「 怪獣 MONSTER」Assassination Classroom Fanfiction

ตอนที่ 36 : VICTIM 34: Comfortation

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 386
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    3 มี.ค. 62

VICTIM 34

 

           อ้าว ไม่คิดว่ายัยคุณหนูจะมาจริงๆด้วย เสียงทุ้มที่ค่อนข้างจะแข็งกร้าวนั้นเอ่ยออกมาพลางใช้มือข้างหนึ่งเสยเรือนผมสีเท่าเข้มที่ปรกใบหน้าเกินเหตุออก มาโคโตะ โทยะหรี่ตามองเพื่อนร่วมงามด้วยความรู้สึกคลบคล้ายคลับคลาใจหนึ่งคราแล้วจึงค่อยเบนนัยน์ตาสีเทาหม่นมายังช่อดอกไว้ในมือของคุณหนู


            ก็ยังคงสองหน้าเหมือนเดิมแหละนะ มาโคโตะคุง เธอเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบขณะที่สองขาก้าวเข้ามายังบริเวณภายในสุสาน นัยน์ตาสีอเมทิตส์นั้นแลดูหม่นหมองกว่าปรกติอย่างเห็นได้ชิด ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงราวกับว่ากำลังอดกลั้นบางอย่างอยู่


            ยังไงวะ โซ? ทาคามิส่ายหน้าอย่างเอือมระอาให้กับความตรงไปตรงมาของเพื่อนร่วมงานเขา นัยน์ตาสีเหลืองบุษราคัมนั้นชำเลืองมองร่างเล็กของคุณหนูที่ย่างกรายไปยังบริเวณหลุมศพซึ่งตราหน้าชื่อของบุคคลผู้เป็นดั่งแสงสว่างทุกอย่างในชีวิตเธอ เขาพ่นลมหายใจออกมาผ่านริมฝีปากหยักลึกนั้น


            ร้อยวันพันปีไม่เห็นเคยมาในวันครบรอบประกาศว่าเสียชีวิตเพราะทำใจไม่ได้ แล้วไหงยัยคุณหนูถึงได้ถ่อมาหลุมศพท่านฮิคาริกันล่ะ?


            ดูแลปากตัวเองหน่อย โทยะ... ไม่ใช่ว่านอกสายตานายท่านแล้วจะทำตัวห่ามได้ ทาคามิกัดฟันกรอดพลางเอ่ยถ้อนคำตักเตือนเพื่อนร่วมงานของตนเอง ทุกครั้งทุกคราเจ้าหมอนี่ก็เป็นคนแบบเสียอยู่แล้ว โดยปรกตินั้นมีส่วนหน้าที่ในการดูแลสึมุกิ เลย์โกะแค่ผิวเผินคือการหาช่องทางและข้อมูลตามคำขอของคุณหนูวัยสิบห้า เวลาส่วนใหญ่นั้นจะเทไปในการทำงานเป็นเลขาประจำตัวของผู้บริหารเคทีคอร์เปอร์เรชั่นซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับของตระกูลสึมุกิเสียมากกว่า อีกทั้งยังเป็นคนที่ค่อนข้างจะสองหน้าและความคิดการกระทำซื่อตรงเสียจนดูเป็นคนห่ามและขวานผ่าซากไปไหนสายตาของคนอื่นใกล้ตัว


            ก็สองหน้ากันทั้งแก๊งค์มั๊ยล่ะ? ยัยคุณหนูก็ไม่เห็นฟ้องเลยเถอะมาโคโตะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เอือมระอาอยู่พอสมควร เขาไม่ใช่คนชอบเสแสร้งจนหลอกแทบจะทุกคนที่พบเจอได้ดั่งทาคามิ โซจิโร่ ต่อให้ นายท่าน หรือ สึมุกิ โคเฮย์ที่เป็นผู้มีพระคุณต่อเขาจะเอ่ยปรามบ่อยคราเรื่องนิสัยนี้ก็ตาม แต่ในใจแล้วเขาก็เชื่อเสมอว่าการแสร้งทำนั้นไม่ได้ดีเสมอไป คุณหนูที่อยู่ในการดูแลแบบกลายๆก็พอจะรับรู้และเข้าใจได้จึงไม่บอกพ่อของตนเอง


            คุณหนูเคยคุยกับพ่อดีๆที่ไหนกันล่ะ? ปลายนิ้วชี้ของทาคามิดันแว่นสายตาของตนเองให้เข้าที่เข้าทางกว่าเดิมเมื่อสิ้นสุดถ้อยคำถามที่ไม่ต้องการคำถามอย่างแน่ชัด... ครั้งล่าสุดที่สองพ่อลูกคู่นั้นคุยกันแบบดีๆก็แทบจะไม่มีเลยสักครา ไม่ก็นานเสียจนตัวเขานั้นหลงลืมไปเสียหมดแล้ว


            ก็นั่นน่ะสินะ... มาโคโตะไหวไหล่พลางแค่นยิ้ม


            คู่นี้คือมันแม่งเลยจุดที่เมินเฉยต่อกันแล้ว พออยากจะสานสัมพันธ์พ่อลูกต่อมันก็มีอุปสรรคว่ะพี่ ใช่ว่าพวกเขาจะเป็นคนนอกเสียในครอบครัวนี้ การที่ได้รับอุปการะมาจากบ้านสงเคราะห์เด็กกำพร้าเมื่อหลายปีก่อนนั้นทั้งสามคนทำให้ความสัมพันธ์กับตระกูลค่อนข้างจะแน่นแฟ้นไม่น้อย ต่อให้สถานะจะเป็นเพียงลูกจ้างเสียก็ตามที แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าพวกเขานั้นถูกเลี้ยงดูมาโดยวงศ์ตระกูลนี้เสมือนเป็นลูกหลานมานานนับหลายปี


            เพราะเหตุนั้นจึงแทนว่า นายท่าน แทนที่จะเป็น ท่านประธาน เหมือนกับคนอื่น...


            ก็ถูก... จะว่าไป ปล่อยคุณหนูไว้แบบนี้จะดีเหรอ? ให้อีกฝ่ายไปเยี่ยมหลุมศพคนเดียวแบบนี้ก็น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ใจจริงเขาเองก็อยากจะตามไปแต่เมื่อเห็นว่าน้องชายต่างสายเลือดที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กนั้นไม่ตามเธอไปก็ค่อนข้างจะรับรู้ได้ถึงความเป็นส่วนตัวที่เขาเกือบพลาดพลั้งเหยียบย่ำเข้าไป แต่ถึงกระนั้นก็อดเป็นห่วงเจ้าตัวเธอไม่ได้... ยิ่งเมื่อเขารู้ว่าภายในลักษณะนิสัยปีนเกลียวและอวดเก่งที่แสดงออกกับพวกเขานั้นคืออาการหวาดระแวงคนรอบข้างที่ตัวเธอไม่มั่นใจว่าจะมาดีหรือร้ายด้วย


            อย่างมากก็ร้องไห้แหละนะ ซึ่งมันก็จะไม่ค่อยปกติกับคุณหนูของพวกเราซะด้วย


            บางทีฉันก็นึกว่าแกมันเดาทางอารมณ์ไม่ถูกนะ เดี๋ยวปากดี เดี๋ยวปากหมา


            พี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ โซ... โคตรเสแสร้ง ขย๊าดขยาด


            ผัวะ!


            ลามปามทาคามิ โซจิโร่ฟาดฝ่ามือลงบนหลังคอของคนที่อายุน้อยกว่าโดยหวงจะเอาให้เข็ดหลาบกับฝีปากที่สุดแสนจะปีนเกลียวของเขา มาโคโตะหัวเราะร่าให้กับการกระทำที่ค่อนข้างจะรุนแรงไม่น้อยนั้น ยกมือขึ้นมาเสยเรือนผมสีเทาเข้มของตนเอง สังเกตเห็นได้ว่าร่างเล็กของคุณหนูวัยสิบห้าปีกำลังจะเดินมาถึงพวกเขาก็เอ่ยเตือนเพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่าของตนเองอีกรอบ


            โน่น... คุณหนูมาละ สีหน้าโคตรเดาอารมณ์ไม่ถูกเลยด้วย ภายในนัยน์ตาสีอมเทิตส์คู่นั้นไม่ได้ฉายแววความรู้สึกใดออกมาอย่างชัดเจน มันช่างดูขุ่นมัวและหม่นหมอง ปะปนไปด้วยความโกลาหลภายในจิตใจและความหวาดกลัวกลายๆในบางสิ่งบางอย่าง ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรงราวกับว่ากำลังอดกลั้นความรู้สึกของตนเองอยู่ มือทั้งสองขยุ้มชายกระโปรงนักเรียนของตนเองแน่นจนเนื้อผ้าสีเทานั้นยับยู่ยี่


            นินทากันอยู่เหรอ? ให้ตายเหอะ เดี๋ยวปั๊ดหักโบนัสเลย ถ้อยคำที่เปล่งออกมาด้วยเสียงใสนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความแตกต่างทางสีหน้าแต่อย่างใด ความสั่นเครือของน้ำเสียงแทบจะไม่ถูกแสดงให้เห็นต่อหน้าพวกเขา เสมือนกำแพงที่ใสจนมองเห็นอีกด้านแต่กลับหน้าและแข็งกร้าวเกินกว่าที่จะพังลงและผ่านมันไปได้...


            เปล่าสักหน่อยครับ มาโคโตะ โทยะไหวไหล่ ตัดสินใจเล่นไปตามเกมตบตาที่ค่อนข้างจะโจ่งแจ้งของคุณหนูตรงหน้า ต่อให้พยายามแทบตายแต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถพังทลายกำแพงนั่นได้ก็เปล่าประโยชน์ อีกฝ่ายเองก็คงขีดเส้นจำกัดพื้นที่ที่พวกเขารุกล้ำได้เสียหมดแล้ว... เรื่องอะไรจะต้องดิ้นรนลงทุนในการกระชากหน้ากากที่ปกปิดความลับมากมายของเธอไว้ถึงขั้นนั้นด้วยล่ะ?


            ต่อให้เป็นห่วงแทบตายในฐานะของคนที่มองว่าเปรียบเสมือนน้องสาว แต่ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปปรับเปลี่ยนโชคชะตา


            แต่ว่านะ... ได้คุยกับท่านฮิคาริบ้างรึยั---”


            แม้แต่คำเดียวก็พูดออกมาไม่ได้น้ำเสียงช่างราบเรียบและเด็ดขาดมากพอที่จะทำให้มาโคโตะกลืนน้ำลายให้กับถ้อยคำที่ค่อนข้างจะเป็นการซ้ำเดิมตนเองของเลย์โกะ เด็กสาววัยสิบห้าปีแค่นหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบาเล็กน้อย แล้วจึงคว้านหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างเพื่อกดหาบางอย่าง


            เหมือนที่ห้องฉันจะมีเรื่องอยู่ด้วยแหละนะ... ฝากไปเช็คให้ทีคงไม่เป็นอะไรเนอะ มาโคโตะคุง? โชว์หน้าจอแสดงพิกัดของโรงพยาบาลใกล้สถานีแถวโรงเรียนอยู่แห่งหนึ่งให้ทั้งสองได้ดู ก่อนที่ปลายนิ้วจะเลื่อนเข้าแอพลลิชั่นโน๊ตซึ่งมีการจดบันทึกห้องผู้ป่วยให้เรียบร้อยแล้วเสร็จสรรพ คิ้วของมาโคโตะกระตุกขึ้นราวกับว่าได้รับลางสังหรณ์อันซึ่งไม่ใช่เรื่องดีอะไรเลย


            อย่าบอกนะว่า...


            เออ คุณหนูให้แกปลอมตัวเข้าไปเอาข้อมูลเพิ่มทาคามิ โซจิโรคลี่ริมฝีปากหยักลึกออกมาเป็นรอยยิ้มร้ายกาจในเชิงของการอยากจะซ้ำเติมเพื่อนร่วมงานจอมปีนเกลียว ตบบ่าให้กำลังใจคนตัวเล็กกว่าพลางพยายามกลั้นหัวเราะเป็นว่าเล่น


            ฝากไว้ก่อนเถอะ โซ...


            งั้นก็ขอไม่รับฝากละกัน


            แบบนั้นมันมีที่ไหนกันเล่า!?เลย์โกะส่ายหน้าอย่างเอือมระอาพลันเห็นบทสนทนาที่ค่อนข้างจะขาดความเป็นผู้ใหญ่อีกทั้งยังทำให้เธอนึกถงบรรยากาศของพวกเพื่อนร่วมห้องที่ทะเลาะกันเรื่องไร้สาระอีกด้วย อดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยความขบขัน ก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำหักล้างการทะเลาะทางฝีปากของทั้งสองผู้ดูแลอย่างหนักแน่น


            ไปด้วยกันทั้งคู่แหละ


            ฮะ?ใบหน้าที่แสดงออกถึงคามฉงนและมึนงงของทาคามินั้นทำให้เสียงหัวเราะที่เบาเพียงแค่ลมหายใจกลับทวีคูณระดับเสียงขึ้นไปหลายเท่าเมื่อเห็นดังนั้น นานๆครั้งนานๆคราเธอจะมีกะจิตกะใจจะหักหน้าผู้ดูแลมากขรึมคนนี้เล่นกับเขาเสียบ้าง จะให้เอาแต่โบ้ยงานใส่มาคาโตะมันก็คงจะดูใจร้ายเกินไปหน่อย...


            ทาคามิคุงก็ขับรถและรอแสตนด์บายไง ส่วนฉันจะไปเอากระเป๋านักเรียนที่รถแล้ววกกลับทางรถไฟฟ้าเลย  นัยน์ตาสีบุษราคัมภายใต้แว่นกรอบเหลี่ยมนั้นชำเลืองมองใบหน้าเรียบนิ่งของเพื่อนร่วมงานสลับกับของคุณหนูที่ดูแลอยู่กลายๆ พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจเมื่อรับรู้ได้ว่าคุณหนูของเขาคงไม่เปลี่ยนใจง่ายๆแย่หากพูดออกมาตรงๆเสียแบบนี้


            ได้ครับ...


            สม


            ให้ฉันตบปากแกสักทีเถอะ โทยะ ไอ้ความปีนเกลียวนี้จะได้หายออกไปบ้าง ไอ้นี่ก็ยังปีนเกลียวไม่เลิกอีก... เขาหันไปถลึงตาใส่ผู้ร่วมชะตากรรมไปสืบเสาะหาข้อมูลด้วยกัน หวังจะขู่เข็ยให้อีกฝ่ายเลิกลักษณะนิสัยที่ไม่เคารพพี่เคารพน้องแบบนี้เสียสักที... พอเป็นซาซากิ จิฮิโระก็เรียกพี่เสียตั้งแต่เด็กจนโต แต่กับเขาก็นอกจากจะเรียกชื่อเล่นห้วนๆแล้ว ยังจะลืมสรรพนามนำหน้าชื่อไปอีกด้วย


            เขาแก่กว่าตั้งสามปีนะเว้ยเฮ้ย!


            คิดซะว่าหน้าทาคามิคุงดูเด็กสิ จะได้ไม่ฉุนเฉียวเกิน เด็กสาวผู้อยู่ในเหตุการณ์นั้นไหวไหล่ราวกับไม่สนใจใยดีอะไรมากมายเสีย นี่ไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย จะเข้าไปจุ้นจ้านแบบพวกพระเอกโชเน็นมังงะก็ไม่ได้ว่างขนาดนั้น... เมื่อสิ้นสุดถ้อยคำก็รีบวิ่งไปเอากระเป๋านักเรียนและโบกมือลาด้วยความรวดเร็วเนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีใครสักคนในบรรดาผู้ดูแลชายทั้งสองรั้งไว้ไม่ให้หลบหนี


            แต่คงไม่หรอกน่า...


            ต้องรีบกลับไปอ่านหนังสือด้วยสินะ... เอ่ยรำพึงออกมาอย่างแผ่วเบากับตนเอง ใจจริงแล้วสึมุกิ เลย์โกะไม่อยากจะทำตามหน้าที่นักเรียนมัธยมปลายของตนเองเอาเสียเลย แต่ก็ใช่ว่าเธอจะมีทางเลือกมากมายนัก


            วันนี้อ่านสังคมเน้นๆดีกว่า แล้วค่อยตามด้วยเคมี

 

            [ดูเหมือนว่าห้องของคุณหนูจำเป็นจะต้องทำงานชดใช้ให้คุณปู่เขาน่ะครับ คุณหนูก็คงต้องติวเองหนักหน่อยนะครับ] เสียงปลายสายจากมาโคโตะ โทยะบ่งบอกได้ชัดเจนถึงความเหนื่อยล้าจากภารกิจที่เธอมอบหมายให้ สึมุกิ ตอบรับพยักหน้าตอบรับกับตนเองแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นก็ตาม ก่อนที่จะเปล่งวาจาที่เป็นเสมือนดั่งรางวัลแก่ผู้ดูแลที่มักจะถูกใช้ในการประสานงานของเธอ


            ขอบคุณ จะไปพักหรืออะไรก็ตามใจทั้งคู่นะ ให้เวลาจนกว่าฉันจำสอบเสร็จ


            [ขอบคุณครับ คุณหนู] เธอคลี่ยิ้มบางเบา น้ำเสียงของมาโคโตะแลดูโล่งใจขึ้นก็พอจะเข้าใจได้ เธอเองก็ใช้งานเขาเสียคุ้มค่าไม่น้อยในเวลาหลายปีมานี้ ทุกอย่างแลดูจะดำเนินไปตามเกมของเธออยู่แล้ว ให้พวกเขาพักบ้างอะไรบ้างก็คงไม่เสียหาย... อีกอย่างหนึ่งก็คือเธอเหลือวาระอีกไม่กี่เดือนเท่านั้นสำหรับการลอบสังหาร ต่อให้ไม่สำเร็จก็จะระเบิดไปพร้อมๆกับโลกใบนี้ได้ ส่วนถ้าสำเร็จ... ก็จะได้จบชีวิตอันไร้ซึ่งความหมายและที่ยึดเหนี่ยวกันเสียในท้ายที่สุด


            เพราะต่อให้อยู่ไปก็ยิ่งรู้สึกเคว้งคว้าง...


            อืม... จิฮิโระจังฝากบอกว่าจะไปจัดเก็บห้องที่คอนโดของมาโคโตะคุงด้วย รายนั้นเลยบอกให้อยู่กับทาคามิคุงไปก่อนน่ะ


            [จะบ้าตาย พี่จิฮิโระนี่นะ... ไว้ผมไปเคลียร์หลังไมค์เองก็แล้วกันครับ รบกวนคุณหนูมามากพอแล้ว]


            เชิญ วางล่ะนะ และแล้วสมาร์ทโฟนก็ผละออกจากใบหู ปลายนิ้วเรียวกดวางสายอย่างรวดเร็วแล้วจึงฟุบใบหน้าลงไปกับโต๊ะทำงานซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือเรียน สมุดเลคเชอร์ ชีทเนื้อหาแบบฝึกหัด และหนังสือเพิ่มเติมกระจัดกระจายเสียจนเปรียบได้ว่าชีวิตเธอแลดูยุ่งเหยิงเป็นอย่างมาก หนังสือหนังหาก็แทบจะไม่เข้าหัวหลังจากอ่านไปนานนับหลายชั่วโมง


            เธอไม่น่าทำตามที่ฉุดคิดชั่ววูบว่าจะไปเยี่ยมหลุมศพของโอฮาระ ฮิคารุเลย...


            ถ้อยคำที่ตั้งใจจะมาเอ่ยต่อหน้าหลุมศพนั้นหลุดหายใปจากห้วงความคิดเมื่อเห็นชัดอย่างแจ่มแจ้งถึงสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการลาจากของน้าสาว ภายในอกรู้สึกเจ็บและจุกราวกับมีมีดนับร้อยเล่มทิ่งแทงเธออยู่ หัวใจรู้สึกบีบรั้นและหายใจไม่ทั่วท้องยามนึกฉุดนึกได้อีกคราหนึ่งว่าสิ่งเดียวที่ให้กำลังใจเธอและเหนี่ยวรั้งให้พยายามเพื่อตนเองอยู่นั้นได้หายไปในชีวิตเธออีกแล้ว


            คนเดียวที่คอยให้กำลังใจในยามที่ทุกคนกำลังเมินเฉยต่อตัวเธอ คนเดียวที่เป็นแรงบันดาลใจให้ดิ้นรนหนีออกจากกรอบชีวิตที่พ่อแม่ตั้งไว้ให้ คนเดียวที่ทำให้เธอรู้คุณค่าของตัวเธอเอง คนคนเดียวที่เห็นคุณค่าในทุกความพยายามของเธอซึ่งไม่มีใครใคร่จะแยแส...


            มันรู้สึกจุกในอกมากเกินกว่าจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาได้... เลย์โกะอยากจะกรีดร้องออกมาใหสุดเสียง อยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นจากทุกอย่างบนโลกใบนี้


            เธออยากจะหาใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ข้างเธอแม้ว่าตัวเธอเองนั้นจะอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาสักเพียงใด


            แต่มันคงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว... เพราะไม่มีใครจะโง่และบ้าพอ อีกทั้งตัวเธอเองนั้นก็ปิดกั้นคนรอบข้างทุกหนทางไปแล้วด้วย


            มึนหัว... เสียงใสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูทุรนทุรายเล็กน้อย แหงนเงยใบหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานของตนเอง เส้นผมปรกหน้าเสียจนมีสภาพไม่ต่างกับพวกฟรีแลนซ์ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำแล้วเผลอผลอยหลับไปโดยไม่ต้องการ ยกมือข้างขึ้นมาสางเรือนผมอย่างลวกๆเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพของตนเอง นัยน์ตาสีอเมทิตส์หรี่มองสมุดเลคเชอร์เบื้องหน้าซึ่งยังคงเปิดกว้างอยู่ที่หน้าของแบบฝึกหัดเสริมข้อหนึ่งซึ่งเธอได้แต่เพียงเขียนโจทย์ไว้ หวังว่าจะกลับมาทำให้เสร็จเมื่อถึงบ้านแต่คาดการณ์ว่าในสภาพนี้ จิตใจเธอคงไม่พร้อมจะสู้ขยันเอาเสีย


            อีกทั้งยังเป็นวิชาเคมีอันซึ่งเธอไม่มีความคิดที่จะแตะต้องเมื่อสภาพจิตใจไม่พร้อมอีกต่างหาก


            ฉันไม่ใช่อิโตนะคุงสักหน่อย... ต่อให้เครียดนิดเดียวก็ทำเรื่องง่ายๆอย่างดุลสมการเคมีไม่ได้หรอก อดไม่ได้ที่จะเอ่ยรำพึงกับตนเองในเชิงของการเวทยาความสามารถที่มาพร้อมเพรียงกับสภาพจิตใจที่ดีเสีย หากเป็นพวกวิชาปกติเธอเองก็พอจะทำโจทย์หรือตอบคำถามได้บ้าง แต่สำหรับวิชาเคมีที่ไม่ถนัดแล้วก็คงจะต้องใช้เวลานานกว่าจะตีโจทย์จำพวกปริมาณสารสัมพันธ์ได้ข้อหนึ่ง


            พูดถึงรายนั้นที่เก่งเคมีแล้ว... เธอเองก็ชักไม่แน่ใจว่าที่ตนเองออกมาโดยไม่บอกอะไรมากมายนั้นจะส่งผลอะไรต่อตัวเขาหรือเปล่า?


            แต่สึมุกิ เลย์โกะยังคงตระหนักได้ว่าแค่เพื่อนร่วมห้องที่ดันรู้ความลับของเธอก็คงไม่ได้แยแสในเรื่องปรกติเสียจนเก็บเอามาคิดมากหรืออะไรทำนองนี้หรอก


            บางครั้งบางคราเธอเองก็มีความคิดที่ค่อนข้างจะไม่สมเหตุสมผล


            ไม่สมเหตุสมผลโดยที่เธอไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะเหตุใดหรือสิ่งใด


            หรือเกิดขึ้นเพราะใคร...


            ครืน!


          เสียงเครื่องมือสื่อสารในมือซึ่งกำลังสั่นแจ้งเตือนอยู่นั้นทำให้เธอฉุดนึกคิดได้ว่ากำลังจมอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดอยู่นานเกินไปเสียจนเวลาล่วงเลยมาประมาณห้านาทีได้ มือบางพลิกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูหน้าจอล็อกที่แสดงแจ้งเตือนไว้ก็รับรู้ได้ว่าเป็นเพียงซาซากิ จิฮิโระที่เธอคาดการณ์ว่าคงจะส่งข้อความมาบอกขอโทษที่ต้องค้างที่บริษัทอีกครา


            เรื่องพวกนี้มันปรกติไปเสียแล้ว... อยู่บ้านคนเดียวมาบ่อยครั้งบ่อยคราเสียจนชินชา แต่ใช่ว่าตัวเธอจะชื่นชอบอะไรทำนองนั้นสักหน่อย


            อาจเป็นเพราะตัวเธอนั้นรู้สึกเบลอและปวดศีรษะเล็กน้อย ทำให้เมื่อเรียกสติได้อีกรอบก็กลับกลายเป็นว่าปลายนิ้วชี้ได้กดปลดล็อกเครื่องสมาร์ทโฟน เข้าไปในรายชื่อเบอร์โทรศัพท์ที่บันทึกไว้ แล้วกดโทรออกไปยังสายหนึ่งเสียแล้ว


            เธอนึกปลงใจกับตนเองเมื่อรับรู้ได้ว่าเธอกำลังโทรหารายชื่อซึ่งบันทึกไว้ว่า โฮริเบะ อิโตนะ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อนึกฉงนปะปนกับความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาใจถึงสาเหตุที่ตัวเธอนั้นกดโทรออกไปเสียได้


            หากเป็นรายชื่อที่โทรออกไปล่าสุดก็พอยังมีเหตุผลอื่นรองรับอยู่ได้บ้าง... แต่รายชื่อนี้เป็นรายชื่อที่สามนับจากที่ประวัติการโทรล่าสุดของเลย์โกะ


            ภายในใจลึกๆแล้วเธอล่วงรู้ถึงความต้องการที่อยากจะฟังเขาเอ่ยประโยคอันซึ่งตรงไปตรงมาแต่ช่วยทำให้เธอผ่อนคลายลงได้ออกมา


            เธอเองก็เคยยอมรับว่าเวลาอยู่กับอิโตนะแล้วรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย...


            นัยน์ตาสีอเมทิตส์หรี่มองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ยังคงขึ้นแสดงอยู่ว่ากำลังโทรออกหาเขา ก่อนที่ความสนใจจะละไปอยู่ที่เวลา ณ ตอนนี้ ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่นพลันนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่กลับมาเสียที


          21:27


            และในเวลานี้เธอเองก็ไม่ควรจะไปรบกวนหรือก่อกวนใครทั้งนั้น... สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจวางสายก่อนที่อีกฝ่ายจะได้รับมัน มือบางค่อยๆวางสมาร์ทโฟนของตนเองลงโต๊ะเบื้องหน้าเธอ ก่อนที่เลย์โกะจะฟุบลงเพื่อทำสมาธิให้ตนเองสามารถทบทวนตำราต่อได้สำเร็จ


            ณ จุดนี้เธอควรจะละทิ้งเรื่องอื่นแล้วกลับมาจดจ่ออยากับการเรียนให้ได้มากที่สุด ห้อง 3-E ยังต้องเผชิญกับผลของปัญหาที่ก่อไว้ซึ่งนับได้ว่าไม่น้อยเอาเสียเลยด้วย เวลาที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในการติวพิเศษของอาจารย์โคโระเองก็น่าจะถูกแทนที่ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ชดใช้ค่าเสียหายและอื่นๆ


            นักเรียนห้องนี้ก็จะมีวิชาทบทวนตำราน้อย นับว่าเป็นจุดที่ทำให้ตนเองเสี่ยงต่อการถูกเหยียบย่ำโดยพวกนักเรียนตึกหลักมากที่สุด แน่นอนว่าเรื่องที่ได้คะแนนสูงเมื่อช่วงการสอบปลายภาคของภาคเรียนที่แล้วนั้นจะกลายเป็นโมฆียะและไม่ส่งผลใดๆต่อพวกหัวกะทิทั้งหลายแหล่ ข้ออ้างหลักที่พวกนั้นจะยกขึ้นมาก็คงไม่พ้นเรื่องของความบังเอิญและโชคช่วย


            โชคชะตาผลักไสให้มาอยู่ห้อง E ก็คงต้องเจียมตัวแหละนะ...


            อย่างไรเสียเธอเองก็ยังคงมองว่าโรงเรียนนี้มันบ้าไปหมดแล้ว


            เหมาะสมต่อการตกเป็นเป้าหมายให้ปั่นประสาทเล่นเสียด้วย


            แต่ถ้าให้พูดตามตรงเธอเองก็เหนื่อยใช่ย่อยในการวิเคราะห์หาการกระทำที่สามารถทให้พวกที่อยู่เหนือกว่าเธอนั้นเดือดร้อนทางจิตใจอย่างเอาเป็นเอาตาย ต้องใช้สมองและความคิดเยอะพอสมควรในการเริ่มแผนการปั่นประสาทเหล่านั้น


            ซึ่งทำให้เธอต้องมาจดจ่ออยู่กับการทำคะแนนให้ดีเพื่อเอาเกรดที่สูงกว่าเดิมนั้นไปตบหน้าเหล่าห้าอัศวินให้เสียศูนย์... เนื่องจากพักหลังมานี้เธอแทบจะลืมตัวตนของพวกเขาและความคิดที่จะปั่นประสาทไปหมดเสียแล้ว อีกทั้งสภาพจิตใจก็ยังคงไม่เหมาะสมต่อการใช้สมองคิดในเรื่องซับซ้อนเสียด้วย


          ครืน!


          เสียงที่บ่งบอกถึงการแจ้งเตือนของสายโทรเรียกเข้านั้นทำให้เธอตั้งสติกลับมายังปัจจุบันได้ กะพริบตาเพื่อปรับโฟกัสเล็กน้อยเมื่อใบหน้าสวยหวานเงยขึ้นจากโต๊ะทำงานอีกครา ในใจนึกฉงนและใคร่อยากรู้ว่าคนที่โทรมาใช่คนคนเดียวกับที่เธอพลั้งเผลอไปโทรหาหรือไม่


            คิดเผื่อไว้ก่อนว่าอาจเป็นจิฮิโระจัง เอ่ยรำพึงกับตนเองเพื่อกันความผิดหวังที่อาจเกิดขึ้นได้(ซึ่งเธอเองก็ค่อนข้างจะไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังหวังให้อีกฝ่ายโทรกลับมาด้วยเหตุผลอะไร) มือบางค่อยๆขยับเคลื่อนไปพลิกหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อดูว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นใคร


            จริงๆด้วยแฮะ...ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงอ่อนเนื่องจากรายชื่อที่ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดบนหน้าจอ ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่นอีกคราหนึ่ง ปลายนิ้วค่อยๆเคลื่อนไปกดรับสายและหยิบสมาร์ทโฟนของตนเองขึ้นมาแนบหูทันทีทันใด เธอกะจะรอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยก่อนแล้วจึงตอบกลับไป ถ้อยคำภายในสมองนั้นมีอยู่ศูนย์ ณ จุดนี้เลย์โกะรับรู้ได้ว่าความคิดของเธอไม่สามารถแตกฉานได้เมื่อหัวใจกำลังเต้นถี่ระรัวกว่าเดิม


            [เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?] น้ำเสียงฉายแววเป็นห่วงไม่น้อยจากปลายสาย เธอหลุดหัวเริกมาเล็กน้อยพลันนึกขึ้นได้ว่าคราล่าสุดที่ต่อสายไปหาเขาคือเมื่อตอนที่สภาพจิตใจเธอไม่ไหวเอาเสียจริง อิโตนะไม่แม้แต่จะเอ่ยสวัสดีหรืออะไรก่อนเลย


            [หัวเราะ?] นึกไปนึกมาแล้ว... เธอเองก็รู้สึกเสมือนว่าตนเองนั้นนำพามาแต่ความลำบากใจให้เขา ดีไม่ดีอีกฝ่ายอาจไปฝึกทำงานอยู่ที่ด้านจิตวิทยาก็ได้หากอยู่กับเธอนานๆไป แต่ใช่ว่าจะมีอยากอยู่กับเธฮเสียหน่อย เป็นข้อเท็จจริงตลกร้ายไม่น้อยเลย


            เปล่าหรอก ก็แค่... มือมันลั่นไปกดโทรออกน่ะ


            [อย่างเธอมีแต่ไม่สบายใจแล้วเผลอกดโทร จากนั้นวางสายแล้วทำเป็นไก๋มากกว่ามั๊ย?] สึมุกิ เลย์โกะสะดุ้งเฮือก ความหม่นหมองภายในจิตใจหายไปชั่วครู่โดยถูกทดแทนด้วยอาการเก้อเขินจากที่เขาสามารถล่วงรู้ถึงเจตนารมณ์ของเธอได้ ริมฝีปากเผยอขึ้นพลางนึกหาถ้อยคำที่เปล่งออกมาแล้วแลดูน่าเชื่อถือมากที่สุดแต่สุดท้ายแล้วก็กลับกลายเป็นการออกเสียงกึ่งคำและยิ่งทำให้ปลายสายนั้นนึกจับผิดได้

            [เอารางวัลความพยายามไปก็แล้วกันนะ] เลย์โกะยกรอยยิ้มแค่นๆออกมาพลันได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะอย่างแผ่วเบาของอีกฝ่าย นึกสนุกหวังจะก่อกวนไม่ให้รายนั้นได้ทำการทำงานหรือทบทวนตำราใดๆในเมื่อเขาได้เริ่มแหย่เธอเล่นเหมือนทุกคราแล้ว


            เปรียบเปรยหรือให้จริงๆล่ะ? รางวัลที่ว่าเนี่ย


            [ให้จริง... จะอยู่ในสายจนกว่าเธอจะอาการดีขึ้น] ใบหน้าสวยหวานระบายรอยยิ้มออกมาพลันได้ยิน อวัยวะเยื้องอกซ้ายนั้นยังคงเต้นอยู่ในความถี่ที่มากกว่าปรกติเสีย แต่เธอรับรู้ดีว่าควรจะชินกับอาการเหล่านี้ได้เสียแล้ว ความหม่นหมองภายในจิตใจถูกบรรเทาลงได้ชั่วคราว แต่สำหรับเธอแล้ว... มันช่างเป็นความรู้สึกที่ดีซึ่งไม่ได้พบเจอมานานแสนนาน


            เธอไม่มีเพื่อนที่เชื่อใจได้มากพอจะโทรไประบายหรือถามสารทุกข์สุกดิบเพื่อผ่อนคลายลงได้


            เธอไม่เคยให้ใครคนไหนเข้ามายังพื้นที่ส่วนตัวแม้จะเป็นเพียงแค่ส่วนนอกผิวเผินก็ตามหลังจากที่เสียน้าไป


            เธอไม่เคยได้ระบายความทุกข์ของตนเองกับเพื่อนหรือคนใกล้ตัว


            เธอไม่เคยโทรหาใครยามที่ไม่ต้องการผลประโยชน์หรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสำคัญต่อตนเอง


            สึมุกิ เลย์โกะยอมรับว่าความเห็นแก่ตัวของเธอมีผลมาจากความกลัวภายในจิตใจซึ่งยากที่จะบรรเทาหรือแม้แต่รักษา เธอไม่เคยมองคนรอบข้างเป็นมากกว่าหมากที่ไม่สามารถควบคุมได้ตัวหนึ่งในเกมของชีวิต เสมือนว่าโลกนี้เป็นเพียงแค่เกมทางเลือกซึ่งเธอผู้ที่มีความสามารถพอจะมีโอกาสเลือกทางเดินที่มุ่งไปสู่จุดจบของเรื่องราวที่ต้องการได้... แม้ว่าสิ่งที่ได้รับตอบแทนมาจะมีเพียงความมืดมิดและโดเดี่ยวก็ตามที


            [-หรือว่าไม่ต้องการ? ตอบหน่อยสิ... จู่ๆก็เงียบไปแบบนี้แล้วปล่อยให้ฉันพูดอยู่คนเดียวเนี่ยนะ] เธอหลุดออกจากห้วงภวังค์คงามคิดเป็นรอบที่สามตั้งแต่กลับถึงบ้านมาเนื่องจากเสียงของเขา มือบางข้างที่ว่างนั้นเคลื่อนมากำเนื้อผ้าของกระโปรงชุดนอนแน่นขณะพยายามนึกประโยคที่เหมาะสมสำหรับตอบเขากลับไป


            เรื่องต้องการไม่ต้องการน่ะ ช่างมัน


            [หืม?]


            แล้วแต่ผู้ให้จะสมัครใจรึเปล่าต่างหาก เตือนก่อนว่าฉันคนนี้คงไม่ปล่อยให้อิโตนะคุงได้ไปทบทวนตำราง่ายๆด้วย รูปประโยคที่คิดไว้ภายในหัวแทบจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เปล่งออกมาด้วยเสียงใสแต่ราบเรียบนั้นเอาเสียเลย เธอไม่เข้าใจตนเอง เพราะเหตุใดปากเจ้ากรรมถึงได้ไปเอ่ยประโยคดักทางเขาไม่ให้ถลำลึกเข้าในจุดส่วนตัวของเธอทั้งที่ตัวเธอเองนั้นสามารถจะบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้ได้เสียอยู่แล้ว


            [ฉันขี้เกียจทบทวนซะด้วยซ้ำ]


            ตรงไปตรงมาดีนะ โฮริเบะ อิโตนะเป็นคนที่มีความคิดซับซ้อนอยู่พอสมควรแต่กลับเป็นหนึ่งในน้อยคนแห่งห้อง 3-E ที่จะเอ่ยทุกอย่างออกมาผ่านทางความคิดโดยไม่มีแม้แต่ความเสแสร้งเจือปนอยู่ เขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมาแต่ไม่เลือดร้อนและไม่วู่วามมากจนเกินไปเหมือนเทราซากะ เรียวมะ นั่นคงเป็นอีกสาเหตุที่เลย์โกะซึ่งมีอคติกับมนุษย์จำพวกตรงไปตรงมานั้นไม่ถืออคติกับเขามากจนเกินไป


            เพราะต่อให้อิโตนะเป็นพวกที่คิดอะไรก็พูดแบบนั้นออกมาเสียส่วนใหญ่แต่ด้วยใบหน้าที่ราบเรียบเนื่องจากถูกฝึกมาโดยชิโระก็ทำให้เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ยากจะอ่านสีหน้าหรืออารมณ์ออกได้


            แต่โดยรวมแล้วเขาเองก็ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด... ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในบรรดาจุดที่เธอสนอกสนใจเกี่ยวกับตัวเขา


            [อืม กล้ายอมรับด้วยว่าฟังเธอบ่นยังดีกว่าอ่านหนังสืออีก] เขาแค่นหัวเราะออกมาพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่อาจารย์ประจำชั้นนั้นมัวแต่ติเตือนเรื่องที่เขาไม่อยากจะมีส่วนร่วมในการติววิชาที่ไม่ถนัดสำหรับการสอบกลางภาคเสียเท่าไหร่ การที่ต้องมาฟังสัตว์ประหลาดความเร็วยี่วิบมัคนั่นบ่นบ้างตัดพ้อบ้างทำให้เขานึกสะอิดสะเอียนไม่อยากแตะตำราหรือสิ่งอื่นใดเมื่อกลับมาถึงโกดังเก่าของพ่อเขาซึ่งถูกทิ้งร้างและเป็นหลักพักพิงชั่วคราวจนกว่าจะตามหาพ่อแม่ของตนเองเจอก่อน


            ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือหงุดหงิดดีนะ เล่นเอาตัวเธอซึ่งกำลังจะบ่นสัพเพเหระในเรื่องที่เขาไม่อาจล่วงรู้ถึงก้นบึ้งและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งไปเปรียบเทียบกับความเข้มงวดของอาจารย์โคโระที่มีต่อการติวและทบทวนตำราวิชาเรียนเพื่อการสอบกลางภาคนี่มันก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าประทับใจเสียเท่าไหร่เลย


            แต่รอยยิ้มบนใบหน้าสวยหวานนั้นก็ยังคงประดับอยู่ราวกับว่าตัวเธอไม่ได้ถือสาและแยแสมันมากมาย


            [เธอควรจะดีใจที่ฉันชอบฟังเธอบ่นมากกว่า] สึมุกิ เลย์โกะกลั้วหัวเราะออกมาให้กับถ้อยคำที่ยากจะเข้าใจไม่น้อยของเขา


            ค่าๆ เอางั้นก็ได้ จะเริ่มบ่นเรื่องอะไรดีล่ะ?” ไหนเมื่ออีกฝ่ายยกประเด็นเรื่องการบ่นของเธอก็ควรจะสนองตามที่เอาเอ่ยออกมาแม้ว่าจะเป็นคนละเรื่องเสียก็ตาม เลย์โกะหาได้รู้มั๊ยว่ามือข้างที่เกร็งและขยุ้มเนื้อผ้าของชุดนอนจนยับยู่ยี่นั้นได้คลายออกเสียนานแล้ว แปรเปลี่ยนเป็นการเท้าคางขณะสนทนาเสียแทน


            [เรื่องที่ทำให้เธอไม่สบายใจล่ะมั้ง? ไม่รู้สิ]


            ฮะ?” โดยปรกติแล้วเขามักจะไม่ถามไถ่ในเรื่องแบบนี้กับเธอ เลย์โกะที่รู้สึกฉงนขึ้นมาพลันได้ยินนั้นเผลออุทานออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยความสงสัยและใคร่อยากรู้อยู่พอสมควร


            [แต่ถ้าไม่อยากเล่าฉันก็ไม่เซ้าซี้หรอก เธอจะติวต่อแล้วคุยไปด้วยก็ได้นะ ไม่ถือ] อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เธอไม่ผลักไสอิโตนะออกไปจากจุดส่วนตัวของตนเองคงเป็นเพราะอีกฝ่ายรู้ตัวดีกว่าควรยุ่งหรือไม่ควรยุ่งในเรื่องไหนซึ่งแตกต่างจากผู้คนทั่วไปที่มักจะไม่สนใจใยดีอะไรเลยหรือพยายามก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวจนทำให้เลย์โกะเสียอารมณ์เล็กน้อย


            และเนื่องด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างจะแปรปรวนจึงเป็นสาเหตุของเส้นขีดจุดปลอดภัยของตนเองซึ่งสามารถขยายใหญ่ขึ้นและหดเล็กลงได้ทุกเมื่อ... น้อยครานั้นจะมีใครสักคนที่คาดการณ์ถูกว่าควรทำเช่นไรเมื่ออยากสนิทสนมหรือทำความรู้จักกับเธอมากขึ้น


            นานๆทีจะเจอคนที่เข้าใจ...


            [ต่อให้เซ้าซี้ไปเธอก็ไม่ตอบอยู่ดีมั๊ยล่ะ? ฉันเองก็ไม่ได้อยากเห็นเธอหงุดหงิดด้วย] นัยน์ตาสีอเมทิตส์เบิกกว้างเล็กน้อยพลันได้ยินประโยคหลังที่เขาเปล่งออกมา เลย์โกะเม้มริมฝีปากแน่นก่อนที่จะตอบกลับเขาไปด้วยคำถาม


            ใครมันจะไปชอบให้ฉันหงุดหงิดกันล่ะ?”


            [ก็ถูก... ฉันชอบให้เธอยิ้มมากกว่า ใบหน้าสวยหวานขึ้นสีแดงระเรื่อหนักกว่าเดิมเพื่ออีกฝ่ายเอ่ยประโยคดังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เสมือนแฝงนัยความบางอย่างไว้ มือที่วางราบบนโต๊ะนั้นกำแน่นเพื่อข่มความรู้สึกเขินอายของตนเองเอาไว้ไม่ให้แสดงออกมาจนมากเกินไปเสีย


            รอยยิ้ม... บ-แบบไหนกันล่ะ?” เลย์โกะอยากจะกระชากเส้นผมของตนเองสักกระจุกหนึ่งเมื่อพลั้งเผลอเอ่ยถ้อยคำหนึ่งอย่างตะกุกตะกักออกไป นึกปลงใจว่าอีกฝ่ายคงใช้ความผิดพลาดในการควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของเธอในการนำมาแหย่เล่นอย่างแน่นอน


            [ถามว่ารอยยิ้มแบบไหนของเธอสินะ...] อิโตนะเอ่ยทวนคำถามก่อนที่เงียบไปครู่หนึ่งราวกับว่ากำลังใช้ความคิดในการตอบคำถามของเธอซึ่งความจริงแล้วคนอย่างเขาไม่จำเป็นจะต้องคิดวิเคราะห์หาคำตอบที่เหมาะสมหรือถูกต้องที่สุดก็ได้ในเมื่อตัวเขานั้นสามารถจะเอ่ยกล่าวเรื่องเท็จโดยที่เธอไม่ล่วงรู้ได้เช่นกัน


            บางคราเธอเองก็ไม่เข้าใจถึงการกระทำของโฮริเบะ อิโตนะเอาเสียเลย...


            [รอยยิ้มแบบที่เธอไม่ค่อยแสดงเวลาอยู่กับคนอื่น] คิ้วเรียวของเธอเลิกขึ้นด้วยความฉงนและใคร่สงสัยไม่น้อย เธอไม่ได้ให้ความสนใจหรือแยแสตนเองมากพอที่จะรับรู้ได้ว่ารอยยิ้มในแต่ละคราที่เคยปรากฏบนใบหน้าของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่แสดงออกมาในสถานการณ์แบบไหนหรือเมื่ออยู่กับใครบ้าง


            มันมีด้วยด้วยเหรอ? อะไรแบบนั้นน่ะ...เสียงใสของเลย์โกะเอ่ยพลางกลั้วหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบาเล็กน้อย ความใคร่รู้ในคำตอบของเขาที่มักจะอยู่เหนือความคาดหมายของเธอเสมอเสียจนกลายเป็นเรื่องปรกติสำหรับตัวเธอเสียแล้ว


            [ไม่มีก็แปลก... รอยยิ้มที่เธอชอบมีเวลารู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยน่ะ] คำว่า ปลอดภัย ที่เขาเลือกใช้มานั้นทำให้หัวใจเธอกระตุกชั่วครู่ ราวกับเขาสามารถมองออกถึงความเกรงกลัวที่เธอมีต่อสังคมซึ่งอยู่รอบข้างเสมอมา ริมฝีปากเม้มแน่น ในใจเริ่มนึกระแวงว่าเขาจะมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องพวกนี้... เธอรู้ดีว่าตนเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดและอุปนิสัยซึ่งผิดแปลกไปจากคนปรกติอยู่หลายประการ


เธอเข้าข่ายมนุษย์จำพวก Misanthrope เธอชื่นชอบการปั่นประสาทเหล่าผู้คนที่หยิ่งยโสและจองหอง เธอเป็นคนที่ค่อนข้างจะละเอียดเมื่อเก็บข้อมูลของสิ่งต่างๆรอบตัวแต่กลับไม่แยแสแม้แต่สุขภาพของตนเอง เธอมีมารยาร้อยเล่มเกวียนซึ่งใช้ในการปกป้องตนเองทั้งที่ความจริงแล้วเธอกลับเกลียดตนเองมากพอๆกับที่เกรงกลัวสิ่งรอบข้าง... และความคงที่ของอารมณ์และความรู้สึกนั้นก็หามีไม่


โดยปรกติแล้วเธอจะไม่แยแสหรือใส่ใจเรื่องความเห็นของคนอื่นสักเท่าไหร่... แต่ในกรณีนี้มันแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง


เวลารู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย?” เธอทวนบางส่วนที่เขาเอ่ยกล่าวมาโดยหวังว่าอีกฝ่ายคงไม่มองเธอออกทะลุปรุโปร่งขนาดนั้นเสียจนเธอไม่สามารถเสแสร้งภาพลักษณ์ที่มีต่อคนอื่นได้ตามเคย ภายในความคิดนั้นกำลังจินตนาการใบหน้าของโฮริเบะ อิโตนะซึ่งยังคงสีหน้าราบเรียบแต่แววตากลับแฝงไปด้วยความสนุกสนานที่ได้แหย่เธอเล่นแบบกลายๆ


[อืม...]


...


[ฉันชอบสีหน้าของเธอเวลายิ้มจากใจจริงแบบนั้น]


งงใจกับตัวเอง ปกติมีอักขระอยู่หมื่นกว่าๆแต่รอบนี้เครสเล่นเขียนซะปาไปสองหมื่นกว่าอักขระกันเลย

แชปเตอร์นี้เขียนส่วนคำพูดน้อยมากเลยแต่บรรยายแต่เยอะ(แบบว่าโคตรเยอะ---)

คสพ.ของเลย์โกะกับเหล่าผู้ดูแลจะเหมือนพี่น้องเล็กน้อยเพราะสนิทกันมานาน แต่เจ้าตัวก็ใช่ว่าจะไม่ปีนเกลียวแหละ

ส่วนเรื่องคสพ.กับอิโตนะก็ยังไม่มีใครในสองคนนี้ตอบแบบตรงๆสักที เรียกเพื่อนร่วมห้องบ้าง เพื่อนร่วมโลกบ้าง

เพื่อนเฉยๆไม่เคยเรียก สถานะอะไรก็ไม่รู้ แต่คือตอนนี้อิโตนะจะกลายเป็น Comfort Zone ของเลย์โกะไปแล้ว

หนังือหนังหาตำรงตำราก็ไม่อ่านกันแล้วมั้ง? แลเห็นว่าน่าจะคุยกันจนดึกดื่น



             
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

161 ความคิดเห็น

  1. #155 JessicaBelle (@JessicaBelle) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 10:45
    เขินนนน >////<
    #155
    0
  2. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:52

    รักนางงง

    #154
    0
  3. #128 0815477959 (@0815477959) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 17:19
    เลย์โกะใจเย็นๆจ้าาาา เป็นกำลังใจให้นะ ><
    #128
    1