เพียงหนึ่งรักมั่นนิรันดร์กาล ( ชื่อเดิม เส้นทางชีวิตของอี้เหวินเหอ 一文河的生活之路)

ตอนที่ 39 : สิบเจ็ด เราหนีไปกันเถอะ (ต้น) (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 206 ครั้ง
    6 ก.ค. 63

สิบเจ็ด

เราหนีไปกันเถอะ (ต้น)

 

ผ่านช่วงหิมะตกหนักไป ก็ย่างเข้าสู่ปลายฤดูเหมันต์ หิมะสีขาวโพลนเนื้อเนื้อนุ่มละมุนตกน้อยลง ทว่าอากาศกลับหนาวเหน็บขึ้นจนเลือดเนื้อจะกลายเป็นน้ำแข็ง ช่วงนี้ทั้งอี้เหวินเหอและจูเก่อเยี่ยหลีกเลี่ยงการก้าวเท้าออกนอกจวน แต่ก็มีการส่งเสียงตอบโต้กันไปมาบ้างตามประสา ต่อมาก็ก่อสงครามหิมะปั้นขว้างปาใส่กันไปมา ก่อนจบลงด้วยการล้มป่วยทั้งคู่ เดือดร้อนพ่อบ้านหยวนและท่านหมอต้องมาคอยดูแล

 

จนเริ่มเข้าสู่ปักษ์ลี่ชุน เมื่อยามฤดูใบไม้ผลิมาเยือน อากาศก็คลายความหนาวเย็นลง ทั้งอี้เหวินเหวินและจูเก่อเยี่ยต่างหายดีเป็นปลิดทิ้ง จึงหมายออกไปเยี่ยมชมแรกฤดูวสันต์ตามประสาคนวัยหนุ่มสาวเลือดร้อน

 

มิคาดว่าเพียงย่างเท้าออกเหยียบพื้น พ่อบ้านหยวนจะเปล่งเสียงห้ามมาแต่ไกล “อย่าเพิ่งออกมานะขอรับ ทั้งสองคนเลย ประเดี๋ยวก็พากันป่วยไปอีกหรอกขอรับ ถอยเท้ากลับบัดเดี๋ยวนี้นะขอรับ!”

 

ทั้งอี้เหวินเหอและจูเก่อเยี่ยสบตากันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนหดเท้ากลับไปวางเคียงคู่อีกข้างอย่างเสียดาย และตั้งใจฟังพ่อบ้านหยวนที่พูดไปจะร้องไห้ไป “ถือว่าข้าขอร้องนะขอรับ ขอให้ผ่านไปสักสองสามวัน ไม่ ๆ สักสิบวันครึ่งเดือน อากาศคลายหนาวกว่านี้แล้วพวกท่านค่อยออกมาด้านนอก”

 

ได้ยินระยะเวลาแล้ว จูเก่อเยี่ยและอี้เหวินเหอใบหน้าก็พลันยับยุ่ง ต่างคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า นานเกินไป!

 

“พ่อบ้านหยวน เจ้ากังวลมากเกินไปแล้วกระมัง” จูเก่อเยี่ยซึ่งไม่ได้ออกมาเหยียบย่างด้านนอกมาหลายวันแล้วกล่าว

 

ตาพ่อบ้านหยวนแดงเรื่อ งัดไม้เด็ดเอาชีวิตขึ้นมาเป็นเดิมพันทันที “ไม่ได้ขอรับ ห้ามออกมาเด็ดขาด ถ้าคุณชายเยี่ยก้าวออกมา ก็สั่งตัดหัวหยวนอู๋เยี่ยนคนนี้ไปเสียเถอะขอรับ”

 

“...” จูเก่อเยี่ยถึงกับพูดไม่ออก ได้ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก็เริ่มต่อรองเวลา “พ่อบ้านหยวน ขออีกสักห้าวัน ไม่สิ วันเดียวได้หรือไม่”

 

พ่อบ้านหยวนส่ายหน้าดิก ไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง “ห้าวันไม่ได้ขอรับ วันเดียวยิ่งไม่ได้”

 

ฝ่ายอี้เหวินเหอซึ่งไม่ได้ถูกพ่อบ้านหยวนห้ามจึงก้าวเดินออกไปด้านนอก “แต่ข้าไม่เกี่ยว เช่นนั้นข้าออกได้” 

 

ใบหน้าพ่อบ้านหยวนหันควับ เปล่งเสียงห้ามประหนึ่งฟ้าร้องฟ้าลั่นทันที หากไม่มีความเกรงใจเหลืออยู่ อี้เหวินเหอเกรงว่าตนคงถูกพ่อบ้านหยวนคนนี้หวดด้วยไม้ไปแล้วก็เป็นได้ “แม่นางเหอก็ห้ามขอรับ ท่านก็ห้ามออกไปทั้งสิ้น ประการแรก ท่านออกไปด้านนอก ประเดี๋ยวคุณชายเยี่ยก็ต้องตามไปอยู่ดี ประการที่สองลืมไปแล้วหรือขอรับว่าท่านเองก็เพิ่งจะฟื้นไข้ เช่นนั้นห้ามออกมาจากเรือนทั้งคู่”

 

น้ำเสียงของพ่อบ้านหยวนเด็ดขาดยิ่ง จนทั้งสองไม่กล้าจะก้าวขยับ ได้แต่ยืนมองตากันปริบๆ ส่งผ่านความคิดเห็นผ่านสีหน้าและดวงตาระหว่างพ่อบ้านหยวนที่ยืนขั้นอยู่ตรงกลาง แล้วถอนหายใจออกมาพร้อมกัน “เฮ้อ!”

 

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะช่วงปักษ์ต้าหาน ทั้งอี้เหวินเหอและคุณชายเยี่ยออกมาเดินเล่นกันที่สวน ก่อนจะวิ่งไล่กันไปมา ก่อนสุดท้ายจะจบลงด้วยการป่วยไข้กันทั้งคู่ 

 

พ่อบ้านหยวนรู้เข้าก็โกรธเสียเป็นฟืนเป็นไฟ ตามต่อด้วยร้องไห้อีกยกใหญ่ ทั้งร้องขออ้อนวอน ก่อนจบท้ายด้วยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ว่าให้ทั้งสองคนรักษาสุขภาพตัวเองด้วย ตัวอี้เหวินเองก็เกรงว่าการกระทำของตนจะไปบั่นทอนให้ผู้เฒ่าคนชราผู้นี้อายุสั้นจึงยินยอมทำตามอย่างไม่อิดออด แต่ตอนนี้มันไม่ยาวนานเกินไปหน่อยหรอกหรือ นับๆรวมกันแล้วก็เกือบครึ่งเดือนแล้วกระมังที่นางไม่ได้ออกไปพบปะผู้คนภายนอก มาคิดๆดูแล้ว อี้เหวินเหอก็ไม่น่าหลวมตัวไหลไปตามคำยั่วยุของคุณชายเยี่ยเลย

 

“เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” เห็นว่าทั้งสองยังเงียบพ่อบ้านหยวนก็ถามย้ำ

 

“อื้ม” จูเก่อเยี่ยสบตากับอี้เหวินเหอ ก่อนผงกศีรษะออกมาพร้อมกัน แล้วพร้อมใจกันหมุนตัวเดินกลับเข้าเรือนไป

 

เห็นทั้งสองยอมลดความต้องการ แล้วยอมถอยเท้าจากไปแต่โดยดีพ่อบ้านหยวนก็ยินดีปรีดาอยู่ไม่น้อย รีบโค้งตัวให้คนทั้งสองทันที เรียบร้อยแล้วก็ปลีกตัวเดินออกไปสำรวจการทำงานของคนในจวนต่อ “ขอบคุณคุณชายเยี่ย ขอบคุณแม่นางเหอ”

 

ทว่าพอลับหลังพ่อบ้านหยวน หลังจากส่งจดหมายตอบโต้กันไปมา ทั้งจูเก่อเยี่ยและอี้เหวินเหอก็พร้อมใจกันรีบก้าวออกมาจากเรือนพำนัก จากนั้นก็แอบวิ่งตามกันไปที่รถม้าที่ให้คนเตรียมเอาไว้ กิริยาท่าทางลับๆล่อๆ ประหนึ่งเด็กกำลังหนีบิดามารดาออกไปเที่ยวก็มิปาน 

 

“แม่นางเหอ เจ้าเร็วขึ้นอีกหน่อย” จูเก่อเยี่ยซึ่งยื่นมือมาช่วยอี้เหวินเหอก้าวขึ้นรถม้ากล่าวเร่ง 

 

ขาอี้เหวินเหอจึงเริ่มสับเร็วขึ้น ส่วนยกชายเสื้อขึ้นนิดๆ เพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวก แล้วก้าวขึ้นรถม้าไป ครั้นหางตาชำเลืองเห็นพ่อบ้านหยวนวิ่งมาแต่ไกล อี้เหวินเหอก็เปลี่ยนเป็นกระโดดขึ้นไปเสียเลย “แย่แล้วพ่อบ้านหยวนมา”

 

จูเก่อเยี่ยก็เห็นแล้วเช่นกัน จึงออกแรงดึงตัวอี้เหวินเหอขึ้นมาโดยเร็วหลังจากอี้เหวินเหอขึ้นไปอย่างปลอดภัยแล้ว จูเก่อเยี่ยก็สั่งการให้เฉาข่งเฮ่อออกรถม้าโดยเร็ว “ข่งเฮ่อ รีบไปเร็วเข้า!”

 

“ขอรับ” เฉาข่งเฮ่อขานรับ และกระตุกเชือก บังคับให้ม้าวิ่งออกไป 

 

ดังนั้นเมื่อพ่อบ้านหยวนวิ่งมาถึงจุดที่จอดรถม้า ตัวรถก็เคลื่อนออกไปแล้ว ชายชรารู้สึกปวดขมับขึ้นมา ทั้งวิ่งตามทั้งตะโกนพัลวัน “คุณชายเยี่ย แม่นางเหอ พวกท่านยังไม่หายดีนะขอรับ ลงมาจากรถม้าบัดเดี๋ยวนี้นะขอรับ ลงมา!”

 

ด้านจูเก่อเยี่ยและอี้เหวินเหอโผล่หน้าออกไปจากหน้าต่าง ตะโกนบอกเป็นเสียงเดียวว่า “ไม่ลง!”

 

พ่อบ้านหยวนปากเบ้แบน หวิดจะร้องไห้อยู่รอมร่อ หยุดวิ่งตามแล้วยืนมองตามรถม้าที่วิ่งห่างออกไปไกลแล้วด้วยแววตาแดง ๆ แล้วพ้อออกมาอย่างเจ็บปวดหัวใจ “ท่านทั้งสอง นี่จริงๆเลย โฮ!”

 

จูเก่อเยี่ยโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า เห็นไกลๆ ว่าพ่อบ้านหยวนกำลังร้องไห้ ก็ตะโกนบอกให้พ่อบ้านหยวนไปพักผ่อน “พ่อบ้านหยวน ข้ากับแม่นางเหอไปประเดี๋ยวเดียวก็กลับมา เจ้ากลับไปรอเสียดีๆเถอะ”

 

ด้วยความที่รถม้าวิ่งห่างออกไปไกลแล้ว ถ้อยคำที่ลอยมากระทบริมโสตของพ่อบ้านหยวนจึงขาดๆหายๆไม่ครบถ้วนดี แต่ก็พอจับใจความได้ว่าให้ตนกลับไปรอ ไม่ต้องตามไป ครั้นไล่เรียงใจความแล้ว สีหน้าพ่อบ้านหยวนก็คล้ำเสียกว่าก้นหมอ บ่นอุบไม่ขาดปาก นอกจากนี้ยังคาดโทษเอาไว้ แม้แต่เสี่ยวชุนที่ถูกทิ้งเพราะขึ้นรถม้าไม่ทันยังโดนลมฟ้าไปด้วย “คอยดูนะขอรับ กลับมาเมื่อใด ถ้าป่วยขึ้นมาละก็ หยวนอู๋เยี่ยนคนนี้จะจับกินยาขมเสียให้เข็ดไปเลย! เจ้าก็ด้วย หากคุณชายเยี่ยและแม่นางเหอล้มป่วยขึ้นมา ข้าจะป้อนหวงเหลียนให้เจ้าสิบชาม รู้เห็นเป็นใจดีนัก ฮึ!”

 

เสี่ยวชุนพลันหน้าตาตื่น ชี้นิ้วมาที่ตัวเองอย่างแตกตื่นลนลาน แล้ววิ่งตามท่านพ่อบ้านไปหมายเจรจาลดโทษ “ท่านพ่อบ้าน ท่านพ่อบ้าน เสี่ยวชุนไม่เกี่ยวนะเจ้าคะ ไม่เกี่ยว” เพราะเสี่ยวชุนถึงจะล่วงรู้แผนการของคนทั้งสอง แต่นางเป็นแค่บ่าวจะไปขัดความต้องการทั้งสองของผู้เป็นนายได้อย่างไรกัน

 

ถึงเสี่ยวชุนจะน่าสงสารเพราะถูกทิ้งเช่นกัน แต่บัดนี้พ่อบ้านหยวนทั้งเสียใจและน้อยจนน้ำตารินไหลจนพาลคนไปทั่ว ดังนั้นจึงไม่ยินยอมรับฟัง แค่นเสียงออกจมูกทีหนึ่ง แล้วสะบัดก้นเดินหนีไปชนิดเท้าไม่ติดพื้นอีกด้วย “เฮอะ! ไม่ฟัง!”

 

ฝ่ายเสี่ยวชุนก็รู้สึกจนใจยิ่ง เท้าวิ่งตามพ่อบ้านหยวนไป ส่วนปากก็ร้องประท้วงไม่ยินยอม “พ่อบ้านหยวน ข้าไม่ผิดนะ ข้าไม่ผิด ท่านจะมาลงโทษเสี่ยวชุนไม่ได้นะเจ้าคะ เสี่ยวชุนน่าสงสารมากเลยนะเจ้าคะ เสี่ยวชุนก็หัวอกเดียวกับท่านพ่อบ้าน”

 

ได้ยินเสียงเสี่ยวชุนแว่วมา พ่อบ้านหยวนก็เอ่ยประโยคเดิมอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทั้งถ้อยคำและน้ำเสียง “เฮอะ! ไม่ฟัง” 

 

คราวนี้เสี่ยวชุนอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ ใบหน้าจึงเริ่มเบะแบน สับเท้าตามพ่อบ้านยวน “พ่อบ้านหยวนปราณีเสี่ยวชุนนะเจ้าคะ”

 

ทว่าเสี่ยวชุนก็ยังได้รับคำยืนยันอย่างคนน้อยอกน้อยใจเช่นเดิม “ไม่ฟัง! ไม่ฟัง!”

 

พ่อบ้านหยวนรัวออกมาชุดหนึ่ง เสี่ยวชุนก็พลันหยุดฝีเท้า เม้มปากเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง แล้วยกมือภาวนามิให้คุณหนูและคุณชายเยี่ยล้มป่วยขึ้นมาจากการคึกคะนองในครั้งนี้

 

 

สองคนนี้ซนมาก 5555

เนื้อเรื่องช่วงนี้ยังคงละมุนไปเรื่อยๆนะคะ สองคนซนมาก 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 206 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

545 ความคิดเห็น

  1. #476 and4 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 13:12
    จะแสบกันไปไหนเนี้ย สงสารแต่เสี่ยวชุนนี่แหละ ถูกทิ้งไม่พอยังโดนหางเลขให้รับโทษไปอีกด้วย
    #476
    0
  2. #475 metung18 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 08:26
    น่ารักอ่ะ
    #475
    0
  3. #474 usaonly (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 03:50

    ทั้งคุณชายเยี่ย แม่นางเหอ ย้อนชีวิตไปเป็นเด็กอีกครั้งหนีผู้ใหญ่เที่ยว ทั้งดื้อ ทั้งซน แต่ทั้งสองก็มีคสามสุข ป่วยก็ป่วยพร้อมกัน ตอนนี้อยู่ด้วยกันตลอด คงเข้าใจกันได้ในเร็ววัน น่ารักนะ ขอบคุณค่ะ

    #474
    0
  4. #473 tuktahiper (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 00:09
    คู่นี้น่ารักอะ ละมุนมากเลยยยย
    #473
    0
  5. #472 kapookkapui (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 20:02
    5555 โดนท่านพ่อบ้านงอนเลย
    #472
    0