยผมข้างไว้ที่หลังหูก่อนที่จะก้มลงทานโดยพยายามไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง


     เพราะเป็นสตรอว์เบอร์รี่หรอกนะคะ ! แถมถ้าปฏิเสธก็คงจะยิ่งฉุดบรรยากาศลงไปจากที่ดีอยู่แล้ว


     สุดท้ายก็เป็นอย่างนั้นจนกระทั่งหมดแก้วโดยที่เบลไม่ได้ทานไปมากสักเท่าไร


     แต่ก็ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว จะบ่นไปก็ไม่ได้อะไร


     ส่วนฉันน่ะเหรอ...กระเพาะของคาวกับของหวานมันแยกกันอยู่แล้ว ดังนั้นเลยไม่มีปัญหาค่ะ !


     จากนั้นพวกเราจ่ายเงินเสร็จแล้วจึงเดินออกมาจากร้าน สายตาของหลายๆ คนยังมองตามหลังมาโดยเฉพาะพวกผู้ชาย


     ขนาดมากับคู่ของตัวเองนะนั่น...แต่ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ไหน เบลก็สามารถดึงดูดความสนใจได้ทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น


     ก็ตั้งแต่ตอนเดินในงานเทศกาลแล้วนั่นล่ะ จนตอนนี้ฉันชักเริ่มชินจนปล่อยผ่านไปเป็นเรื่องปกติ


     “อร่อยไหม ?”


     “ก็อร่อยดีค่ะ”


     “อร่อยกว่าสเต๊กเนื้อของเบลอีกเหรอ ?”


     “อย่าเอาของคาวกับของหวานมาเทียบกันสิคะ”


     “อะฮะฮะ ไว้วันหลังเบลจะทำของหวานให้ทานนะ”


     “จะรอค่ะ”


     อืม...ถ้าทำอาหารเก่งขนาดนั้นก็คงจะรับประกันรสชาติของของหวานได้เลยสินะ


     ไม่ใช่แค่จะรอแต่จะตั้งตารอเลยล่ะค่ะ !


     ‘[ตักเตือน] มีคนตามมาทางทิศสามนาฬิกาและเก้านาฬิกาค่ะมาสเตอร์’


     คุณโอเปอเรเตอร์ ?


     เสียงฝีเท้าเบาดังขึ้นจากด้านหลัง เด็กสาวใช้เวทเสริมพลังจนดวงตาเปลี่ยนเป็นสีม่วงอเมทิสต์ มือซ้ายเอื้อมจับมือของเบลไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น


     “เฟเลส !?”


     “มีคนตามมาค่ะ”


     ฉันกระซิบตอบ จากนั้นพวกเราก็ยืนหยุดอยู่กับที่


     “สมแล้วจริงๆ กษัตริย์ปีศาจ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสามารถรับรู้ตัวตนของพวกกระผมได้ไวขนาดนี้”


     พวกเราหันหลังกลับไป ชายใส่แว่นสี่เหลี่ยมในชุดสีขาวเหมือนกับบาทหลวงกำลังเดินออกมาจากมุมตึกคอนกรีต ทิศทางสามนาฬิกาตามที่คุณโอเปอเรเตอร์บอกเป๊ะๆ


     ส่วนอีกคนยังไม่ได้เผยค่าหน้าตาออกมา


     “พาโรคัส...”


     “เบลรู้จักด้วยเหรอคะ ?”


     “เป็นบาทหลวงสูงสุดของศาสนจักรน่ะ”


     ศาสนจักร ?


     แต่ไม่มีจิตสังหาร ดีนะที่คุณโอเปอเรเตอร์เตือนมาก่อน ไม่เช่นนั้นสถานการณ์คงไม่ใช่แบบนี้ อาจจะโดนตามไปจนถึงปราสาทใหญ่เลยก็เป็นได้


     จุดประสงค์ล่ะ ?


     “มีธุระอะไรงั้นเหรอคะ”


     “โอ้ ! กระผมแค่อยากมากล่าวทักทายเจ้าหญิงอันเคารพรักแล้วก็กษัตริย์คนใหม่แห่งอาณาจักรปีศาจเท่านั้นเองขอรับ”


     “เห...แบบสะกดรอยตามน่ะเหรอคะ”


     “แหมๆ ต้องขออภัยให้กับนิสัยเสียที่แก้ไม่หายด้วยนะขอรับ”


     สายตาไม่พอใจ...สายตารังเกียจขอเบลเผยออกมาอย่างเห็นได้ชัด


     ต้องไปทำอะไรมาเบลถึงได้เกลียดขนาดนี้ล่ะคะนั่น...


     ชายคนนั้นยังคงยืนยิ้มเหมือนกับไม่สนใจ


     “ถ้าไม่มีธุระอะไรอีก พวกเราขอตัวก่อนนะคะ”


     “แหม ช่างน่าเสียดาย...แต่ไว้เจอกันใหม่ขอรับ”


     ฉันเดินจูงมือเบลออกมาโดยที่ไม่ปลดเวทเสริมพลังออก มือขวาเตรียมที่จะดึงน็อคซ์ออกมาจากไอเทมบ็อกซ์ไว้ตลอดเวลา พวกเราเดินไปตามทางถนนเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณโอเปอเรเตอร์เตือนบอก


     “[บอกกล่าว] ผู้ต้องสงสัยออกนอกระยะไปแล้วค่ะ มาสเตอร์”


     คราวนี้เสียงคุณโอเปอเรเตอร์ดังออกมาจนได้ยินชัดเจนเต็มสองหู


     เสียงมาจากบนหัวของฉันจริงๆ ด้วยล่ะ


     “เฟเลส เสียงนั่นมัน...”


     “ค่ะ เป็นเสียงเดียวกันกับเสียงที่เบลได้ยินในวันแรกของงานเทศกาล”


     “อืม...”


     เบลลัสเริ่มใช้เวทเสริมพลังจนดวงตาของเธอส่องเป็นประกาย


     “เป็นยังไงบ้างคะ”


     “ไม่เข้าใจตัวตนของเสียงนั่นเลยอ่ะ เหมือนกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเฟเลสแต่ก็ไม่ใช่...เป็นคนละแบบกับภูติวิญญาณที่เบลครอบครองอยู่...”


     “[โอ้อวด] แน่นอนอยู่แล้วค่ะ ดิฉันเป็นของของมาสเตอร์ พวกเราอยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่สิ...ตลอดทั้งชีวิตยังไงล่ะคะ”


     “นะ น่าอิจฉา...แต่ทางนี้ได้แตะตัวของเฟเลสตรงๆ เลยนะ ! ดูสิ ดูสิ !”


     เบลโอบกอดจนฉันกลายเป็นเหมือนหมอนข้างไปแล้ว


     “[โกรธ] ปล่อยมาสเตอร์ของดิฉันเดี๋ยวนี้นะคะเจ้าสวะชั้นต่ำ ! เป็นแค่สะ...เป็นแค่เจ้าหญิงสองหน้าแท้ๆ !”


     “หนอย ! รู้ได้ยังไงกัน...ไม่สิ อย่าพูดเรื่องนั้นต่อหน้าเฟเลสเชียวนะ !”


     “คือว่า...พูดเรื่องอะไรกันอยู่เหรอคะ”


     ถ้าไม่รีบกลับเดี๋ยวคงจะมืดก่อน...อีกอย่าง ฉันอยากคุยเกี่ยวกับคนที่ชื่อพาโรคัสให้มากกว่านี้ด้วย


     ยังไม่รู้สาเหตุที่มาปรากฏตัวในเวลาแบบนี้เลยด้วยซ้ำ


     “ปะ เปล่าหรอก...กลับกันเถอะ !”


     “[ซุบซิบ] ถ้าเผลอเมื่อไรจะเผาให้ยับเลย คอยดูเถอะค่ะ”


     “ถ้างั้นคืนนี้เบลจะทำโน่นทำนี่กับเฟเลสให้สมใจอยากเลย คอยดูเถอะ !”


     จะทำอะไรล่ะคะนั่น...


     “พอก่อนค่ะ พอก่อน กลับไปถึงปราสาทใหญ่แล้วค่อยคุยกันนะคะ”


     เบลกำมือฉันแน่นแต่หันหน้าออกไปด้านข้างราวกับคนขี้งอน ส่วนเสียงของคุณโอเปอเรเตอร์ก็เงียบหายไปจนนึกว่าหายไปจริงๆ จนกระทั่งกลับมาถึงปราสาทใหญ่


     เรน่ากำลังนั่งคุยกับซิลเลียอยู่ที่ห้องอาหาร มื้อเย็นส่วนใหญ่ถูกยกออกมาเสิร์ฟตรงกับเวลาที่พวกฉันกลับมาพอดี


     พวกเรานั่งทานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอิ่มแปล้ ซิลเลียยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ


     เรน่าเชิญคุณเมดที่อยู่ด้านในให้ออกไปด้านนอกเพื่อความเป็นส่วนตัว


     “เอกสารที่น่าสงสัยส่วนใหญ่จะเกี่ยวของกับงานวิจัยลับ หรือก็คือโกเลมยักษ์ที่ฝ่าบาทจัดการไปเพคะ ส่วนทางหน่วยลับก็สามารถสืบสาวตัวตนของผู้ที่เกี่ยวข้องมาได้บ้าง ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่มีเปอร์เซ็นต์ถูกสูงพอสมควรเลยล่ะค่ะ”


     ซิลเลียเว้นระยะเวลาในการพูดเล็กน้อย เบลที่ยังไม่รู้เรื่องก็ยังคงนั่งฟังอยู่เงียบๆ


     ถ้าซิลเลียตัดสินใจพูดออกมาแล้ว แสดงว่าเบลสามารถที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้ได้โดยไม่มีปัญหา


     “อาณาจักรสัตว์ป่าน่ะค่ะ”


     “ว่าแล้วเชียว ! ป๊ะป๋าเองก็เตือนมาอยู่เหมือนกัน”


     “ถ้าเป็นเรื่องแปลกๆ ภายในสิบปีที่ผ่านมาของอาณาจักรสัตว์ป่า เบลก็พอรู้ข่าวที่น่าสนใจมาบ้างนะ”


     “ข่าวที่น่าสนใจเหรอคะ ?”


     “ใช่...ไปแอบได้ยินมาตอนเบลอยู่ที่ศาสนจักรน่ะ ถึงจะนานมาแล้วก็เถอะ”


     เบลเคยอยู่ที่ศาสนจักร ? อืม...คงก่อนที่จะเจอฉันอีกสินะ ไว้ค่อยให้เล่าให้ฟังทีหลังดีกว่า


     เจ้าหญิงเบลลัสยกชาขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มพูดต่อ


     “เห็นว่าสิบปีก่อนหลังการขี้นครองราชย์ของกษัตริย์คนปัจจุบัน ‘เลโอ เดอ เบสเทีย’ หลายๆ อย่างในอาณาจักรก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้ายอย่างช้าๆ คนที่นำเสนอหัวข้อสำหรับการเปิดทำศึกสงครามกับอาณาจักรปีศาจก็คือกษัตริย์เลโอนี่ล่ะ”


     เลโอ...กษัตริย์บ้าเลือดอ่ะนะ


     “แต่ถ้าอย่างที่เบลเคยบอก อาณาจักรปีศาจแข็งแกร่งถึงขนาดที่ต่อให้ทั้งสามอาณาจักรร่วมมือกันก็อาจพ่ายแพ้ได้ไม่ใช่เหรอคะ”


     “ใช่แล้วเพคะ ถึงจะไม่อยากเรียกว่าเป็นการโอ้อวด แต่กองทัพของพวกเรานั้นเรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้ค่ะ แค่กองกำลังของตาแก่...ของท่านลุงเลวัสก็สามารถรับมือกองกำลังทหารของอาณาจักรอื่นๆ ได้อย่างไม่ยากเย็นแล้วค่ะ”


     โห...นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าคุณภาพมากกว่าปริมาณ


     ถ้าเป็นในโลกเก่า ปริมาณหรือจำนวนคนสำหรับการทำศึกสงครามก็คงจะเหนือกว่าคุณภาพหรือความแข็งแรงทางด้านร่างกายหรือความสามารถอย่างไม่ต้องสงสัย


     ถ้าไม่นับเรื่องมันสมอง


     แต่มนุษย์นั้นสามารถที่จะมีความเหนื่อยล้าได้


     แต่ถ้าเป็นในโลกเวทมนตร์ที่วัดกันด้วยความสามารถหรือปริมาณมานาในแต่ละบุคคลที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย ขนาดแรงกายยังสามารถขึ้นอยู่กับปริมาณมานาได้เลย


     ก็คงจะพูดได้เต็มปากว่าคุณภาพย่อมสำคัญกว่า


     อย่างไรก็ตาม เวทมนตร์นั้นสามารถช่วยให้คนเราแข็งแกร่งขึ้นได้มาก การฆ่าให้ตายภายในเสี้ยววินาทีนั้นนับว่าเป็นเรื่องปกติ


     อีกอย่างหนึ่งคือเห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีทางการทหารไม่ได้ล้ำเลิศถึงขนาดที่จะสามารถพึ่งพาได้จนรอดตลอดฝั่ง แผนการหรือกลยุทธ์เองก็สำคัญเช่นกัน


     มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะแยะเลยสินะ


     “ถ้าอย่างนั้น...”


     “เบลคิดว่าน่าจะมีคนคอยคุมอยู่เบื้องหลังน่ะ...ต้องแข็งแกร่งเสียจนสามารถบังคับกษัตริย์เลโอบ้าพลังคนนั้นได้ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ”


     ถ้าจำไม่ผิด บางเผ่าพันธุ์ของเหล่ากึ่งมนุษย์นั้นมีแรงกายที่มากกว่าเผ่าปีศาจอีกสินะ เผ่าพันธุ์ของกษัตริย์เลโอก็เป็นหนึ่งในนั้น


     ถึงปริมาณมานาจะต่ำเตี้ยก็เถอะ แต่ก็มากพอที่จะใช้เวทเสริมพลังในระยะหนึ่ง


     “เอ...แล้วคิดว่าทางอาณาจักรสัตว์ป่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับมอนสเตอร์ไลเคนตัวนั้นหรือเปล่าคะ”


     “อืม...เบลคิดว่าน่าจะเป็นไปได้”


     “ดิฉันเองก็ไม่มั่นใจเพคะ เทคโนโลยีระดับสูงที่สามารถพัฒนาไลเคนจากร่างธรรมดาให้กลายเป็นร่างที่บ้าคลั่งแบบนั้นได้นับว่าหายากแล้วก็ลึกลับค่ะ อาณาจักรสัตว์ป่าที่มีเทคโนโลยีเวทมนตร์ที่หลงยุคกว่าอาณาจักรอื่นๆ...จะบอกว่าเกี่ยวข้องก็พูดได้ยากเพคะ”


     “แต่ถ้าลองคิดว่าเกี่ยวข้องกัน...บางทีคนที่อยู่เบื้องหลังอาจจะเป็นคนนำเข้าเทคโนโลยีลับมาจากที่อื่นก็ได้นะ”


     เรน่าแสดงความคิดเห็นในอีกด้านออกมาทำเอาฉันประหลาดใจไม่น้อย


     “มองอะไรน่ะเฟเลส...”


     “เปล่าค่ะ”


     “ถ้าตามที่เรน่าบอกก็นับว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจ ไว้ดิฉันจะติดต่อหน่วยลับให้คอยสืบหาเพิ่มเติมค่ะ”


     ฉันพยักหน้ารับเป็นอันเข้าใจ


     “ถ้างั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง...”


     ฉันมองไปที่เบล ดูเหมือนเธอจะรู้ว่าฉันต้องการสื่ออะไร


     “เบลก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังอะไรหรอก...พาโรคัสสินะ ถ้าจะให้เล่าก็คงต้องเกริ่นกันยาวเลยล่ะ”


     ทุกคนพยักหน้าพร้อมตั้งใจฟัง


     เบลหายใจเข้าเต็มปอดก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องออกมา เป็นเรื่องที่ฉันฟังแล้วเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยล่ะว่าทำไมเบลถึงได้แสดงสีหน้าแบบนั้น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 77 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

254 ความคิดเห็น

  1. #56 kanda-02 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 08:17
    หวังว่าอีคุณแกะจะไม่อยู่เบื้องหลังนะ รู้สึกไม่ไว้ใจอย่างแรง
    #56
    0