Demonstrate ปริศนาสายสัมพันธ์

ตอนที่ 23 : Case 23 ใจคอไม่ดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ก.ค. 63

   

   

   ผมรับวินเข้ามาทำงานด้วยกัน ช่วงอาทิตย์แรกของเด็กหนุ่มลำบากพอสมควร เพราะด้วยความที่อายุค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น จนถูกสงสัยว่ายัดเข้ามา ผมเลยจัดให้คนที่เคลือบแคลงในความสามารถของเขามาประลองกันซะเลย สุดท้ายทุกคนก็แพ้หมด แทบจะหันไปเรียกวินว่าหัวหน้าแทนแล้ว แต่เฮ้!!! ฉันต่างหากหัวหน้าของพวกแก

   หลังจากทำงานมาด้วยกันกว่าปีหนึ่งแล้ว วินค่อนข้างจะเป็นมิตรกับทุกคนมากขึ้น ต่างจากช่วงเข้ามาทำงานใหม่ๆที่ไม่ค่อยพูด แถมยังมีบริษัทใหญ่ๆที่เข้ามาทาบทามเขาไปทำงานด้วยบ่อยครั้ง ตอนแรกผมก็หวั่นใจว่าจะเสียคนมีฝีมือไป หากเขาอยากไปจริงๆผมก็จะไม่ห้าม

   แต่ดูท่าว่าวินไม่คิดจะออกจากบริษัทนี้เลยแม้แต่น้อย คนที่มาทาบทามโดนไล่กลับไปหมดด้วยฝีปากของเจ้าตัว ดูท่าจะผูกใจเจ็บหลังจากเคยโดนเตะออกมาตั้งแต่ได้เห็นแค่ใบสมัคร พอมาคิดดูแล้วก็น้อยใจนิดๆที่บริษัทของเขาเป็นตัวเลือกท้ายๆของเด็กหนุ่ม คงเพราะพึ่งเป็นบริษัทใหม่ แต่การที่ได้วินมาทำงานด้วยคงเป็นโชคชะตาที่ฟ้าประทานมาให้ล่ะมั้ง

   

   

   สองปีผ่านไป วินสนิทกับทุกคนในบริษัทมาก เขาเป็นคนที่ร่าเริงสดใสแต่ก็จริงจังเวลาทำงาน ผมเคยถามเรื่องครอบครัวของเขาดู ตอนนั้นเขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า

   "พี่ชายกับแม่เสียแล้ว ส่วนพ่อ...อย่าไปพูดถึงเขาเลย ก็แค่คนบ้างานคนหนึ่ง ขนาดลูกออกจากบ้านยังไม่คิดจะโทรหาเลยสักครั้งเดียว" ผมมารู้ทีหลังว่าวินออกมาซื้อบ้านหลังเล็กๆอยู่เอง โดยไม่ลืมเอาชื่อตัวเองออกจากสำเนาทะเบียนบ้านเดิมด้วย ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่กล้าหาญจริงๆ

   

   

   แต่...ถ้าเขาได้มองหน้าของตัวเองในตอนนั้นล่ะก็ คงจะเห็นว่าตัวเองทำสีหน้าเศร้าสร้อยขนาดไหน

   

   

   12.35 น. ลุงปอนด์ยกเบียร์กระป๋องที่หกขึ้นดื่มจนหมด หลังจากนั่งเล่าเรื่องการพบเจอกันของเขากับลูกน้องให้ฟัง

   "ผมก็เคยถามเขาเรื่องครอบครัวมาก่อนเหมือนกัน ดูเหมือนว่าเขากับครอบครัวค่อนข้างมีปัญหากันนะครับ" วอลนึกถึงตอนที่เขาไปบ้านของเด็กหนุ่มครั้งแรก วินก็ตอบเขาคล้ายๆกับที่ตอบลุงปอนด์เลย มิน่าล่ะ ตอนเขาไปบ้านเด็กหนุ่มครั้งแรกที่ไม่เปิดไฟไม่ใช่เพราะยังไม่มีใครกลับ แต่บ้านหลังนั้นวินอยู่คนเดียวตั้งแต่แรกแล้ว

   "เจ้าหนูวินน่ะเป็นคนที่เก็บเรื่องราวต่างๆเอาไว้ข้างในหัวใจมากมาย แต่คนเรานั้นต่างก็มีขีดจำกัดที่สามารถรองรับได้อยู่ หากเก็บไว้มากเกินไป สักวันมันก็จะระเบิดออกมา แล้วถ้าถึงตอนนั้น...จะเป็นเจ้าหนูวินเองที่ทนรับไม่ไหว"

   "..."

 

 

   "เพราะอย่างนั้นแหละ ช่วยเป็นเพื่อนกับวินไปนานๆด้วยนะ เขาดูจะเปิดใจและสนิทกับพวกนายดีทีเดียว"

   "ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิครับ" น้องชายผมยกยิ้มแห้งๆ

   "อะไรกัน อย่าประเมินเขาสูงไปเลย เจ้าหนูวินก็แค่คนปากแข็งคนหนึ่ง เท่าที่เห็นตอนนี้เขาก็นับพวกนายเป็นเพื่อนแล้วนะ แต่อาจจะยังไม่อยากยอมรับในความคิดของตัวเอง ยิ่งคนเพื่อนน้อยอย่างเขา พอมีเพื่อนทีบางครั้งอาจจะรู้สึกอึดอัดเพราะเหมือนมีคนบุกรุกเซฟโซน ให้เวลาเขาปรับตัวหน่อย" ลุงปอนด์ใช้มือข้างที่ถือกระป๋องเบียร์ชี้มาพลางยิ้มอ่อนโยนมองหน้าพวกเขาทั้งสอง ก่อนเรียกพนักงานมาเก็บเงิน

   

   

   ย้อนกลับไป เมื่อเวลา 12.10 น.

   ทางด้านวินที่พึ่งซ่อมโทรศัพท์เสร็จ เขาเอาไปส่งให้รุ่นพี่ที่เคาน์เตอร์เพื่อจะได้เอาให้ลูกค้า ที่ตอนนี้ไปไหนแล้วก็ไม่รู้

   หวืด~~ หวืด~~

   แรงสั่นสะเทือนเล็กๆในกระเป๋ากางเกงทำให้วินต้องควานหาโทรศัพท์ "สวัสดีครับ"

   "..." เขาขานเรียกปลายสายอีกสองสามทีก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา หวนนึกถึงพวกก่อกวนเมื่อวานก็วางสายไป แต่พอกำลังจะเก็บโทรศัพท์มันก็เกิดสั่นขึ้นมาอีกครั้ง หน้าจอปรากฏเบอร์ไม่แสดงหมายเลขเหมือนเดิม

   วินขมวดคิ้วแน่นเมื่อสายเข้าอีกแล้ว คงจะเป็นคนเดิมแหง เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงปล่อยให้มันสั่นต่อไปอย่างไม่สนใจ

   

   

   "วิน ไปกินข้าวด้วยกันไหม พวกเราว่าจะไปร้านป้าร้านประจำสักหน่อย" กลุ่มชายหนุ่มหญิงสาวห้าคนเดินลงมาจากชั้นสอง ถ้านับตามเวลาเข้าทำงานผมถือเป็นรุ่นพี่ของพวกเขา แต่ถ้านับตามอายุผมอายุน้อยกว่าพวกเขาอีก

   "ไปสิ" วินตอบรับ ยังไงวันนี้ก็เลิกงานเที่ยงอยู่แล้ว กินข้าวเสร็จก็กลับบ้านเลยแล้วกัน

    เขาเปิดโทรศัพท์เช็กเวลาขณะเดินไปบนทางเท้าท่ามกลางเสียงพูดคุย แต่หลังจากเห็นตัวเลขแสดงเวลาเที่ยงสิบห้านาทีเพียงห้าวิ หน้าจอมือถือของเขาก็ดับลง

   "อ้าว แบตหมดหรอ จะว่าไปเมื่อคืนเราก็ลืมชาร์จไว้ด้วยนี่นา... ช่างมันละกัน คงไม่มีเรื่องด่วนอะไรแล้วล่ะวันนี้" เด็กหนุ่มเลิกใส่ใจแล้วหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานพลางมุ่งหน้าเดินไปร้านอาหาร

   

   

   กลับมาที่ร้านซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลังจากวินออกไป

   ทั้งสามพากันกลับร้านหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ลุงปอนด์บอกว่าเบียร์หกกระป๋องไม่ทำให้เขารู้สึกเมาได้ กะจะอยู่ดูงานซ่อมบำรุงสักหน่อย พวกผมเลยจ่ายเงิน รับโทรศัพท์ที่ซ่อมเสร็จคืนแล้วขอตัวลา

   "พี ตอนนี้วินไม่ได้อยู่ที่ร้านแล้วหรอ" ผมถามน้องชายหลังจากเดินขึ้นมาบนรถเรียบร้อยแล้ว

   "สัญญาณมือถือครั้งล่าสุดอยู่บนถนนเส้นนี้นะ ห่างไปร้อยเมตร แต่ตอนนี้ผมหาสัญญาณไม่เจอแล้ว" พีว่าพลางกดแป้นพิมพ์

   "เหมือนว่าเขาจะออกไปข้างนอกกับเพื่อนร่วมงาน" น้องชายหันจอซึ่งกำลังแสดงภาพกลุ่มคนที่เขาคุ้นๆว่าเคยเห็นในที่ทำงานของวินเดินไปด้วยกัน

   "นายลองหาตามกล้องวงจรปิดรอบๆนี้ดู ฉันจะโทรหาเขา" เสียงสัญญาณดังติดต่อกันก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงของหญิงสาวที่ได้ยินบ่อยๆ "โทรไม่ติด สงสัยแบตหมดแน่เลย ทำไมนายต้องมาแบตหมดตอนนี้ด้วยเนี่ย"

   "เขาไปกินข้าวกับเพื่อนที่บล็อกถัดไป เมื่อยี่สิบนาทีที่แล้วพวกเขาแยกย้ายกันกลับ วินแยกเดินไปคนเดียว โอ้...ที่แย่ยิ่งกว่าคือกล้องแถวนั้นก็อยู่ในช่วงปิดปรับปรุงพอดีตอนที่วินออกไป เลยไม่มีตัวไหนบันทึกภาพเอาไว้"

   

   

   วอลทำสีหน้าครุ่นคิด แล้วตอนนั้นเขาก็คิดถึงบางอย่างที่ได้รับมาพร้อมๆกับโทรศัพท์ที่ซ่อมเสร็จ เขาจำได้ว่าเห็นหน้าคนที่ไปกับวินในโบรชัวร์ของร้าน ซึ่งมีเบอร์อยู่ด้วย

   "ตรู๊ด~ สวัสดีครับ~ ใครพูด" ปลายสายกดรับ ได้ยินเสียงร้องเพลงโหวกเหวกแทรกออกมาตลอดการสนทนา คาดว่าปลายสายน่าจะอยู่คาราโอเกะ แถมอาการพูดยานคางแบบนี้ต้องเมาอยู่แน่นอน จะคุยรู้เรื่องไหมเนี่ย

   "ผมเป็นคนรู้จักกับวิ---"

   "อะไรนะ!!" ปลายสายตะโกนแทรกทำให้วอลต้องถอนลมหายใจอย่างพยายามลดความโกรธ ก่อนจะถามเขาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งอีกครั้ง

   "คุณพอจะรู้ไหมว่าวินไปไหน"

   "ใครนะ!!" ปลายสายตะโกนถามเสียงดังเพราะไม่ได้ยิน

   เส้นเลือดที่ขมับของวอลเกร็งเต้นตุบๆ "ฉันถามว่าวินไปไหน!"

   "อ้อ วิน... เขาบอกว่า...ว่า...ว่า...ว่าอะไรนะ อ้อ! นึกออกละ จะกลับบ้านไง เห้ย! พวกมึง...วินกลับบ้านใช่ป่ะ" เหมือนอีกฝ่ายตะโกนถามเพื่อนที่อยู่ด้วยกัน มีเสียงตอบรับอื้ออึงดังแทรกผ่านเสียงเพลง

   

   

   ไม่รอบอกขอบคุณอีกฝ่าย วอลก็กดวางสายทันที ตอนนั้นเสียงโทรศัพท์ของน้องชายเขาก็ดังขึ้น

   "ครับพี่นิม เสร็จแล้วหรอครับ โอเคครับเดี๋ยวผมถามให้" น้องชายเขายกหูค้างไว้หันมาถามผมที่นั่งอยู่ข้างๆ "พี่นิมถามว่าจะให้ไปรอที่ไหน"

   "บ้านวินละกัน เผื่อเขากลับถึงบ้านแล้ว" น้องชายเขาพยักหน้าเข้าใจ หันไปคุยโทรศัพท์ต่อ

   "พี่ไปรอพวกผมที่บ้านวินเลยนะ ถ้าวินกลับไปถึงแล้วโทรบอกด้วย พวกผมจะลองขับรถดูแถวนี้ก่อน" ระหว่างที่รอให้น้องชายคุยโทรศัพท์ วอลก็ค้นหาเส้นทางที่วินสามารถใช้กลับบ้านได้ ถ้าเดินกลับเขาน่าจะเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุด

   เมื่อคาดการเส้นทางที่วินน่าจะใช้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว วอลก็สตาร์ทรถขับออกสู่ถนนซึ่งค่อนข้างว่างเปล่าในยามสายของวันทำงาน

   

   

   อวัยวะที่อกซ้ายบีบตัวแน่นจนวอลต้องขมวดคิ้ว...ทำไมรู้สึกใจคอไม่ดีเลย หวังว่าคนร้ายยังไม่คิดลงมือตอนนี้นะ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น