The Celestia ! เมื่อผมในร่างสาวน้อยกับสงครามคัดเลือกเทพเจ้าที่ต่างโลก

ตอนที่ 7 : พลาเนีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 813
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    17 ม.ค. 61

บทที่ 5 : พลาเนีย

                    “ไง ได้เจอกันสักทีนะ สาวน้อย

                เพราะเสียงนั่นจึงทำให้เด็กสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองหาต้นเสียงและพบกับเลน่า ซึ่งเธอกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ในท่าไขว่ห้างพร้อมกับมือเท้าคาง หากนึกย้อนกลับไปสักนิดนึงแล้วล่ะก็มันค่อนข้างคล้ายกับภาพที่เคยเห็นมาเมื่อไม่นาน

                 “เลน่า!!” เมื่อเด็กสาวยืนยันได้แล้วว่าคนตรงหน้าคือเลน่า เสียงตะโกนเรียกดังลั่นจนทำให้เลน่าต้องยกนิ้วขึ้นมาบังริมฝีปากพร้อมเสียงเป่าชู่วเบา ๆ “อย่าตะโกนจะได้ไหม”

                ฟีเรียได้ยินแบบนั้นจึงลดเสียงลงก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยพร้อม “ก่อนอื่นเลย เธอช่วยบอกสิ่งที่ผมควรรู้ตอนนี้มาให้หมดซะ

                “ถ้าอยากรู้ก็ลองขอร้องข้าหน่อยเป็นไง” คิ้วของเด็กสาวขมวดขึ้นพร้อมหมัดที่กำแน่นก่อนจะกัดฟันเอ่ยถามหล่อนออกไปว่า ได้โปรดบอกในสิ่งที่ผมควรรู้ทีครับ เมื่อเด็กสาวพูดจนจบ เสียงหัวเราะลั่นของเลน่าก็ดังขึ้นมาทันที

                “ทำไมไม่ลองพยายามหาด้วยตัวเองก่อนซะล่ะ”

                เธอจำใจถามออกไปเพราะต้องการคำตอบที่เป็นประโยชน์ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามันช่างไม่สบอารมณ์เสียเหลือเกิน

                จงเข้าร่วม The Celestia เพื่อข้าซะ

                คำถามแรกยังไม่ได้คำตอบ คำถามถัดไปก็งอกขึ้นมาอีกแล้ว มันเริ่มจะทำให้เด็กสาวจำต้นชนปลายไม่ถูกและความสงสัยก็ทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ

                 “ก็คงจะถูกบังคับอีกตามเคยสินะ” ถึงเด็กสาวจะไม่รู้ว่าคืออะไรแต่สุดท้ายเทพเจ้าตรงหน้าก็บังคับให้ทำอยู่ดี สำหรับข้อนี้จึงต้องทำใจยอมรับเอาไว้ก่อน

                “ดูจะไม่ขัดขืนอะไรเลยนะ เจ้าน่ะ” เลน่าแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูดอธิบายถึงคำว่า The Celestia จนจบ และหากสรุปอย่างง่ายแล้ว มันก็คือสงครามตัวแทนที่พระเจ้าจะเลือกมนุษย์มาสู้รบกันโดยให้เหตุผลว่าหากพระเจ้าสู้กันโลกนี้คงจะล่มสลายก่อนจะรู้ผล

                “ดูเหมือนจะหมดเวลาแล้ว” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เลน่าก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าของเด็กสาวเรียบร้อยแล้ว เธอนำปลายนิ้วชี้แตะที่หน้าผากของเด็กสาวก่อนจะเอ่ยขึ้น ไว้มาคุยเมื่อมีโอกาสก็แล้วกัน

                “ทำอะ...” ร่างของฟีเรียค่อย ๆ ล้มลงกับพื้น

 

                บริเวณใต้หน้าผามีเสียงไม้แตกจากกองไฟดังขึ้นเป็นจังหวะโดยแสงไฟสะบัดไปมาตามสายลมที่พัดผ่าน หากไร้แสงจากกองไฟนี้แล้วคงจะมองไม่เห็นในยามค่ำคืน

                 เด็กสาวที่รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิดนั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเพราะเสียงจากกองไฟ เธอพบกับหญิงสาวผมสั้นประบ่าสวมเสื้อผ้าด้านในเป็นเดรสสีขาวที่ปลายกระโปรงเป็นจีบ ซึ่งด้านนอกเป็นเสื้อกักสีดำที่ยาวกว่าปกติและมีเข็มขัดหนังสีน้ำตาลคาดอยู่บริเวณเอว กระเป๋าหนังถูกห้อยจากเข็มขัดที่บริเวณสะโพกโดยมีหลอดขวดแก้วขนาดเล็กถูกสอดเอาไว้ที่ระหว่างเข็มขัดกับเสื้อผ้าบริเวณด้านหน้า ส่วนรองเท้าเป็นบูทหนังสูงระดับใต้หัวเข่า หล่อนนั่งอยู่บนขอนไม้ข้างกองไฟ

                “เหมือนจะได้สติแล้วนะ” เมื่อหญิงสาวเหลือบเห็นว่าเธอเริ่มขยับตัวจึงปิดหนังสือในมือ และพบกับท่าทีลุกลี้ลุกลนจนหน้าแปลกใจจนต้องเอ่ยถามขึ้น

                “เป็นอะไรของเธอ ?”

                “อะ..ปะ เปล่าไม่มีอะไร” เด็กสาวตอบอย่างร้อนรนขณะที่กำลังลุกขึ้นมานั่ง

                “ช่างเถอะ” หญิงสาววางหนังสือบนหน้าตักพร้อมกล่าวแนะนำตัวเอง “ฉันเซร่า...เซร่า อาเดเลีย เมื่อเด็กสาวได้ยินแบบนั้นจึงรีบแนะนำตัวกลับไปทันที

                ฟะ... ฟีเรีย ค่ะ ความสงสัยเริ่มผุดขึ้นมาอีกแล้ว เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าชื่อของคนตรงหน้า นั่นคือเธอรอดจากการตกหน้าผาได้อย่างไรและคำตอบเดียวที่พอจะตอบได้ในตอนนี้คือคนตรงหน้านี่แหละที่เป็นคนช่วยเธอเอาไว้

                หรือว่า... คุณเซร่าเป็นคนช่วยฉันตอนตกหน้าผาหรอคะ เด็กสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัยขณะที่เซร่ากำลังเดินเข้ามาใกล้

                ใช่... ฉันเอง หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะคว้ามือของฟีเรียขึ้นมาและวางลูกบาศก์แปลก ๆ ให้

                “ใช้นี่แล้วเข้านอนซะ พรุ่งนี้เธอต้องช่วยฉันแบกของพวกนี้เข้าเมือง เซร่าชี้ไปที่เต็นท์และแคมป์ไฟพร้อมกับรอยยิ้ม

                อะ...เอ่อ คือขอเข้าไปนอนในเต็นท์ด้วยได้ไหมคะ

                เด็กสาวที่ไม่เคยนอนป่ามาก่อนเริ่มออกอาการวิตกกังวลเพราะมันดูไม่มีความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย แสงจากกองไฟก็สว่างเพียงแค่รัศมีไม่กี่เมตรเท่านั้น ซึ่งบริเวณโดยรอบก็ยังคงมืดอยู่ดีและคำขอที่ส่งออกไปก็ได้คำตอบกลับมาที่น่าผิดหวังอยู่ไม่น้อย

                ไม่ได้ เซร่าส่ายหน้าให้เป็นคำตอบก่อนจะมุดเข้าไปในเต็นท์

                นะค้า... เสียงออดอ้อนของเด็กสาวเหมือนจะส่งไปไม่ถึงเพราะไม่มีเสียงตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้เธอต้องตัดสินใจอยู่สักพักก่อนจะนอนลงไปข้าง ๆ ขอนไม้ใกล้กองไฟก่อนจะเริ่มสำรวจลูกบาศก์ที่พึ่งได้รับมา ถ้าหากเธอเดาถูกไม่ผิดละก็คงจะใช้คล้ายกับแหวนวงนี้

                Gear Onเธอพูดเบา ๆ ลูกบาศก์ก็เปลี่ยนสภาพเป็นผ้าห่มที่มีขนาดพอเหมาะ เด็กสาวตกใจเล็กน้อยก่อนจะนำมันห่มและข่มตาหลับท่ามกลางป่าที่มืดมิด

 

                แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าเริ่มสาดส่องทะลุผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ กลิ่นของอาหารภายในหม้อขนาดกลางเริ่มโชยไปทั่ว ซึ่งหม้อถูกวางอยู่บนตะแกรงที่ด้านล่างมีเปลวไฟจากลูกบากศ์เล็ก ๆ เด็กสาวเริ่มขยับตัวขณะที่เซร่ากำลังปรุงอาหาร

                “ตื่นแล้วงั้นเหรอ” เซร่าตักซุปลงชามไม้ก่อนจะยื่นมันให้กับเด็กสาว ฟีเรียขยี้ตาก่อนจะรับมันมาแบบยังไม่ตื่นเต็มที่ ผ้าห่มที่ใช้อยู่ตอนนี้หดกลับเป็นลูกบาศก์เช่นเดิมแล้ว

                “กินนี่ซะ อีกเดี๋ยวก็ต้องไปแล้ว”           

                “ขะ...ขอบคุณค่ะ”

                จากนั้นเซร่าก็ตักในส่วนของตัวเองวางเอาไว้ที่ขอนไม้และลุกไปเก็บเต็นท์โดยที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเต็นท์ตรงหน้าก็กลายเป็นกระเป๋าสะพายไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสิ่งที่จะเก็บถัดไปคือเกียร์ทรงลูกบาศก์ใต้ตะแกรง ขณะที่เริ่มกินอาหารในส่วนของตัวเองก็เริ่มออกปากถามเด็กสาวตรงหน้า

                “แล้วทำไมเธอถึงตกหน้าผามาล่ะ”

                เด็กสาวที่เรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ทันนั้นถึงอยากจะเล่าออกไปก็ไม่สามารถเล่าได้ ปากที่อยากจะเอ่ยกลับหุบลง เซร่าเห็นแบบนั้นจึงบอกปัดทันที

                “ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร”

                หลังจากที่ทั้งสองกินอาหารเช้ากันเสร็จก็เก็บข้าวของลงกระเป๋าจนเรียบร้อยและเซร่าก็ยื่นกระเป๋าใบนั้นให้ฟีเรียเด็กสาวเอื้อมมือไปรับแบบยังไม่ทันคิด เธอสะพายมันสะพายขึ้นบ่าและลุกขึ้นยืน ทว่าเข่าของเธอทรุดลงไปทาบกับพื้นเพราะน้ำหนักกระเป๋า เซร่าเห็นแบบนั้นสายศีรษะเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาขอมันคือกลับไปสะพายเอง

                เมื่อทั้งสองเริ่มออกเดินทางไปได้สักพัก               เด็กสาวต้องนำมือยกขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าพร้อมกับเสียงหอบหายใจอย่างช้า ๆ เพราะสภาพอากาศของป่าเป็นแบบป่าเขตร้อนชื้น ซึ่งมันทำให้เหงื่อมีมากกว่าปกติ

                เหงื่อที่ไหลออกมาเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายนั้นถูกเสื้อผ้าดูดซับจนเริ่มจะชุ่ม ซึ่งเสื้อของเด็กสาวเริ่มแนบเข้าไปกับผิวหนังจนเนินหน้าอกเริ่มเผยให้เห็นภายใต้ร่มผ้าเพราะภายใต้เสื้อฝึกไม่ได้มีชั้นในบังอยู่

                “ใกล้ถึงรึยังคะ” เด็กสาวถามออกไปเมื่อเห็นเซร่าหยุดอยู่บนเนิน

                นั่นไง เซร่าตอบคำถามพร้อมกับชี้ไปยังเมืองที่เป็นจุดหมายตรงหน้า ซึ่งตัวเมืองถูกตั้งอยู่ภายในกำแพงกลางทุ่งโล่งและมีถนนตัดผ่านหมู่บ้านนอกกำแพงเข้าไปยังเมือง

                เมื่อเซร่าเหลือบไปมองฟีเรียที่อยู่ด้านหลังก็ต้องรีบหันกลับมาทันที เพราะเสื้อผ้าของเธอแนบสนิทไปกับร่างกายและยังเผยให้เห็นเนื้อหนังด้านในเสื้ออีกด้วย

                ใส่นี่ซะ เซร่าถอดเสื้อนอกและยื่นให้ เด็กสาวรับมันมาใส่โดยไม่รู้เหตุผลจนกระทั่งมองลงไปที่ร่างกายของตัวเอง

                ขณะที่ทั้งสองกำลังจะผ่านประตูเมืองก็ถูกเสียงเรียกจากทหารยามด้านหน้าหยุดเอาไว้และเข้ามาขวางทาง ซึ่งทหารยามทั้งสองก็เรียกขอตรวจบัตรยืนยันตัวตน เซร่าก็ยื่นให้ตรวจและผ่านไปอย่างง่ายดายแต่ว่าทางเด็กสาวนั้นไม่มีบัตรที่ว่า อีกทางที่พวกทหารยามแนะนำมาคือทำบัตรยืนยันตัวตนตอนนี้เลย แต่ถูกเซร่ากระซิบห้ามเอาไว้เพราะหากทำล่ะก็คงได้เสียเวลาไปอีกเป็นวันแน่นอน จึงทำให้เด็กสาวมีความคิดดี ๆ สำหรับการแก้ปัญหานี้

                กระซิบอะไรกันพวกเธอ เด็กนี่ละมีไหม

                ค่ะ...คือว่าได้โปรดให้หนูเข้าเมืองด้วยนะคะ เด็กสาวใช้ทักษะการแสดงที่ติดตัวมาจากโลกก่อน ทั้งน้ำเสียงที่น่าสงสารและสายตาที่ออดอ้อน หากยังเป็นชายอยู่ล่ะก็ไม่มีทางที่จะพลาดอย่างแน่นอน และเหมือนว่ามันจะได้ผลเป็นอย่างดีจนทหารหนุ่มออกอาการ

                อึก...มะ... ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีก็ต้องไปทำบัตรยืนยันตัวตนก่อน ในเมื่อการโจมตีครั้งแรกศัตรูก็เกือบล้มลงไปการโจมตีถัดไปนี่แหละเป็นตัวตัดสินว่าจะละทิ้งหน้าที่ของเขาหรือไม่

                นะค้า... เสียงลากยาวของเธอส่งผลให้ทหารยามก้าวถอยหลังเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ

                กะ...ก็ได้

                ขอบคุณมากนะคะ คุณทหาร  ขณะที่เด็กสาวยกรอยยิ้มส่งให้ ทหารหนุ่มอีกคนก็ตบไหล่พร้อมกล่าวตักเตือนทันที

                จะดีหรอเพื่อน ถ้าเบื้องบนรู้ละก็โดนหักเงินเดือนแน่ ๆ

                ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไรหนิ อีกอย่างสาวน้อยน่ารักแบบนี่จะมาทำเรื่องร้าย ๆ งั้นเหรอ เขาส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อเหอะ... ไม่มีทางซะหรอก

                หลังจากทหารทั้งสองคุยกันเสร็จก็หลีกทางให้เข้าเมืองแต่โดยดี ซึ่งทางเซร่าที่เห็นการแสดงเมื่อครู่ก็ต้องนำมือขึ้นบังจมูกกับปากทันที

                เป็นอะไรเหรอคะ เซร่า ผลตอบรับที่ได้ไม่เพียงแต่ทหารยังหลักทาง หญิงสาวที่เป็นเพื่อนร่วมทางก็ยังโดนไปด้วย มันค่อนข้างสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียวแสดงว่าทักษะการแสดงของเธอสามารถใช้ได้ดีเลยทีเดียว

                ปะ...เปล่าไม่มีอะไร เซร่าเบือนหน้าหนีไปก่อนจะเดินนำผ่านประตูเมืองไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

117 ความคิดเห็น

  1. #52 LLพ้ใจตัวLoJ (@zymethza55) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 13:50
    สงครามเหล่าเทพงั้นเหรอ พวกเราสายปีศาจพร้อมนะลุยโลด
    #52
    0
  2. #40 NCCM (@nichada300831) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 22:01
    สงครามเทพ น่าสนใจมากก gear on อันที่จริงภาษาอังกฤษน่าจะสะกดเป็นภาษาไทยด้วยนะคะ
    #40
    0
  3. #23 Siriporn Pok (@0816588016) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 04:53
    สงคราม จะเกิดหรออ โอ้ม่ายย
    #23
    0
  4. #15 Aoohapyn (@apyn666aoo) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 20:33
    เลน่าโผล่มาอีกแล้ว...
    รู้สึกเริ่มกลัวนางขึ้นมา5555

    ฟีเรีย(พระเอกเรา)ช่างโชกโชนจริง ๆ
    #15
    0
  5. #14 Aoohapyn (@apyn666aoo) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 20:33
    เลน่าโผล่มาอีกแล้ว...
    รู้สึกเริ่มกลัวนางขึ้นมา5555

    ฟีเรีย(พระเอกเรา)ช่างโชกโชนจริง ๆ
    #14
    0