ความเทพนี้ปู่ให้มาครับ

ตอนที่ 1 : Chapter 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 มิ.ย. 63

"เฮ้ย! เจ้าหมูมานี่ดิ๊!"

เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนักเรียนหลังห้องดังขึ้น เขาคนนั้นดูเหมือนจะเป็นหัวโจกของห้อง

เพราะเขานั่งเอาเท้าพาดกับโต๊ะเรียนโดยไม่เกรงใจนักเรียนที่นั่งโต๊ะข้างหน้าเอาเสียเลย

จนกระทั่งเจ้าหมูที่ว่าก็มาหาหัวโจกคนนั้นอย่างร้อนรน รูปร่างอ้วนและเตี้ยของเขาเป็นจุดเด่นกับแว่นตาหนาเตอะ ชายหนุ่มก้มหน้าไม่กล้าสบตาคนที่กำลังนั่งมองหน้าอย่างเย้ยหยัน

"วันนี้กูไม่มีเงินกินข้าวเที่ยงว่ะ มีให้สักหน่อยมะ?"

"เอ่อ..."

"อะไร?"

พอได้ยินประโยคชวนหงุดหงิด หัวโจกหนุ่มก็เริ่มทำตาขวางขึ้นทันที สายตาแข็งกร้าวจับจ้องชายหนุ่มร่างอ้วนอย่างเอาเรื่อง

"หรือจะไม่ให้?"

ชายหนุ่มร่างอ้วนนิ่งไม่ตอบคำ แต่ในใจของเขาเริ่มระส่ำระส่ายเหมือนกำลังทะเลาะกับความคิดของตัวเองอยู่ แน่นอนว่าเขามีให้ แต่ถ้าหากเขาให้เงินกับหัวโจกหนุ่มคนนี้ไปล่ะก็

เขาก็จะไม่มีเงินค่าอาหารสำหรับวันนี้น่ะสิ!

ยังไงเขาก็ต้องรักษาเงินส่วนนี้ไว้ให้ได้!

ชายหนุ่มร่างอ้วนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและสั่นเล็กน้อย

"ข..ขอโทษนะ มาร์ค แต่ผมไม่มีเงินแล้วจริงๆ"

เมื่อได้ยินคำตอบนั้น มาร์คพลันลุกขึ้นทันที เขาเผยสีหน้าทะมึนเดินเข้ามาใกล้ๆชายหนุ่มร่างอ้วน มือขวากำหมัดแน่นก่อนจะชกเข้าที่ท้องของหนุ่มร่างอ้วนอย่างหนักหน่วงไม่มีออมแรง

"อุ่ก!!!"

เข่าทั้งสองของชายหนุ่มร่างอ้วนทรุดลงกับพื้นทันที มือทั้งสองของเขากุมบริเวณท้องที่โดนมาร์คต่อยเข้ามาพลางส่งเสียงครวญครางจากความจุกและเจ็บปวด

หลังจากนั้น มาร์คเริ่มลงมือค้นกระเป๋ากางเกงทั้งสองของชายหนุ่มร่างอ้วน และก็พบกับกระเป๋าสตางค์ เมื่อเปิดออกมาก็พบว่ามีอยู่ร้อยบาท

"เหอะ...ไอหมูกระจอกมีแค่ร้อยเดียวเองเหรอวะ"

เขาหยิบไปทั้งหมดโดยไม่เหลือให้แม้แต่แดงเดียว ก่อนจะลงมือกระทืบชายหนุ่มร่างอ้วนที่นอนคุดคู้ซ้ำๆอย่างเดือดดาล

"มึงกล้าโกหกกูเหรอ!!!"

"เฮ้ยมาร์ค! พอเหอะเดี๋ยวอาจารย์สงสัย"

เพื่อนในกลุ่มของมาร์คเอ่ยห้ามปราม พยายามให้เขาเบาๆมือ เพราะถ้าหากชายหนุ่มร่างอ้วนโดนมาร์คเล่นงานหนักมากกว่านี้มันจะทำให้อาจารย์สงสัยเอาได้ว่ารอยฟกช้ำและบาดแผลของชายหนุ่มร่างอ้วนไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ

แต่มาจากโดนกระทืบล้วนๆ

มาร์คเริ่มใจเย็นลง เขาพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาก่อนจะปากระเป๋าสตางค์ของชายหนุ่มร่างอ้วนกระแทกเข้าศีรษะของเจ้าของอย่างไม่ใยดี

"ครั้งหน้าถ้ามึงกล้าโกหก รับรองได้เลยว่าโดนหนักกว่านี้แน่"

หลังจากนั้น มาร์คกลับเข้าไปนั่งที่ตามเดิมอย่างอารมณ์ดี ชายหนุ่มร่างอ้วนค่อยๆลุกขึ้น เขาหยิบกระเป๋าสตางค์เก็บเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างเซื่องซึม ก่อนจะหันหลังกลับเข้าที่นั่งของตนโดยมีสายตาของเพื่อนร่วมห้องมองอยู่ตลอดจนกระทั่งเขานั่งลง

ไม่ต้องบอกชายหนุ่มร่างอ้วนก็รู้ตัวดีว่า สายตาที่พวกเพื่อนร่วมห้องมองมาที่เขานั้น ล้วนมีแต่ความสมเพชเวทนาทั้งนั้น

เพราะในห้องนี้เขาไม่มีเพื่อนเลยสักคน...

ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว

โบ๊ท นั่นคือชื่อเล่นของชายหนุ่มร่างอ้วนคนนี้ แต่ในห้องเรียนของเขา ไม่มีเพื่อนคนไหนเรียกชื่อเล่นของเขาเลยสักคน เพราะเขามีชื่อใหม่เรียบร้อยแล้ว

เจ้าหมู นั่นคือชื่อเล่นใหม่ของโบ๊ทที่มีหุ่นอ้วนและเตี้ย เดิมทีแค่หุ่นของเขาก็ตกเป็นเป้าสายตาต่อการถูกรังแกมากๆ ยิ่งใส่แว่นเหมือนเด็กเรียนและท่าทางที่ไม่สู้คนของเขา

มันก็กลายเป็นกระสอบทรายมีชีวิตดีๆนี่เอง

โบ๊ทเป็นนักเรียนศิลป์-ภาษา ชั้นม.5 ในโรงเรียนเซนจูรี่ โรงเรียนเอกชนชื่อดังที่ตั้งในเมืองหลวงของกรุงเทพ โรงเรียนแห่งนี้ขึ้นชื่อว่ามีอิสระมาก ไม่ว่าจะไว้ผมยาว ผมสี แต่งชุดอะไรก็ได้มาโรงเรียน มีการเรียนการสอนที่ยอดเยี่ยมจากเหล่าอาจารย์ระดับชั้นนำ

สำหรับเหล่านักเรียนทั่วประเทศ โรงเรียนแห่งนี้เหมือนดั่งสวรรค์แห่งการปลดปล่อยที่โรงเรียนอื่นไม่มีเลยก็ว่าได้

มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่อยากเข้าที่นี่แต่การสอบเข้านั้นหฤโหดสุดคำบรรยาย หากไม่อยากสอบเข้า คุณจะต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งที่โคตรแพงหูฉี่

แน่นอนว่ามาร์คหัวโจกตัวแสบประจำห้องของโบ๊ทที่มาไถเงินไปเมื่อเช้า ครอบครัวมันเองก็มีฐานะดี ถึงได้มีเงินส่งเสียในโรงเรียนระดับนี้ แต่ที่ชอบไถตังค์จากโบ๊ททุกวัน ทุกคนล้วนต่างรู้กันดีว่า

นั่นเป็นสันดานของผู้ที่ชอบแกล้งคนอ่อนแอยังไงล่ะ

ความจริงโบ๊ทเองก็มีครอบครัวเป็นถึงระดับมหาเศรษฐี หากแต่เขากำพร้าพ่อและแม่ไปตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะมีญาติอยู่ก็ตามแต่มันก็เหมือนไม่มี สำหรับโบ๊ทแล้วคนในครอบครัวที่เขารักใคร่และห่วงใยอยู่จริงๆนอกเหนือจากพ่อแม่แล้ว 

ก็มีเพียงแค่ปู่ของเขาเท่านั้น

ปู่ของชายหนุ่มค่อนข้างเอ็นดูและรักใคร่เขามากเป็นพิเศษ ทำให้บรรดาญาติต่างพากันอิจฉาที่ปู่นั้นมอบความรักให้โบ๊ทมากกว่าลูกหลานคนอื่น

แต่ว่าเมื่อสองปีที่ผ่านมา มันเป็นวันที่ทำให้โบ๊ทต้องหัวใจสลายที่สุด เมื่อเขาได้รู้ว่าปู่ของเขาได้จากไปแล้วด้วยโรคชรา ก่อนที่ปู่ของโบ๊ทสิ้นลง เขาได้ทำพินัยกรรมยกมรดกทรัพย์สินให้กับลูกหลานทุกๆคนอย่างเท่าเทียม

หากแต่มรดกที่โบ๊ทได้รับจากปู่ของเขานั้นกลับต่างออกไป...

มีเพียงบ้านไม้เล็กๆเก่าๆที่ปู่ของเขาหวงแหนเป็นที่สุดเพียงแค่นั้น ในสายตาพี่น้องและบรรดาญาติๆ พวกเขาต่างล้วนพากันสมน้ำหน้าชายหนุ่มที่แม้จะได้รับความรักมากแค่ไหน แต่กลับได้เพียงแค่บ้านเก่าๆที่ไม่มีใครต้องการหลังนั้น

แต่สำหรับชายหนุ่มแล้ว บ้านไม้ที่ปู่หวงแหนมันมีความหมายและความสำคัญมากนัก

และปู่ของเขาก็เป็นคนจัดการเรื่องค่าเทอมค่าใช้จ่ายทุกอย่างสำหรับมัธยมปลายไว้ล่วงหน้าจนเสร็จสรรพก่อนที่จะเสีย

นั่นทำให้โบ๊ทสามารถเรียนในโรงเรียนเซนจูรี่แห่งนี้ได้

-------------

เข้าสู่ช่วงพักเที่ยง บริเวณก้อนหินใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากโรงอาหาร โบ๊ทนั่งบนหินเรียบก้อนโตพลางเหม่อมองไปยังเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย มือทั้งสองยังคงกุมหน้าท้องนูนๆไว้เนื่องจากความหิวโหย

สำหรับโบ๊ทแล้ว สถานที่ตรงนี้คือความสงบสุขเพียงหนึ่งเดียวของเขา เพราะมันไม่ค่อยมีนักเรียนเดินผ่าน เมื่อเวลาเขาทุกข์ใจก็จะมานั่งเงียบๆที่ตรงนี้อยู่เป็นประจำ

ชายหนุ่มกัดฟันกรอดพร้อมกำหมัดแน่น ก่อนจะสบถอย่างไม่สบอารมณ์

"ขอให้ไอชั่วมาร์คเป็นริดสีดวงตายเร็วๆทีเถอะ!"

โบ๊ทได้แต่สาปแช่ง เขาจินตนาการว่าตัวเองอัด กระทืบ ทรมานมารค์มากมายไว้ภายในหัวตลอดเวลาที่โดนแบบนี้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่กล้าทำจริงๆออกมาสักครั้ง เพราะว่าเขามันหัวเดียวกระเทียมลีบ ขืนทำอะไรโง่ๆแบบนั้น พวกเพื่อนของมาร์คที่นิสัยเลวร้ายไม่แพ้กันคงได้รุมสหบาทาเขาเป็นแน่

ถึงต่อให้มีโอกาสทำได้ แต่มาร์คไม่ได้เป็นหัวโจกห้องเพียงเพราะนิสัยกร่างอย่างเดียว ฝีมือการชกต่อยก็ร้ายกาจสุดๆ มีข่าวลือกันว่า มาร์คเรียนการชกมวยมาด้วย

พอมาเทียบกับตัวเขาที่ร่างกายอ้วนเตี้ยแทบไม่มีวิชาการต่อสู้เลย กับร่างกายกำยำที่เรียนมวยมา เหมือนเอาหมูไปสู้กับหมาป่าที่มีเขี้ยวเล็บยังไงก็ไม่มีทางชนะได้เลย

เงินทั้งหมดโดนมาร์คเอาไปจนเกลี้ยง สำหรับโบ๊ทแล้วนั่นคือเงินสำหรับค่าอาหารทั้งวันที่ไว้ใช้ที่โรงเรียน ถ้าไม่มีเขาก็ต้องทนหิวแบบนี้ไปทั้งวันจนกว่าจะเลิกเรียนเพื่อไปทำงานเสริม

"ต้องเป็นแบบนี้อีกแล้ว...เฮ้อ..."

โบ๊ทถอนหายใจหนักกว่าเดิม แต่ระหว่างที่เขากำลังปลงกับปัญหาของตัวเองอยู่นั้น พลันมีบอลสีขาวลูกหนึ่งลอยลิ่วมา มันพุ่งตรงกระแทกเข้าที่ศีรษะของโบ๊ทเข้าจังๆ

แม้มันไม่ได้รุนแรงอะไรนักแต่ก็ทำให้คนที่โดนมึนงงไปชั่วขณะ โบ๊ทเกาบริเวณที่โดนบอลกระแทกเพื่อไล่ความงงงวย ก่อนจะหยิบบอลขึ้นมาอย่างหัวเสีย

เพราะทั้งวันเจอแต่เรื่องซวยไม่หยุดหย่อน จึงเผลอปล่อยอารมณ์โกรธออกมา

"บอลใครเนี่ย!?"

"ขอโทษ...คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?"

อารมณ์ร้อนของชายหนุ่มราวกับโดนน้ำเย็นสาดเข้าให้จนไฟดับมอด เสียงเมื่อครู่ที่ได้ยินโบ๊ทพยายามบอกกับตัวเองว่าไม่ได้หูฝาดอย่างแน่นอน

มันคือเสียงผู้หญิง!

โบ๊ทค่อยๆขยับกายหันไปยังทิศทางเสียงอย่างช้าๆพร้อมกับบอลในมือ ทันใดนั้นเขาก็ได้เห็นสาวสวยในชุดพละที่เปียกปอนไปด้วยเหงื่อกำลังมองมาที่เขา

ผมยาวสีดำที่ดูเป็นธรรมชาติ ใบหน้าขาวกระจ่างกับดวงตาคมทรงเสน่ห์สีดำและหุ่นที่แสนเพอร์เฟค ดูมุมไหนมันก็ไร้ที่ติ เพียงระยะเวลาสั้นๆโบ๊ทก็รู้ทันทีว่านางเป็นใคร

สาวสวยคนนี้คือนักเรียนชั้นม.6 ผู้ดำรงตำแหน่งดาวโรงเรียนเซนจูรี่แห่งนี้ เจยุล

แม้ชื่อเล่นของนางจะออกดูเกาหลีไปบ้างแต่เจยุลนั้นเป็นลูกครึ่งไทย เกาหลี และอังกฤษ การเรียนและกีฬาของหญิงสาวอยู่ในเกณฑ์หัวกะทิไม่เป็นสองรองใคร

แต่มีคำร่ำลือหนาหูอยู่ไม่น้อยว่า เจ้าตัวเป็นคนเย็นชามากจนถูกเรียกว่าเป็น เจ้าหญิงหิมะ มีผู้ชายหน้าตาดีจำนวนไม่น้อยเคยไปแจกขนมจีบ แต่ล้วนแล้วถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทุกราย

แน่นอนว่ามาร์คแบดบอยประจำห้องของโบ๊ทเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ให้ตายเถอะฉันไม่น่าทำเรื่องเสียมารยาทเมื่อกี้ไปเลย

โบ๊ทแอบตำหนิตัวเองเงียบๆในความคิด หากแต่เขาก็รู้สึกถึงแววตาสีดำขลับของสาวสวยเจยุลคนนี้ดูเย็นชาและสงบนิ่งจนยากจะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

"อ...เอ่อ..."

น้ำเสียงโบ๊ทกลายเป็นตะกุกตะกักเมื่อถูกจ้อง เพราะเขาไม่เคยคุยกับผู้หญิงจึงไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน และยิ่งเป็นดาวโรงเรียนที่ถูกเรียกว่าเป็น เจ้าหญิงหิมะแบบนี้ เขาได้แต่หลบสายตาหญิงสาวแล้วยื่นบอลในมือไปให้แทนที่

"บ..บอล...ของ...ค...คุณครับ"

เจยุลรับบอลจากมือของโบ๊ทไปอย่างเงียบๆ นางจ้องเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดสายตาไปยังหัวที่ถูกบอลกระแทก

"หัวของคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"

"ม...ไม่เป็นไรครับ"

โบ๊ทรู้สึกหัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก เหตุการณ์ร้ายๆและความเจ็บปวดในวันนี้ถูกลืมไปจนหมดอย่างรวดเร็วราวกับคำพูดของเจยุลนั้นได้เข้ามาเยียวยารักษาเขาไว้

เมื่อเจยุลเห็นว่าโบ๊ทไม่เป็นอะไรแล้ว หญิงสาวพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะกล่าวลา

"ถ้าไม่เป็นอะไร งั้นฉันขอตัว..."

โครกกก~~

เสียงท้องร้องจากความหิวทำลายบรรยากาศดีๆขึ้นจนหมดสิ้น เจยุลที่หันหลังเดินจากไปได้เพียงไม่ถึงสองก้าวถึงกับชะงักเท้า นางหันเพียงศีรษะกลับมามองเขาที่นั่งก้มหน้าเอามือกุมท้องอย่างเงียบๆโดยไม่ได้พูดอะไร

แต่สำหรับโบ๊ทแล้วถึงแม้เจยุลจะไม่ได้แสดงอาการท่าทางอะไรออกมา แต่เขารู้สึกอายจนอยากจะมุดดินหนีเลยด้วยซ้ำ

"คุณยังไม่ได้ทานข้าว?"

"ผ..ผม..ไม่หิว...แต่..มันเพิ่ง...ม..มาหิวน่ะ"

เขารู้สึกอยากตายเสียเหลือเกิน กับคำพูดติดขัดและท่าทางเงอะงะของตัวเองที่แสดงให้ดาวโรงเรียนเห็นแบบนี้ ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขึงขังจริงจังให้สมกับลูกผู้ชายมากที่สุด

"แต่ผมไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวขอไปหาอะไรกินก่อนล่ะครับ"

โบ๊ทรีบวิ่งไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจให้เขาเท่าไหร่นัก เพราะเขาวิ่งโดยไม่มองทาง เลยเผลอไปสะดุดหินกรวดเล็กๆบนพื้นเข้าให้จนตัวเขาล้มหน้าคะมำแว่นตาหลุดลงกับพื้น

เสียงล้มดังตุ้บ แน่นอนว่าเจยุลเองได้ยินและเห็นสภาพน่าอนาถนั้นของเขาเต็มสองตา

อ๊ากกกกก!! ม่ายยยย!!

โบ๊ทรู้สึกอยากจะร้องไห้ที่เขาได้แสดงท่าทางทุเรศแบบนี้ให้เจยุลเห็นอีกครั้ง เขาพนันได้เลยว่าเธอต้องแอบหัวเราะเยาะเขาแน่ๆ

แม้จะโชคดีที่ไม่มีนักเรียนคนไหนเดินผ่านมาเห็น แต่แค่เจยุลคนเดียวมันก็สุดจะน่าอายเหลือทนแล้ว

มันจบแล้ว

โบ๊ทพยายามลุกขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะหยิบแว่นตาหนาเตอะของตัวเองที่หล่นอยู่กลับมาใส่เหมือนเดิม แต่ระหว่างที่เขากำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อรีบลี้ไปจากที่ตรงนี้ เบื้องหน้าของชายหนุ่มก็กลายเป็นเจยุลที่กำลังยืนอยู่พร้อมยื่นมือมาให้

"ยืนไหวหรือเปล่า?"

"..."

โบ๊ทนิ่งค้างในท่ากำลังลุกขึ้นยืนไปชั่วขณะ เมื่อเห็นคนที่ถูกเรียกว่าเป็น เจ้าหญิงหิมะ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตนแบบนี้

มันผิดกับข่าวลือที่ว่าเธอเป็นคนเย็นชาสุดๆ

โบ๊ทไม่กล้าจับมือเจยุลที่ยื่นมาช่วยเหลือ เขาลุกขึ้นเองอย่างรวดเร็ว พลางยกมือขวาเกาหัวพร้อมยิ้มแห้งๆ เขาไม่อยากแสดงท่าทางอันน่าอับอายให้เธอเห็นอีกแล้ว

"ผม...ม...ไม่เป็นไร"

เจยุลยังคงแสดงใบหน้าเหมือนเดิม คือสงบนิ่ง ไม่แสดงอาการหัวเราะใดๆ เหมือนกับว่าสีหน้าและอารมณ์ของเธอได้ตายสนิทไปแล้ว ดวงตาคู่งามของหญิงสาวเหลือบไปเห็นศอกข้างขวาของโบ๊ทมีรอยแผลถลอกจากการเดินสะดุดล้มเมื่อครู่นี้

"คุณกลับไปนั่งที่เดิมก่อน"

"อะ...เอ่อ..."

"เดี๋ยวฉันมา"

เจยุลพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะรีบวิ่งไปยังจุดๆหนึ่งพร้อมบอลในมือ ทิ้งโบ๊ทที่ตอนนี้กำลังรู้สึกงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เดี๋ยวฉันมาเหรอ?

เจยุลคนนั้นน่ะนะ?

โบ๊ทกลับไปนั่งที่เดิมตามที่เจยุลบอก ขณะนั่งรอไป หัวใจของชายหนุ่มก็เต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ เลือดในกายสูบฉีดจนรู้สึกประหม่า

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เขาก็เห็นเงาร่างที่แสนคุ้นเคยกำลังเดินมาทางนี้ โบ๊ทเบิกตากลมโตทันทีเมื่อเห็นเจยุลกำลังเดินมาหาเขา

หากแต่ในมือของหญิงสาวถือกล่องพยาบาลและถุงสีส้มที่ใส่อะไรบางอย่างไว้อยู่ด้วย เจยุลนั่งลงข้างชายหนุ่มที่กำลังตื่นตูมก่อนจะลงมือเปิดกล่องปฐมพยาบาลเพื่อหยิบขวดน้ำยาฆ่าเชื้อมาชุบกับสำสี

"ยื่นแขนข้างนั้นมาสิ"

เจยุลเอ่ยเสียงเรียบ ทำให้โบ๊ทที่ราวกับอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่งเริ่มรู้สึกตัว เขาอยากจะพูดว่าตัวเองสามารถทำมันได้ แต่ไม่รู้ทำไม มันเหมือนกับว่าเขาต้องกลืนคำพูดนั้นลงไปและยอมยื่นแขนข้างที่เป็นแผลถลอกแต่โดยดี

"ซี๊ด!!!"

โบ๊ทชักหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยเพราะความแสบที่แล่นเข้าบริเวณที่เป็นแผล แต่ความเจ็บปวดมันก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้รู้สึกถึงสัมผัสอันแสนนุ่มของมือที่จับใต้แขนของเขาเอาไว้

การทำแผลเพียงเล็กๆแม้จะใช้เวลาไม่นานนัก แต่โบ๊ทรู้สึกอยากจะหยุดเวลานี้ไว้ให้นานๆ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนที่ถูกเรียกว่าเป็นเจ้าหญิงหิมะ จะมีมุมที่ใจดีปานนางฟ้าอะไรแบบนี้เหมือนกับคนอื่นเขา

ถึงแม้นางฟ้าคนนี้สีหน้าจะยังตายสนิทเหมือนเดิมก็ตามที

"เสร็จแล้ว..."

หลังจากทำแผลให้โบ๊ทจนเสร็จสิ้น เจยุลเก็บเครื่องมือทั้งหมดลงเข้ากล่องพยาบาลตามเดิมก่อนจะลุกขึ้น โดยก่อนที่จะจากไปนั้น หญิงสาวได้ยื่นถุงสีส้มนั้นให้กับเขาด้วย

"เอ่อ...นี่คือ..."

"ของกิน..."

"..."

"เธอไปซื้ออะไรกินตอนนี้คงไม่น่าทันแล้ว ฉันไปล่ะ..."

เจยุลพูดเพียงแค่นั้นก่อนหันหลังเดินจากไปทันที ปล่อยให้โบ๊ทที่กำลังนั่งตะลึงเหมือนคนวิญญาณหลุดกับของกินในถุงที่เธอซื้อมาให้ด้วยตัวเองไว้แบบนั้น

กว่าเขาจะรู้สึกตัว เจยุลก็หายลับสายตาไปแล้ว ดวงตาสั่นระริกคู่นั้นหลุบลงที่ถุงดังกล่าวก็พบว่าเป็นขนมปังฮอทดอกสองชิ้นที่กำลังร้อนๆ ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาชิ้นหนึ่งก่อนจะกัดลงไปคำหนึ่ง

ไม่รู้ทำไมตอนนี้น้ำตาของเขาไหลออกมาระหว่างกิน มันไหลไม่หยุดเลย

"อ...อา...หย่อย..."

ในโรงเรียนแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มีสิ่งเลวร้ายเสมอไป โบ๊ทเริ่มคิดแบบนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น