นางร้ายกลับชาติมาเกิด ผู้ครอบครองแหวนจ้าวจักรพรรดิมังกร จบภาคหนึ่ง

ตอนที่ 28 : EP : 28 เด็กสาวผู้เป็นอัจฉริยะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 471 ครั้ง
    28 พ.ค. 62





 

EP : 28 เด็กสาวผู้เป็นอัจฉริยะ









“ข้าหวังว่าปีนี้พวกเจ้าจะให้การประลองในครั้งนี้น่าตื่นเต้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา จงแสดงฝีมือของพวกเจ้าให้ทุกคนในที่นี่ได้เห็นถึงฝีมือของเจ้า เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้กับคนที่อยากจะไปศึกษากับสำนักต่างๆ ที่ตัวเองได้หมายปองเอาไว้ และอย่าได้ออมมือให้กัน จงยึดอกรับในชัยชนะอย่างองอาจและจงยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยความภาคภูมิใจ” เสียงของท่านเจ้าเมืองกล่าวขึ้นด้วยความที่จะปลุกกำลังแก่นักสู้ของที่นี่


หรงซู่จินแอบเบ้ปากทันทีอย่างอดไม่ได้ที่ได้ยินประโยคหนึ่ง มีใครเขาอยากจะภูมิในความพ่ายแพ้ของตัวเองบ้าง เท่าที่เธอมองไปรอบๆ มีแต่คนอยากจะชนะเสียด้วยซ้ำ ดีไม่ดีอาจจะฆ่ากันตายในลานประลองเลยด้วยซ้ำถ้าเป็นไปได้


“เฮ้!!” เหล่าผู้คนที่ฟังจบก็พากันร้องเฮ้ดังลั่นลานประลองแห่งนี้ด้วยความอยากจะชมดูการประลองของปีนี้อยู่แล้ว พวกเขาอยากจะรู้ว่าใครจะเป็นคนล้มตระกูลหรงที่ชนะมาสามปีซ้อนแล้ว


“เราจะให้ผู้ชนะเมื่อปีที่แล้วเปิดงานเป็นคู่แรกแล้วกันนะขอรับ เชิญคุณหนูหรงอี้จินมาที่ลานประลองด้วยขอรับ” เสียงของกรรมการหนุ่มพูดขึ้นต่อเมื่อท่านเจ้าเมืองพูดจบแล้ว


“ลูกไปก่อนจะเจ้าคะ” หรงอี้จินหันไปบอกหรงจินเฉิน ก่อนจะลุกจากที่นั่งแล้วลอยตัวไปยังลานประลองที่มีเสียงเชียร์และเสียงเรียกชื่อของนางเต็มไปหมด หรงอี้จินยิ้มรับพร้อมก้มหัวทักทายทุกคนทั่วลานประลอง ก่อนจะยืนมองคนที่จะต้องมาท้านางต่อสู้


“ใครอยากจะเป็นคู่ต่อสู้กับคุณหนูหรงอี้จินให้ลงมาที่ลานประลองเสีย” เมื่อชายหนุ่มผู้เป็นกรรมการกล่าวแบบนั้นก็เกิดความวุ่นวายทันที เมื่อมีแต่คนอยากจะสู้กับหรงอี้จินทั้งนั้น เพื่อมีโอกาสชนะผู้ที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะ ตระกูลที่จะประลองกันมีทั้งหมดหกตระกูลนับดูแล้วมีผู้เข้ารวมทั้งหมดสามสิบคน หกตระกูลนี่มีตระกูลกง ตระกูลกุน ตระกูลฉาง ตระกูลเวิน ตระกูลอี้ แล้วก็ตระกูลหรง


“อืม มีแต่คนอยากจะสู้กับคุณหนูหรงอี้จินจังเลยนะขอรับ” ชายหนุ่มผู้เป็นกรรมการพูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะทำหน้าที่กรรมการต่อด้วยความไม่อยากจะเสียเวลา


“ข้าจะเลือกคนที่มีระดับลมปราณสูงที่สุดแล้วกันขอรับ อืม เป็นท่านที่มาจากตระกูลอี้นะขอรับ” จบคำพูดของชายหนุ่มผู้เป็นกรรมการ


อี้จี๋เฟยก็มายังลานประลองเพราะนางไม่ชอบหรงอี้จินอย่างมาก เหตุทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะหรงอี้จินทำให้คนรักของนางเลิกกับนางเพื่อไปตามจีบหรงอี้จิน อี้จี๋เฟยเลยต้องฝึกหนักจนมาถึงระดับลมปราณปฐพีขั้นปลาย วันนี้นางจะต้องชนะหรงอี้จินให้ได้


“โปรดชี้แนะเราด้วย” หรงอี้จินก้มหัวบอกแม้จะรู้สึกว่าอีกคนไม่ชอบนางเสียเท่าไร แต่ยังไงหรงอี้จินก็มีมารยาทพอที่จะเมินเฉยคนตรงหน้าเหมือนที่อี้จี๋เฟยทำ


“หึ เช่นกันเจ้าค่ะ” อี้จี๋เฟยแค่นเสียง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่ให้เสียมารยาท ทั้งๆ ที่ไม่อยากทำเท่าไรนัก


เมื่อทั้งสองได้ทำความเคราภพต่อกันแล้วการประลองก็เริ่มต้นขึ้นมาทันที ดาบทั้งสองเล่มปะทะแรงกดดันแผ่กระจายไปทั่วลานประลอง แต่ฝ่ายที่ได้เปรียบคือหรงอี้จินไม่ว่าจะเป็นด้านระดับลมปราณหรือด้านต่อสู้ของหรงอี้จินที่มีประสบการณ์มากกว่า


อี้จี๋เฟยมองหรงอี้จินอย่างไม่ชอบใจนัก ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาอี้ฝ่ายอีกอย่างรวดเร็ว ผ่านไปสิบกระบวนท่าอี้จี๋เฟยก็ยังไม่สามารถเอาชนะหรงอี้จินได้เลย นางเห็นอีกฝ่ายยิ้มเยาะให้กับตัวเองอีกด้วย มันทำให้อี้จี๋เฟยโมโหอย่างมากจนทำให้พุ่งเข้าไปโจมตีหรงอี้จินอย่างลืมตัว


ตู้ม!


เคล้ง!!


หรงอี้จินที่เห็นอีกฝ่ายตกหลุมพรางที่นางวางเอาไว้ โมโหไปก็เท่านั้นไม่ได้ช่วยให้ชนะนางได้หรอก หรงอี้จินตวัดดาบใส่อี้จี๋เฟยพร้อมกับกระแทกฝ่ามือไปที่กลางอกของอี้จี๋เฟยไปพร้อมกัน ทำให้อี้จี๋เฟยกระเด็นไปไกล พร้อมกับกระอักเลือดออกมา และไม่มีแรงที่จะสู้ต่อกับหรงอี้จินอีกแล้ว


“ผู้ชนะได้แก่คุณหนูหรงอี้จินขอรับ สมกับที่เป็นอัจฉริยะจริงๆ นะขอรับ  เชิญทั้งสองพักได้ขอรับ แล้วก็ขอตัวแทนจากตระกูลอี้ส่งคนมาลงแข่งใหม่เพื่อแก้มือด้วยขอรับ” เมื่อกรรมการประกาศผลของการชนะแล้ว ก็พูดขึ้นต่อเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา


“ตระกูลอี้จะส่งอี้ซุนเยี่ยไป” เสียงของผู้น้ำตระกูลอี้พูดขึ้น ชายหนุ่มผู้คนนั้นยิ้มออกมาเมื่อได้ยินว่าท่านผู้นำตระกูลส่งเขาออกไป อี้ซุนเยี่ยเดินไปยังลานประลองพร้อมกับพูดขึ้นมาทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา


“ข้าอยากจะสู้กับตระกูลกงขอรับ” ทันทีที่อี้ซุนเยี่ยพูดจบก็เกิดเงียบลงทันที เพราะตระกูลหรงและตระกงแล้วก็ตระกูลเวินที่เป็นตระกูลของเจ้าเมืองแข็งแกร่งเท่าๆ กัน ไม่นานก็มีเสียงของผู้นำตระกูลกงพูดขึ้น


“ตระกูลกงจะส่งกงกงเสี่ยวลงไปสู้” กงกงเสี่ยวเดินหน้านิ่งลงไปยังลานประลอง พร้อมกับทำความเคราภพให้แก่อีกฝ่ายแล้วพูดเรียบๆ


“โปรดอย่าออมมือ”


“เช่นกันขอรับคุณชายกง” เหมือนทั้งสองพูดจบและทำความเคราภพกันเสร็จต่างพุ่งเข้าหากันทันทีด้วยความรวดเร็วและรุ่นแรงไม่แพ้คู่เมื่อกี้เท่าไร


ตู้ม!


เคล้ง!


โครม!!


ผ่านไปสามสิบกระบวนท่าทั้งสองก็ต่างงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาแต่ดูเหมือนกงกงเสี่ยวจะได้เปรียบเพราะท่าทางนิ่งเงียบจนอี้ซุนเยี่ยเดาทางของกงกงเสี่ยวไม่ออก


อี้ซุนเยี่ยหอบหายใจ ลมปราณที่เขาใช้ไปก็เริ่มหมดแล้วด้วย สงสัยจะต้องรีบจัดการกงกงเสี่ยวแล้วล่ะ


กงกงเสี่ยวมองอี้ซุนเยี่ยที่เริ่มจะหมดลมปราณแล้วโดยที่เขาใช้ลมปราณไปเพียงครึ่งหนึ่งในการต่อสู้ในครั้งนี้เองเท่านั้น เขาก็เพียงแค่รอเวลาไม่นานเดี๋ยวลมปราณของอี้ซุนเยี่ยก็หมดลงไปเอง


“ข้าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด” อี้ซุนเยี่ยพูดขึ้นพร้อมกับพุงเข้าไปหากงกงเสี่ยวด้วยลมปราณทั้งหมดที่เหลืออยู่ ดาบเพลิงพุ่งเข้ากระบองเหล็กที่กงกงเสี่ยวใช้เป็นอาวุธ


ตู้ม!!


กงกงเสี่ยวมองเห็นช่องวางที่ลำตัวด้านขวาของอี้ซุนเยี่ยก็ตวัดปลายกระบองเข้าไปยังลำตัวด้านขวาของอี้ซุนเยี่ยทันที จนร่างของอี้ซุนเยี่ยกระเด็นไปกระแทกกับม่านอักขระที่ถูกกางเอาไว้ก่อนจะสลบไป


โครม!!


“ผู้ชนะได้แก่คุณชายกงกงเสี่ยวขอรับ”


“เฮ้!!


“ตระกูลอี้ต้องเลือกต่อสู้อีกสามตระกูลที่เหลือนะขับ เลือกให้ดีนะขอรับว่าจะส่งใครมาและจะท้าสู้กับใคร” ชายหนุ่มกรรมการพูดบอกตระกูลอี้ เพราะกฎของการประลองนั้นแต่ละตระกูลจะต้องประลองกับทุกตระกูล อย่างเช่นตระกูลอี้ที่ตอนนี้ต่อสู้ไปแล้วสองตระกูลเหลืออีกสามตระกูลที่ต้องต่อสู้เพื่อได้เข้าไปประลองในรอบต่อไป


“ตระกูลอี้จะส่งอี้ฟงฟงลงไป” เสียงของผู้นำตระกูลอี้พูดขึ้นพร้อมกับมองคนของตระกูลของตัวเองอย่างกังวลเพราะไปสองรอบแล้ว ผู้นำตระกูลอี้หันไปบอกอี้ฟงฟงว่าให้เลือกตระกูลไหนอี้ฟงฟงจึงจะชนะ


“เจ้าต้องเลือกตระกูลฉาง”


“ขอรับท่านผู้นำตระกูล” อี้ฟงฟงก้มหัวหนึ่งครั้งพร้อมกับรับคำไปด้วย ก่อนจะเดินไปยังลานประลองพอชายหนุ่มกรรมการพูดขึ้นอี้ฟงฟงก็พูดขึ้นมาทันที


“ข้าขอท้าตระกูลฉางขอรับ”


“ตระกูลฉางจะส่งใครสู้ดีขอรับ” ชายหนุ่มกรรมการกล่าวถามพลางมองว่าตระกูลอี้เลือกดีแล้ว เพราะถ้าเลือกตระกูลเวินที่เป็นตระกูลของเจ้าเมืองก็คงไม่มีทางชนะ แต่ถ้าเลือกตระกูลกุนก็มีสิทธิ์ชนะเช่นกัน


“ตระกูลฉางขอส่งฉางโม๋เต๋อลงไป” เสียงของผู้นำตระกูลฉางพูดขึ้นระดับลมปราณของทั้งสองเท่ากัน คงต้องวัดกันฝีมือเท่าแหละ ว่าใครจะเก่งกว่ากัน


“โปรดอย่าได้ออมมือขอรับ” ทั้งสองพูดแล้วก็เคราภพพร้อมกับๆ กัน จากนั้นทั้งสองก็เริ่มโจมตีกันไปมาได้ไม่นานอี้ฟงฟงก็เป็นผู้ชนะและตอนนี้ก็เป็นตระกูลฉางที่ต้องเป็นฝ่ายท้าสู้กับตระกูลอื่นๆ แทนตระกูลอี้เพราะตระกูลตัวเองได้พายแพ้ไป


“กระกูลฉางก็ท้าตระกูลกุนขอรับ” ชายที่ได้รับเลือกให้ครั้งรับนี้ก็พูดขึ้นมาทันทีเพราะท่านผู้นำตระกูลสั่งมาและถ้าเขาชนะครั้งนี้ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะประลองรอบครั้งต่อไปอีก


“ตระกูลกุนส่งกุนเฉาชิงไป” เสียงของท่านผู้นำตระกูลกุนพูดขึ้นก่อน เมื่อทั้งทำความเคราภพกันเรียบร้อย จากนั้นชายหนุ่มทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันทันทีอย่างไม่ใครยอมแพ้ใคร ผ่านไปได้ยี่สิบกระบวนท่า ก็ยังไม่มีใครยอมแพ้ เสียงร้องเชียร์ก็ดังดังตลอดทั้งลานประลอง ยิ่งทำให้เจ้าของชื่อฮึกเหิมและมีกำลังในการต่อสู้ขึ้นไปอีก


ตู้ม!


เคล้ง!


ตู้ม!


คลื่นของลมปราณของพลังของอาวุธปะทะไปทั่วทั้งลานประลองฝุ่นรอบตละหลบอบอวนไปทั่ว จนไม่มีใครมองเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้น




“หวางชูท่านว่าใครจะชนะ” หรงซู่จินหันไปถามคนที่นั่งอยู่ข้างกาย เพราะนั่งมองมาตั้งนานแล้วฝีมือก็งั้นๆ ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเท่าไร ทำให้เธอต้องหันไปถามหวางชูเพื่อแก้ความเบื่อของตัวเอง ถ้าหากใครได้มายินในสิ่งหรงซู่จินคิดก็คงพากันอยากจะให้หรงซู่จินไปที่ลานประลองเพื่อไปประลองเองเป็นแน่


“ตระกูลกุน” หวางชูตอบกลับไปพลางรับสายตาของคนคนหนึ่งที่จ้องมาที่หรงซู่จิน ไม่รู้ว่าหรงซู่จินนางรู้ตัวหรือเปล่า หรือไม่อาจจะรู้แต่ทำเป็นไม่สนใจก็ไม่รู้


“อืมก็จริง ฝีมือของอีกคนดีกว่านิดหน่อย” หรงซู่จินพูดขึ้นก่อนจะหันไปมองท่านพ่อของเธอที่ตอนนี้จ้องเขม้นจุนอี้เวินไม่หยุด


เพราะจุนอี้เวินนั้นเอาแต่มองเธอตลอดเวลานั้นคงเป็นเหตุผลให้ท่านพ่อของเธอไม่ได้สนใจการประลองแต่สนใจจุนอี้เวินแทน


“ท่านพ่อลูกขอออกไปเที่ยวของนอกได้หรือไม่เจ้าค่ะ ลูกไปไม่นาน อีกอย่างมีท่านอาจารย์ไปด้วยท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ พอดีลูกอึดอัดจากการที่ถูกลูกสาวของท่านเจ้าเมืองมองลูกนะเจ้าค่ะ” หรงซู่จินพูดขึ้นทำให้หรงจินเฉินหันกลับมาสนใจหรงซู่จิน


และพอได้ยินเพียงแค่ประโยคแรกเขาแทบจะพูดขัดลูกสาวของเขาเสีย แต่เพราะบอกว่าหวางชูไปด้วย และยังบอกเหตุที่เขาไม่อาจจะปฏิเสธหรงซู่จินได้ แต่ก็ยอมจนได้ เพราะเข้าใจความรู้สึกของลูกสาวของเขา


ถ้ายังอยู่ต่อลูกสาวของเขาอาจจะถูกเวินฮวาท้าประลองเป็นแน่ ถึงหรงซู่จินจะไม่ได้ลงแข่ง แต่ถ้าเป็นความต้องการลูกสาวของท่านเจ้าเมืองมีหรือจะทำไม่ได้ ถึงทุกคนในตระกูลจะรู้ว่าระดับลมปราณของหรงซู่จินสูงขนาดไหน แต่คนอื่นรู้เสียเมื่อไรกันเล่า


“ตามใจลูก แต่มาให้ทันก่อนจบการประลองก็ดี”


“เจ้าค่ะ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ” หรงซู่จินตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มหวานจนผู้เป็นพ่ออดห่วงไม่ได้กลัวว่าจะมีชายหนุ่มคนไหนมาเกาะแกะผู้เป็นลูกสาวของเขา


หรงซู่จินหลังตอบกลับหรงจินเฉินเธอไปก็หันไปพูดกับหวางชูที่เบื่อหน่ายไม่แพ้กับเธอ แล้วพากันออกไปจากลานประลองแห่งนี้ โดยที่หวางชูพาหรงซู่จินหายตัวมาโผล่ที่ร้านแผงลอยที่มีของประดับต่างๆ เอามาขาย และร้านอาหารและร้านน้ำชา


“เราไปที่ร้านน้ำชาดีกว่า” หรงซู่จินพูดพร้อมกับเดินข้างกับหวางชูร้านน้ำ พร้อมกับสั่งเรียบร้อย น้ำชากานี้หมดค่อยกลับไปดูการประลองก็ยังทันที


“เจ้าไม่สนใจไปดูเสื้อผ้าหน่อยหรือ” หวางชูจิบชาพลางเอ่ยถามหรงซู่จิน ไม่กี่วันก่อนเขาเห็นหรงซู่จินไปซื้อผ้ามาแล้วก็นั่งตัดเสื้อผ้าและเขาก็รู้ด้วยว่านางชอบสีฟ้าเป็นพิเศษ เพราะเสื้อผ้าทุกตัวจะต้องมีฟ้าภายในชุดนั้นๆ


“อืม ไม่เจ้าค่ะ วันก่อนข้าเพิ่งไปซื้อมาตัดเสื้อผ้าท่านก็เห็นนี่น่า” หรงซู่จินพูดเพราะเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่ตอนนี้ก็คือชุดที่เธอออกแบบเอง ดีที่คนที่นี่ไม่เคล่งคัดเรื่องขนบธรรมเนียมเท่าไร อยากจะแต่งชุดหรือทำผมแบบใดก็ได้


“อืม ชุดที่เจ้าสวมใส่อยู่ตอนนี้ช่างสวยงามเสียจริง” ไม่พูดเปล่าสายตาคมของหวางชูก็กวาดไล้สายตามองไปทั่วร่างของหรงซู่จินไปด้วย


จนหรงซู่จินอดมองค้อนหวางชูไม่ได้ที่เห็นหวางชูมองตัวเองแบบนั้น สายตาของหวางชูทำให้เธอรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไรไม่รู้


“ไม่ต้องมองข้าแบบนั้นเลยเจ้าค่ะ” หรงซู่จินบอกก่อนจะรินน้ำช้าให้พร้อมกับเอามะนาวที่ถูกเธอใช้กระบี่หั่นมะนาวเป็นชิ้นบางๆ แล้วใส่ลงไปน้ำชา


“มองแบบไหน” พอหรงซู่จินได้หวางชูแบบนี้ก็มองค้อนหวางชูอีกครั้งแล้วไม่เอ่ยอะไรอีกรู้สึกว่ามันจะเข้าตัวของเธอเสียเปล่าๆ


หรงซู่จินนั่งจิบน้ำชาไปเรื่อยและช้า รู้สึกเหมือนถูกมองอยู่ตลอดเวลา แต่นั้นไม่ใช่หวางชูแต่เป็นอีกคนที่ชอบทะเลาะกับท่านพ่อของเธอ


“ท่านจะมองอีกนานหรือไม่” หรงซู่จินเอ่ยถามโดยไม่ได้หันกลับไปมองอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังของเธอ ถึงเขาจะเข้ามาในร้านโดยที่หรงซู่จิไม่เห็นแต่จากการที่ถูกอีกคนจ้องมองแบบนั้น ไม่รู้สึกตัวบ้างให้มันรู้ไปสิ


“เอ่อ เจ้าเก่งยิ่งนักที่ว่าลุงแอบตามมาด้วย” จุนอี้เวินที่ไม่รู้จะพูดอะไร เมื่อถูกหรงซู่จินจับได้ก็เลยพูดกลบเกลื่อนพร้อมกับลุกจากเก้าอี้แล้วก็คว้ากาน้ำชาแล้วก็แก้วของตัวเองมานั่งเก้าอี้ข้างๆ กับหรงซู่จิน


“เด็กเพิ่งเกิดก็ยังรู้เลยเจ้าค่ะ ท่านจ้องข้าขนาดนั้นไม่รู้สึกเลยก็บ้าแล้วเจ้าค่ะ” หรงซู่จินพูดไปพลางจิบน้ำชาไป และก็พอจะเดาได้ว่าทำไมจุนอี้เวินถึงตามเธอมาที่นี่ คงเพราะถูกท่านพ่อไล่มาตอนเธอไม่อยู่ด้วยเป็นแน่


“เจ้าก็พูดเกินไป เด็กเพิ่งเกิดจะรู้ได้อย่างไร” จุนอี้เวินพูดจิบน้ำชาของตัวเอง ได้แต่คิดวาสเด็กเพิ่งเกิดจะไปรู้ได้อย่างไรกัน นอกจากนอนอย่างเดียวเขาไม่เห็นเด็กเพิ่งเกิดจะทำอะไรเลยสักนิด


“ข้าแค่เปรียบเทียบเจ้าค่ะ” หรงซู่จินตอบกลับจุนอี้เวินที่ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดสักนิด ถามจริงนี่คือผู้นำพรรคทมิฬอย่างนั้นน่ะหรือ มองดูยังไงก็ไม่ต่างจากชายโรคจิตคนหนึ่งเท่านั้นเอง


“งั้นหรือ” จุนอี้เวินพูดแค่นั้นรู้สึกว่าตัวเองโง่ให้หลานตัวเองหลอกด่ายังไงก็ไม่รู้ พลางทำท่าจิบน้ำชาไปเรื่อยๆ


ก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มอีกคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ของหลานสาวของตัวเองอย่างสงสัยว่าคนคนนี้เป็นใครกันแน่บรรยายกาศรอบตัวของหวางชูนั้นมันคอยกดดันเขาอยู่ตลอดเวลา แม้จะเพียงแค่เจือจาง แต่เขาสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน ตลอดเวลาที่เขานั่งจิบน้ำชาทำไมมันเหมือนกับว่าเวลามันเดินช้าลงยังไงก็ไม่รู้


“ได้เวลาแล้ว เรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ” หรงซู่จินพูขึ้นเมื่อดื่มน้ำชาหมดแล้ว น่าจะใกล้จบการประลองแล้วล่ะ หรงซู่จินลุกขึ้นชายหนุ่มอีกสองคนก็ลุกขึ้นตามทันที พลางพากันเดินไปยังลานประลองไม่ได้เร่งรีบอะไรมาก ทำไมเธอรู้สึกได้ถึงลางไม่ดีเลยน่ะ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 471 ครั้ง

738 ความคิดเห็น

  1. #189 rossukon2531 (@rossukon2531) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 16:10
    ตามๆค่ะ
    #189
    0
  2. #176 บ้าบอ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 23:27

    เถียงกันจนจบตอน.....


    บอกเลย.... ตอนนี้ข้ามไปได้เล​ย​ ไม่มีอะไรเลย


    ไปรอตอนต่อไปดีกว่า.... สนุกแน่นอน....

    #176
    0
  3. #150 Dar699699 (@Dar699699) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 23:18

    โดนท้าประลองแน่ๆ
    #150
    0
  4. วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 22:33

    รอจ้าาาาาาาาาาาาาาาา

    #149
    0