Hell Butterfly and Hydrangea [Bleach : Ukitake x OC]

ตอนที่ 1 : Chapter 0 : When I first saw you, you cried

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    3 มิ.ย. 63

Chapter 0 : When I first saw you, you cried…

 

 

300 กว่าปีก่อนที่เรื่องราวตัวเเทนยมทูตจะเกิดขึ้น
 

ยามาโมโตะ ชิเกะคุนิ เก็นริวไซ กำลังเดินไปตามทางระเบียงไม้ของศาลเจ้าแห่งหนึ่งในเขตชายขอบเซเรย์เทย์ด้วยสีหน้าที่ถูกซ่อนไว้ใต้หนวดเคราเช่นเดียวกับเเววตาของเขาที่มักจะได้เห็นเพียงแค่ในระหว่างการต่อสู้ที่เริ่มจะปะทุเท่านั้น มันอาจเป็นเรื่องแปลกที่ดินแดนของยมทูต ผู้อยู่ระหว่างความเป็นและความตายนั้นจะมีสิ่งที่เป็นตัวเเทนของศาสนาจากโลกมนุษย์อยู่ด้วย แต่อย่าเพิ่งแปลกใจไปมากนัก เพราะอันที่จริงศาลเจ้าที่ว่านั้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความเชื่อเหล่านั้นเลยแม้เเต่นิดเดียว มันเป็นเพียงเเค่บ้านของตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่ง ที่มีหน้าที่ในการจัดพิธีกรรมบางอย่างในโซลโซไซตี้ เช่นเดียวกับตระกูล “อิเสะ” ท่านั้นเอง

 

ตระกูล “เซนจู” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตระกูลเด็กเลี้ยงผีเสื้อนรก มาจากหน้าที่ของลูกสาวคนโตของหัวหน้าตระกูลทุกรุ่นที่จะต้องทำหน้าที่ฟักผีเสื้อนรกทุกตัวโดยเลี้ยงเจ้าตัวอ่อนตั้งเเต่ระยะหนอนผีเสื้อด้วยต้นไม้ใบหญ้าภายในสวนดอกไม้ของศาลเจ้าและผลักอณูวิญญานจากป่าสนประจำตระกูลที่ถูกปกคลุมไปด้วยไปด้วยแรงดันวิญญานอันเข้มข้นเข้าสู่ดักแด้เพื่อใช้เป็นพลังงานในการเปลี่ยนร่างเป็นผีเสือ เเละปลุกพวกเขาเหล่านั้นขึ้นมาในทุกๆปี ก่อนจะนำไปแจกจ่ายให้เหล่า 13 หน่วยพิทักษ์ได้ใช้งานส่งสารต่างๆและใช้ในการเดินทางผ่านประตูเซ็นไกมอน มันได้กลายเป็นธรรมเนียมที่ถูกสืบทอดกันมาเรื่อยๆหลายชั่วอายุคน
 

แมลงชนิดนี้ก็เหมือนกับพวกยมทูต มีเเค่ร่างวิญญาณ ไม่มีกายหยาบ เเละอยู่มาก่อนที่โซลโซไซตี้จะกำเนิดเสียอีก

 

และเเน่นอน วันนี้ยามาโมโตะ เก็นริวไซผู้นี้ก็มาเพื่อพบกับเด็กสาวผู้ที่ทำหน้าที่นี้ในปัจจุบัน

 

ชื่อของเธอคือ ‘อาจิไซ’ หลานสาวเพียงคนเดียวของเขานั่นเอง

 

 

 

“คุณหนูคะ นายท่านยามาโมโตะ มาหาเเล้วค่ะ”

 

เด็กสาวที่อยู่ในชุดยูคาตะสำหรับฤดูร้อนสีอ่อนเงยหน้าขึ้นจากการสำรวจใข่ผีเสื้อใต้ใบไม้เมื่อได้ยินเสียงเรียกดังแว่วจากระเบียงที่ทอดยาวมาสู่ทางเข้าป่าอายุกว่าพันปีแห่งนี้ พร้อมตอบกลับด้วยสีหน้าอันนิ่งเฉย แต่ในน้ำเสียงยังคงเเสดงถึงความอ่อนน้อมต่อหญิงชราที่มาเเจ้งข่าว

หญิงชราท่านนี้คือผู้ที่คอยดูเเลความเรียบร้อยภายในศาลเจ้า หรือบ้านของนางนั่นเอง
 

“ทราบเเล้วค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้เเหละค่ะ”

 

พูดจบ เธอก็หันกลับไปทางระเบียง ปรากฏให้เห็นถึงร่างวัยชราอันสูงใหญ่มากสำหรับเด็กน้อยอายุเพียง10ขวบปีโดยประมาณหากว่าอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์

 

สายตาของชายชราผู้นี้ทอดมองไปยังหลานสาวของตัวเองผู้มีนัยตาน้ำตาลแดง และผมยาวสีดำขลับเหมือนกับเขาในวัยหนุ่ม ทว่ามีประกายสีน้ำเงินยามต้องเเสงแดดเล็กน้อยด้วยแววตาที่คาดเดายากแต่ก็เห็นได้ชัดว่านั่นไม่ใช่แววตาที่เขาใช้ในห้องประชุมกับเหล่าหัวหน้าหน่วย พร้อมเอ่ยขึ้น

 

“อาจิไซ ข้ามีเรื่องจะที่จะพูดคุยกับเจ้า”

 

น้ำเสียงอันห่างเหิน

ราวกับว่าเธอคือลูกน้อง มิใช่หลานสาว

เด็กสาวนิ่งเงียบ เพื่อรอฟังประโยคต่อไป

 

“เกี่ยวกับพิธีศพของพ่อแม่เจ้าน่ะ”

.

.

.

.

.

.

ที่ห้องรับรองเเขกใหญ่
 

ควันจากถ้วยชา2ใบลอยขึ้นอย่างเอื่อยเฉือย ฟุ้งกระจายกลิ่นหอมไหม้อ่อนๆจากการคั่วบดของของเมล็ดพืชที่ผสมอยู่ในนั้น แต่ไม่ว่าจะหอมสักเพียงใด ก็ไม่สามารถผ่อนคลายบรรยากาศอันนิ่งเงียบระหว่าง " 2 ตาหลาน"คู่นี้ได้เลย
 

ทั้งคู่นั่งหันหน้าเข้าหากันมาได้สักพักเเล้ว แต่เด็กสาวกลับนั่งจ้องมือของตัวเองที่ประสานอยู่บนตักตลอดเวลา เธอทนความอึดอัดนี้ไม่ไหว จนต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้น
 

“หนูคิดว่า พิธีศพของท่านพ่อและท่านเเม่ คงจะจบลงพร้อมกับของฮาคุเลยค่ะ”
 

‘เซ็นจู ฮาคุ’.....น้องชายเพียงคนเดียวของเธอ ที่เพิ่งเสียไปอาทิตย์กว่าๆจากอุบัติเหตุ’

 

ที่เธอไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ

 

“หนู......ไม่อยากให้มันยืดเยื้อจนเกินไปน่ะค่ะ”

 

เธอไม่อยากที่จะต้องถูกห้อมล้อมไปด้วยสายตาที่ทุกคนจ้องมองมาที่เธออีกแล้ว เด็กสาวได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียมากเกินกว่าที่เด็กวัยนี้ควรจะรับด้วยซ้ำ พิธีศพของตระกูลขุนนาง ถึงจะไม่ได้ใหญ่เท่า4ตระกูลใหญ่ แต่ก็นับว่าเป็นงานสังคมงานหนึ่ง ต้องเจอผู้คนผ่านไปมามากมายตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้เธอเหนื่อยล้าเหลือและโดดเดี่ยวเกิน.....
 

ท่านตาของเธอยกแก้วชาขึ้นจิบก่อนจะเอ่ยขึ้น
 

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“ข้าจะให้คนของตระกูลหลักจัดการเรื่องพิธีเหล่านั้นเอง เจ้าไม่ต้องกังวลไป เสร็จจากพิธีข้าจะส่งคนมาดูแลเจ้าในเรื่องการจัดการภายในตระกูล เพราะหลังจากนี้ เจ้าจะต้องขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลต่อจากคิเคียว พ่อของเจ้า”


ตระกูลหลักที่ชายชราพูดถึง ก็คือคนในบ้านของเขานั่นเอง

เสียงอันแหบแห้งตามวัยเอ่ยจบจึงยกชาขึ้นดื่มอีกรอบ
 

“เข้าใจใช่ไหม”
 

“ค่ะ......” เด็กสาวกล่าวตอบด้วยสายตาที่ยังคงหลุบต่ำเหมือนเดิม

 

เธอสงสัย....ว่าทำไมนับเเต่วันที่น้องชายของเธอจากไป ท่านตาของเธอที่เป็นถึงหัวหน้าใหญ่แห่ง13หน่วยพิทักษ์ มีอำนาจในมือมากมาย ถึงไม่ได้เอ่ยถึงการไต่สวนถึงเหตุการณ์เหล่านี้เลยนะ.....นี่ก็ถึงคราวพ่อแม่ของเธออีก

 

ด้วยความรู้สึกที่เคว้งคว้างจากการที่เป็นคนเดียวที่มีชีวิตเหลืออยู่ ไร้เดียงสาเกินจะกรั่นกรอง และเนิบชาจาการสูญเสียที่ติดต่อกันของคนในครอบครัวทำให้ไม่อาจหักห้ามใจได้

 

เธอตระหนักถึงตัวเองในฐานะลูก ก็ควรจะรู้สาเหตุการตายของครอบครัวตัวเอง

 

“ท่านตาคะ.....ใครเป็นคนที่ฆ่าท่านพ่อท่านเเม่ และฮาคุหรอคะ.......”

 

เธอรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับเงยหน้าจ้องมองไปยังดวงตาที่ถูกปกคลุมไปด้วยไรคิ้วอันยาวเฟิ้มของชายชราผู้ที่เป็นบุพการีของมารดาเด็กสาว......

 

คิ้วทั้งสองข้างของเด็กสาวเริ่มหักงอ ขยับเข้าหากันเล็กน้อย เเววตาสั่นระริกเพราะต้องการที่จะรู้คำตอบจากใจจริง
 

เธอไม่เชื่อหรอกว่ามันคืออุบัติเหตุ

 

มันต้องมีใครเป็นเบื้องหลังแน่ๆ!
 

“เจ้าไม่ต้องไปสนใจหรอก” เสียงของชายชราที่แหบพร่าแต่เจือด้วยความเเข็งกระด้างเล็กน้อยเอ่ยขึ้นหลังจากได้ยินคำถามจากหลานสาว

“พ่อแม่และน้องชายของเจ้าตายเพราะอุบัติเหตุ อย่าแม้แต่จะข้องใจกับความจริงข้อนี้เชียว” จากน้ำเสียงที่ไม่ได้เเสดงถึงอารมณ์ของผู้พูดชัดเจนมากนัก กลับกลายเป็นน้ำเสียงอันทรงอำนาจและมักถูกใช้โดยผู้ที่เป็นหัวหน้ากับคนทั้งกองกำลัง ไม่ใช่กับเด็กในวัยนี้

 

เด็กสาวตัวเเข็งค้างจากปฏิกิริยาของผู้สูงวัย แต่ก็ยังไม่ย้อมแพ้

“ตะ...แต่ว่าหนู---”

“ไม่มีแต่!! หยุดสิ่งที่อยู่ในหัวเจ้าซะ เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้มากไปมากกว่านี้!” เสียงของเขาดังไปถึงข้างนอก....และเเน่นอนว่ามีคนที่ได้ยินมันเข้า

 

เด็กชาย2คนที่อยู่ในชุดของสถาบันชินโอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์ตัวเองดังทะลุกำแพงห้องรับรองออกมา

 

ทั้งคู่นั่งอยู่บนริมระเบียงไม้เยื้องกับห้องนั้นไปแค่นิดเดียวเท่านั้น

 

‘ตาแก่นั่นเเค่คุยกับหลานตัวเองไม่ใช่หร๊อ... ทำไมถึงต้องขึ้นเสียงด้วยนะ’ เด็กชายผู้มีผมสีน้ำตาลหยักศกเอ่ยขึ้นในใจ
 

อันที่จริงตัวเขาและเพื่อนสนิทผมขาวนั้นแค่ติดตามอาจารย์ตัวเองมาที่ทำธุระเฉยๆ ก็ดันได้เป็นศิษย์รักซะนี่ ตอนแรกก็โดนสั่งให้รอข้างนอกอยู่หรอก แต่หญิงชราแก่ที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าแม่บ้านหรืออะไรสักอย่างชวนมานั่งรอข้างในน่ะสิ เลยมาได้ยินเรื่องที่ดูยุ่งยากอย่างปัญหาครอบครัวซะได้

 

“นี่อุคิทาเกะ ปู่ยามะเขามาคุยกับหลานสาวตัวเองที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปไม่ใช่หรอ ได้ข่าวว่าแม่ของเด็กคนนี้เป็นลูกรักปู่เลยนี่นา ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ” เคียวราคุ ชุนซุยในวัยเยาว์ นักเรียนปีสองแห่งสถาบันฝึกยมทูตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหน่ายๆ

 

“……” เด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีขาวแปลกตาไม่ได้เอ่ยตอบ เพียงแต่มองไปยังบานประตูห้องที่ภายในมีร่างของอาจารย์ของเขา เเละเด็กสาวผมดำที่เข้าสังเกตุเห็นโดยบังเอิญตอนเดินรอรอบศาลเจ้าเเห่งนี้
 

ก่อนที่เขาจะคิดหาคำตอบให้ชุนซุยได้ ประตูบานเลื่อนไม้ก็ถูกเปิดออกด้วยแรงของชายชราพร้อมทั้งบอกลูกศิษย์ทั้ง2ว่าตัวเขานั้นได้หมดธุระกับสถานที่เเห่งนี้เเล้ว ก่อนเดินนำพวกเขาไปยังประตูทางออก โดยมีหญิงชราท่าทางใจดีคนเดียวกับก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เดินไปส่งแขกผู้มาเยือน
 

ขาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มนาม อุคิทาเกะ ชูจิโร่ นั้นเริ่มค่อยๆก้าวออกตามเพื่อนสนิทและอาจารย์ของตัวเองไป แต่สายตาของเค้ายังคงจับจ้องผ่านประตูที่ยังคงเปิดแง้มไว้

 

แผ่นหลังของเธอสั่นเทาเล็กน้อยราวกลับว่าพยายามสะกดกลั้นน้ำตาตัวเองอยู่.............

 

ตัวเขาขมวดคิ้วที่มีสีเข้มเเตกตากจากสีผมของเค้าเล็กน้อย เเววตาที่เเสดงชัดเจนว่าสงสารสาวน้อยผู้นั้นจับใจ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้

 

หารู้ไม่ว่า ใบหน้าของสาวน้อยผู้นั้นจะตราตรึงอยู่ในใจของเขามาตลอดจนถึงอีกหลายปีข้างหน้า

 

 

————————————————————————————————————————

เป็นไงๆๆ บท0ล่ะะ อ่านนิยายในเว็ปมานานมากๆแต่นี่เป็นเรื่องแรกเลยนะที่ลงมือเเต่งจริง ไม่รู้จะเป็นไงมั่งน้าาาา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Snowy_snch. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 13:34

    รออ่านตอนถัดไปอยู่นะคะ~
    #2
    0
  2. #1 เจ๊ฟินนาเล่ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 09:37
    รออยู่นะคะ
    #1
    0