ยุนกิสีฟ้า [ Jinga ]

ตอนที่ 1 : -20%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 339
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    25 พ.ค. 61


* ชื่อตอนบ่งบอก

เปอร์เซ็นคืออารมณ์

ทางจิตใจของเนื้อหา

ภายในฟิค



1.



‘ เคยรู้สึกเหมือนตัวเองเวิ้งว้างอยู่ภายในหลุมดำขนาดใหญ่ไหม ‘


นิ้วนางข้างขวากดลงบนแท่นสีขาวของเปียโนหลังเล็กจนเกิดเสียงตัวโน๊ตฟาดังก้องภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มาก ปลายนิ้วของมือทั้งสองข้างจรดบรรเลงเป็นเพลงเพลงหนึ่งที่เขาเคยได้ยินและจดจำมาก่อนหน้านี้ แม้จะไม่รู้จักชื่อเพลงก็ตาม แค่รู้สึกว่าชอบทำนองของมันชะมัด


‘ รอบๆกายไม่ได้มืดทมึงจนมองอะไรไม่เห็น ยังมีแสงส่องสว่างจางๆจากด้านบนของหลุมอยู่ ‘


คนตัวขาวที่ยังคงนั่งอยู่บนที่นั่งที่ทำด้วยไม้และเบาะรองนุ่มๆของเปียโน ยังคงไม่ได้ดั่งใจกับเสียงของตัวโน๊ตตัวหนึ่งภายในเพลง เขานึกไม่ออกว่ามันควรเป็นโน๊ตตัวไหนกันแน่ ตอนนี้เลยกำลังลองผิดลองถูกเทียบเสียงของมันกับเพลงที่พอจะจำได้ลางๆ เมื่อพอใจกับเสียงที่ลงล็อคแล้วจึงค่อยๆเริ่มเล่นใหม่ตั้งแต่ต้นเพลงเพื่อให้สมูทมากขึ้น


‘ ที่ปากหลุมด้านบนมีคนมากมาย หรือบางทีก็มีน้อย หรือไม่มีเลย คนเหล่านั้นกำลังหัวเราะ คนเหล่านั้นกำลังพยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเต็มความสามารถ คนเหล่านั้นกำลังส่งเชือก ส่งบันได สร้างราวจับให้ เพื่อให้เราสามารถปีนขึ้นจากหลุมดำโง่ๆนี่ไปได้ ‘


เขาประสบกับปัญหาเดิม ไม่รู้ว่าโน๊ตตัวถัดไปควรลงปลายนิ้วที่ตรงจุดไหน เพลงเริ่มติดขัด และไม่เพราะเช่นเคย ราวกับความสามารถที่เคยคิดว่ามี มันหายไป หายไปเลย ไม่มีแล้ว


‘ แต่เราดันไม่รู้วิธีปีนด้วยเชือก ‘


สูญเสียสมาธิไปเสียหมด ตอนนี้การเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ที่เคยเชื่อมั่นนักหนาว่าเป็นสิ่งมี่สามารถทำให้เขามีความสุขได้ มันกลับไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว


‘ ไม่รู้วิธีขึ้นบันได ไม่รู้วิธีไต่ขึ้นไปด้านบน ‘


มันทำให้เขาหงุดหงิดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ รู้สึกท้อและไม่มีใจที่จะเล่นมัน เหมือนทุกอย่างเป็นความหน่าย จุดที่รู้สึกอิ่มตัวกับการบรรเลงเพลงซักเพลง


‘ ไม่รู้วิธีออกจากหลุมลึกหลุมนี้แม้จะมีหลายวิธีให้เลือกสรรค์เพื่อเอาตัวรอดก็ตาม ‘


และไม่รู้ว่าจะเล่นอีกต่อไปทำไม


เพื่อใคร


เพื่ออะไร


...


เขาหาคำตอบของคำถามนี้ไม่ได้เลย


.


มิน ยุนกิ


เด็กหนุ่มอายุสิบแปดปี อยู่ในช่วงเวิ้งว้างของชีวิต


เนื่องด้วยเรื่องของมหาวิทยาลัย อีกทั้งครอบครัวที่ไม่สนับสนุนในความฝันของเขา แม้แต่ใครซักคนที่เรียกว่าเพื่อนยังแทบหายาก


รู้ตัวอีกทีก็ก้าวเท้าเข้ามายืนอยู่ในจุดที่เรียกว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไปแล้ว


โรคที่จะเปลี่ยนโลกใบเดิมไปตลอดกาล


ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจหนักๆเพื่อระบายความอึดอัดของตัวเองตอนนี้ ยุนกิปิดเปลือกตาลงพักเพียงครู่ ศีรษะก้มลง ร่างกายปล่อยปะในท่าทีสบายๆ นั่งหลังงอ ถอนหายใจทิ้งอีกครั้ง นิ้วเรียวยาวสอดเข้าใต้กลุ่มผมสีดำสนิทและเสยขึ้น ดวงตาตี่ทอดมองไปยังแป้นสีขาว-ดำสลับเรียงตัวกันด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย


จะบอกว่าเป็นความเบื่อก็ไม่เชิง


มันเหมือนไม่ได้พิศวาสกับเปียโนเหมือนเดิมแล้วมากกว่า


มือวางพักบนแป้นเปียโนตรงหน้า กดนิ้วทั้งห้าลงพร้อมกันจนเกิดเสียงน่าเกลียด แตกพร่า ยุนกิกำมือขวา ทุบที่บริเวณนั้น เกิดเสียงโน๊ตผิดแผลกปนเปอีกครั้ง แสดงความไม่พอใจในตัวเองออกมา


เขาไม่ชอบตัวเองเอาซะเลย


คนตัวขาวนั่งแน่นิ่ง มือสากจากการทำงานค่อยๆลดลงวางพักบนเบาะนั่งข้างๆ ลมหายใจถูกผ่อนแผ่วเบาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ใช้เข่าเต๊าะเก้าอี้ให้ขยับเข้าไปใต้เปียโนไม้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากแรงเสียดทานที่ขาเก้าอี้กับตัวพื้นเรียบ ผ้าที่เลิกขึ้นกองอยู่บนหลังเปียโนถูกดึงลงมาปิดคลุมเอาไว้เพื่อกันฝุ่นโดยรอบ


...


เวลาแบบนี้ควรกลับบ้าน


ยุนกิพักสายตาลงที่เปียโน ตอนนี้อยู่ในระดับที่เขาต้องเป็นฝ่ายก้มลงมองแล้ว มันเก่า มันโทรม มันดูไร้ค่ามากกว่าครั้งแรกที่ได้พบกันเมื่อยังวัยเยาว์


ปลีกตัวเดินเนือยนาดไปที่กระเป๋าเป้สีดำสนิท สอดมือที่สายสีทึบแล้วดึงขึ้นมาสะพายบ่าข้างขวา หันกลับไปมองบริเวณพื้นที่ภายในห้องอีกครั้งเป็นการตรวจสอบว่าไม่ได้ลืมอะไรเอาไว้


เมื่อมั่นใจดีแล้วจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องสงบแห่งนี้ไป


...


ภายนอกมืดแล้ว


เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองสีของท้องฟ้าที่กลายเป็นสีดำทึบ ก็รับรู้ได้ว่าเวลาตอนนี้มันก็เย็นพอสมควร ค่อนไปทางดึกเสียด้วย ท้องฟ้าแทบไม่มีสีสันอื่นแต่งแต้มประดับประดา


อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่คำว่าเย็นที่เป็นตัวบ่งบอกช่วงเวลา


แต่อุณหภูมิโดยรอบก็เช่นกัน


เขาค่อยๆเลื่อนมือขึ้นกอดอกตัวเองเอาไว้หลวมๆเพื่อผ่อนปรนความอุ่นให้ร่างกายบริเวณอก ทางฟุตบาทตรงหน้ามีเพียงแค่เสาไฟส่องแสงสลัวๆให้พอมองเห็นทิศเห็นทางเท่านั้น ตามทางเท้าแทบไม่มีผู้คนเดินสวน หรือแม้แต่เดินผ่านก็ยังแทบจะหาได้ยาก


แต่เขาก็พอจะคุ้นชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว


ความรู้สึกที่ราวกับอยู่คนเดียวบนโลกใบโต


เป็นเพียงแค่จุดเล็กๆบนกระดาษสีขาวขนาดใหญ่


ถ้าหากเป็นจุดสีดำบนผืนผ้าใบขาว คงเป็นความโดดเด่นที่ทำให้ใครหลายๆคนให้ความสนใจได้


แต่มิน ยุนกิเป็นจุดสีขาว


บนกระดาษแผ่นสีขาวผืนนี้ต่างหาก



เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงสองทุ่มครึ่งจนได้


ฝีเท้าหยุดการเคลื่อนไหวลงหลังจากพาตัวเองมาอยู่ตรงหน้าบ้านหลังไม่ใหญ่ไม่เล็กแล้ว

มือขาววางระนาบบนกระเป๋ากางเกง ตบปุเช็คว่ามีกุญแจหรือไม่ สอดมือเข้าไปหยิบออกมาจากกระเป๋า เสียงกริ๊งๆกระทบกันของตัวกุญแจดังแซ่จนทำให้เกิดความรำคาญได้โดยง่าย เขาเลือกดอกที่ใช่ ดันเสียบเข้าไปในรูกลอน ไขและบิดเข้าไปเจอกับความอุ่นภายในห้องนั่งเล่นสี่เหลี่ยมที่ช่วยเยียวยาเขาได้บ้าง


ใช้ตีนเขี่ยประตูปิด นิ้วโป้งกดล็อคประตูตามที่ควรจะเป็น จัดการวางเป้ในที่ที่ควรอยู่ รองเท้าผ้าใบถูกถอดจอดไว้ข้างประตูของตัวบ้าน ข้างๆเป็นรองเท้าแตะ และรองเท้าหนังธรรมดา 2-3 คู่


พาตัวเองขึ้นบันไดไปจนถึงด้านบนของบ้านหลังนี้


ชั้นบนของตัวบ้านเป็นห้องนอนธรรมดาที่มีห้องน้ำในตัว ประตูห้องส่วนตัวถูกเปิดออกก็พบกับห้องแสนคุ้นเคยตั้งแต่ยังเป็นเด็ก รวมถึงร่างอีกร่างที่อยู่ภายในห้องนี้อยู่แล้ว


เด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาที่มักจะสุกสกาวสดใส พร้อมกับรอยยิ้มน่ารักที่แต่งแต้มแย้มขึ้นเสมอเมื่อเจอเขา เป็นเพียงแค่เด็กอายุ 15 เยื้อง 16 แต่กลับตัวสูงลิ่วนำไปมากโขเสียแล้ว ความสามารถก็เยอะเหลือเกิน เยอะเสียจนยุนกินึกอิจฉาอยู่ในใจบ่อยๆเหมือนกัน


แต่เด็กดีคนนี้ก็สมควรจะได้รับอะไรหลายๆอย่างอยู่แล้ว เขาไม่ขัดเลย ไม่นึกโทษอะไรพระเจ้าที่ลำเอียงแบบนี้ด้วยซ้ำ


เด็กดีคนนี้ควรได้รับอะไรมากกว่านี้


ได้รับสิ่งดี ๆ สังคมดี ๆ เพื่อนดี ๆ พี่ชายดี ๆ


ไม่ใช่แบบเหตุการณ์เมื่อหลายอาทิตย์ที่ผ่านมานี้


...


‘’ ...พี่ยุนกิ ‘’


เสียงติดอ่อนแรง เหนื่อยล้า ของจอน จองกุกเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาภายในห้องขนาดเล็ก มือหนาขยับเข้ากอดอกตัวเองเอาไว้ แววตาสดใสเมื่อคราก่อนกลับกลายเป็นเพียงภาพจำ ตอนนี้มีเพียงแต่ความสิ้นหวังเสียทั้งนั้น


‘’ อืม ‘’

‘’ …. ‘’ จองกุกไม่ได้เอ่ยต่อบทสนทนาแต่อย่างใด ยุนกิก็ไม่ได้เอ่ยถามต่อ ดวงตาหวาดระแวงอะไรบางอย่างตลอดเวลาที่เขาก็ไม่รู้ว่าคืออะไรนั่นเหลือบมองไปพักไว้ทางอื่น ริมฝีปากบางเม้มเข้าราวกับลังเลอะไรอยู่ คนตัวขาวยื่นมือวางไว้บนศีรษะทุย ลูบเบาๆเพื่อปลอบประโลมเด็กน้อยมัธยมต้นคนนี้


มีเพียงแค่เขาคนเดียวที่สามารถช่วยเหลือเด็กดีคนนี้ได้


แค่เขาคนเดียวจริงๆ


‘’ กูกลับมาแล้ว ‘’


ดวงตาตี่หรี่ลงมองคนที่นั่งชันเข่าบนเตียงเดี่ยวของเขา ลมหายใจถูกผ่อนออกเบาๆ ก่อนจะชักมือกลับอย่างอ้อยอิ่ง หันหลังกลับเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือที่มุมหนึ่งภายในห้อง ดวงตากระต่ายหมองมองตามหลังคนเป็นพี่ ส่วนคนพี่ก็เลื่อนเก้าอี้ออกให้พอสอดตัวเข้าไปนั่งได้สะดวก


หยิบสมุดขนาดเอห้าหน้าปกสีดำออกมาวางบนโต๊ะตรงหน้าตน


จำได้ว่าเพิ่งซื้อสมุดเล่มนี้มาไม่นานมานี้ ราวๆ 2-3 วันที่แล้วเองเห็นจะได้ สะดุดตากับปกเรียบๆของมันอย่างบอกไม่ถูก รู้ตัวอีกทีก็หยิบไปจ่ายตังค์กับพ่อค้าแล้ว หน้ามืดตามัวไปอีก


พร้อมทั้งปากกาด้วย ยุนกิยกหัวปากกาขึ้นใกล้ปากก่อนจะใช้ฟันกัดล็อคตัวฝาเอาไว้ แล้วดึงให้ปลอกปากกาถูกถอดออกโดยง่าย อีกมือใช้เปิดตัวเล่มของสมุดไปที่หน้าแรกของกระดาษมีเส้นเล่มนี้


บรรจงเขียนลงด้วยมือซ้าย


‘ สวัสดีไดอารี่


นี่คงเป็นหน้าแรกของสมุดสีดำโง่ๆนี่


และเป็นสิ่งย้ำเตือนว่ากูยังมีชีวิตอยู่บนโลกโง่ๆใบนี้เหมือนกัน


เปิดไดอารี่เล่มนี้ด้วยความสิ้นหวังของชีวิต คุณหมอก็ยังคงบอกเหมือนเดิม จำเจชิบหาย เอาแต่ถามว่าทานยาครบหรือยัง แน่นอนว่าครบ ยังไงก็ครบ ค่ายายังแพงกว่าค่าตัวกูเองอีกมั้ง


ยังไงความรู้สึกอยากตายก็หายไปจากสมองไม่ได้จริงๆว่ะ พอได้พักสายตาลงไปบนถนนก็เอาแต่คิดว่าถ้าลงไปยืนกลางถนนแล้วทุกอย่างจะจบหรือเปล่า ชีวิตเหี้ยๆนี่มันจะจบลงซักทีได้มั้ย ทำไมพระเจ้าต้องลงโทษมนุษย์โดยการส่งให้มาเกิดด้วย


ทำไมถึงต้องมีความรู้สึก


ทำไมต้องเกิดมาเพื่อเจอกับอะไรแบบนี้


โชคร้ายเกินไปหน่อยสำหรับมนุษย์หรือเปล่า


ทำไมกูต้องไม่เหลือใครเลยแบบนี้ด้วยวะ



ปล. จอน จองกุกก็ยังคงเหมือนเดิม

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ถึงจะดีขึ้นจากสองอาทิตย์ที่แล้วมากๆก็ตาม

แต่ก็ไม่มากพอ

ดูแลตัวเองไม่ได้ ยังสะเหร่อจะไปดูแลคนอื่น

ชีวิตกูแม่งสิ้นหวังสัส


มิน ยุนกิ ‘




-20%




#ยุนกิสีฟ้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #14 earnn1808 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 16:50
    ชอบนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะะ :))
    #14
    0
  2. #11 K_57 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 00:13
    นึกถึงfirst love เลยค่ะตอนบรรยายเรื่องเปียโน พี่น้องคู่นี้ดูหม่นๆนะ
    #11
    0
  3. #9 NookDirectioner (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 00:50
    อะโหๆๆ ชอบฟิคแนวหม่นๆๆงี้ๆๆ มาต่อไวๆนะคะ
    #9
    0
  4. #8 writer_alis (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 22:55

    เหมือนได้เห็นตัวเองเลยคะ เคยคิดอยากไปยืนกลางถนนอยู่หลายครั้ง มันเหนื่อย มันโครตท้อ ตอนจะสอบเข้ามหาลัยตามที่พ่ออยากให้เข้า... เข้าใจความรู้สึกอยากตายของยุนกิคะ เราจะติดตามนะคะ ^^ สู้ๆคะ

    #8
    0
  5. #7 Tsukihana (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 21:15

    เหมือนเห็นภาพความคิดตัวเองสมัยม.ปลายเลยค่ะ 55555 เคยคิดจะปีนหน้าต่างโดดลงมาจากชั้นสามตึกเรียนด้วย แต่ตอนนั้นเราจะจดบันทึกแค่ตอนโมโหไม่ก็ทะเลาะกับคนที่บ้าน แต่บันทึกออกมาก็ดีแล้วนะยุนกิ!

    อยากรู้เลยค่ะว่าเรื่องก่อนหน้านั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันหนอ ดูท่าทางมีความเปลี่ยนแปลงพอควรเลย

    ปล. เห็นสมุดปกดำแวบแรกคิดถึงเดธโน้ตค่----

    ปลล. อาจจะไม่ค่อยได้เข้ามานะคะแง แต่ถ้ามีจังหวะและโอกาสจะแวะมาเยี่ยมเยียนใหม่ค่ะ!

    #7
    0
  6. #6 tonliew2537 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 15:49
    เข้าใจความรู้สึกยุนกิที่ไม่อยากอยู่บนโลกเหมือนกัน ยังไงเราก็เป็นกำลังใจให้นะ
    #6
    0
  7. #5 i-iove-u-so (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 03:56
    แง ยุงเกะของน้อน อย่าเพิ่งไปกลางถนน มากลางใจเรานี่;-;)
    #5
    0