The Celestia ! เมื่อผมในร่างสาวน้อยกับสงครามคัดเลือกเทพเจ้าที่ต่างโลก

ตอนที่ 29 : ครั้งแรก 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 พ.ย. 60

                บริเวณทุ่งกว้างโล่ง หญ้าสูงเติบโตไปทั่ว ชายหนุ่มทั้งสองกำลังขี่ม้าขึ้นเนินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางในแผนที่ ทว่าการเดินทางก็หยุดลงเมื่อซิดนี่เอ่ยทักถามถึงเข็มทิศที่ฟิลิบใช้

                “เอาไปดูสิ” ฟิลิบยื่นเข็มทิศในมือที่หยิบจากกระเป๋าเมื่อครู่

                ซิดนี่รับมาตรวจสอบ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะเดินทางมาหลายวันแล้วแต่ก็ไม่ถึงเมืองเมดาลินเสียที อีกอย่างคือได้ยินมาว่าเมืองเมดาลินจะมีลำธารล้อมรอบเมืองอยู่ ซึ่งมันผิดกับสภาพภูมิประเทศตอนนี้

                มันควรจะเป็นที่ราบแต่ทำไมพวกเราถึงได้เดินขึ้นเนินกันอยู่ล่ะ เมื่อลองขยับเข็มทิศในมือก็ได้แต่ภาวนาว่ามันจะไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้

                และมันก็เกิดขึ้นเข็มทิศในมือไม่ได้ชี้ไปทางทิศเหนือเมื่อหมุนไปด้านอื่น เข็มด้านในหมุนตามทิศทางที่ซิดนี่ลองขยับมือ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่มือที่มืออีกข้างยกขึ้นไปก่ายหน้าผาก

                “ฟิลิบ เข็มทิศนี่”

                “ทำไมงั้นหรอ”

                “คงได้มาจากพ่ออีกสินะ” เสียงถอนหายใจดังขึ้นท้ายประโยค

                “ใช่”

                “ตอนแรกก็แผนที่ ตอนนี้ก็ผิดทิศงั้นหรอเนี่ย” ซิดนี่กล่าวออกมาเบา ๆ

                “นายว่าไงนะ”

                เมื่อได้ยินฟิลิบพูดแบบนั้น ซิดนี่ที่เผลอไว้ใจให้เขาเตรียมอุปกรณ์การเดินทางก็ต้องผิดหวัง หวังว่าจะถึงเมืองเมดาลินก่อนที่พวกนั้นจะออกจากเมืองไปนะ

                ซิดนี่อธิบายสถานการณ์ตอนนี้ให้ฟิลิบฟัง และทั้งสองก็ลงจากม้าเพื่อวางแผนเดินทางกันใหม่อีกครั้ง

 

                ทางด้านแบรนด้อนที่ยังไม่ได้หายไปจากห้องสีขาว เลน่าขยับร่างเข้าใกล้และยื่นแหวนแปลก ๆ ให้แบรนด้อนก่อนจะเริ่มอธิบาย

                “นี่เกียร์ประจำตัวของข้า รับไปสิ” แบรนด้อนรับด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถามถึงสรรพคุณของเกียร์ชนิดนี้

                “มันไว้ใช้ทำอะไร ?”

                “เรื่องนั้น เมื่อถึงเวลาข้าจะบอกเจ้าเอง สาวน้อย” เลน่าเลื่อนมือเข้าใกล้หน้าผากก่อนจะเอ่ยลา “ไว้พบกันใหม่” แรงดีดส่งผ่านนิ้วไปยังหน้าผากของแบรนด้อนที่กำลังจะถามบางอย่าง ร่างของเขาสลายหายไปก่อนจะได้เอ่ยถาม

 

                เด็กสาวสะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียงในห้องพักพร้อมกับลมหายใจที่แปรปรวน มือทั้งสองลูบที่บริเวณหน้าผากเพราะความเจ็บจากการที่โดนดีดเมื่อครู่ยังคงเหลืออยู่ ขณะที่ลูบหน้าผากก็สังเกตเห็นแหวนที่เลน่าเป็นคนมอบให้ถูกสวมอยู่ที่นิ้ว

                “อรุณสวัสดิ์ ฟีจัง” เสียงของเซร่าดังทักทายพร้อมเปิดม่านในห้องให้แสงแดดอ่อน ๆ สาดเข้ามา

                “อ...อรุณสวัสดิ์ค่ะ” ฟีเรียมีท่าทีตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเซร่าเรียกแบบนั้น ขณะที่ยืดเส้นยืดสายเซร่าก็มานั่งด้านข้างก่อนจะรวบเส้นผมด้านหลังของเด็กสาว

                “เซร่า ทำอะไรของเธอน่ะ”

                “เดี๋ยวฉันหวีผมให้เธอเองนะ”

                “คะ ?”

                เรียกได้ว่าเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่สำหรับแบรนด้อน เพราะตัวเองไม่เคยผมยาวขนาดนี้มาก่อน ถึงแม้จะเคยสวมวิกตอนที่ช่วยงานคุณแม่ก็เถอะ

                เซร่าค่อย ๆ หวีเส้นผมอย่างประณีตและทะนุถนอม การกระทำของเธอราบลื่นราวกับเคยทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ความรู้สึกอ่อนโยนส่งผ่านให้เด็กสาวทุกครั้งที่เธอหวี เมื่อหวีจนได้ที่ก็บอกให้ฟีเรียเตรียมตัวสำหรับลงไปกินอาหารเช้าด้านล่าง

                เมื่อลงมาถึงด้านล่างก็จับจองโต๊ะที่ยังว่างอยู่ บริกรหญิงเดินมาถามเกี่ยวกับเมนู เหมือนว่าเธอจะตรวจสอบดูอีกรอบเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ไม่นานหลังจากนั่นอาหารเช้าที่สั่งไว้เมื่อคืนก็มาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ

                ระหว่างที่กินอาหารเช้ากันอยู่เซร่าก็สังเกตเห็นแหวนในมือของเด็กสาวตรงข้าม เหมือนพึ่งเคยเห็นแหวนวงนี้เป็นครั้งแรก จึงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าแหวนในมือได้มาจากไหน

                “ฟีจัง ก่อนหน้านี้เธอใส่แหวนรึเปล่า” เซร่าถามเพื่อความแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้มองผิดไป เพราะก่อนหน้านี้จำได้ว่าเธอไม่ได้ใส่แหวน

                ฟีเรียหยุดช้อนส้อมในมือกะทันหันเพื่อตัดสินใจว่าจะบอกเรื่องสงครามเทพกับเซร่าดีไหม แต่ว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเองก็คงต้องโกหกออกไป และแน่นอนว่าความมั่นใจในทักษะการแสดงนั้นเต็มร้อย

                “ฟีจัง เป็นอะไรไป รู้สึกไม่ดีตรงไหนบ้างไหม ?” เซร่าต้องถามออกมาเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาวในตอนนี้

                ฟีเรียก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตาถูกหรี่ลง ลมหายใจช้ากว่าปกติเล็กน้อยและน้ำตาที่คลออยู่ สีหน้าที่โศกเศร้าถูกปั้นออกมาอย่างแนบเนียน

                “มะ...ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่มัน...” เด็กสาวใช้หลังมือปาดน้ำตาออกไปก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่น่าเป็นห่วง “ทำให้นึกถึงเรื่องในวันนั้น” และสิ่งที่เด็กสาวแสดงออกมาก็เป็นไปตามที่คิด เซร่าต้องบอกปัดและเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาทันที

                “ถ้ามันเศร้าล่ะก็ ไม่ต้องไปคิดถึงมันหรอกนะ งั้นกินเสร็จก็ไปเดินเล่นในเมืองกันดีกว่านะ”

                เซร่าพยายามพูดอย่างร่าเริงเพื่อดึงอารมณ์ที่เด็กสาวสร้างขึ้นเมื่อครู่ให้กลับมาร่าเริงเช่นเดิม แน่นอนว่าฟีเรียก็ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มก่อนจะเริ่มกินอาหารตรงหน้าต่อ

                เสียงของฟีเรียดังก้องขึ้นในหัวเมื่อการแสดงจบลง

                “น่าแปลกใจจริง ๆ ทำไมนายถึงได้แสดงได้แนบเนียนขนาดนี้นะ” เสียงปรบมือเบา ๆ ดังขึ้นท้ายประโยค

                “เรื่องธรรมดา” แบรนด้อนตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ

            “แล้วแหวนนั่นจริง ๆ แล้วได้มาจากไหนล่ะ”

            “เลน่าให้มาเมื่อวาน”

            “เลน่า ?”

            เดาจากที่ฟีเรียพูดแล้ว เธอคงจะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเมื่อวานนี้ อีกอย่างคงจะไม่รู้เรื่องสงครามเซเลสเทียด้วย แบรนด้อนจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้ฟีเรียฟังตั้งแต่ก่อนจะมาอยู่ในร่างนี้จนกระทั่งได้รับแหวนมาเมื่อวาน

                “เป็นแบบนั้นเองสินะ แล้วทำไมต้องใช้ร่างของเราเข้าร่วมสงครามนี้ด้วยล่ะ ?”

            “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

 

                เมื่อทั้งสองคนกินอาหารเช้าจนเสร็จก็ออกจากโรงแรม เซร่าหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ จากกระเป๋าตรงเข็มขัดขึ้นมาเด็กสาวด้านข้างก็ขยับใบหน้าเข้าใกล้กระดาษด้วยความสงสัย

                “ดูอะไรอยู่หรอ”

                “แผนที่น่ะ” เซร่าใช้เวลาดูไม่นานก็พับเก็บลงกระเป๋าเช่นเดิมก่อนจะคว้าแขนฟีเรียและเดินนำไป

                “อ๊ะ...” เด็กสาวถูกคว้าแขนและดึงไปอย่างกะทันหันแสดงสีหน้าสงสัย ซึ่งเซร่าเห็นมันพอดี

                “ถ้าฟีจังหลงไปจะแย่เอานะ”

                พวกเธอใช้เวลาเดินอยู่สักพัก ถึงจะหลงแล้วเดินวนมาที่เดิมบ้างก็ตามแต่เซร่าก็ถามคนแถวนั่นจนถึงสถานที่ในกระดาษ อาคารที่ค่อนข้างใหญ่ ประตูด้านหน้าทำจากไม้และแขวนป้ายที่สลักคำว่า สมาคมฮันเตอร์ เอาไว้ ซึ่งมันเป็นสถานที่เดียวกับที่เบทตี้เคยบอกเอาไว้

                เมื่อทั้งสองเข้ามาด้านในแล้ว ภายในสมาคมมีเคาท์เตอร์กว้าง ๆ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับประตู กำแพงไม้ถูกแปะด้วยกระดาษที่เต็มไปด้วยข้อความ อีกด้านหนึ่งเป็นโต๊ะกับเก้าอี้จำนวนพอเหมาะ แสงไฟในห้องนี้มาจากโคมไฟที่ห้อยลงมาจากเพดาน

                ระหว่างที่เด็กสาวกำลังกวาดสายตาเพื่อรับบรรยากาศรอบ ๆ เสียงเรียกที่คุ้นหูก็ดังขึ้น ต้นเสียงอยู่ทางด้านโต๊ะไม้ที่ตรงข้ามกับกำแพงไม้

                “อ้าว เซร่าไม่ใช่รึไง” เบทตี้เอ่ยทักทายพร้อมทั้งกวักมือเรียกให้ไปหาที่โต๊ะ โต๊ะของเธอมีหญิงสาวแปลกหน้าอีกสองคนนั่งอยู่ด้วย

                “สวัสดีเบทตี้” เซร่าโบกมือทักทายหญิงสาวตรงหน้า เด็กสาวข้างกายก็ก้มโค้งให้เล็กน้อยแทนคำทักทาย

                “แล้วรูดอฟล่ะ”

                “อยู่แผนกพยาบาลที่ชั้นสองน่ะ” เบทตี้ใช้มือชี้ไปยังชั้นสองเพื่อนำสายตาเซร่าและฟีเรีย ก่อนจะแนะนำหญิงสาวแปลกหน้าทั้งสองที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย

                “นี่เดซี่ส่วนข้าง ๆ เธอ เดเซีย”

                “เธอชื่ออะไรหรอ หนูน้อย” ผู้หญิงผมสั้นในชุดผ้า เธอใส่เกราะเบาตามข้อพับแขน บริเวณอกก็มีติดอยู่เช่นกัน มีดพกห้อยไว้ที่บริเวณเอว เธอถามเด็กสาวด้านหลังเซร่าอย่างร่าเริง

                หญิงสาวหน้าตาคล้ายกับเดซี่ด้านข้างพยักหน้ารับ เธอไว้ผมยาวประบ่าด้านหลังรวบไว้เป็นหางม้า เสื้อด้านบนเป็นชุดรัดรูป บนโต๊ะมีเกราะหนักวางอยู่ โล่ขนาดใหญ่กว่าตัวพิงไว้ข้างเก้าอี้และดาบสั้นสะพายอยู่ที่เอว

                เดซี่ลุกขึ้นก้าวเท้าประชิดตัวฟีเรีย เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยถาม

                “นี่ ๆ หนูน้อยเธอมาทำอะไรที่นี่งั้นหรอ”

                “ฟีเรียค่ะ เอ่อ...คือ กำลังทำอะไรอยู่คะ”

                เด็กสาวถามออกไปเพราะตอนนี้เธอกำลังถูกเดซี่จับข้อมือ ต้นแขน ต้นขาลงไปเรื่อย ๆ จบที่ข้อเท้า เดซี่ขยับมือขึ้นจับปลายคางตนเองราวกับกำลังวิเคราะห์ร่างกายเด็กสาวตรงหน้าอยู่

                “เป็นร่างกายที่ดีเลยทีเดียว อืม... ถ้าเป็นเธอละก็จะต้องเป็นฮันเตอร์ที่เก่งกาจแน่ ๆ งั้นต่อไปก็ขอตรวจตรงนี้หน่อยนะ” เดซี่จ้องสายตาไปที่บริเวณหน้าอก เดเซียที่นั่งอยู่เรียกเธอด้วยเสียงต่ำราวกับว่าเป็นการเตือนสติ ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะหนักกว่าแค่ที่หน้าอกก็ได้

                “เดซี่”

                “ค่า” สิ้นเสียงตอบรับเธอกลับไปนั่งที่เช่นเดิมอย่างเรียบร้อย

                “นี่เซร่ากับฟีเรีย ที่ฉันเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้ไง” เบทตี้แนะนำตัวทั้งสองคนให้คู่ฝาแฝดได้รู้จัก

                “แล้วที่เรียกมีอะไรงั้นหรอ เบทตี้”

                สาเหตุที่เบทตี้ทักพวกเธอก่อนก็เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงจะเริ่มออกล่าประจำวัน ถึงการหาสมาชิกเพิ่มจะทำให้เงินรางวัลที่ได้ลดลงก็คุ้มค่ากับการล่าที่ง่ายขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าฟีเรียที่พึ่งได้รับบาดเจ็บมาต้องปฏิเสธออกไป เซร่าก็เช่นกัน

                มีเพียงเสียงในร่างของเด็กสาวเท่านั้นที่เสนอให้แบรนด้อนเข้าร่วมการล่าครั้งนี้ นั่นก็เพื่อทำให้ตัวเองเคยชินกับการต่อสู้ อีกอย่างแผลบริเวณแขนก็ปิดสนิทแล้วเพราะผลของยาที่ได้มาจากคุณลิน

                ภารกิจที่กลุ่มเบทตี้รับมาคือกวาดล้างพวกหมาป่าบริเวณป่าหน้าเมือง

                “ฉันสนใจค่ะ” คำพูดที่กล่าวออกไปอย่างมั่นใจนั่นภายในแล้วเต็มไปด้วยความกังวล เพราะบาดแผลที่แขนนั้นถึงแม้ความเจ็บปวดจะหายไปแล้วแต่ความทรงจำก็ยังนึกถึงตอนที่โดนกัดอยู่เสมอ เลือดสีแดงสดหลั่งไหลทั่วแขนมันหยดลงพื้นไม่ขาดสาย หากตอนนั้นพวกเบทตี้ไม่มาล่ะก็คงจะตายไปแล้ว

                ขณะที่แบรนด้อนคิดแบบนั้นฟีเรียก็คอยให้กำลังใจว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก และยังให้สัญญาอีกว่าจะไม่หนีไปนอนแบบคราวก่อนแล้ว ที่บอกแบบนั้นเพราะหากแบรนด้อนตาย ฟีเรียก็คงจะตายด้วยเช่นกัน

                “เอาจริงหรอฟีจัง” เมื่อครู่ที่เซร่าปฏิเสธออกไปอย่างมั่นใจตอนนี้กลับเริ่มลังเล จึงขอพวกเบทตี้ให้รอคำตอบจากเธอก่อนจะออกเดินทาง

                “ถ้ายังไงก็บอกฉันด้วยนะ”

                “ใจกล้าจริงนะ หนูน้อย” เดซี่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กสาวที่ตนสนใจนั้นจะร่วมทางไปด้วยกัน

                เมื่อเซร่าและฟีเรียเดินมาถึงเคาน์เตอร์ก็เอ่ยถามพนักงานสาวทันที

                “โทษนะคะ เรียกโรเซ่ให้ทีค่ะ”

                “สักครู่นะคะ” พนักงานสาวหยิบแว่นที่อกขึ้นสวมและหยิบแฟ้มบางอย่างออกมาค้น “เหมือนตอนนี้เขาจะว่างอยู่นะคะ งั้นก็เชิญทางนี้ค่ะ ฉันจะพาไปห้องรับรองเองค่ะ” เธอลุกขึ้นและเดินนำไปตามทาง

                “ขอบคุณค่ะ”

                เด็กสาวหยุดนิ่งเหมือนโดนมนต์สะกด สายตาของเธอจ้องไปที่หน้าอกของพนักงานสาวอยู่ชั่วขณะก่อนจะเบือนหน้าหนีไปเพราะทุกการก้าวเดินของเธอทำให้หน้าอกขยับเล็กน้อย และแน่นอนว่าเสื้อผ้าสำหรับพนักงานก็เข้ากับหล่อนมาก

                “ลามก” เสียงดังก้องในหัวเรียกสติของแบรนด้อนกลับมา

            “ท...โทษทีเผลอไปหน่อย” เพราะคำเรียกของฟีเรียจึงรีบก้าวเท้าตามพนักงานสาวไปจนถึงห้องรับรอง ห้องขนาดปานกลางไม่ใหญ่มากนัก บริเวณกลางห้องมีโซฟาและโต๊ะไม้ตั้งอยู่

            “เดี๋ยวฉันเอาชามาให้นะคะ” เธอโค้งให้ครั้งหนึ่งก่อนจะออกจากห้องไป

                “คุณโรเซ่เป็นใครคะ” เด็กสาวถามออกไปเมื่อได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นหูมาก่อน ถ้าลองคิดดูแล้ว เซร่ามีคนรู้จักอยู่เยอะมากเพราะเมื่อมีปัญหาเธอก็มีทางแก้เสมอ ซึ่งวิธีแก้ส่วนใหญ่คือไปขอคนรู้จัก จริง ๆ แล้วเซร่าเป็นใครกันแน่ แบรนด้อนคิดแบบนั้นเมื่อลองวิเคราะห์จากที่ผ่าน ๆ มา

                “หัวหน้าสมาคมฮันเตอร์ของสาขานี้น่ะ”

                “ทำไมถึงรู้จักล่ะคะ”

                “เธอเป็นคนรู้จักของพี่ชายน่ะ เมื่อตอนเด็ก ๆ พวกเราอยู่เมืองเดียวกัน” เซร่ากล่าวพร้อมนั่งลงไปที่โซฟาพร้อมตบบริเวณเบาะข้าง ๆ ราวกับว่าเป็นสัญญาณให้เด็กสาวมานั่งด้านข้างตนเอง “ก่อนหน้านี้เป็นอัศวินด้วยนะ”

                “อัศวิน ? ผู้หญิงก็เป็นได้หรอคะ” ฟีเรียตอบรับสัญญาณนั่นโดยการมานั่งด้านข้างเซร่า

                “ได้สิ

                “แล้วทำไมถึงต้องเป็นอัศวินละคะ ในเมื่อมีอย่างอื่นให้ทำอีกเยอะ

                “เธอคิดว่าอัศวินของอาณาจักรจะทำให้ฐานะมั่นคงน่ะสิ แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงมาเป็นหัวหน้าของสาขานี้ได้ ตอนฉันอ่านจดหมายที่เธอส่งมาเมื่อหลายเดือนก่อนก็ตกใจอยู่เหมือนกัน”

                ในความคิดของแบรนด้อนนั้นการเป็นอัศวินคงจะคล้ายกับทหาร ซึ่งมันต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงแน่นอนเมื่ออยู่ในช่วงสงคราม และนั่นก็ทำให้การที่คิดว่าอาชีพทหารมั่นคงนั้นตกไป แต่มันก็น่าสนใจตรงที่ได้ทักษะการเอาชีวิตรอดนี่แหละ ส่วนเรื่องเงินเดือนคงจะเหมือนระบบราชการในปัจจุบัน

                “แล้วคุณโรเซ่เก่งขนาดไหนคะ”

                “ก็สมัยเด็กเธอชนะพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านได้สบาย ๆ เลย ส่วนตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

                “แล้วเซร่ามาจากหมู่บ้านอะไรงั้นหรอ

                “ก็...

                ขณะที่เซร่ากำลังจะพูดออกไป เธอหยุดลงเพราะเสียงเปิดประตูและฝีเท้าที่ก้าวเข้าห้องตรงมาหาเซร่า หญิงแปลกหน้าโอบกอดเซร่าแน่น

                “ไม่เจอกันซะนานเลยนะเนี่ย” แรงที่ใช้โอบกอดของเธอเพิ่มมากขึ้นหากสังเกตจากมือของเซร่าที่พยายามดันร่างออกห่างจากตัว

                “ปล่อยนะ พี่โรเซ่”

                และเซร่าก็ผลักออกได้สำเร็จ โรเซ่ละมือออกและไปนั่งโซฟาด้านตรงข้าม

                “โทษที ๆ ว่าแต่ลมอะไรหอบเธอมาถึงนี่กันเซร่า”

                ก็...เซร่าถูกโรเซ่ตัดบทพูดอีกครั้ง

                แล้วนี่เธอเบื่ออเมทิสต์แล้วหรอเนี่ยถึงมาอยู่กับเด็กคนนี้แทนโรเซ่เหลือบมองเด็กสาวก่อนจะเอ่ยถามต่อทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เซร่าได้พูดตอบ

                แล้วหนูชื่ออะไรจ้ะ

                “ฟีเรียค่ะ”  

                เป็นชื่อที่เพราะดีนะ แถมยังน่ารักอีก ไม่ต้องถามเลยว่าทำไมเซร่าถึงยอมอยู่กับเธอนอกจากน้องสาวเสียงหัวเราะคิกคักดังในลำคอเมื่อกล่าวจบ

                “ไม่ใช่แบบนั่นสักหน่อย ฉันไม่ได้เบื่ออเมทิสต์นะ แค่มาตามหาเบาะแสพี่ชายต่างหาก !!” เซร่าลุกยืนและใช้ฝ่ามือด้านหนึ่งทุบลงโต๊ะเบา ๆ ราวกับว่าตอนนี้เธอคุมอารมณ์ไม่อยู่

                เด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะหากพูดอะไรผิดไปอาจจะเป็นการเติมฟืนลงไปในกองไฟได้ จึงตัดสินใจนั่งเงียบ ๆ อยู่แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว

                “แหม ๆ แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง หวงน้องสาวไม่เปลี่ยนเลยนะ พี่-เซ-ร่า-คะ” โรเซ่ดัดเสียงขึ้นสูงแหลมเล็กให้คล้ายเด็กสาวและย้ำพยางค์ท้ายทีละคำ

                “พี่โรเซ่ !!” เป็นอีกครั้งที่เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นซึ่งมันดังกว่าเก่า สีหน้าล้อเล่นเมื่อครู่ของโรเซ่ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าที่จริงจังก่อนจะถามออกไป

                แล้ววันนี้เธอมาหาฉันทำไมล่ะ เหมือนว่าเพราะน้ำเสียงนี้จึงทำให้เซร่าสงบสติอารมณ์ได้และนั่งลงอย่างช้า ๆ

                อย่างแรกก็เรื่องพี่เซ็ท

                     “แล้วพี่โรเซ่ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับเขาบ้างไหม”

                “ตั้งแต่ที่ออกจากหมู่บ้านมาก็ไม่ได้เจอกันอีก แต่ได้ยินจากเพื่อนมาว่าเขาสังกัดอยู่ในสมาคมอินทีเลียน่ะ”

                “จริงหรอคะ !” เซร่ากล่าวออกมาอย่างตกใจ

                “จะถามไปทำไมล่ะ ไม่ใช่ว่าตัวติดกันตลอดรึไง”

                “ก็พี่เซ็ทหายตัวไปแบบไม่บอกไม่กล่าว แต่...” เซร่าหยิบพิมพ์เขียวในกระเป๋าที่เข็มขัดมาคลี่ให้ดู “ทิ้งแค่เจ้านี่ไว้ให้เท่านั่นเอง”

                “คือ ?”

                “พิมพ์เขียว แต่ไว้ใช้สร้างอะไรฉันก็ไม่รู้ ถ้าอยากรู้คงต้องลองสร้างมันให้เสร็จล่ะนะ” เซร่าพับเก็บเข้าที่ก่อนจะเริ่มปรับสีหน้าที่ร่าเริงเมื่อครู่ให้จริงจังมากกว่าเก่า

                “ที่จริงไม่ได้มาหาพี่โรเซ่เพราะเรื่องนี้หรอก”  โรเซ่ที่เดิมทีก็มีสีหน้าสงสัยอยู่แล้วตอนนี้ก็มีมากขึ้นกว่าเก่า รวมทั้งเด็กสาวด้านข้างก็สงสัยด้วยเช่นกัน

                “คือว่า...”

                เซร่าถูกขัดจังหวะเป็นครั้งที่สาม โดยครั้งนี้เป็นเสียงประตูไม้ที่ดังขึ้นแทรกแทน ด้านหลังประตูปรากฏร่างบริกรหญิงถือถาดน้ำชาอยู่ในมือ

                “ขอโทษที่ให้คอยค่ะ” เธอเดินมายังโต๊ะและเสิร์ฟให้ทุกคน “นี่ค่ะ” เมื่อทำหน้าที่จนเสร็จก็โค้งให้หนึ่งครั้งก่อนออกจากห้องไป

                โรเซ่หยิบแก้วชาบนโต๊ะขึ้นดื่มก่อนจะเอ่ยย้ำคำพูดของเซร่าเมื่อครู่

                “ว่า ?”

                เซร่าก้มหัวลงคำนับ หน้าผากชิดกับโต๊ะอย่างกะทันหัน ทำให้แก้วชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะสั่นทำท่าเหมือนจะหก โรเซ่ที่เห็นแบบนั้นก็ผงะเล็กน้อย คำพูดที่กำลังจะเอ่ยออกจากปากก็หยุดลงเพราะเสียงของเซร่า

                “ขอยืมเงินหน่อยค่ะ !!

                เมื่อได้ยินสิ่งที่เซร่าพูดออกมาสีหน้าผงะเมื่อครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้ม มือซ้ายยกขึ้นทาบหน้าผากพร้อมหัวเราะเบา ๆ

                “ก็ได้” โรเซ่วางแก้วลงบนโต๊ะก่อนจะพูดต่อ แต่คงรู้นะว่าฉันไม่ให้ยืมฟรี ๆ หรอก

                “ขอบคุณค่ะ!! แล้วจะให้ทำอะไรคะ”  

                “งั้นก็...เก็บดอกเซเซียมาให้ฉันก็แล้วกัน ช่วงนี้ของในคลังสินค้าเริ่มน้อยแล้ว”

                “เอาเยอะขนาดไหนคะ”

                เด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างเริ่มออกอาการสงสัยเมื่อได้ยินชื่อแปลก ๆ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าต้องเป็นสมุนไพรแน่ ๆ ส่วนสาเหตุที่สินค้าในคลังเริ่มน้อย คงจะเป็นความยากในการหาหรือไม่ก็มีความนิยมต่ำ

                “ก็เท่ากับจำนวนเงินที่เธอยืมนั่นล่ะ แล้วจะยืมเท่าไหร่”

                “ห้าร้อยเลเนียค่ะ”

                “ห้าร้อยเลเนีย... แล้วทำไมอยู่ ๆ ก็มายืมกันล่ะ เธอไม่ใช่ประเภทที่จะหมดตัวเอาง่าย ๆ หนิ”

                “ค่ะ...คือว่าเรื่องนั่น”

                เซร่าไม่ได้ตอบอะไรออกไปเพียงแต่ก้มหน้าลงเล็กน้อยเท่านั้น ราวกับว่ากำลังจะซ่อนบางอย่าง เด็กสาวที่อยู่ด้านข้างสังเกตเห็นที่หางตตาของเธอมีน้ำตาคลออยู่ ฟีเรียจึงตัดสินใจพูดขึ้นเพื่อไม่ให้บทสนทนาทิ้งช่วงห่างเกินไป

                “พวกเราโดนหมาป่าโจมตีค่ะ”

                “หมาป่า...แสดงว่าที่แขนนั่น” โรเซ่มองลงไปที่ผ้าผันแผล ฟีเรียผยักหน้าแทนคำตอบนี้ จากที่ไหนล่ะ

                “ในป่าแถว ๆ เมืองนี่แหละค่ะ”

                “ก็อย่างที่ฟีเรียว่าไปนั่นละ เพราะแบบนั้นเงินถึงหายไปกลางป่าน่ะสิ ม้าที่พึ่งซื้อไม่นานก็ดันวิ่งหนีหายไปซะได้” น้ำตาที่คลออยู่ถูกเช็ดออกไป เซร่าปรับสีหน้าไหมให้กลับมาเหมือนเดิม โรเซ่หยิบนาฬิกาพกในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาดูก่อนจะซดชาในแก้วจนหมด

                “เอาเป็นว่าเรื่องเงินไปบอกเอวาก็แล้วกัน หมายถึงคนที่เอาชามาให้เมื่อกี้น่ะ ได้เวลาที่ฉันต้องไปแล้วเจอกันนะเซร่า ฟีเรีย”

                “ขอบคุณค่ะ พี่โรเซ่” เซร่าก้มศีรษะลงอีกครั้งในขณะที่โรเซ่ลุกเดินออกจากห้องไป ไม่นานพวกฟีเรียและเซร่าก็เดินตามออกไปเช่นกัน

 

                เมื่อทั้งคู่เดินมาหยุดที่หน้าเคาท์เตอร์และบอกกับพนักงานที่ชื่อเอวา เธอก็ยื่นแผ่นภาพดอกไม้ที่มีการวงส่วนต่าง ๆ เอาไว้และบรรยายสรรพคุณโดยละเอียด

                “นี่คือดอกเซเซียค่ะ เป็นสมุนไพรที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่รากจนถึงปลายดอกเลยค่ะ” พนักงานสาวชี้อธิบายภาพเขียนตามลำดับ

                “โดยให้สังเกตที่สีของใบ ถ้าเป็นใบสีเขียวอมเหลืองล่ะก็ถือว่าใช้ได้ค่ะ”

                “ทำไมต้องใบสีเขียวอมเหลืองด้วยล่ะคะ” ฟีเรียกระซิบถามเซร่าด้านข้างเบา ๆ

                ไม่รู้แหะเรื่องนั้น

                เอวาได้ยินจึงตอบคำถามให้ก่อนจะชี้ลงไปบริเวณป่าในแผนที่ด้านข้าง

                “หมายถึงเป็นต้นที่โตโดยสมบูรณ์แล้วค่ะและมันมักจะขึ้นอยู่ในป่าทางตะวันออกของเมืองค่ะ”

                “นี่ค่ะเงินจำนวนห้าร้อยเลเนีย” เธอยื่นถุงเงินมาให้ เซร่ารับมันก่อนจะเอ่ยคำขอบคุณ

                “ขอบคุณค่า

                “ถ้าเป็นเงินจำนวนนี้ต้องเก็บดอกเซเซียประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบดอกค่ะ โดยราคาแต่ละดอกจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของมันด้วยค่ะ”

                แล้วพี่โรเซ่ได้บอกรึเปล่าว่าให้เอามาส่งวันไหน”

                “คุณหัวหน้าสาขาบอกว่าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ”

                งั้นหวังว่ามันจะไม่เกินอาทิตย์หรอกนะ อืม...พวกเราจะพยายามก็แล้วกันเซร่าโบกมือลาสาวพนักงาน เด็กสาวข้างกายก็เช่นกัน

                “ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง ท่านทั้งสองค่ะ” พนักงานสาวก้มคำนับเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า ฟีเรียที่กำลังสงสัยเกี่ยวกับจำนวนที่พนักงานสาวว่ามาจึงถามเซร่าว่ามันเยอะขนาดไหน

                “หากมันเป็นดอกไม้ชนิดอื่นก็คงบอกว่าไม่เยอะ แต่ว่าดอกเซเซียนี่ฉันไม่แน่ใจเท่าไหร่”

                “ทำไมล่ะคะ”

                “อืม จะว่าไงละ ฉันยังไม่เคยลองเก็บมันสักครั้งเลยน่ะสิขณะที่ทั้งสองกำลังเดินตรงไปยังทางออกเสียงเรียกของเบทตี้บริเวณโซนโต๊ะไม้ก็ดังขึ้น

                พวกเธอทั้งคู่จึงเดินเข้าไปหาและถามรายละเอียดว่ากลุ่มเบทตี้จะไปออกล่าที่ไหน และคำตอบที่ได้ก็น่าพอใจเป็นอย่างมาก

                “ก็ป่าเซเซียน่ะ” เซร่าที่ได้ยินชื่อป่าก็ลองถามดูว่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองรึเปล่าซึ่งคำตอบก็น่าพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นสถานที่เดียวกับที่ต้องไปเก็บดอกเซเซีย

                เซร่าตบหลังเด็กสาวเบา ๆ ก่อนจะกระซิบบอก

                “ฝากด้วยนะฟีเรีย” สิ้นเสียงเซร่ากล่าวก็ตรงไปที่ประตูพร้อมพูดทิ้งท้ายเอาไว้

                “ไงก็ขอฝากฟีเรียเอาไว้กับพวกเธอแล้วกัน ไว้เจอกันตอนเย็นนะฟีจัง”

                “ให้ฉันไปเก็บคนเดียวงั้นหรอคะ !!” เด็กสาวตะโกนไล่หลังเธอไป เซร่าหันมาแลบลิ้นให้ก่อนจะออกจากสมาคมไป แน่นอนว่าทำให้ฟีเรียสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าเซร่ากำลังจะไปไหนและทำไมถึงไม่ไปเก็บดอกเซเซียด้วยกัน แต่จะทักท้วงตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว คงมีแต่ต้องขอให้คุณเบทตี้ช่วย

                “เก็บ ?” เบทตี้ที่ได้ยินเด็กสาวตะโกนแบบนั้นจึงถามออกมาด้วยความสงสัย

                “ดอกเซเซียค่ะ”

                “รู้ไหมว่ามันมีชื่ออีกชื่อนึงอยู่” เดซี่ที่นั่งร่วมโต๊ะเอ่ยแทรกขึ้น “ดอกหลงฤดู”

                หลังจากที่เด็กสาวได้ยินชื่อสีหน้าสงสัยก็ส่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด เบทตี้จึงอธิบายให้ฟัง คุณภาพของดอกเซเซียที่หลงฤดูจะมีมากกว่าปกติ สิ่งนี้เธอได้ยินมาจากคนรู้จักอีกที แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณภาพมันต่างจากดอกในฤดูมากขนาดไหน

                ฟีเรียพยักหน้าเข้าใจและเริ่มบอกถึงจำนวนที่ต้องเก็บซึ่งพวกเบทตี้ก็เต็มใจช่วย พวกเธอเสนอว่าจะช่วยเด็กสาวเก็บเมื่อการล่าเสร็จสิ้น

                “ลืมบอกไป เด็กคนนี้สู้กับหมาป่าตัวจ่าฝูงแล้วก็รอดมาได้ด้วยนะ” เบทตี้พูดขึ้นหลังจากตกลงว่าจะช่วยฟีเรีย

                “โห~” เดซี่และเดเซียพูดออกมาพร้อมกัน พวกเธอทั้งสองจ้องเด็กสาวตรงหน้าด้วยความแปลกใจ

                “กะ...ก็แค่บังเอิญเท่านั่นแหละค่ะ” สายตาที่ว่าทำให้ฟีเรียต้องเบือนใบหน้าหลบเล็กน้อย

                “วันนี้จะไปล่าหมาป่ากัน เตรียมใจเอาไว้ล่ะฟีเรีย”

                “ขนหมาป่า...ราคาดีมาก” เดเซียพูดขึ้นพลางยกนิ้วนับ “ถะ...ถ้าหนึ่งฝูงมีประมาณสิบตัว แสดงว่าจะ...” เสียงพึมพำเบาลงเรื่อย ๆ ราวกับคุยกับตัวเองอยู่

                “อย่าไปสนใจพี่เขาเลย ถ้าพูดถึงเรื่องเงินก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ” เดซี่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาว

                “เอาล่ะ ไปร้านอาวุธแล้วซื้ออะไรให้ฟีเรียใช้หน่อยไหม” เบทตี้พูดพร้อมกับมองไปที่ใบหน้าฟีเรีย

                “ฉันไม่มีเงินจะจ่ายให้หรอกนะคะ”

                “เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกนะ เดี๋ยวฉันพาไปร้านที่ฉันสนิทก็แล้วกัน” เดซี่ยกมือขึ้นกอดคอเดเซียด้านข้างที่ยังนั่งนับนิ้วไม่เลิก

                “ไปกันเลยดีกว่า” เดซี่เดินนำออกจากสมาคมไป เดเซียหยิบชุดเกราะที่ถอดไว้ใส่กลับเช่นเดิมก่อนจะลุกเดินตามไป ฟีเรียและเบทตี้ก็เช่นกัน

                หลังจากที่พวกเบทตี้ซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้จนเสร็จ เด็กสาวเกรงใจเป็นอย่างมาก อาวุธและเครื่องป้องกันราคารวมเกือบจะถึงพันเลเนีย ซึ่งหวังว่าจะหาอะไรมาตอบแทนให้ได้ในภายหลัง พวกเธอบอกว่าระยะทางที่เดินไปป่าไม่ไกลมากนัก ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึง

                เครื่องป้องกันที่เดซี่ซื้อให้เป็นแบบเดียวกันกับเธอคือเกราะเบาติดที่หน้าอก ข้อพับช่วงแขน ซึ่งมูลค่ามันถูกกว่าเกราะหนักที่เดเซียใส่อยู่หลายเท่า ส่วนอาวุธเป็นดาบสั้น

                ระหว่างที่กำลังออกจากเมืองฟีเรียสะดุดเข้ากับบางอย่างทำท่าจะล้มลง คุณเบทตี้พยายามคว้าร่างเอาไว้แต่ไม่ทัน ทำให้เด็กสาวเตรียมเอามือยันตัวเมื่อล้มถึงพื้น ทว่าขณะที่ร่างกายกำลังล่วงนั่นก็มีมือของชายแปลกหน้ามาประคองเอาไว้

                “อ...องค์หญิง” ชายแปลกหน้าอุทานออกมาเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาว

=====♦=====

ในที่สุดก็จบตอนสักที่ ไม่รู้ทำไมมันยาวมากมายเจ้าค่ะ =A=

ส่วนที่พึ่งอัพไรท์จะขอใช้สีอื่นนอกจากสีดำนะเจ้าคะ

เดี๋ยวมาต่อให้ในวันถัดไปเจ้าค่ะ

ส่วนเวลาอัพจะพยายามตื่นมาอัพให้ช่วง 7.00-8.30 นะเจ้าคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

117 ความคิดเห็น