เพียงหนึ่งรักมั่นนิรันดร์กาล ( ชื่อเดิม เส้นทางชีวิตของอี้เหวินเหอ 一文河的生活之路)

ตอนที่ 30 : สิบสี่ ของที่คุณชายเยี่ยชื่นชอบ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,760
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 344 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

สิบสี่

ของที่คุณชายเยี่ยชื่นชอบ

เพราะเวลานัดหมายคือยามอิ๋น ทั้งอี้เหวินเหอและเสี่ยวชุนจึงลืมตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ต้นยาวโฉ่ว หลังจากจัดการเรื่องส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อย ก็พากันเดินออกมารอที่นอกเรือนตั้งแต่ต้นยาม

 

ครั้นก้าวเท้าออกมาด้านนอกก็พบว่า ลานโล่ง ๆ ซึ่งถูกไถ่ตกแต่งจนเป็นถนนสายหนึ่ง เพลานี้เต็มไปด้วยขบวนรถม้าและเกวียนขนาดใหญ่ มองดูแล้วคล้ายกับกองคาราวานขนาดย่อม

 

อี้เหวินเหอรู้สึกทึ่งไม่ใช่น้อย แต่ก็มิได้แสดงท่าทีเอะอะอันใด ทำเพียงยืนหลบมุมอยู่เงียบๆ คล้อยหลังจากนั้นไม่นาน คุณชายเยี่ยผู้ชื่นชอบอาภรณ์สีดำเป็นชีวิตจิตใจก็ก้าวออกไป 

 

ด้านจูเก่อเยี่ยเพียงพบอี้เหวินเหอ ก้เผยิ้มอวดฟันเรียงซี่สวยเดินตรงเข้าหา “ไง แม่นางเหอ เมื่อคืนหลับสบายหรือไม่”

 

“หลับสบายดี” อี้เหวินเหอยิ้มให้นิดๆ ก่อนตอบไปตามมารยาท อันที่จริงแล้ว ค่ำคืนที่ผ่านมานางนอนไม่หลับเลยต่างหากเล่า เพราะมีเรื่องให้ขบคิดตั้งมากมาย สุดท้ายก็เพิ่งจะงีบหลับไปตอนปลายยามจื่อ นับๆดูแล้ว นางก็หลับไปเพียงช่วงหนึ่งมื้ออาหารเท่านั้น

 

ถึงจะรู้ว่าอี้เหวินเหอโกหก แต่จูเก่อเยี่ยก็ไม่ได้เอ่ยปากทักท้วงแต่อย่างใด จากการคาดการณ์ผ่านสายตาของเขา ทำนายว่าเมื่อคืนอี้เหวินเหอคงไม่ได้นอนเสียมากกว่า เพราะรอบดวงตาดำคล้ำ สีหน้าเกลื่อนไปด้วยความอิดโรย “หลับสบายก็ดีแล้ว เอาล่ะในเมื่อทุกคนมาพร้อมกัน ก็เริ่มเดินทางกันเถอะ จะได้ถึงที่หมายเร็วขึ้น”

 

จบคำกล่าวของจูเก่อเยี่ย หูของอี้เหวินเหอก็พลันได้ยินเสียงขานรับฮึกเฮิมจากพวกบ่าวไพร่ “ขอรับคุณชายเยี่ย”

 

จูเก่อเยี่ยผงกศีรษะ คลี่พัดขึ้นโบกตามวิสัยแล้วมุดขึ้นรถม้าไป “ไม่ต้องมากพิธี เริ่มเดินทางได้”

 

ตอนแรกอี้เหวินเหอก็ยังเงอะงะเซ่อซ่าด้วยไม่รู้ว่าตนต้องขึ้นรถม้าคันใดกันแน่ ต่อมาก็กระจ่างเมื่อจูเก่อเยี่ยแย้มใบหน้าผ่านมาจากทางหน้าต่างรถม้าแล้วกวักพัดเรียก “แม่นางเหอ เหตุใดยังไม่ขึ้นรถม้า หรือเจ้าจะวิ่งตามไป”

 

“...” หน้าผากอี้เหวินเหอยับย่นทันที รีบก้าวขึ้นรถม้าคันเดียวกับจูเก่อเยี่ยอย่างเร็วไว

 

รอจนอี้เหวินเหอขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว จูเก่อเยี่ยก็เอ่ยบอกให้เฉาข่งเฮ่อออกตัวรถ แล้วรถม้าคันโตก็ห้อตะบึงออกไป “ข่งเฮ่อ ออกรถ”

 

 

ขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้วอี้เหวินเหอก็ไม่รู้ว่าตนจะทำสิ่งใดดี จึงเพียงนั่งนิ่งรอรับคำสั่งของจูเก่อเยี่ย

 

ด้านจูเก่อเยี่ยเห็นท่าทีเก้กังมิเป็นตัวของตัวเอง ก็ปรับเปลี่ยนท่วงท่านั่ง พลางอ้าปากร้องหาชา “รินชาให้ข้าที”

 

เสี่ยวชุนซึ่งตามขึ้นมาด้วยทำอะไรคล่องแคล่วยิ่ง ประเดี๋ยวเดียวก็วางชาให้จูเก่อเยี่ยแล้ว “ชาเจ้าค่ะคุณชายเยี่ย”

 

เป็นอี้เหวินเหอเสียอีกที่ทำอะไรเงอะงะไปหมด จะว่าไปเรื่องนี้ก็ไม่ได้แปลกแต่อย่างใด นางสุขสบายจนเคยตัว แม้แต่เสื้อผ้ายังมีคนช่วยสวมใส่ การจะผันตัวเองมาเป็นคนดูแลที่ดูเผินๆแล้วล้วนง่ายดาย แต่พอลงมือจริงแล้วกลับปฏิบัติตัวได้ยาก

 

จิบชาจนหมดแล้วจูเก่อเยี่ยก็วางจอกชาลง แสร้งทำทีเป็นคว้าหยิบตำราขึ้นมาอ่าน ทว่าอึดใจต่อมาก็ลดตำราลงแล้วเพ่งพิศมองอี้เหวินเหอ “แม่นางเหอ”

 

อี้เหวินเหอเองรู้สึกว่าถูกจ้องมองก็เงยหน้าขึ้นถามทันที “ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือ”

 

จูเก่อเยี่ยแสดงสีหน้าจริงจัง วางตำราลงบนโต๊ะเตี้ย ล้วงหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อแล้ววางให้เบื้องหน้าอี้เหวินเหอ จากนั้นก็ชี้แจงหน้าที่ ที่ต้องกระทำ “นี่เป็นเงินของข้า เจ้ามาเป็นผู้ดูแลข้า ต่อไปนี้ เจ้าก็ดูแลการใช้จ่ายของข้าไป อ้อ...หลังจากวันนี้ก็ไปหาสมุดมาเล่มหนึ่ง จดทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับข้า แล้วก็ไม่ต้องเกร็งอะไรถึงเพียงนั้น เจ้าเป็นสหายเป็นผู้ดูแล ไม่ต้องนบนอบต่อข้ามากก็ได้ ทำได้หรือไม่ อีกเรื่องเจ้าน่ะ แสดงสีหน้าเบิกบานหน่อยได้หรือไม่ ข้าไม่ชอบคนห่อเหี่ยว ยิ้มนะเป็นหรือไม่ ยิ้ม”

 

แม้จูเก่อเยี่ยจะพูดเร็ว จนแทบฟังไม่ทัน แต่อี้เหวินก็พอเข้าใจอยู่บ้าง มิคาดว่าจบประโยคสุดท้ายเข้าจะยื่นมือทั้งโน้มตัวเข้าใกล้ ใช้ปลายนิ้วยกมุมปากทั้งสองของนางให้ยกสูงขึ้น

 

“ท่าน...” อี้เหวินเหอตกตะลึง เบิกตากว้างดังจันทร์เพ็ญ ก่อนรีบถอยหนีตามจิตสำนึก แล้วเปล่งเสียงย้ำเตือนให้สำเหนียกทันที “คุณชายเยี่ยโปรดสำรวมด้วย ขะ.. ตะ”

 

“แต่งงานแล้ว” จู่เก่อเยี่ยต่อประโยคท้ายอย่างหน้าตาเฉย

 

ปากอี้เหวินเหอขบเม้มเข้าหากัน กลางหัวใจบังเกิดความขุ่นข้องขึ้นมาทีละน้อย “ใช่ ข้าแต่งงานแล้ว ท่านควรสำรวม และมิควรทำอะไรเช่นนี้”

 

น้ำเสียงของอี้เหวินเหอนั้น มิเพียงแค่ชี้แจง แต่ยังแฝงเร้นไปด้วยการตำหนิติเตียนอีกด้วย จูเก่อเยี่ยจึงทำปากยื่นแล้วยกไหล่ขึ้นมาข้างหนึ่งอย่างไม่ยี่หระ “แต่งงานแล้วอย่างไร เจ้ามิใช่หนีมาจากเขาแล้วมิใช่หรอกหรือ”

 

ถึงเสียงของจูเก่อเยี่ยจะเบามาก แต่อี้เหวินเหอเป็นพวกหูดีมาแต่ไหนแต่ไร จึงขึงตามอง “ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าก็ขึ้นชื่อว่าแต่งงานแล้ว”

 

ภายในของจูเก่อเยี่ยเจ็บแปลบ ถ้อยคำเหล่านี้มีต่างจากกระบี่แหลม แทงใจของเขา นางยังคงยึดมั่นแม้จะหนีจากมาแล้ว แต่ก็จะเป็นคนของเซียวอีตลอดไป 

 

แต่ถึงในใจจะเจ็บแปลบเพียงใด ภายนอกจูเก่อเยี่ยก็ยังสีหน้าเอาไว้ได้ เขาถอนหายใจออกมาอย่างคนเหนื่อยหน่ายแล้วพยักหน้าหงึกหงัก พลางคว้าหยิบตำราขึ้นมาอ่าน เหมือนยอมจำนนต่อเรื่องนี้แล้ว แต่อึดใจต่อมาก็เงยหน้าขึ้นมาราวนึกอะไรขึ้นได้ “จริงสิ”

 

อี้เหวินเหอมุ่นคิ้ว หรือคนผู้นี้ต้องการสิ่งใดอีก “ท่านอย่างได้สิ่งใดหรือ อะ”

 

ชั่วประหนึ่งฟ้าแลบที่อี้เหวินเหอกำลังถามไถ่ จูเก่อเยี่ยก็โน้มตัวเข้าหาอย่างรวดเร็ว แล้วเอามือทั้งสองข้างไปเช็ดกับเสื้อของอี้เหวินเหอด้วยสีหน้าเหยเก คล้ายคนเพิ่งไปหยิบจับสิ่งปฏิกูลมาก็มิปาน “อี๋ ลืมไปข้าลืมเช็ดมือ”

 

หัวคิ้วอี้เหวินเหอกระตุกพรึบๆ ขยุ้มชายเสื้อจนยับย่น คุณชายเยี่ยท่านนี้ น่าทำให้หงายหลังขาชี้ฟ้ายิ่งนัก!

 

เย้าแหย่จนอี้เหวินเหอคิ้วชี้ชันแล้วจูเก่อเยี่ยก็ร้องหาชาอีก “แม่นางเหอชา”

 

อี้เหวินเหอที่อารมณ์ไม่ดีแล้วหลุบตามองกาน้ำชา แล้วกวาดตาพิศมองโดยรอบ เห็นชามใบใหญ่วางอยู่ในหีบก็หยิบออกมา เทน้ำชาทั้งกาลงไปแล้วส่งให้จูเก่อเยี่ย “คุณชายเยี่ยชา อ้อ...จอกหนึ่งข้าเกรงว่าจะดับกระหายมิได้ ท่านคงต้องดื่มเป็นชาม!”

 

จูเก่อเยี่ยหรี่ตามองชามใบใหญ่ เขาใจความนัยน์ที่นางต้องการกัดเข้าในทันที ปกติแล้วมนุษย์มักไม่ดื่มสิ่งของในชาม นอกจาก...สัตว์เลี้ยง

 

อ้อ... นี่จะว่าเขาเป็นสัตว์ใช่หรือไม่? 

 

ครั้นเข้าใจความหมายที่อี้เหวินเหอต้องการสื่อ จูเก่อเยี่ยก็ยิ้มบางๆ “แม่นางเหอ มิมากไปหรอกหรือ รินชาให้ข้ามากถึงเพียงนี้ เจ้าคิดจะไม่ให้ข้ากินมื้อเที่ยงหรืออย่างไรกัน”

 

อี้เหวินเหอส่ายหน้าพลัน พลางยิ้มอย่างชดช้อย ทว่าแอบเชือดเฉือนนิดๆ “ไม่หรอก อย่างท่านต้องเท่านี้เท่านั้น”

 

เอ่ยจบแล้วทั้งสองก็สบตากันแน่วนิ่ง ก่อนจูเก่อเยี่ยจะหัวเราะร่วนแล้วมุ่งความสนใจกับตำราอีกครั้งหนึ่ง ไม่คิดจะตอแยกับอี้เหวินเหออีก เพราะเกรงว่าหากแหย่ไปมากกว่านี้ อี้เหวินเหอจะกัดตนเข้าจริงๆ “ฮ่าๆ สมกับเป็นอี้เหวินเหอเสียจริง คุณชายเยี่ยผู้นี้ขอยอมแพ้ ยอมแพ้แล้ว” 

 

ด้านอี้เหวินเหอเห็นว่าจูเก่อเยี่ยยอมเลิกราแล้วก็ย่นจมูกนิดๆ แล้วเก็บชามชาส่งให้เสี่ยวชุน จากนั้นก็รอการเรียกใช้จากคุณชายเจ้าสำราญอีกเที่ยวใหม่

 

ทว่าครั้นทั้งสองเอ่ยปากสนทนากันหนึ่งครั้ง ก็กลายเป็นแอบจิกกัดกันไปหนึ่งครั้ง เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ จนทั้งสองสนิทชิดเชื้อกันอย่างไม่รู้ตัว

 

 

รถม้าหรูหราแข็งแรงวิ่งด้วยความเร็วเต็มอัตรา ย่างเข้าสู่วันที่สิบเอ็ดก็เดินทางมาถึงชายแดนอันเชื่อมต่อกับแคว้นฉี เดิมทีอี้เหวินเหอนึกว่าจะเกิดปัญหายุ่งยากในขั้นตอนนี้ เพราะการเดินทางผ่านเมืองนั้นหากเทียบจำนวนขั้นตอนแล้วนับว่าน้อยกว่าก้าวผ่านเส้นชายแดน เพราะต้องมีทั้งตราสัญลักษณ์ และใบระบุตัวผู้คน แต่ก็ผ่านมาได้อย่างง่ายดายจนผิดวิสัย

 

“ผ่านได้” นายทหารประจำชายแดนส่งหนังสือผ่านทางคืนให้เฉาข่งเฮ่อ หลังจากรับมาตรวจพินิจพิเคราะห์จนละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว

 

เฉาข่งเฮ่อรับมาเก็บไว้ในที่มิดชิด แล้วกระตุกม้าให้เดินทางต่อในทันที หลังเข้าสู่แคว้นฉีแล้ว ระดับการเดินทางก็ช้าลงกับช่วงแรกราวกับมิใช่ขบวนเดียวกันที่เดินทางมา

 

ถึงจะไม่มากนัก แต่อี้เหวินเหอก็สัมผัสได้ว่า คุณชายเยี่ยมีท่าทีเบิกบานขึ้น จนเดินทางมาถึงเมืองหนึ่งในแคว้นฉี คุณชายเยี่ยก็สั่งให้หยุดรถม้า แล้วออกปากบอกว่าจะพักเที่ยวเล่นอยู่ที่เมืองนี้สองสามวัน “ข่งเฮ่อ ให้คนหาโรงเตี๊ยมดี ๆ ในเมืองนี้เถอะ ข้าจะพักชมเมืองนี้สักสามวัน”

 

“ขอรับคุณชาย” เฉาข่งเฮ่าทำอะไรรวดเร็วทันใจ ได้ยินคำสั่งแล้วก็สั่งให้คนที่ตามมาด้วยไปจัดการ หายไปพักเดียวก็วิ่งมารายงานว่าหาโรงเตี๊ยมได้แล้ว ทั้งยังทำการเหมาทั้งซีกฝ่ายของโรงเตี๊ยมนั้นเพื่อความเงียบสงบมาแล้ว “เรียนคุณชายขอรับ โรงเตี๊ยมถูกจองปีกซ้ายถูกจองเอาไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ สามารถเข้าพักได้ทันที”

 

ได้ยินดังนั้นจูเก่อเยี่ยก็ก้าวลงจากรถม้า แล้วสูดอากาศเข้าไปเสียเต็มปอด เพราะเร่งร้อนด่วนทำจนเกินไปจึงสำลักไอออกมาเบาๆ “แค็กๆ”

 

อี้เหวินเหอที่กำลังอยู่ในท่วงท่าก้าวลงจากรถม้า รีบเดินเข้ามาประชิด แล้วลูบแผ่นหลังให้เบาๆ ตามหน้าที่ ที่ต้องดูแลคุณชายเยี่ยผู้นี้ “เป็นอย่างไรบ้าง”

 

นางพูดไม่ทันจบคำดี ก็เห็นว่าท่านหมอที่ค่อยรักษาตน ยามอยู่เรือนใบไผ่ร่วงเมื่อสามเดือนก่อนวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น แล้วคว้าจับข้อมือคุณชายเยี่ยไปตรวจดูชีพจรทันที “นายท่าน เอ่อ...คุณชายเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

 

จูเก่อเยี่ยโบกไม้โบกมือ เอี้ยวตัวหลบท่านหมอที่แตกตื่นเสียเกินพอดี แล้วเอ่ยรวบรัดตัดความกึ่งเย้ากึ่งแหย่อี้เหวินเหอ “ไม่เป็นอะไร ท่านหมอ เจ้าอย่าได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกเช่นนี้ เห็นหรือไม่แม่นางเหอ ตกอกตกใจจนตานางแทบถลนแล้ว”

 

เจ็บอยู่แท้ๆ คุณชายเยี่ยผู้นี้ยังหันมากัดอี้เหวินเหอนิดๆ

 

คิ้วข้างหนึ่งของอี้เหวินเหอเลิกขึ้นจนโค้งโก่ง แล้วตบหลังคุณชายเยี่ยไปแรงๆอีกสองสามทีด้วยความหมั่นเขี้ยว “เช่นนั้นหรือ เช่นนั้นหรือ ข้าห่วงใยท่านเกินไปนะสินะ จนตาข้าแทบจะถลนออกมาเลยใช่หรือไม่”

 

จูเก่อเยี่ยจุกจนสำลัก ท่านหมอหันไปขึงตาใส่อี้เหวินเหอ ตวาดเสียงดัง จนผู้คนโดยรอบแตกตื่น “บังอาจเจ้ากล้า เจ้านี่...ฮึ่ย กล้าทำร้ายคุณชายหรือ แม่นางเหอ!”

 

ท่านหมอเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่พูดไม่ได้ แสดงท่าทีหงุดหงิดออกมาจนขนคิ้วชี้ชัน จากนั้นก็หันไปพูดกับจูเก่อเยี่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทีพินอบพิเทายิ่ง “คุณชาย เป็นอันใดหรือไม่ขอรับ ส่วนแม่นางเหอท่านนี้ โยนนางทิ้งทะเลทรายไปเถอะขอรับ”

 

กิริยากระฟัดกระเฟียดโกรธขึงของท่านหมอทำให้จูเก่อเยี่ยหัวเราะ ตบหลังมือท่านหมอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร นางกับข้ามีพันธะสัญญากันอยู่ ถึงนางจะโหดร้ายเพียงใด ก็มิอาจไล่ออกไปได้”

 

พูดจบจูเก่อเยี่ยก็ไอออกมาอีกเที่ยวหนึ่ง “แค็กๆ”

 

ด้านท่านหมอทางหนึ่งก็รู้สึกประหม่าเสียอยากจะลงไปคุกเข่ากับรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็นจากใบหน้าของคนผู้นี้ อีกด้านหนึ่งก็ห่วงใยลนลานไปหมด “คุณชายเยี่ยขอรับ ข้าว่าท่านไปพักก่อนเถอะขอรับ ท่านยังไม่หายดีนัก”

 

ทว่าจูเก่อเยี่ยก็ยังคงโบกไม้โบกมือห้ามปราม “ไม่เป็นไร แค็ก!”

 

ครั้งนี้เห็นว่าคุณชายท่านนี้เจ็บปวดจริงๆ มือของอี้เหวินเหอจึงตบให้ที่แผ่นหลังนั้นอย่างเบาไม้เบามือ ขณะเดียวกันก็เปล่งเสียงขอโทษไปพลาง “ข้าขอโทษ ท่าน...ท่านเจ็บมากจริงหรือ”

 

รู้จักกันมาย่างเขาเดือนที่สี่ อี้เหวินเหอทราบดีว่าคุณชายเยี่ยท่านนี้ ภายนอกดูแข็งแรงดี แต่จริงๆก็มีโรคอยู่โรคหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลารักษานานทีเดียว ส่วนโรคอะไรนั้นนางเอกก็ไม่รู้แน่ชัด ดังนั้นทุกการเดินทางจึงไม่ขาดหมอและไปกันเป็นขบวน “ระวังหน่อย ระวัง”

 

ลูบหลังให้จนมั่นใจแล้วว่าคุณชายเยี่ยปลอดภัย อี้เหวินเหอก็ถอยออกมาก้าวหนึ่ง เว้นระยะให้จูเก่อเยี่ยสามารถเคลื่อนขยับตัวได้

 

มาลงให้แล้วค่ะ  ต่อไปนี้เราก็มาลุ้นกันว่าคุณชายเยี่ยจะเข้าไปอยู่ในใจของอี้เหวินเหอเมื่อไหร่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 344 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

545 ความคิดเห็น

  1. #446 aomsinsenior (@aomsinsenior) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 22:36
    ทำไมพระเอกไรท์ต้องบอบบาง
    #446
    0
  2. #344 and4 (@and4) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 16:11
    ป่วยเป็นอะไรกันแน่นะ คุณชายเยี่ยเองดูแล้วก็คงดื้อไม่น้อยอยากให้รักษาตัวเองให้ดีกว่านี้ อย่างไรก็ถือว่าเข้าเขตแคว้นฉีแล้วมิต้องเร่งรีบเดินทางมากนักหรอก ส่วนเรื่องจะได้ใจหรือไม่นั้นคงต้องรอดูกันต่อไป เพราะอี้เหวินเหอถือว่าเป็นคนที่ใจแข็งพอสมควรเลย คุณชายเยี่ยก็สู้ๆละกัน
    #344
    0
  3. #342 usaonly (@usaonly) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 23:04

    ลิ้นกับฟันย่อมมีการปะทะกันบ้าง เดินทางรอนแรมอยู่ด้วยกันหลายวันย่อมเริ่มเรียนรู้นิสัยของกันและกัน เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งได้ ไม่นานน้องเหอเอ๋อก็จะยอมรับในตัวพระเอกของเรา ถ้าเขาดีกับนางเสมอต้นเสมอปลาย ว่าแต่คุณชายเยี่ยนี่ร่ำรวยมาก คิดว่าต้องเป็นอ๋อง หรือองค์ชาย องค์หนึ่งของแคว้นฉีก็เป็นได้ พี่เยี่ยมีโรคประจำตัว ไม่ค่อยแข็งแรงหวังว่าจะรักษาให้หายได้นะคะ ขอบคุณค่ะไรท์

    #342
    0
  4. #341 Taksina_Tangkwa (@Taksina_Tangkwa) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 22:09
    คุณชายเยี่ย จะได้ใจน้องจริงเหรอ ปากงี้
    #341
    0
  5. #340 TKpupae0127 (@TKpupae0127) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 22:00

    รอๆนะคะ
    #340
    0
  6. #339 far_28 (@far_28) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 20:55
    เข้าไปอยู่ในใจเเล้วอย่าลืมตอกตะปูกันเหนียวเลยนะคุณชาย
    #339
    0
  7. #338 lhunsal (@lhunsal) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 20:47

    ลุ้น....
    #338
    0
  8. #337 NanNilaphan (@NanNilaphan) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 20:47
    ขอให้ค่อยๆเข้าไปฝังรากอยู่ในใจของน้องในเร็ววันนะคะคุนชาย
    #337
    0
  9. #336 supakornseanla (@supakornseanla) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 20:32
    เหมือนคุณชายเยี่ยเป็นเชื้อพระวงค์ หรือไม่ก็อาจเป็นเจ้าสำนักอะไรซักอย่าง555
    #336
    0
  10. #335 tuktahiper (@tuktahiper) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 19:33

    กัดกันไป กัดกันมา เดี๋ยวก็ได้--แค่กๆ
    #335
    0