Demonstrate ปริศนาสายสัมพันธ์

ตอนที่ 22 : Case 22 เพชรในตม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ก.ค. 63

   

   

   

   "หัวหน้ามีอะไรรึเปล่าครับ" เหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาในห้องหลังจากประกอบชิ้นส่วนที่ซ่อมเสร็จแล้วลงไปในโทรศัพท์ เขาเงยหน้าขึ้นมาเจอหัวหน้าของตนกับสองพี่น้องยืนมองเขาอยู่หน้าประตู

   "เปล่า ซ่อมไปถึงไหนแล้วล่ะ"

   "ก็ใกล้เสร็จแล้วครับ เพราะมีมือข้างเดียวน่าจะอีกสักชั่วโมงกว่าๆมั้งครับ"

   "งั้นหรอ ฉันแค่พาเพื่อนนายมาดูห้องทำงานนายเฉยๆ"

   "พวกเขาไม่ใช่เพื่อนผมสักหน่อย แค่คนรู้จักกันเท่านั้นเอง" วินทำหน้าบึ้งหันหน้าหนีไปจดจ่อกับงาน แต่หัวหน้าก็ยังอมยิ้มแล้วหัวเราะออกมา

   "เจ้าหนู...คิดว่านายทำงานกับฉันมากี่ปีแล้ว ฉันรู้จักนายดีพอๆกับคนในครอบครัวเลยนะ ไม่ต้องทำเป็นปฏิเสธเลย เปิดใจยอมรับใครบ้างเถอะ" หัวหน้ามองคนที่ไม่ตอบอะไรด้วยรอยยิ้มที่อ่อนลง ความเงียบปกคลุมชั่วขณะก่อนเขาจะเปิดปากขึ้นอีกครั้ง

   "นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วนายไม่ไปหาอะไรกินรึไง"

   "ผมจะซ่อมเครื่องนี้ให้เสร็จก่อน หัวหน้าไปเลยครับ"

   "ตามใจนายแล้วกัน อ้อ! วันนี้ร้านปิดปรับปรุงตอนบ่ายโมงนะ จะมีช่างมานายกลับบ้านได้เลย" ลุงปอนด์บอกวินก่อนหันหลังออกไปพร้อมกับอีกสองคน

   เมื่อเดินลงมาถึงชั้นหนึ่ง ลุงปอนด์ก็หันไปกลับไปพูดกับเพื่อนใหม่ของลูกน้องเขาทันที "ไปกินข้าวเที่ยงกันเถอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง" ทั้งคู่โบกมือปฏิเสธ แต่พอโดนคะยั้นคะยอหน่อยก็ตอบตกลง

   

   

   ทั้งสามมาหยุดที่ร้านเนื้อย่างแห่งหนึ่ง คนในร้านค่อนข้างเยอะเพราะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว "อยากกินอะไรสั่งเลยนะเดี๋ยววันนี้ฉันจ่ายเอง"

   "แบบนี้มันไม่รบกวนแย่หรอครับ" พีมองอย่างเกรงใจ พวกเขาพึ่งเจอกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเองนะ

   "โอ๊ย เกรงจงเกรงใจอะไรกัน เพื่อนเจ้าหนูวินทั้งที เอ้า! สั่งเลยๆ" พวกเขามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ดูเหมือนจะหยุดลุงปอนด์ไม่ได้แล้ว ทั้งคู่เลยหยิบเมนูมาเลือกสั่งกัน

   ไม่นานของที่สั่งก็ถูกเสิร์ฟวางเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมและเสียงฉ่าของมันภายในเนื้อที่กำลังสุกดังเรียกน้ำย่อยกระเพาะ ผักเริ่มเปลี่ยนสีและอ่อนตัวจมลงใต้น้ำซุบ ฟองซ่าของโค้กที่กระทบกับน้ำแข็งในแก้วชวนให้สดชื่น ทั้งสามเริ่มกินโดยไม่มีบทสนทนาใดๆมาคั่นกลาง ราวกับกลัวว่าจะทำให้อาหารเสียรสอร่อยเหมือนตับที่ลวกสุกเกินไป

   

   

   12.15 น.

   หลังจากผ่านไปกว่ายี่สิบนาที ของที่สั่งมาก็หมด เหลือเพียงนิดเดียวที่ยังคงนอนนิ่งในหม้อร้อนระอุ พวกเขาจึงได้เริ่มบทสนทนากันอีกครั้ง

   "พวกนายรู้ไหม ฉันดีใจมากเลยที่พวกนายเป็นเพื่อนกับเจ้าหนูวิน" ลุงปอนด์พูดขึ้นขณะยกเบียร์กระป๋องที่สามขึ้นดื่ม

   "ครับ?"

   "ชีวิตของเด็กคนนั้นน่ะหนักหนาสาหัสมากเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งควรจะเจอซะอีก แต่การที่เขาทนมาได้ขนาดนั้นฉันก็ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดี"

   "ทำไมหรอครับ" วอลเลิกคิ้วสงสัย การก้าวผ่านอุปสรรคในชีวิตมาได้มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีรึไง

   "วินน่ะก็เป็นเหมือนหลานชายของฉันคนหนึ่งเลยล่ะ ตั้งแต่ฉันรับเขามาทำงานด้วยก็ห้าปีแล้ว ตอนนั้นเขาน่าจะอายุยี่สิบเองมั้ง แต่เพราะเป็นคนที่ชอบเก็บเรื่องทุกอย่างเอาไว้คนเดียว แถมเจอปัญหามากมายถาโถมเข้ามาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ตอนนี้เขาเลยกลายเป็นคนที่...จะว่ายังไงดีล่ะ อืม...ค่อนข้างด้านชามั้งนะ" ลุงปอนด์ยกเบียร์ขึ้นจิบ หวนนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาในความทรงจำ

   "เมื่อห้าปีก่อน วันนั้นพายุเข้า ฝนก็ตกหนักมาก ทำให้ฉันกลับบ้านไม่ได้ ฉันเลยนั่งอยู่ในร้านกะให้ฝนซาลงสักหน่อยค่อยกลับ ตอนนั้นก็มีคนมาเคาะประตูร้าน พวกนายรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร"

   "วิน...หรอครับ" น้องชายผมตอบออกมาอย่างลังเลในความคิด

   "ใช่แล้วล่ะ เด็กคนนั้นเนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยหยาดฝน วิ่งฝ่าพายุมาที่ร้านของฉัน ในมือยังถือซองเอกสารเอาไว้แนบอก ตอนนั้นฉันเดาว่าคงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเขาเอาเสื้อกันฝนที่ควรจะใส่ห่อพันไว้อย่างดี ฉันมองเขาอยู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนเชิญเข้ามาในร้าน เห็นว่ามีแผลถลอกตามเนื้อตามตัวด้วยเลยเดินแยกไปหาผ้าขนหนูกับกล่องยา ปล่อยให้เขานั่งรอที่ชั้นหนึ่ง" ลุงปอนด์หลับตาลงระลึกถึงอดีตขณะที่ปากยังคงเล่าเรื่องต่างๆให้ทั้งสองคนฟัง

   

   

   ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว

   

   ผมที่เพิ่งก่อตั้งบริษัทนี้ได้ไม่นานก็มาเจอกับเด็กหนุ่มผู้เปียกปอนท่ามกลางสายฝน สายตาของเขาแข็งกร้าว มุ่งมั่น แต่ภายในกลับซ่อนความท้อถอยและโศกเศร้าเอาไว้

   "ดึกดื่นกลางพายุป่านนี้มาทำอะไรที่ร้านฉันล่ะเจ้าหนู" ผมถามเด็กหนุ่มตรงหน้าขณะส่งผ้าขนหนูให้เขา แล้วหยิบกล่องยามาทำแผลที่หน้ากับแขนให้

   "..." เขาไม่ตอบ ผมจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากทำแผลให้เด็กหนุ่มเสร็จ เขาก็ลุกออกจากเก้าอี้ไป ทีแรกผมนึกว่าเขาจะออกจากร้าน แต่ที่ไหนได้ เขากลับเดินไปหยิบซองเอกสารในเสื้อกันฝนที่ห่อไว้อย่างทะนุถนอมมายื่นให้ผมแทน

   "นี่อะไรน่ะ"

   "..." เขาทำท่าทางลังเลที่จะตอบ แต่สุดท้ายก็พูดออกมาเสียงเบาอย่างไม่มั่นใจนัก "ผมอยาก...สมัครงานกับบริษัทของคุณลุงครับ"

   

   

   ตอนนั้นผมได้แต่เลิกคิ้วอย่างงงงวย เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาน่าจะประมาณมหาลัยปีหนึ่งหรือสองเองไม่ใช่รึไงกัน พอเปิดซองเอกสารออกมาดู ข้างในก็เป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัครงานครบถ้วน แถมยังมีสำเนาใบรับรองการจบการศึกษาป.ตรีอีก แม้เอกสารทุกใบจะยับยู่ยี่ไปบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะอ่านไม่ออก แถมที่ซองเอกสารด้านหลังยังมีรอยรองเท้าข้างหนึ่งอยู่ด้วย

   "มานั่งตรงนี้ก่อนสิ" ผมมองดูเด็กหนุ่มที่ยืนเกร็งอยู่อย่างแปลกใจ แม้เขาจะเดินมานั่งที่เก้าอี้ด้านหน้าผมอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังไม่คลายมือที่กำแน่นจนแทบจิกเข้าไปในเนื้อออก

   "ไม่ต้องเกร็งนะ ผ่อนคลายหน่อย" มือที่แตะลงบนไหลทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งคลายมือออก แต่ก็ยังไม่หายเกร็ง

   

   

   ผมไล่อ่านเอกสารยับยู่ยี่ที่น่าจะเกิดจากการถูกขยำมาก่อนแล้วเงียบๆ โดยไม่พูดหรือถามอะไร จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเกือบครึ่งชีวิต ดูแค่นี้ผมก็เดาออกว่าไปสมัครงานที่อื่นมาแต่ไม่รับ แถมคนรับสมัครยังขยำเอกสารทิ้งอีกด้วย ดีไม่มีอาจจะขยำทิ้งตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังอะไรจากผู้สมัครเลยด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเด็กหนุ่มคนนี้ใส่เพียงชุดลำลองธรรมดาไม่ใช่สูทเลยดูไม่น่าเชื่อถือรึเปล่านะ

   เขาก็คงอายเหมือนกันที่เอาเอกสารไม่เรียบมาสมัครงาน ผมเลยไม่คิดจะถามอะไรเพื่อทำให้เขารู้สึกอายมากกว่าเดิม

   

   

   เอกสารก็เป็นได้แค่เอกสาร จะยับหรือจะเรียบใช่ว่าจะตัดสินชีวิตหรืออนาคตของคนได้เสมอไป ถ้ากระดาษแผ่นเดียวตัดสินได้ทุกอย่าง ผมคงไม่เอาเวลาวัยรุ่นไปเสียในโรงเรียนสอนอาชีพหรอก ไปฝึกปลอมเอกสารน่าจะดีกว่า

   

   

   แล้วเด็กหนุ่มคนนี้ก็เรียนจบป.ตรีแล้วจริงๆ ถึงจะเป็นแค่สำเนาผมก็รู้ว่ามันคือของจริงไม่ได้ปลอมมา ทำไมน่ะหรอ ก็เขาจบที่มหาลัยเดียวกันกับผมน่ะสิ ที่มหาลัยนั้นเขามีวิธีที่ทำให้รู้ว่าอันไหนของจริงหรือปลอม แต่ผมขอเก็บเอาไว้เป็นความลับทางการศึกษาแล้วกัน

   "เกรดดีไม่เบาเลยนี่" เมื่อผมพูดออกไปโดยไม่ถามเรื่องเอกสารยับเขาก็ดูจะผ่อนคลายขึ้น "แต่เกรดใช่ว่าจะตัดสินความสามารถได้หรอกนะ" สีหน้าเด็กหนุ่มดูหมองลงนิดหน่อย เขารู้อยู่แล้วล่ะคนตรงหน้าต้องไม่เชื่อว่าเด็กอายุยี่สิบจะจบมหาลัยแล้ว

   "งั้นลองทำอะไรสักอย่างให้ดูซิ ฝีมือจะดีเหมือนเกรดไหม เลือกหยิบของจากกองนั้นได้เลย ฉันอยากดูสักหน่อยว่ารุ่นน้องมหาลัยเดียวกันจะเก่งรึเปล่า" ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะมีสีหน้ามุ่งมั่นและสดใสขึ้น เขาเดินไปหยิบของมาหนึ่งชิ้นแล้วซ่อมให้ผมดู

   ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็เสร็จแล้ว แถมยังออกมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แผงวงจรภายในก็ซ่อมเรียบร้อยโดยไม่หยิบแว่นขยายมาใช้เลยสักครั้งเดียว

   

   

   ผมเจอเพชรในตมที่ยังไม่มีใครค้นพบซะแล้ว บริษัทที่เคยไล่เด็กหนุ่มคนนี้ออกมาต้องมาเสียใจภายหลังแน่นอน

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น