Fantastic girls : รักต้องมนตร์ SEASON I [BTS&BLACKPINL] -THE END-

ตอนที่ 135 : PART 129 : ผีผ้าห่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,316
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    8 ก.ย. 60

V talk...



ผมค่อยๆ ลืมตาตื่นเพราะได้ยินเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ แถวๆ นี้ ผมจำได้ว่าล่าสุดเราเพิ่งนั่งสวดมนต์ให้ไอ้กุกกันอยู่นะครับ นี่ก็ไม่รู้ว่าผล็อยหลับกันไปตั้งแต่ตอนไหนถึงได้นอนหมดสภาพกันอยู่นี่ แรปมอนนอนน้ำลายยายไหลย้อยอยู่แล้ว ส่วนลิซ่าก็นอนหนุนตักยายแคสเปียร์ที่นั่งหลับพิงผนังอยู่ และไอ้กุก เห็นแต่หน้าหล่อๆ นอนหลับตาพริ้มอยู่ในบ่อยาสมานชีพที่ตอนนี้แข็งเป็นไขแล้ว แต่ 'ยัยป้าหายไปไหน' ผมหันไปตามเสียงกุกกักด้านหลัง 'อยู่นั่นเอง' แต่นั่นเธอกำลังค้นหาอะไรอยู่ในตู้ล่ะครับ

"เจอแล้ว" 

โรเซ่แทบจะหมุดเข้าตู้อยู่แล้วก่อนผมจะเห็นสิ่งที่เธอเอาออกมา และมันคือผ้าห่ม เธอตีผ้าห่มปึกนั้นแรงๆ สองสามที "อื้อหือ...ฝุ่นเกาะตรึม" เธอว่าเมื่อเห็นฝุ่นกระจายคลุ้งเนื่องจากแรงตีก่อนวางผ้าห่มลงแล้วเริ่มเอาออกมาสะบัดทีละผืนแรงๆ "แคกๆๆ โอ่ย...เคยเอาออกมาใช้มั๊ยเนี่ย" ขนาดอยู่คนเดียวก็ยังบ่นได้อีก แต่ไหนๆ เธอก็ไม่เห็นผมตื่นแล้ว ผมว่าผมแกล้งทำเป็นหลับต่อดีกว่าเพราะเดี๋ยวเธอก็ทำเสร็จแล้ว

ผมหันกลับมาทิ้งตัวลงนอนตามเดิมและรีบหลับตาลงเมื่อรู้สึกว่าโรเซ่เดินเข้ามาใกล้แล้ว และผมก็รู้แล้วว่าเธอเอาผ้าห่มมาทำอะไรเพราะรู้สึกถึงความอบอุ่นจากผ้าผืนหนึ่ง อย่างน้อยก็มีเรื่องนี้ที่สมเป็นผู้หญิงหน่อย ผมหรี่ตาหน่อยๆ เพื่อแอบดูโรเซ่ที่ทำตัวเป็นป้าตัวอย่างดูแลหลานลิซและหลานม่อนอย่างดี โรเซ่เป็นตัวอย่างของพวกคนปากร้าย(มาก)แต่ใจดีจริงๆ นะ และพอเธอห่มผ้าให้แรปมอนเสร็จแล้ว เธอก็ค่อยๆ เดินตีนแมวออกจากห้องไป 'จะไปไหนอีกล่ะ' ผมนอนรอสักแปบแต่ปรากฎว่าโรเซ่ก็ยังไม่กลับมา งั้นผมต้องไปตามหาสินะ 

ผมลุกขึ้นนั่งแล้วบิดขี้เกียจสองสามทีก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นพร้อมผ้าห่มประจำตัวแล้วเดินออกไปจากห้อง ทีแรกผมก็คิดว่าเธอจะเดินไปไหนไกลซะแล้วเพราะเห็นออกมาตั้งนาน แต่ก็แค่มานั่งยืดหดดาบเล่นอยู่ข้างประตู โรเซ่เงยหน้าขึ้นมามองผมก่อนกลับไปนั่งเล่นดาบต่อและถามผมว่า "เดินละเมออีกเหรอ" เรื่องนอนละเมอนิ่จะแซะผมไม่เลิกเลยใช่มั๊ยครับ ผมเลือกที่จะไม่ตอบแล้วนั่งลงข้างๆ เธอแทน

"แล้วนี่ทำไร" ผมถามเธอ แล้วโรเซ่ก็ชูด้ามดาบเปล่าๆ ที่ไร้คมให้ผมดู ผมก็ได้แต่มองด้วยความสงสัย 'อะไรวะ' ผมยอมรับว่าผมงงหน่อยๆ ก็เธอเล่นชูขึ้นมาเฉยๆ แล้วไม่พูดไม่อธิบายอะไรเลย 

"ทำไร เฮ้ย!!" ตายๆๆ หัวใจจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มอยู่แล้ว "นี่!" ผมโวยใส่เธอ "จะปล่อยแล้วทำไมไม่บอก ตกใจหมดเลย" ก็เมื่อกี้เธอเล่นปล่อยคมดาบออกมาต่อหน้าผมเฉยเลย ผมยิ่งไม่ทันตั้งตัวอยู่ก็ตกใจเป็นไก่ตื่นไปเลยน่ะสิ

"เสียวใช่เปล่า" ยังมีหน้ามาถามผมอีก

"ก็เออดิ" ผมตอบ "เล่นอะไรไม่รู้เรื่องเลย เผื่อหน้าหล่อๆ ฉันเสียโฉมขึ้นมาให้ทำไง" ผมโวยใส่แต่โรเซ่กลับไปสนใจไอ้ดาบบ้าบอของเธอมากกว่าผมซะอีก แล้วก็เพ่งพินิจอยู่ได้ ดาบนี่มีอะไรดีกัน

"นั่นน่ะสิ" นั่นน่ะสิอะไรของเธอครับ เธอพูดกับผมหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าพูดกับดาบ นี่เหนื่อยจนเบลอหรือไง 

"เป็นอะไรเนี่ย" ผมถามด้วยความสงสัย โรเซ่หันมามองหน้าผมแล้วถามผมว่า "นายว่า...เราต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหนกันถึงกล้ายอมแลกชีวิตตัวเองเพื่อคนหนึ่งคน" นี่ถามเล่นๆ หรือเอาจริงครับ แต่คำถามของเธอก็ยังไม่หมดอยู่แค่นั้น โรเซ่ยังถามผมต่อว่า "แล้วอย่างที่จองกุกทำ เรียกว่าโง่หรือว่าฉลาดเหรอ" อารมณ์ไหนครับเนี่ย

"อย่างที่ไอ้กุกทำน่ะเพราะรัก แต่จะเรียกว่าโง่หรือว่าฉลาดมันอยู่ที่เหตุผลที่ทำ และความรักก็คือความกล้าเพราะงั้นมันถึงไม่ลังเลที่จะทำ" เป็นไงครับคำตอบผม พอไปวัดไปวาได้เปล่า

"ไม่น่าเชื่อ" โรเซ่บอกผมหน้านิ่ง

"ไม่น่าเชื่อไอ้กุกน่ะเหรอ" ผมถามแต่ดูคำตอบเธอนะครับ

"ไม่น่าเชื่อนายนั่นแหละ ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าจะคิดอะไรได้แบบนี้ เกินคาดจริงๆ" โรเซ่ว่า โห...หน้าตาผมดูเป็นคนไม่มีความคิดอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ

"นี่" ผมเรียกเธอเพราะเริ่มรู้สึกไม่พอใจหน่อย "ฉันจะงอนแล้วนะ" ผมบอกเธอ แล้วโรเซ่ก็ทำตาโตใส่ผมก่อนถามผมว่า "แล้วนายจะมางอนอะไรฉันไม่ทราบ"
 
"พูดเพราะๆ กับฉันเหมือนที่พูดกับคนอื่นไม่ได้หรือไง" ผมไม่ได้จะชวนทะเลาะนะแต่ก็อดไม่ได้จริงๆ โรเซ่มองหน้าผมตาปริบๆ "แล้วไม่ต้องมาทำตาใสไม่รู้ไม่ชี้ใส่ฉันด้วย" พอไม่ให้ทำตาใสเธอก็ขมวดคิ้วทำน่าฉงนแทนซะงั้น "อย่ามากวนโอ้ยได้เปล่า"

"กวนโอ้ยอะไร" เธอรีบปฏิเสธ "แล้วทีนายล่ะ ยังกะตัวเองพูดลื่นหูตายล่ะ โด่ว!" นอกจากไม่คิดจะเอาใจผมแล้วยังมาว่าผมอีก ผมไม่คุยด้วยแล้วก็ได้ ผมจึงเรียกที่จะนั่งนิ่งอยู่เฉยๆ ดูขบวนมดที่เดินอยู่ที่พื้น โรเซ่มองผมอยู่แต่ผมจะไม่หันไปหรอก โด่ว! 

แต่ผมนั่งเงียบมาห้านาทีแล้วนะครับ นี่เธอจะไม่คิดง้อกันเลยเหรอ เห็นผมเงียบก็เงียบตามแบบนี้ได้ไง ผมเลยอดไม่ได้ต้องเหลือบตาไปมองแต่ก็เจอเข้ากับโรเซ่ที่กำลังนั่งเท้าคางมองผมอยู่จนผมต้องหันไปมองแต่เธอก็ไม่ผละออกแฮะ เอ่อนะ...วันนี้มาแปลกจริงๆ ผมไม่ชอบให้โดนจ้องอยู่ฝ่ายเดียวด้วยสิ ผมก็เลยหันตัวไปหาโรเซ่แล้วเลียนแบบท่าทางเท้าคางของเธอ แต่จะให้นั่งจ้องกันเฉยๆ แบบนี้เหรอครับ ผมไม่ใช่ปากกัดนะ

"มีอะไรก็พูดมาสิ" ผมบอกโรเซ่แต่เธอเอาแต่นั่งจ้องผม "คิดจะเล่นสงครามประสาทหรือไง" ผมถามแต่เธอก็แค่ส่ายหน้า "ถ้าไม่เล่นก็พูดอะไรสักทีเถอะ ฉันเริ่มขนลุกแล้วเนี่ย" ผมขนลุกจริงๆ นะครับ จะเขินก็แปลกๆ 

"ก็นายบอกเองว่าฉันพูดไม่เพราะแถมยังกวนโอ้ย" 

"เดี๋ยวก่อนนะ ไอ้ที่เห็นเงียบๆ ก็เพราะเหตุผลนี้เหรอ"

"อื้อ" โรเซ่พยักหน้ารับ เห้อออ! เหนื่อยใจจริงๆ แบบนี้มันใช่เหรอครับ 

"ก็นี่แหละเขาเรียกว่ากวนโอ้ย" ผมบอกแต่โรเซ่กลับคว้ามือผมไปแล้วแบมือผมออกก่อนจะใช้นิ้วเขียนอะไรสักอย่างบนมือผม

'นี่' คำนี้เป็นคำแรกที่เธอเขียนครับก่อนจะตามมาด้วย 'ดีกันนะ' ผมมองหน้าเธอ โรเซ่พยักหน้าน้อยๆ ให้ผม แต่ผมจะไม่ยอมให้เธอมาตบหัวแล้วลูบหลังหรอก ผมเลยเชิดหน้าใส่นิดๆ พอให้รู้ว่า 'ไม่' 

โรเซ่จึงเขียนมือผมใหม่อีกครั้งว่า 'ไม่รักกันเหรอ' ถามซะผมเกือบหลุดเลยครับ แล้วยังจะมามองตาแป๋วรอคำตอบอีก

"เธอตอบก่อนดิ" 

"แต่ฉันถามนายนะ"

"แต่ฉันกำลังงอนอยู่" ผมบอกเอาแต่ใจและทำเป็นไม่ใส่ใจ ดูสะดิ้งไปหน่อยนะผมว่า แต่ก็ช่างเหอะมารอดีกว่าว่าเธอจะยอมทำตามมั๊ย

'ไม่' เธอเขียนตอบทำเอาผมรีบหันไปมองทันที แล้วโรเซ่ยังมีหน้ามายิ้มให้ผมอีกก่อนเขียนต่อว่า 'ไม่น้อย' ยัยป้านะยัยป้า

"เล่นไรนิ่" ผมรีบดึงมือกลับ

"โหย เขินให้หน่อยก็ไม่ได้" โรเซ่บอกก่อนจะยืดตัวนั่งตัวตรงแล้วถามผมว่า "ฉันตอบแล้ว นายตอบมา"

"ไม่" พอเห็นผมตอบแบบนี้เธอก็จ้องผมแบบไม่พอใจ

"นายล้อเลียนฉันเหรอ" ใครว่าผมล้อเลียนเธอล่ะครับ

"ไม่มากไม่น้อยแต่สม่ำเสมอ" เธอหรี่ตามองผมและพยักหน้าน้อยๆ รับรู้ "ช่วยพูดอะไรที่มันมากกว่าการพยักงึกงักได้เปล่า" ผมบอกเธอ

"ก็มันไม่รู้จะพูดอะไรนี่นา" 

"นี่ฉันหูฟาดเปล่าเนี่ย" ผมเหลือเชื่อจริงๆ นะครับ ปกติเธอพูดมากจะตาย

"ฉันก็ไม่ใช่นักพูดไหมฮะ อีกอย่างฉันก็เหนื่อยจะตาย อุตส่าห์ว่าจะมานั่งสงบๆ อยู่คนเดียวเงียบๆ ซักหน่อย"

"อ้าว นี่เธอหาว่าฉันเผือกใช่มั๊ย"

"อย่าร้อนตัวได้เปล่า ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย" เธอตอบและเหมือนเริ่มจะรำคาญผมจริงๆ แล้วมั้ง

"แต่ฉันว่าเธอน่ะเผือกนะ"

"โห" โรเซ่มองผมเอาเรื่อง "เรื่องอะไรมาด่าฉันเนี่ย" ผมว่าเธอเข้าใจผิดแล้วหรือคงเพราะผมพูดไม่เคลียร์เอง

"ฉันหมายถึงหน้า" ผมบอกแต่ดูเธอจะยังงงๆ อยู่ผมจึงอธิบายต่อว่า "หมายถึงหน้าเผือกน่ะ หน้าซีดเป็นเผือก หนาวหรือเปล่าเนี่ย" 

"ก็นึกว่าอะไร" โรเซ่ว่าแล้วใช้มือถูกันก่อนจะเอาไปทาบหน้าตัวเอง

"เธอท่าจะดูซีรี่ย์มากเกินไป" ผมบอกเธอแต่ก็โดนเธอมองเอ็ด "แล้วมันช่วยได้มั๊ยนั่น" ผมถามแต่เธอก็ตอกผมกลับว่า "พูดมากจริง" แต่ผมว่าทำอย่างนี้มันไม่อุ่นหรอกนะ มันต้องอย่างนี้

"นี่!" โรเซ่โวยขึ้นทันทีเมื่อผมเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวเราทั้งสองคนแต่สุดท้ายเธอก็ยิ้มขำๆ ออกมา "ทำอะไรของนาย"

"ก็แบบนี้อุ่นกว่าเยอะ" ผมบอก

"แต่มันหายใจไม่ออก"

"ฉันผายปอดให้ก็ได้ มาๆๆ" ผมว่าและจับหน้าของเธอไว้ก่อนแกล้งดึงเข้ามาใกล้

"นี่!" โรเซ่พยายามจะต่อต้านโดยการเอนตัวออกแต่ผมก็เริ่มสนุกหันไปใช้มือขวาล็อคหัวและใช้มือซ้ายจับไหล่เธอไว้และพยายามดึงตัวเธอมาพร้อมส่งจูบปากจู๋ไปให้เธอ "นายวี! น่าเกลียดจะตาย อย่ามาทำปากจู๋โชว์ฟันเหยินแบบนี้นะ" โรเซ่ว่าขณะที่เธอพยายามจะต่อต้านผม แค่ผมทำปากจู๋บานๆ เอง น่าเกลียดตรงไหน 

"นี่นาย!" เธอเอ็ดผม ผมก็เลยหยุดอยู่สักพักก่อนเล่นส่งจูบไปให้ใหม่ "มันจะโดนจริงๆ นะ" เธอว่าขณะดันตัวผมออกมา

"โดนก็โดนสิไม่เห็นต้องกลัวเลย" ผมบอก

"ก็นายทำปากแบบนี้มันน่าเกลียด ใครจะไปจูบลง" เอ๊ะโอๆ...พูดแบบนี้หมายความว่าไงครับ
ผมหยุดแกล้งเธอก่อนถามเธอว่า "พูดแบบนี้แสดงว่าถ้าขอดีๆ ก็ให้ใช่เปล่า" และดูเหมือนโรเซ่จะพึ่งรู้ตัว เธอถึงรีบแก้ตัวว่า "ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั่นซักหน่อย" ไม่รู้แหละครับ ถึงจะหมายความตามที่ผมว่าหรือไม่ ผมก็ไม่สนใจหรอก และผมก็เพิ่งนึกอะไรได้

"วันนี้เธอเก็บไปกี่ศพ" โรเซ่ทำหน้าสงสัยแต่ก็ตอบผมว่า "57 ล่ะมั้ง" โห! ฆ่ามดใช่มั๊ยครับ อะไรจะเยอะปานนั้น

"แล้วนายล่ะ" โรเซ่ถามผม แต่พอเห็นผมทำหน้าคิดยากเธอก็พูดขึ้นมาทันทีว่า "นายวี...หน้าขี้แพ้น่ะนี่" หืม!!! หยามเหยียดเหลือเกิน "ให้เดานะ ไม่น่าจะเกิน 30"

"โห...ดูถูกกันเกินไปเปล่า" ผมรีบสวนกลับ ศัตรูอยู่เต็มสนามถ้าผมได้แค่ 30 มันก็กากเกินไปนะ

"แล้วเท่าไหร่"

"38 โว้ย" 

"ฮึ" ผมไม่น่าตอบตามความเป็นจริงเลยครับ "มัวซ้อมมืออยู่เหรอจ้ะ" ยังจะมาเขี่ยคางผมอีก

"เขาเรียกว่ามีเมตตากรุณาไว้ชีวิตเพื่อให้รอดต่างหากล่ะ ไม่ใช่เธอที่หลับหูหลับตายิง ยัยคนอำมหิต" ผมแก้ตัว

"ก็ช่าง แต่ฉันชนะอีกแล้ว" โรเซ่ว่าและยิ้มอย่างผู้ชนะ

"ใครบอก" ผมค้าน โรเซ่มองมาว่า 'อะไร' ไม่รู้แหละครั้งนี้ผมต้องทำให้ตัวเองชนะให้ได้ ผมจึงเริ่มแถไปว่า "ฉันเป็นคนมีเมตตา มีความรักให้แก่ทุกคนเพราะงั้นฉันถึงจัดการได้น้อยกว่าเธอใช่มั๊ย" โรเซ่คิดตามและเธออาจจะรู้สึกแปลกๆ ว่าผมพูดอะไรแต่สุดท้ายเธอก็พยักหน้ารับ "เพราะงั้นผู้ชนะตัวจริงก็คือฉัน เพราะว่ารักชนะทุกอย่าง" อึ้งไปเลยโรเซ่อึ้งไปเลย เธอทำหน้าอึ้งๆ งงๆ ก่อนเถียงผมว่า "จะบ้าเหรอ มีที่ไหนล่ะแบบนี้"

"มีที่นี่แหละ" ผมบอกทำเอาโรเซ่อ้าปากหว๋อไปเลย

"นี่นายโกงฉันตั้งแต่เรื่องไส้ติ่งแล้วนะ" เรื่องไส้ติ่งเหรอครับ

"ไม่ได้โกงซักหน่อย แต่เธอเล่นไม่แฟร์ตั้งแต่แรก ตัวเองฝีมือดีกว่าฉันแล้วยังมานับแบบเดี๋ยวกันอีก มันยุติธรรมหรือเปล่าล่ะ" ผมท้วงด้วยเหตุผลที่น่าจะเข้าข้างตัวเองมากๆ ทำเอาโรเซ่หยุดคิดอีกครั้ง "ถ้าเอาแบบยุติธรรมนะ ให้หนึ่งดอกของฉันเท่ากับสองดอกของเธอเอาเปล่า" ผมเสนอทางเลือกเพราะผมคำนวณดูแล้วถ้าของผมคูณสองผมชนะเธอขาดลอยเลย

"1.25" โรเซ่ค้าน แต่ 1.25 มันดูน้อยๆ ไปเปล่าครับ

"1.5" ผมบอก "ครึ่งๆ กลางๆ ไม่มากไม่น้อยกำลังพอดี" ผมว่าแล้วโรเซ่ก็ทำท่าครุ่นคิด 

"อย่าแอบคำนวณนะเว้ย" ผมรีบบอก

"ยังกะนายไม่คำนวณมาก่อนล่ะ ฉันรู้นะไอ้สองดอกของนายอะ" รู้ด้วยเหรอครับ 

"ตกลงเอาไง" ผมรีบถามเพราะกลัวเธอกลับไปคิดอีก แต่ถ้า 1 ดอกของผมเท่ากับ 1.5 ของเธอ มันได้เท่าไร่กันนะ ผมก็คำนวณไม่ทันอะ นี่ก็แอบเสียวๆ อยู่เหมือนกันนะ

"ก็ได้ๆ" โรเซ่ตอบตกลงแล้ว 

"ของเธอ 57 ใช่เปล่า" ผมถามโรเซ่ เธอจึงพยักหน้าตอบ "ของฉัน 38...38 คูณ 1.5 ได้..." เราทั้งสองคนจึงเริ่มคำนวณใหม่อีกครั้ง "5 8 40 0 ทด 4...5 3 15..." จริงๆ เรียกว่าให้โรเซ่คิดเองเธอครับ "15 บวก 4 ได้ 19...19 บวก 38 ได้..."

"57!" ผมรีบตอบ "57! 57! 57! เสมอๆๆ!" ผมพูดใส่โรเซ่ เธอนั่งหน้านิ่งเลยครับ โอ้พระสงฆ์ๆ! นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว

"ไม่รู้แหละ ถึงจะเสมอแต่ยังไงก็ต้องมีคนชนะอพ" ยัยป้าชอบการแข่งขันจริงๆ เลย

"เอาเสมอนี่แหละ" ผมบอกเพราะเดี๋ยวเธอก็หาเรื่องมาเอาชนะผมจนได้ แต่ดูโรเซ่จะไม่ค่อยพอใจ "เอางี้ๆ งั้นเปลี่ยนบทลงโทษ" ผมเสนอ

"เปลี่ยนยังไง" โรเซ่ถามผม

"แฟร์ๆ เลยนะ ให้ขออะไรก็ได้จากกันและคนที่ถูกขอจะต้องทำตามโดยไม่มีข้อยกเว้น" ผมเสนอแต่โรเซ่ก็เหมือนจะรู้ทันผม เพราะเธอบอกว่า "นี่ขอเปลี่ยนเพื่อตัวเองชัดๆ ฉันรู้นะว่านายจะขออะไร" ผมจะขออะไรล่ะครับ แหม...เห็นผมเป็นคนยังไง

"เหอะน่า...วินวินทั้งสองฝ่าย เนาะๆ" ผมเว้าว้อนท์ เอ้ย! เว้าวอนเธอ 

โรเซ่จึงจ้องหน้าผมนิ่ง "ฉันเห็นความคิดชั่วร้ายของนาย" ถึงเธอจะพูดแบบนั้นแต่สุดท้ายเธอก็ตอบว่า "ก็ได้ ตกลงก็ตกลง" เยส!

"งั้นฉันขอเลยนะ" ผมว่าแล้วขยับเข้าไปใกล้เธอ

"เดี๋ยว!" โรเซ่รีบเบรคผมไว้ "จะขออะไร" เธอรีบถาม

"ก็ตามที่เธอว่า...ความคิดชั่วร้ายของฉันไง" ผมยิ้มให้เธอแล้วขยับเข้าไปใกล้อีกครั้ง แต่โรเซ่ก็ยังใช่มือดันตัวผมไว้อยู่

"เอาจริงดิ" ยังจะมาถามผมอีก

"ถ้าไม่เอาจริงไม่ทำขนาดนี้หรอก" ผมบอกและเริ่มดึงตัวเธอเข้ามา

"เดี๋ยว!"

"อะไรอีกเนี่ย เราตกลงกันแล้วนะ" ผมบอก

"รู้แล้ว" โรเซ่ว่า

"รู้แล้วแต่ก็ไม่ยอมทำตามแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหน"

"ไม่ใช่อย่างนั้น" ไม่ใช่อย่างนั้นเหรอครับ "นายกลับไปนั่งดีๆ ก่อนเลย" เธอบอกสายตาเป็นคำสั่ง ยอมๆ ทำตามไปก่อนแล้วกัน "ปุบปับจะทำแบบนี้ใครจะไปตั้งตัวทัน" โรเซ่เอ็ดผมนิดๆ ก่อนเธอจะจัดท่านั่งใหม่ให้นั่งถนัดแล้วโน้มตัวมาข้างหน้ามาหาผมนิดนึงก่อนหลับตาลงแล้วบอกผมว่า "เร็วๆ เลยฉันอาย" 

อ๊ายๆๆ! อยากจะกรี๊ดให้สาวแตกแต่ผมแมนๆ เตะบอลนะครับ แค่รู้สึกแปลกใจมากๆ และอย่าว่าแต่เธออายเลย ผมเองก็เขินเหมือนกัน บ้าจริงเลย ทำไมรู้สึกสดชื่นแจ่มใสได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้ วันนี้มันต้นร้ายปลายดีชัดๆ เลยครับ 

ผมค่อยๆ ใช้มือทั้งสองข้างประคองหน้าเธอไว้ แล้วโน้มหน้าเข้าไปหาเธอ ผมรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงของตัวผมเอง และลมหายใจที่สม่ำเสมอของเธอ ผมตื่นเต้นจังทั้งที่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกนะ โรเซ่ก็คงไม่ต่างกันหรอกมั้งเพราะเธอนั่งกำมือแน่นเลย มันอีกแค่นิดเดียงเองครับ แค่ไม่กี่เซนเอง เพียงแต่...

"พวกมึงทำอะไรกัน" 

สิ้นเสียงนี้ โรเซ่ก็รีบผลักหน้าผมออกแล้วดึงผ้าห่มลงก่อนรีบลุกขึ้นยืนและรีบตอบอย่างไวว่า "ไม่ได้ทำอะไรคะ" และผมก็เห็นมารตัวใหญ่ที่มาขัดจังหวะผม

"ฮยอง! มาไรนิ่" ผมถามจินฮยองขณะที่ลุกขึ้นตามโรเซ่

"พาหมอมาดูพวกมึงกับไอ้กุก"

"ดูจองกุกใช่มั๊ยคะ เชิญเลยค่ะ" โรเซ่รีบพาหมอกับพยาบาลที่มากับจินฮยองเข้าไปในห้อง ตอนนี้ก็เลยเหลือแค่จินฮยองที่อยู่กับผม

"พอพวกกูไม่อยู่ทางโล่งสะดวกมึงก็เล่นผีผ้าห่มกันเลยเหรอ" แถมยังมาแซวผมอีก

"อะไรฮยอง พูดดีๆ นะเว้ย เดี๋ยวแฟนผมเสียหาย" ผมรีบแก้ตัวและแอบพูดเซงๆ กับฮยองแกว่า "แต่ทีหลังมาช้ากว่านี้ก็ได้นะฮยอง รู้จักกาลเทศะหน่อยดิ"

"เอ้อ! กูมันไม่ดูตาม้าตาเรือเอง กูขอโทษ พอใจยัง" จินฮยองว่าอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ผมเลยพยักหน้าให้น้อยๆ ก่อนฮยองแกจะบอกผมว่า "ไปดูไอ้กุกกัน" แล้วลากคอผมไปด้วย

พอเข้ามาในห้อง ผมก็พบว่าตอนนี้เกือบทุกคนตื่นกันหมดแล้วและกำลังเดินไปร่วมกันที่ปลายบ่อยกเว้นลิซ่าที่ยังคงนั่งอยู่ข้างบ่อเหมือนเดิมเพราะมือข้างที่จับมือจองกุกไว้ไม่สามารถขยับไปไหนได้เพราะยาสมานชีพที่แข็งเป็นไข 

ส่วนยายแคสเปียร์และหมอกับพยาบาลก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลิซ่า ยายแคสเปียร์ถือหมุดกับค้อนไว้ในมือก่อนจ่อหมุดไปที่กึ่งกลางของบ่อก่อนใช้ค้อนทุบหมุดเบาๆ และไม่น่าเชื่อว่าแค่ทุบเบาๆ ไขแข็งของยาก็ร้าวไปทั้งบ่อเลยครับ นี่เป็นวิธีเอาร่างของไอ้กุกออกสินะ 

"เอาล่ะ เก็บกวาดๆ" ยายแคสเปียร์บอกพวกผม "โกยเศษพวกนี้ออก" แล้วยายแกก็เริ่มเก็บเศษไขของยาที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยออก แต่กว่าเราจะเก็บออกหมดคงใช้เวลานานเป็นชั่วโมงเลยหรือเปล่าครับเนี่ย แต่ผมก็ลืมไปว่าเรามีเจ้าของพลังเคลื่อนกาลอยู่ด้วย

โรเซ่เร่งเวลาของพวกเราทุกคนจนเราสามรถเก็บกวาดเศษไขยาจากบ่อออกไปได้เกือบหมดในเวลาไม่ถึงนาที ทำให้ตอนนี้เราสามารถยกร่างจองกุกออกจากบ่อมาไว้ข้างบ่อได้แล้ว และก็เป็นหน้าที่ของหมอกับพยาบาลในการดูอาการของจองกุกต่อไป แต่จากที่ผมดู ไอ้กุกดูเหมือนปกติมากเลยนะครับ แผลก็ไม่มี ตัวก็ไม่ซีดแล้ว เพียงแต่มันยังหลับไม่ตื่นแค่นั้นเอง

"เป็นไงบ้างคะ" ลิซ่าถามหมอด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

"ชีพจรเต้นปกติ ลมหายใจก็สม่ำเสมอ คงเหลือแค่ให้เขาฟื้นตัวเอง"

"แล้วอีกนานไหมหมอ" แรปมอนถามต่อ

"เรื่องนี้ข้าก็ตอบไม่ได้ คงแล้วแต่อาการ"

"แต่มันไม่ตายแล้วใช่ไหมครับ" ผมถาม

"ก็อาจใช่ แค่รอเวลาเท่านั่นแหละ" 

"ค่อยโล่งใจหน่อย" จินฮยองว่าแล้วหันมากอดคอผมกับแรปมอน 

"จะไม่เกินเจ็ดวันใช่ไหมคะ" ลิซ่าถามขึ้น 

"ก็คงไม่เกิน" หมอตอบลิซ่าอย่างไม่มั่นใจพลอยทำให้ลิซ่าเป็นกังวลไปด้วย

"ก็คงได้ยังไงกัน ตาแก่ไบรอคสอนเจ้ามายังไงเนี่ย เห็นไหมว่าทำให้ญาติคนไข้ไม่สบายใจ" ยายแคสเปียร์เริ่มโวยใส่หมอ "ฟังเอาไว้เลยนะ ข้าจะสอนให้ฟัง เจ้าจะต้องแน่ใจกับคำตอบของตัวเอง ไม่ใช่ใช้แต่คำว่าอาจจะ หรือก็คง หรือคำพูดที่บอกถึงความไม่แน่นอน โดยเฉพาะกับญาติคนไข้ที่ต้องการความเชื่อมั่นและกำลังใจ เพราะฉะนั้นตอบพวกข้ามาใหม่ว่าจองกุกจะฟื้นขึ้นมาไม่เกินเจ็ดวันใช่ไหม" ยายแกเป็นหมอหรือไงนะ 

"ขอรับ ไม่เกินเจ็ดวันแน่นอน" หมอก็บ้าจี้ทำตามที่แกบอก

"หนูลิซสบายใจได้นะลูก หมอบอกว่าไม่เกินเจ็ดวันก็ต้องไม่เกินจ้ะ" ยายแคสเปียร์ลูบแขนให้กำลังใจลิซ่าเบาๆ แต่ทำไมลิซ่าต้องกังวลเรื่องเวลาด้วยล่ะครับ ไอ้กุกมันก็ดูโอเคขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอ ก็อย่างที่หมอบอก ก็แค่รอมันฟื้นเท่านั้นเอง

"นี่ๆ" ผมสะกิดโรเซ่และเธอจึงหันมาถามว่า "มีอะไร" ผมก็เลยกระซิบถามเธอว่า "ทำไมต้องเจ็ดวัน" แล้วโรเซ่ถึงอธิบายให้ผมฟังค่อยๆ ว่า "ก็เจ็ดวันอันตรายไง จำที่พวกฉันกังวลเรื่องยัยลิซตอนที่พวกนายวางยาเราได้เปล่า" เรื่องมันก็นานโขมาแล้วนะครับ

"ไม่อะ" ผมตอบ โรเซ่ทำหน้าเอือมๆ ก่อนบอกผมว่า "ก็ตอนนี้วิญญาณของจองกุกอาจจะไปอยู่ที่ไหนสักที่ ยังไม่กลับเข้าร่างตัวเอง เพราะงี้เขาเลยยังไม่ฟื้น และถ้าวิญญาณของคนเป็นอยู่ในโลกวิญญาณเกินเจ็ดวันพวกเขาก็จะไม่สามารถกลับมาร่างนี้ได้อีกครั้ง"

"จริงดิ" จินฮยองที่เงี่ยหูฟังมานานเอ่ยขึ้นค่อยๆ ก่อนถามโรเซ่ต่อว่า "งั้นแสดงว่าถ้าไอ้กุกมันไม่ฟื้นขึ้นมา มันก็จะซี้ม่องเท่งเหรอ" 

"ถ้าไม่ตายก็เป็นเจ้าชายนิทราค่ะ" โรเซ่บอกก่อนถอนหายใจหนึ่งครั้ง พวกผมสามคนจึงถอนหายใจตาม เป็นเจ้าชายนิทรามันก็ไม่ต่างอะไรกับตายเลยนะ ผมว่าให้ผมตายไปเลยยังดีกว่ามานอนเป็นภาระของคนอื่นอะ ถ้าไอ้กุกมันเลือกได้มันก็คงคิดเหมือนผมแหละ แต่ผมว่ามันไม่ตายหรอก ผมรู้ว่าไอ้มักเน่มันใจสู้ มันจะไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกเชื่อเถอะ

"เดี๋ยวเราย้ายเขากลับอกาธอนดีกว่าแล้วค่อยให้ปู่หมอตรวจอีกที" หมอว่าก่อนโยนหินถามทางโยนใจอ้างว้างถามเถอะ เอ้ยไม่ใช่! หมอเขวี้ยงหินนำทางของอกาธอนลงไปพื้นแล้วประตูมิติก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าพวกเรา มันเปิดสู่ห้องพยาบาล

"รอสักครู่" หมอว่าแล้วเดินผ่านประตูมิติไปกับพยาบาล พวกเขาสองคนเดินไปยกเปลหามออกมาหาเรา "ช่วยยกเขาขึ้นมาด้วย" หมอบอกพวกผมขณะที่เขาวางเปลลงบนพื้น ผม แรปมอนและจินฮยองจึงช่วยกันยกร่างไอ้กุกลงบนเปล "แล้วยกตามเรามา" หมอกับพยาบาลเดินนำเราเข้าไปในประตูมิติที่เชื่อมต่อกับห้องพยาบาลของบ้านใหญ่ พวกผมจึงช่วยกันยกเปลตามพวกเขาเข้าไป พอเราเข้ามาผมก็เห็นว่าพยาบาลกำลังจัดเตียงให้เราอยู่ ส่วนหมอก็หายเข้าไปในห้องยา

"ย้ายเขาลงเตียงค่ะ" พยาบาลหันมาบอกพวกผมเมื่อเธอจัดเตียงเสร็จแล้ว พวกผมจึงยกเปลขึ้นเตียงก่อนค่อยๆ ย้ายร่างของจองกุกออกจากเปล ขณะที่หมอเดินออกจากห้องยามาด้วยถุงน้ำเกลือ

"ข้าจะให้น้ำเกลือกับเขาไว้" หมอว่าระหว่างที่ต่อสายน้ำเกลือให้จองกุก "ส่วนพวกท่าน..." หมอเดินมาสแกนพวกเราแต่ละคนก่อนบอกว่า "ท่าทางจะอิดโรยกัน ข้าว่าพวกท่านควรไปล้างเนื้อล้างตัวและพักผ่อนซักหน่อย แล้วเดี๋ยวข้าจะให้คงส่งข้าวส่งน้ำและยาไปให้ที่ห้อง" ดีเลยครับ ผมเริ่มคิดถึงเตียงนุ่มๆ ขึ้นมาแล้วหลังจากที่ไปนอนพื้นนอนเตียงแข็งๆ มาหลายวัน

"แล้วพวกผมคนอื่นๆ ล่ะครับ พวกเขาไปไหนกัน"

"อ่อ คุณหนูกับคุณจีมินยังอยู่ที่ war zone อยู่ ส่วนที่เหลือเดี๋ยวก็คงตามพวกท่านมา" หมอตอบแรปมอน

"เพราะงั้นก็หายห่วงกันได้แล้วจ้ะ ทุกอย่างจบแล้ว สบายใจได้" ยายแคสเปียร์พูดขึ้น แต่ประโยคสุดท้ายแกน่าจะตั้งใจบอกลิซ่า "ยายว่าพวกหลานๆ ไปพักผ่อนกันได้แล้วล่ะ เดี๋ยวเป็นลมล้มพับกันขึ้นมาอีกจะแย่เอานะ" 

"เอางั้นก็ได้ครับ" จินฮยองรับคำก่อนหันไปบอกหมอว่า "ผมฝากน้องผมด้วยนะ" หมอจึงพยักหน้าให้น้อยๆ "ไปเว้ยพวกมึง วันนี้กูเหนื่อยมาก รับศึกหนักมาทั้งวัน เราควรจะได้พักสักที" จินฮยองว่าแล้วเดินออกไปคนแรก แต่รู้สึกมีหนึ่งคนที่ยังไม่ยอมจากไอ้กุกไปง่ายๆ

"หลานก็ควรจะพักนะลูก" ยายแคสเปียร์บอกลิซ่าเมื่อเห็นว่าเธอเหมือนยังเป็นห่วงไอ้กุกอยู่

"ค่ะ แต่ว่า..." ลิซ่าหันมาบอกยายแคสเปียร์ว่า "หนูขออยู่ต่ออีกสักพักนะคะ" ยายแคสเปียร์มองหน้าลิซ่าอย่างเข้าใจก่อนพยักหน้าอนุญาตก่อนหันมาบอกพวกเราที่เหลือว่า "งั้นพวกเราไปกันเถอะ" แล้วแกก็เดินนำผม โรเซ่ และแรปมอนออกมา "แล้วเจอกันนะเด็กๆ" แกว่าแล้วเดินแยกไปจากเรา

พวกผมสามคนเดินกันมาเงียบๆ ตลอดทาง เดาว่าแต่ละคนคงเหนื่อยจนไม่อยากพูดอะไร

"กูไปแล้วนะ" แรปมอนแยกเข้าห้องตัวเองไปแล้ว ส่วนห้องผมก็อยู่ข้างหน้านี่เองแต่ผมยังไม่เลี้ยวหนีเข้าห้องตัวเองหรอก 

"ไม่ต้องไปส่งก็ได้ มันไกล" โรเซ่บอกผมเมื่อเห็นผมเดินเลยห้องผมมาแล้ว

"ใครบอกจะไปส่ง ฉันแค่อยากเดินไปดูวิวแถวๆ ห้องเธอแค่นั่นแหละ" จริงๆ ก็ไปส่งนั่นแหละครับ จะปล่อยให้เธอเดินกลับห้องคนเดียวได้ไงกันล่ะ เผื่อมีใครฉุดขึ้นมาจะทำไง

"ดูวิวก็ดูวิว" เธอก็คงจะขี้เกียจคุยด้วยแล้วล่ะมั้งแถมยังแอบหาวไปอีก

"ง่วงล่ะสิ" ผมถาม โรเซ่ถึงพยักหน้าให้ "ถึงห้องแล้วก็รีบอาบน้ำ ทานข้าว กินยา แล้วนอนเข้าใจเปล่า" ผมบอกเธอ

"รู้แล้วน่า" 

"รู้แล้วก็ทำตามด้วย อย่าให้รู้ว่าทำตัวเป็นผู้หญิงซกมกไม่ยอมอาบน้ำก่อนนอน ไม่งั้นฉันจับล้างน้ำแน่" ผมแอบขู่เธอ แต่โรเซ่ก็ตอบกลับมาด้วยคำพูดที่ทำให้ผมหูผึ่งว่า "งั้นไปอาบให้เลยมั๊ย"

"ได้จริงดิ ถ้าได้ก็ไป" ผมตอบไปอย่างไม่คิดเลยแถมยังจะลากแขนเธอไปด้วย แต่โรเซ่ก็รีบดึงมือกลับแล้วบอกผมว่า "นายนี่มันจริงๆ เลย ฉันแค่พูดเล่น พอเปิดช่องให้หน่อยก็เอาใหญ่เลยนะ"

"เธอพูดเล่นๆ แต่ฉันมันจริงจังนี่นา" ผมบอกเธอขำๆ แล้วโรเซ่ก็แซะผมว่า "จริงจังในเรื่องเล่นๆ น่ะสิ"

"เธอน่ะไม่รู้อะไรเลย รู้ไหมว่าบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ของโลกก็มาจากเรื่องเล่นๆ ทั้งนั้นแหละ ดูอย่างไอน์สไตน์ดิ แค่นั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลก็ค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแล้ว"

"นั่นมันไอแซก นิวตัน ไอน์สไตน์น่ะค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ " อ้าวเหรอครับ สงสัยผมคงรีบไปหน่อย

"ก็ไอๆ เหมือนกันนั่นแหละ" ผมรีบแก้ตัว

"แต่ไม่ใช่กับนายแน่อะ" โห...พูดงี้ดูถูกกันนิ่ครับ 

"ฉันก็มีทฤษฎีของฉันเหมือนกันนั่นแหละน่า" ผมรีบแย้ง โรเซ่มองหน้าเป็นคำถามว่า 'ทฤษฎีอะไร' ผมยิ้มน้อยๆ ก่อนเฉลยว่า "ก็ทฤษฎี..." ผมไม่รู้จะบอกเธอดีมั๊ยอะ แต่บอกดีกว่า ผมอยากเห็นหน้าคนโดนหลอก "ทฤษฎีละเมอยังไงให้ได้จูบ"

โรเซ่ชะงักแล้วหยุดก่อนหันมามองผมนิ่ง สายตาฉายความไม่มั่นใจบางอย่าง อาจจะยังไม่เก็ท งั้นผมจะบอกใบ้ให้ว่า "เรื่องคืนนั้นรสชาติดีเนาะ" โรเซ่หรี่ตามองผมก่อนจะทำตาโตอ้าปากหว๋อเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้ แล้วเธอก็ไม่รอช้าครับ ตีแขนผมชุดใหญ่ "นี่แน่ะๆ นี่นายหลอกฉันเหรอนายวี" เธอโวยวายใหญ่เลยครับ "แกล้งฉันสนุกมากใช่มั๊ย" แล้วเอามือบิดหูผม

"โอ้ยๆๆ" ผมร้องขึ้นเมื่อโดนเธอบิดหูอย่างแรงก่อนผมจะรีบเบี่ยงตัวออกมา "ฉันไม่ได้บอกซักหน่อยว่าฉันหลับ" ผมรีบแก้ตัว

"แล้วคนหลับที่ไหนจะลุกขึ้นมาบอกว่าตัวเองหลับกันเล่า ไม่งั้นฉันก็คิดว่านายตื่นแล้วสิ" เอ่อ...มันก็จริงนะครับ

"แต่เธอก็คิดไปเองว่าฉันนอนละเมอ และอีกอย่าง ฉันทำตามที่เธอบอกทุกอย่างเลย" โรเซ่ทำหน้าโง่ เอ้ย! หน้างงก่อนถามผมว่า "ทำอะไร"

"ก็เธอบอกให้ขอก่อน ฉันก็ขอแล้วไง และเธอเองก็อนุญาตฉันด้วย เพราะงั้นจะว่าฉันแกล้งก็คงไม่ถูก" ผมขอเธอแล้วจริงๆ นะครับ ถ้าไม่เชื่อก็ย้อนกลับไปอ่านได้

"ก็ใครจะไปรู้ว่านายจะขอแบบนั้นกันล่ะ" 

"ขอจูบน่ะนะ" พอได้ยินคำว่าจูบ เธอก็แสร้งหันไปมองทางอื่นทันทีเลยครับ "นี่" ผมจึงสะกิดแขนเธอเบาๆ "คำขอเมื่อกี้ฉันก็ยังไม่ได้ทำเลยนะ"

"คำขออะไรอีก" นี่เธอลืมจริงหรือแกล้งลืมกันแน่ครับ

"เอ้า...ก็คำขอใต้ผ้าห่มเมื่อกี้ไง"

"นายวี" โรเซ่เรียกผมหน้าโหด "ถ้านายยังไม่เลิกพูดเรื่องจูบอีกฉันจะไม่คุยกับนายจริงด้วย แล้วคำขอเมื่อกี้ถือเป็นโมฆะ"

"เห้ย! ได้ไงอะ" โห! ไรอะครับ แบบนี้นี่เซงเลยนะ "แต่ฉันขอไปแล้วนี่นา" ผมไม่ยอมหรอก

"ขอแล้วก็เปลี่ยนได้" เธอว่า "ฉันไม่อนุญาตให้นายขออะไรที่เกี่ยวกับความต้องการของตัวเอง"

"จะบ้าเหรอ ถ้าฉันไม่ขอเพื่อความต้องการของตัวเอง แล้วฉันต้องของเพื่อความต้องการของใครล่ะ" ผมไม่น่าปากมากพูดเรื่องทฤษฎีบ้าบออะไรของตัวเองเลย เหมือนมันกลับมาฆ่าผมซะเอง แล้วผมจะขออะไรได้ล่ะนี่

"ไม่รู้แหละ ฉันยอมนายเรื่อง 1.5 แต้มไปแล้ว คราวนี้นายก็ต้องยอมฉันเหมือนกัน เพราะถ้านายไม่ยอมก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก" 

"นี่เธอขู่ฉันเหรอ" ผมว่าให้เธอ แต่โรเซ่เคลื่อนกาลหนีผมไปแล้ว "โรเซ่"

"..." ผมเรียกแต่เธอไม่อยู่แล้วอะ

"นี่เอาจริงเหรอ โรเซ่" 

"..." ให้มันได้อย่างนี้สิครับ

"ยัยป้าเช็ง!"

"..."

"โอเคๆๆ!" ผมร้องขึ้นเผื่อเธอจะแอบฟังอยู่ที่ไหน ไม่ได้อยากเต็มใจจะยอมรับเลยครับ "ก็ได้ๆ ฉันจะไม่ขออะไรที่ดูเหมือนจะเป็นความต้องการแบบส่วนตั้วส่วนตัวของฉัน ตกลงมั๊ย" 

"..." นี่ไปจริงแล้วเหรอ

"ตกลงมั๊ยเห้ย!"

"โอเค" ได้ยินแต่เสียงอะครับ แต่ตัวคนไปไหน นี่กลัวผมขอหรือไง "ฉันตกลง นายไปได้ บ้ายบาย" แล้วเธอก็เงียบไปอีกครั้ง

"โรเซ่" ผมเรียกค่อยๆ 

"..." แต่ก็เหมือนเดิม ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก

 "โรเซ่...ไปจริงดิ"

"..." เจริญจริง!

"Hello!"

"..." น่าจะทิ้งผมไว้กลางทางจริงๆ แล้วครับ 

เมื่อไม่ได้ยินสัญญาณตอบรับจากเธอผมก็หันหลังเดินกลับทางเดิมเพื่อกลับห้องตัวเอง แต่ระหว่างทางก็คิดไปตลอดว่าจะขออะไรเธอดี และได้แต่คิดในใจว่าต้องเอาคืนยัยป้าให้ได้

'ฉันต้องได้จูบของฉัน...ยัยป้าเช็ง'




.........จบ PART 129.........
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,617 ความคิดเห็น

  1. #1373 allymary (จากตอนที่ 135)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 21:02
    พี่จินนนนนนนน มาจัดทามมายยยยย เขากำลีงจิจูบกับเลอะ เซ๊งเลย 555รอค่าา
    #1,373
    0
  2. #1372 Chalita Chumuang (จากตอนที่ 135)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 04:34
    โอ่ยยยย!! พี่จินมาขัดจังหวะทำม๊ายยย
    ว่าแต่วี .. นายเป็นคนแบบนี้หรอเนี่ยยย
    ชอบบบบ!!! 555555

    มาต่ออีกไวๆนะคะ รอๆๆๆ
    #1,372
    0
  3. #1371 กิ๊ฟกัซ (จากตอนที่ 135)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 16:31
    โง้ยยยเมื่อไหร่จะได้จูบ งืออออจินนนนนนนนายยน ขอคู่นี้เยอะขึ้นหน่อยนะค่าา
    #1,371
    0
  4. #1370 num2546 (จากตอนที่ 135)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 13:47
    ขอคู่มักเน่หน่อยงับ
    #1,370
    0
  5. #1369 KMOL_MW (จากตอนที่ 135)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 11:16
    โอ้ย!พี่จิน ...อีกไม่กี่เซนเองงง อ่า
    กุกต้องฟื้น!!!
    #1,369
    0