เพียงหนึ่งรักมั่นนิรันดร์กาล ( ชื่อเดิม เส้นทางชีวิตของอี้เหวินเหอ 一文河的生活之路)

ตอนที่ 2 : หนึ่ง อี้เหวินเหอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,536
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    2 พ.ค. 63

อิมเมจ ผิงเสี่ยวหรานจากเรื่องตงกง

หนึ่ง

อี้เหวินเหอ

            จวนกั๋วกง[1]จะมีงานมงคล!

 

ทั้งยังเป็นงานมงคลที่เร่งรัดอย่างน่าใจหาย เพราะมีแม่สื่อมาดำเนินเรื่องวันนี้ กำหนดวันแต่งคืออีกเดือนถัดไปข้างหน้า การตกแต่งอย่างรวดเร็วประหนึ่งฟ้าผ่าเช่นนี้ สำหรับชาวบ้านล้วนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทว่าเมื่อเกิดกับจวนกั๋วกง ขุนนางที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของแคว้น ใครบ้างเล่าไม่เกิดข้อคาดเดาไปต่างๆนานา

 

เรื่องนี้ทำเอาคนในเมืองหลวงคึกคักเป็นการใหญ่ ชาวบ้านทั่วสารทิศต่างกล่าวขานถึงเรื่องนี้อย่างแข็งขัน ดังนั้นโรงน้ำชาโรงเตี้ยมแม้กระทั้งท้ายตลาดผู้คนจึงดูหนาขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

 

อย่างเช่นโรงน้ำชาชื่อดังปี้ชุน เพลานี้เรื่องการตกแต่งของจวนกั๋วกงก็ยังเป็นหัวข้อสนทนา โดยมีใจกลางอยู่ที่ สองบุรุษหนึ่งอ้วนหนึ่งผอม

 

“เอ...จวนกั๋วกงจะมีงานมงคลอีกแล้วหรือ ครานี้เป็นงานของผู้ใด” ชายตัวอ้วนเปรยถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะจวนกั๋วกงเองก็หาใช่ว่าจะน้อยทายาท นับรวมๆกันแล้วยังต้องใช้มือถึงข้างหนึ่ง นอกจากนี้ พักนี้จวนกั๋วกงก็มีงานมงคลบ่อยจนน่าตกใจ จำได้ว่าเมื่อครึ่งปีก่อนก็เพิ่งแต่งหลานสาวคนหนึ่งออกไป

 

คนตัวผอมด้านข้างยกน้ำชาขึ้นซดรวดเดียวแล้วกล่าวขึ้นอย่างมีอารมณ์ว่า “จะใครเล่าก็อี้เหวินเหอ ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียว หลานสาวยอดดวงใจของกั๋วกงอย่างไรเล่า”

 

ครั้นได้ยินชื่อของเจ้าสาวคนตัวอ้วนซึ่งแสดงท่าครุ่นคิดก็มีท่าทีขยาดคร้ามครั้นขึ้นมา พร้อมทวนถามด้วยเสียงไม่อยากเชื่อ “อี้เหวินเหอ นางมารนั่นนะหรือ”

 

อีกคนพยักหน้าหงึกหงักแล้ว รินน้ำชาขึ้นจิบอีกจอก “ก็ใช่นะสิ อวี้เหวินเหอ”

 

สหายถึงกับเอ่ยชื่อออกมาซ้ำสองเช่นนี้ นับว่าไม่ผิดเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าแล้วยกชาขึ้นมาจิบบ้าง “เห็นทีบุรุษผู้นั้น คงมีเค้าลางมรณะเกาะที่หน้าประตูบ้านแล้วล่ะ”

 

อี้เหวินเหอ สามคำนี้ชายบ้านใดได้ยินเข้า ก็แทบจะปิดประตูหนีกันไปหมดแล้ว เพราะถึงหน้าตาของอี้เหวินเหอจะงดงามสะสวย ทว่าด้านนิสัยนั้น นับว่าแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ชายใดมาสู่ขอแสดงท่าทีเกี้ยวพาราสี หากอี้เหวินเหอคนนั้นไม่พอใจ ก็จะขับไล่อย่างไม่ไว้หน้า วีรกรรมสาดน้ำไล่บุรุษ ขุดเรื่องฉาวมาสาดนี้ แค่คิดถึงขนก็ชี้ชันไปทั้งตัวแล้ว

 

แรกๆก็มีบุรุษแปลกประหลาดอยากเชยชมยอดดวงใจของจวนกั๋วกงอยู่บ้างหรอก พอนานวันเข้าก็ไม่เห็นมีชายใดกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ จนแอบคิดว่าอี้เหวินเหอคนนั้นชาตินี้จะครองตัวไม่แต่งให้ชายใดเสียแล้ว

 

คิดไปคิดมาก็อดสงสารระคนอยากรู้เสียมิได้ ว่าบุรุษบ้านใดกัน ที่จะแต่งกับนางมารอี้เหวินเหอ สตรีที่ได้ชื่อว่าดื้อรั้นและเอาแต่ใจที่สุดผู้นั้น ดังนั้นจิบชาได้เพียงครึ่งจอกจึงต้องลดมือลงวาง พลางถามสหายผู้รู้ทันที “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ว่าบุรุษผู้โชคร้ายคนนั้นคือผู้ใด”

 

“เซียวอี”

 

ชื่อของบุรุษท่านนี้ทำเอาคนตัวอ้วน แทบจะสำลักอากาศตายไปเลยทีเดียว “อะไรนะ เซียวอี เซียวอีมิใช่มีคนรักอยู่ก่อนแล้วรึ อีกอย่างอี้เหวินเหอ เซียวอี เสิ่นเซียงมี่ก็สนิทชิดเชื้อกันปานนั้น จะ...เจ้าครั้งนี้ไม่ใช่ว่าฟังมาผิดหรอกนะ”

 

ใครๆก็ต่างรู้จักเซียวอี รองเจ้ากรมคลังผู้นั้น เพราะยังหนุ่มยังแน่น แต่หน้าที่การงานก็รุดหน้าไปได้ไกลราวก้าวกระโดด และนอกจากหน้าที่การงานจะโดดเด่นแล้ว เรื่องรักเซียวอีก็ไม่ปิดบัง ทั้งแคว้นต่างล่วงรู้เซียวอีคนนั้นมีหญิงคนรักอยู่แล้ว หากเขาจำไม่ผิด ดูเหมือนเซียวอีจะรักใคร่ชอบพอกับคุณหนูใหญ่ สกุลเสิ่น เสิ่นเซียงมี่ 

 

นอกเหนือจากสิ่งอื่นใด อี้เหวินเหอ เซียวอี และเสิ่นเซียงมี่ ทั้งสามสนิทชิดเชื้อกัน ว่ากันว่าอี้เหวินเหอก็เป็นแม่สื่อของเชื่อมสายสัมพันธ์ให้ทั้งเซียวอีและเสิ่นเซียงมี่ หากเวียวอีจะแต่งกับอี้เหวินเหอจริงๆ เรื่องราวมันจะไม่กลับตาลปัตรผสมน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นโฉ่วหรือ!

 

เห็นสหายมีสภาพไม่สู้ดีนัก คนตัวผอมผู้รอบรู้ทุกเรื่อง จึงยื่นมือไปตบหลังลูบไหล่ให้อย่างใส่ใจ “ข้าไม่ได้ฟังมาผิด เป็นเซียวอี กับอี้เหวินเหอจริงๆ”

 

“เหอะๆ” คนตัวอ้วนถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความสับสนงงงวย ก่อนแหงนใบหน้ามองขื่อไม้แขวนผ้าสีตกแต่งจนสวยงาม พลางเอ่ยออกมาอย่างปลงตกว่า “นี่ล่ะหนาที่โบราณกล่าวว่า คนเราชะตาล้วนไม่แน่นอน”

 

คนเคยสนิทสนมกันแท้ๆ เผลอเพียงคืนเดียวก็แย่งบุรุษคนเดียวกันแล้ว

 

คนตัวผอมพลันเผยยิ้มหยัน แล้วชี้แจงสหายให้ล่วงรู้ “ชะตารึ ชะตากับผีนะสิ จากที่ข้ารู้มา อี้เหวินเหอคนนั้นนะใช้อำนาจบารมีของกั๋วกงไปบีบบังคับเซียวอีต่างหาก”

 

คนตัวอ้วนถึงคราวกระจ่างแจ้ง พยักหน้าหงึกหงักแล้วพูดอย่างมีอารมณ์อยู่บ้าง “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แต่น่าสมเพช ไร้ยางอายที่สุด สตรีอันใดก็มิรู้ รู้ทั้งรู้ว่าบุรุษมีหญิงคนรักอยู่แล้ว ยังหน้าไม่อายไม่แย่งชิงมา”

 

ด้านคนตัวผอมส่ายหน้า “จะสตรีอันใด ก็อี้เหวินเหอนะสิ”

 

หญิงผู้นี้ใครๆก็รู้ว่าร้ายกาจเพียงใด ถึงจะเหนือคาดไปบ้างที่คิดแย่งคนของผู้อื่นซึ่งหน้า แต่หากลองนับดูแล้ว นี่ล่ะอี้เหวินเหอ

 

น่าสมเพช... ไร้ยางอาย... สตรีจอมแย่งชิง

 

คำพูดเหล่านี้ล้วนดังก้องอยู่ในหูของอี้เหวินเหอ คำด่าทอกล่าวขานนี้นับว่ารุนแรงหรือไม่ มองเผินๆก็รุนแรงอยู่บ้าง ทว่าเมื่อฟังมาจนจะครบชั่วยาม อี้เหวินเหอก็เริ่มรู้สึกชินชาเสียแล้ว 

 

ถึงอี้เหวินเหอจะไม่เก็บมาใส่ใจทว่ากับมิใช่เสี่ยวชุนสาวใช้คนสนิท ที่เดือดขึ้นมาแทนเจ้านาย คนเหล่านี้ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด กลับพูดราวรู้เห็นทุกอย่าง “คุณหนูอย่างไปฟังนะเจ้าคะ คนพวกนี้ปากพล่อยนัก ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังแท้ๆ ยังกล้าพูดจาส่งเดช” 

 

อี้เหวินเหอยิ้มน้อยๆ ยกมือหนุนขมับ เหลียวตามองกลุ่มคนที่สนทนาพาทีกันอย่างออกรสด้านล่างด้วยสีหน้าและแววตาอันเรียบเฉย “ข้าไม่เดือดร้อน แล้วเจ้าจะมาเดือดร้อนแทนข้าด้วยเหตุอันใดเสี่ยวชุน”

 

“บะ..บ่าว...บ่าวขออภัยเจ้าค่ะ” อากัปกิริยาของอี้เหวินเหอ ทำให้เสี่ยวชุนอ้ำอึ้ง ลดท่าทีลงแล้วกลับไปยินอยู่ด้านข้างเช่นเคย

 

ด้านอี้เหวินเหอยกชาขึ้นจิบ คำผรุสวาทเหล่านี้ ฟังแล้วส่วนลึกของใจก็พอเจ็บปวดอยู่บ้าง ตอนแรกก็คิดจะเมินเฉย ทว่าไม่สั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง อี้เหวินเหอก็รู้สึกว่ากระไรอยู่ นางจึงเงยหน้าขึ้นแล้วสบตากับเสี่ยวชุน “ในเมื่อเจ้าเป็นเดือดเป็นร้อนแทนข้าแล้ว เจ้าก็ลงไปบอกผู้คนด้านล่างเถิด ว่าเรื่องเล่าของพวกเขาสนุกมาก จึงเลี้ยงสุราคนเหล่านั้น”

 

ฟังคำพูดของอี้เหวินเหอแล้ว เสี่ยวชุนก็มีสีหน้าที่ดีขึ้น นางรีบลงไปด้านล่าง แล้วประกาศด้วยเสียงดังกึกก้องทันที “เรียนแขกในโรงน้ำชาทุกท่าน เนื่องจากวันนี้เรื่องเล่าของทุกท่านสนุกมาก คุณหนูของข้าจึงเลี้ยงสุราพวกท่านคนละหนึ่งกา”

 

ทีแรกผู้คนก็สับสนงุนงงอยู่บ้าง ต่างวิพากร์ไปต่างๆนานาว่าใครกันหรือที่เลี้ยงสุราคนทั้งโรงน้ำชาเช่นนี้

 

“ขอบคุณแม่นาง แต่มิทราบว่าคุณหนูของเจ้าคือใครหรือ” คนผู้หนึ่งลุกขึ้นถาม 

 

เสี่ยวชุนไม่ทันได้ตอบ หูก็ได้ยินเสียงแว่วดังมาจากทิศทางหนึ่ง “น่ะ...นั่นมัน คนสนิทของอี้เหวินเหอนี่!”

 

อี้เหวินเหอคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม ก่อนค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินลงมาจากชั้นสอง พร้อมส่งเสียงเรียกเสี่ยวชุน “เสี่ยวชุน สายแล้วเรากลับจวนกั๋วกงกันเถอะ”

 

ทั่วทั้งโรงน้ำชา คล้ายถูกเมฆหมองสีดำครอบทับ แต่ละคนล้วนเงียบงัน บ้างแสดงท่าทีสำลัก ไม่ก็แสดงท่าทีบื้อใบ้ “คะ...คุณหนูอี้เหวิน!”

 

หยุดเขย่าขวัญ กวาดตามองคนทั้งโรงน้ำชาอยู่ชั่วอึดใจ อี้เหวินเหอก็ส่งเสียงเรียกเสี่ยวชุน แล้วเดินจากมา “เสี่ยวชุนไปเถอะ ไปโรงน้ำชาโรงถัดไปเถอะ ลางทีพวกเขาจะเล่าเรื่องสนุกเช่นนี้ให้ข้าฟังอีกบ้าง”

 

คำพูดของอี้เหวินเหอไม่ต่างไม้หนีบเนื้อ ดังนั้นเบื้องหลังขณะนางก้าวเดินออกจากโรงน้ำชา อี้เหวินเหอจึงได้ยินเสียงกระซิบกระซาบด้วยความขลาดจนขึ้นสมองดังอื้ออึงเซ็งแซ่

 

“อี้เหวินเหอได้ยินรึ”

 

“แย่แล้ว นางจะเอาไปฟ้องกั๋วกงหรือไม่”

 

“ไม่ได้การ เพราะเจ้าแท้ๆที่พูดมาก”

 

“เจ้านั่นแหละ เจ้า!”

 

ครั้นรถม้าวิ่งออกจากหน้าโรงน้ำชาปี้ชุน อี้เหวินเหอก็ไม่ได้ยินเสียงสนทนานั้นอีก 

 

รถม้าใช้เวลาวิ่งอยู่พอประมาณ ไม่นานก็ถึงจวนกั๋วกง อี้เหวินเหอก้าวลงรถม้าโดยมีเสี่ยวชุนคอยประคอง เมื่อนางเดินเข้าสู่ด้านใน บ่าวรับใช้ต่างโค้งตัวคารวะอย่างพินอบพิเทายิ่ง “เคารพคุณหนู”

 

“..” อวี้เหวินเหอทำเพียงผงกศีรษะช้าๆ แล้วเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบ ขณะจะก้าวเข้าสู่เรือนนอน หลิวหมัวหมัวก็ให้คนมาส่งข่าว “เรียนคุณหนู หลิวหมัวหมัวให้มาแจ้งว่า ของหมั้นถูกส่งมาจนครบแล้วนะเจ้าคะ”

 

ตัวอี้เหวินเหอซึ่งทีแรกก็หมายจะกลับเรือนนอน จึงเบนเท้าเดินไปยังห้องเก็บของหมั้น ทันทีที่นางก้าวเท้าผ่านประตู ข้าวของเงินทอง เครื่องประดับ ธัญพืช ต่างสาดแสงประกายระยิบระยับ ราวกับจะบาดตาคน 

 

อี้เหวินเหอค่อยๆเดินไปหยิบเครื่องประดับชิ้นหนึ่งมาเพ่งพิศ ใช้ปลายนิ้วไล้สัมผัสลวดลายอย่างเบามือ เป็นผีเสื้อเกาะดอกซิ่วฉิว สองสิ่งนี้นางล้วนเกลียดจนเข้ากระดูกดำ กลับกันสองสิ่งนี้ เสิ่นเซียงมี่ชื่นชอบจนสุดหัวใจ ใช่แล้วสิ่งของเหล่านี้เดิมทีเป็นของหมั้นที่พี่เซียวอีตระเตรียมเพื่อไปสู่ขอเสิ่นเซียงมี่

 

พลันหัวตาของนางก็ร้อนผะผ่าว จนต้องรีบแหงนใบหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมเอ่ยอย่างแอบซ่อนความรู้สึก “เสี่ยวชุน เจ้าดูสิ...พี่เซียวอี เลือกเครื่องประดับได้ถูกใจข้าเสียจริง” 

 

เอ่ยออกไปแล้ว อี้เหวินเหอก็พลันรู้สึกถึงก้อนบางประการจุกอยู่ที่ช่องอก ชวนให้หัวใจปวดตื้อไปหมด นางรู้ดีเครื่องประดับเช่นนี้งดงามมาก สลักลวดลายล้วนประณีตจนยากหาใดเทียม ทว่ามันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อนาง ทุกสิ่งล้วนถูกสร้างมาเพื่อเสิ่นเซียงมี่

 

ทั้งที่รู้ดี แต่นางก็ยังคงหลอกลวงตัวเอง... ไม่สิ นี่เป็นของหมั้นของข้า พี่เซียวอีส่งมาให้ข้า

 

แต่ยิ่งจับยิ่งพิศมอง อี้เหวินเหอก็สัมผัสได้เพียงความเย็นชืด สิ่งนี้ก็คล้ายกับหัวใจของพี่เซียวอี ที่ชืดชาต่อนางเสมอมา “เพลานี้ ท่านคงอยู่กับเสิ่นเซียงมี่ใช่หรือ หญิงที่ท่านรัก ที่ไม่ใช่ข้า” 

 

เสี่ยวชุนฟังถ้อยคำตัดพ้อของคุณหนูแล้วได้แต่รู้สึกสงสาร ภายนอกคุณหนูเย่อหยิ่งเย็นชา ร้ายกาจเพียงใด ทว่าภายในนั้นกลับอ่อนแออย่างน่าใจหายเช่นกัน ยิ่งเป็นการกระทำของรองเจ้ากรมคลังเซียวอีด้วยแล้ว เพียงประโยคเดียวก็มิต่างจากโดนแผลงศรพันหมื่นดอก

 

มิใช่แค่หวังให้บาดเจ็บ แต่หวังให้ร่างแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี... 


 

[1] กง บรรดาศักดิ์ที่กษัตริย์จะแต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์ หรือคนที่ทำความดีความชอบ โดยบรรดาศักดิ์ที่รองจากอ๋องมีห้าขั้นได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน

กั๋วกง บรรดาศักดิขั้นสูงสุดในขั้นกง

 


 

 

ตอนที่หนึ่งจบไปแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

545 ความคิดเห็น

  1. #419 Poonchanit (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 15:02
    รู้ว่าเขาไม่รักก็ยังจะเอา ก็เหมือนนางร้ายเรื่องอื่นๆ
    #419
    0
  2. #134 orn2515 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 20:20
    นางก็ว่าร้ายมากนีดแค่เอาแต่ใจเท่านั้นเอง
    #134
    1
    • #134-1 Ratphak(จากตอนที่ 2)
      17 พฤษภาคม 2563 / 19:01
      น้องเป็นคนซับซ้อน
      #134-1
  3. #127 foreverafter (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 18:03
    นางดูเป็นคนตรงไปตรงมา อาจจะไม่ใช่นิสัยแบบคุณหนูในสมัยนั้นเลยดูต่างออกไป จะตามอ่านให้ทันนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
    #127
    1
    • #127-1 Ratphak(จากตอนที่ 2)
      17 พฤษภาคม 2563 / 18:57
      ขอบพระคุณที่ติดตามค่ะ
      #127-1