คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #7 : chapter 5 : don't look at me like that.
อ่า...
‘ผมจึงมีข้อเสนอมาให้คุณหนูแอลพิจารณาโดนเฉพาะครับ’
‘ทุกอย่างจะถูกเจรจากัน ณ เกียวโต
ในวันทัศนศึกษาของคุณหนู
หวังว่าเราคงจะไม่ต้องใช้กำลังในการเชื้อเชิญให้มายังสถานที่นัดพบนะครับ’
เป็นเมลที่ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบก็รู้สึกระแวงและขนลุกซู่ทุกรอบ...
และนี่มันเพิ่งจะตีสี่
ตาเธอสว่าง
ไม่ต่างอะไรกับคนที่ได้นอนมานับครึ่งวัน— ทว่าความจริงแล้ว แค่ 6 ชั่วโมงก็ไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ
มันมีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เธอนอนต่ออย่างสบายใจไม่ได้...
คนที่ส่งเมลมาหาเธอคงจะไม่ใช่บุคลากรของรัฐบาลหรือกระทรวงกลาโหม
แต่อาจจะเป็นคนนอกที่ถูกจ้างวานมาอีกที
หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ปลอดภัย
ไม่รู้สินะ อีกเดี๋ยวก็คงได้รู้เอง...
เลย์โกะจ้องหน้าจอแล็ปท็อปของตนเองนิ่งๆ
สมองประมวลผลความคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกลังเลเล็กน้อย ว่าจะทำอย่างไรระหว่างรอให้ถึงวันดังกล่าวดี
“อืม”
มันเหลือเพียงไม่กี่วันก็จะถึงช่วงทัศนศึกษาแล้ว
ความจริงเธอก็รอได้อยู่หรอก
แต่ว่า...
มือที่วางอยู่บนเมาส์ขยับ
ส่วนอีกข้างที่วางอยู่นั้นก็แตะลงบนแป้นพิมพ์
‘พอจะรู้ไหมว่ามือปืนคนไหนถูกรัฐบาลจ้างวานในอีก
1 วันถัดจากนี้บ้าง?’
คนเรามันต้องหาข้อมูล
ก่อนจะพบกับคู่เซ็นสัญญาของเราสิ
J1NX คงไม่อะไรหรอก... อย่างไรเสีย
ปกติเธอก็ทักไปแบบไม่เป็นเวล่ำเวลาแบบนี้อยู่แล้วนี่
เลย์โกะเท้าคาง ดวงตาสีอเมทิตส์จดจ้องไปยังกล่องข้อความและเมลที่ถูกส่งออกไปของตนเอง
มันรู้สึกแปลกเล็กน้อยที่ได้กลับมาทำอะไรแบบนี้...
ในช่วงก่อนหน้า เธอก็ได้แต่เรียน นอน
ไปคาเฟ่ แล้วก็ไปกลับไปเรียนใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาเท่านั้น— หากไม่นับเรื่องฝันร้ายที่ทำให้ตื่นขึ้นมากลางดึกน่ะนะ
พอได้กลับมาแตะแล็ปท๊อปและเข้าเมลที่ไม่ได้เปิดมาเป็นเวลาสองถึงสามปีก็เกิดความรู้สึกหนึ่งที่อธิบายไม่ค่อยถูก
มันไม่ใช่ความคิดถึง...
มันแค่...
ราวกับว่าได้กลับมาแตะสิ่งที่ตนเอง ‘พอจะทำได้ดี’ อีกครั้งหนึ่ง
เลย์โกะดันเก้าอี้เลื่อนของตนเองออกจากโต๊ะ
แล้วขยับทิศทางมันไปยังตู้เสื้อผ้าเก่าตู้หนึ่ง
ที่แทบจะไม่มีเสื้อผ้าใดถูกเก็บไว้อยู่ข้างใน— เธอย้ายเข้าอีกตู้ที่อยู่ข้างเคียงไปเกือบหมดแล้ว
จะเหลืออยู่ก็เพียงแต่...
ปึง!
ประตูที่ถูกเปิดออกมันฟาดไปโดนอีกตู้ข้างๆ
และเธอสะดุ้ง สายตาตวัดไปยังบานประตูห้องที่อาจมีคนเคาะเรียกได้ทุกเมื่อ
อดไม่ได้ที่จะยิ้มแหยให้กับการกระทำที่ใช้เรี่ยวแรงเกินความจำเป็นของตนเอง
เลย์โกะได้หวังว่ามันคงจะไม่ดังเกินจนรบกวนจิฮิโระในเวลาเช้าตรู่นี้
แล้วสายตาก็เลื่อนจากประตูห้องมายังข้างในตู้เสื้อผ้า
เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรตามมา
“อ่า...”
รอยยิ้มแหยนั่นสลายไปในยามที่สบกับเครื่องดนตรีฝุ่นเขรอะเบื้องหน้าตนเอง...
สี่— ไม่สิ ห้าปีได้แล้ว ที่เธอไม่ได้เห็นมัน
ปึง...
และเมื่อทวนความทรงจำในห้วงความคิดเรียบร้อย
ก็ถึงคราวที่จะต้องบอกลากู่เจิงนั่นอีกครั้งหนึ่ง
บางทีเลย์โกะก็คิดว่าเธอชอบทรมานตนเองด้วยความทรงจำเก่าๆ
มันเป็นสิ่งที่ทำร้ายเธอ...
แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ใจที่ขวนขวายอดีตนั้นพองโตยิ่งกว่าสิ่งใด
และในตอนนี้ก็คงไม่มีท่าทีว่าจะนอนหลับแล้ว
________
‘บาปกรรมของคนเรามันหนักหนา’
อาจารย์สึกิโมโตะเคยทวีตข้อความนี้ไว้ครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อตอนไหน เธอก็ไม่อาจจดจำได้...
รู้แต่เพียงว่ามันเหมาะสมกับตนเองในสภาพที่ง่วงแทบตาย
เพราะนอนไม่พอเป็นบ้าเลย
ศีรษะนั้นฟุบอยู่บนโต๊ะ
ตาเธอจะปิดอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นความรับผิดชอบอันน้อยนิดของตนเองในฐานะเศษห้องก็ยังคงรั้งไม่ให้ตกไปในห้วงความฝัน
และคงอยู่กับปัจจุบันในฐานะของสมาชิกกลุ่มที่ยอมรับคนเพิ่มอีกหนึ่งคนของนางิสะ
“คุณสึมุกิ ไหวหรือเปล่า?”
“ฉันว่าคุณสึมุกิไม่น่าไหวนะนางิสะ”
“นั่นน่ะสินะ...” เธอถอนหายใจ
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเพื่อนร่วมกลุ่มแต่ละคน
ใต้ตาที่เริ่มคล้ำเล็กน้อยนั้นถูกกลบด้วยคอนซีลเลอร์และแป้งพัพ แต่ถึงกระนั้นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องการแต่งหน้าก็คงจะดูออกอยู่ดี
เธอสบตากับสึกิโนะ โทโมฮิโตะ— อดีตสมาชิกชมรมเบสบอลของโรงเรียน
ในตอนก่อนจะถูกย้ายมายังห้อง 3-E
จากที่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบกับนางิสะก่อนหน้านี้
ก็พอจะรู้ว่าเขาระแวงในตัวเธอและคารุมะมากเพียงใด...
“ฉันไม่สร้างเรื่องหรอกนะ บอกไว้ก่อน”
“หือ?” เขาเลิกคิ้ว
“คนที่น่าเป็นห่วงก็มีแค่คารุมะเท่านั้นแหละ
ปกติแล้ว ฉันก็ใช่ว่าจะเป็นพวกก่อเรื่องสักหน่อย”
การทำงานร่วมกันมันต้องใช้ความไว้ใจ
ถึงจะมีประสิทธิภาพ— และขอให้ปัญหาตรงนั้นอยู่ที่พฤติกรรมของคารุมะอย่างเดียวเถอะ
เธอชอบอยู่เงียบๆ
และเรื่องระเบิดเมนทอสนั่นก็เป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจที่ไม่เป็นไปตามหวังเท่านั้น
“...แน่ใจนะ?”
เธอลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วจึงไปยืนข้างคารุมะ
จะให้นั่งอยู่คนเดียวในกลุ่มมันก็กระไรอยู่...
“แน่ใจสิ ให้เกี่ยวก้อยสัญญายังได้”
คันซากิ ยูกิโกะหัวเราะเล็กน้อย
“ฉันเชื่อนะคะ”
และนั่นทำให้สาวเจ้าหันขวับมายังสึกิโนะอีกครั้งทันที
“เชื่อยูกิโกจจิ แล้วชีวิตจะเจริญนะ”
“เธอทำมาดอนน่าห้อง E กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วนะนั่น”
“หุบปากน่าคารุมะ” เลย์โกะกลอกตา
ผลก็คือสึกิโนะก็ยอมๆไปตามคนอื่นนั่นแหละ— ถึงแววตานั่นก็สื่อว่า ‘ไม่ค่อยชอบทั้งเธอและคารุมะ’ ก็ตามทีเถอะ
แต่ว่านะ... เรื่องแบบนั้นก็ชินชาแล้วล่ะ
เลย์โกะคงจะตกใจก็ต่อเมื่อมีคนถูกใจในตัวเธอตั้งแต่แรกพบเสียมากกว่า
เพราะนั่นมันประหลาดเป็นแน่แท้
ครืน!
เสียงเลื่อนเปิดประตูห้องดังขึ้น
และทุกสายตาก็มองไปยังอาจารย์ประจำชั้นที่เดินเข้ามาพร้อมกับหนังสือเล่มหนาปึกมากมาย
“หนังสือหนึ่งเล่มต่อหนึ่งคนนะครับ”
เลย์โกะขมวดคิ้ว
ไกด์บุ๊คเหรอ?
“นั่นอะไรเหรอครับ?”
คงไม่ใช่หรอก—
“คู่มือการไปทัศนศึกษาครับ”
. . .
คะ?
และด้วยความเร็ว 20 มัคของเขา
ภายในไม่กี่วินาที หนังสือเล่มหนานั้นก็มาอยู่ในมือเธอเสียแล้ว...
และคงไม่ต้องบอกว่ามันหนักเพียงใด เพราะคนที่มีแรงกายน้อยแบบเธอนั้นแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน
“นี่มันพจนานุกรมแล้ว!”
ทุกถ้อยคำของมาเอฮาระล้วนเป็นสิ่งที่เธอเห็นด้วย
เลย์โกะวางมันลงบนโต๊ะตนเองอย่าทุลักทุเล
“รวมภาพจุดชมวิวแห่งพร้อมภาพประกอบร้อยอันแรก
มีไปจนถึงการประยุกต์ใช้เป็นคู่มือเทคนิคป้องกันตัวเวลาเดินทาง
ผมนั่งทำจนถึงเมื่อคืนวานเลยนะครับเนี่ย!” อาจารย์โคโระกล่าว
พลางเปิดอ่านแต่ละหน้าในหนังสือแบบผ่านๆ
“ของสมนาคุณเป็นโมเดลกระดาษของวัดคินคะคุจิครับ!”
“คึกเกินไปหรือเปล่าเนี่ย!?”
ดวงตาสีอเมทิตส์คู่นั้นมองอาจารย์ประจำชั้นของตนเองด้วยความประหลาดใจเหมือนทุกครั้งครา
การลงทุนในแต่ละเรื่องของเขามันเป็นอะไรที่เธอไม่ยักเข้าใจ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแย่ที่ได้รับของแบบนี้มา
โมเดลมันก็น่ารักดี...
“นี่ๆ
คุณสึมุกิอยากไปที่ไหนเป็นพิเศษไหม?”
และเมื่ออาจารย์โคโระกล่าวชี้แจงเสร็จสิ้น
พวกเธอก็กลับมาคุยเรื่องภายในกลุ่มเฉกเช่นเดิม— โต๊ะถูกนำมาต่อเข้าด้วยกัน
มันสะดวกกว่าการยืนคุยกันเยอะ
ซึ่งประเด็นดังกล่าวที่คายาโนะเอ่ยถามเธอ
ก็ทำให้เลย์โกะเงียบไปครู่หนึ่ง
ไม่ใช่เพราะว่ากำลังครุ่นคิดสถานที่...
แต่เป็นเรื่องเมลนั่นต่างหาก
ถ้าให้พูดตามตรง เธอกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ ‘ไม่รู้อะไร
นอกจากเรื่องที่ว่าตนเองไม่น่าปลอดภัย’ อย่างถ่องแท้เลยเสียด้วยซ้ำ
และในตอนนี้
ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะต้องปลีกตัวออกไปในตอนไหน ในเวลาใด ณ ที่แห่งใด
“ความจริงก็ได้หมดนะ ฉันไม่เกี่ยง” เธอตอบกลับไป
ก่อนที่จะเปิดคู่มือเล่มหนาของอาจารย์โคโระเพื่อหาสถานที่ที่น่าสนใจ
“แต่ว่าปกติแล้วน่ะ...
มันก็ต้องเป็นพวกสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ใช่ไหมล่ะ? แต่พอบวกความเป็นห้อง
3-E เข้าไป ก็เลยต้องเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการลอบสังหารด้วย ซึ่งตัวเลือกนอกเหนือจากนั้นมันก็ไม่น่ามีแล้ว”
มือบางสไลด์สมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋ากระโปรง
แล้ววางมันลงบนโต๊ะ
“เพราะแบบนั้น
ฉันถึงไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษในเรื่องนี้ไง”
“คุณสึมุกิไม่ชอบสถานที่พวกนั้นเหรอ?” นางิสะเลิกคิ้ว
เธอส่ายหน้า
“ความจริงก็ไม่ใช่หรอก—”
“เลย์โกะเป็นประเภทที่ถ้าไม่ได้อยู่ในบ้าน
ก็ออกไปคาเฟ่กับไปช็อปปิ้งสักสองสามชั่วโมงน่ะนางิสะคุง”
ดวงตาสีอเมทิตส์ชำเลืองมองคนที่แทรกบทสนทนาของตนเองกลางคัน
“ว่า?”
เลย์โกะกลอกตาใส่เขา
ก่อนจะเบนความสนใจมายังนางิสะเฉกเช่นเดิม
“ก็ตามที่ได้ยินนั่นแหละ
ฉันไม่ค่อยออกไปไหนสักเท่าไหร่ วันหยุด ช่วงเทศกาล สุดสัปดาห์ก็ไม่ได้เที่ยวมาก”
“อ๋อ”
“แต่ก็ไม่ได้เกี่ยง ฉันไปได้หมด
แค่อาจจะเก้ๆกังๆบ้าง” กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายรูปหน้าที่สนใจในคู่มือทัศนศึกษาของอาจารย์โคโระ
เธอไม่มีที่คั่นหนังสืออยู่กับตัว— และต่อให้มี
ก็ไม่คิดว่าตนเองจะได้แบกใส่กระเป๋าไปยังเกียวโตหรอก
มันหนักจะตาย...
เธอแรงเยอะเสียที่ไหนกันเล่า?
“แต่ว่านะ พอพูดถึงคาเฟ่แล้ว
เหมือนฉันจะเคยได้ยินว่ามีร้านหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าขนมและเครื่องดื่มอร่อย โดยเฉพาะช็อกโกแลตร้อนน่ะ! เห็นว่ามันสุดยอดสุดๆไปเลย!”
หน้าจอสมาร์ทโฟนยังคงค้างอยู่
ณ แอพพลิเคชั่นกล้องถ่ายรูป ทว่าสายตาเลื่อนไปมองเพื่อนในกลุ่ม
ตั้งแต่ถ้อยคำแรกของคายาโนะ คาเอเดะแล้ว
“ว่ามาคาเอเดจจิ”
เธอกดปุ่มถ่ายรูปรัวๆ
ระบบเสียงหาได้ถูกเปิด
ทว่าทุกคนในกลุ่มก็พอจะเห็นว่าสาวเจ้าหาได้ใส่ใจจะสังเกตความคมชัดของรูป
เพียงแต่คิดว่าหากกดไปหลายรอบ ก็คงจะมีสักรูปที่ความคมชัดตามที่ต้องการ
“อ่า... แต่ว่าฉันจำชื่อร้านไม่ค่อยได้นี่สิ
สัญญาณตรงนี้ก็ไม่มีด้วย” คายาโนะหัวเราะแห้ง
“จะเป็นอะไรไหม?
ถ้าฉันจะขอแอดคุณสึมุกิน่ะ เดี๋ยวส่งไปให้ในตอนเย็น”
นั่นทำให้เธอเลิกคิ้ว
แต่เลย์โกะก็พยักหน้าตอบรับ แล้วกดเข้าแอพพลิเคชั่นแชทเพื่อแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อในเวลาต่อมา...
แน่นอนว่ามันน่าสงสัย
ในเมื่อร้อยทั้งร้อยของคนในห้องนี้ คงจะสังเกตได้ว่าเธอพกไวไฟฮอตสปอตติดตัว— และเธอก็ใช่ว่าจะหยิ่งจนไม่แบ่งให้เสียหน่อย
เมื่อตอนเช้า เธอยังแชร์ให้คุราฮาชิ ฮินาโนะในตอนที่กำลังคุยเรื่องแมลงกันอยู่เลย
เพราะว่าใคร่อยากรู้เรื่องแมลงชื่อแปลกที่เจอในหนังสือ
จึงได้เข้าไปถามทันทีน่ะ...
และพอนึกถึงอะไรแปลกประหลาด
ก็มีเรื่องหนึ่งที่เธอไม่สามารถเมินเฉยได้—
การที่คายาโนะ คาเอเดะคนนี้ไร้ซึ่งข้อมูลในเชิงละเอียด
เพราะว่าเป็นนักเรียนใหม่ ก็เลยทำให้น้อยคนรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเธอคนนี้
แม้แต่ชิโอตะ นางิสะที่สนิทกันพอสมควรก็ด้วย
ทว่าในกรณีของเธอ ที่ปกติจะได้ข้อมูลของคนอื่นๆในทุกๆครั้งที่ต้องการน่ะ...
มันไม่ใช่
“โอเคๆ แอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
นอกจากเรื่องเมลแล้ว
ก็ยังมีเรื่องของเพื่อนร่วมห้องคนนี้อีก
“แล้วก็นะ...
ฉันคิดว่าเราควรจะสร้างกลุ่มแชทรวมไว้ด้วย เผื่อว่าอาจจะมีคนหลงทาง”
และเธอ—
ผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการวิ่งหนีทุกสิ่งทุกอย่างที่พบเจอ...
ก็กลบความรู้สึกทั้งหมดนั้นด้วยการเปลี่ยนประเด็นในหัวของตนเองอีกครั้งหนึ่ง
________
“เพราะได้มาเที่ยวแท้ๆ
ก็เลยได้เห็นอีกด้านของทุกคนที่ไม่เคยเห็น”
“อืม
จากนี้ไปอาจจะได้เห็นความสามารถของหลายๆคนมากกว่านี้ก็ได้”
สึงายะ โซสึเกะเก่งในเรื่องงานฝีมือและงานศิลปะ— และเพราะเป็นแบบนั้น
จมูกปลอมของอาจารย์โคโระจึงดูเป็นธรรมชาติขึ้น
เลย์โกะชำเลืองมองพวกเขา ในขณะที่ตนเองยังอยู่ในวงเล่นไพ่เล็กๆน้อยๆภายในกลุ่ม
มือหนึ่งถือไพ่ของตนเอง และอีกมือก็มีหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้เปิดอยู่
ทำสองอย่างในคราวเดียวกันแบบนี้แหละ...
ไม่แปลกใจที่แพ้มาหลายต่อหลายตาแล้ว
“นี่ เดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อน้ำสักหน่อย มีใครอยากดื่มอะไรไหม?” คันซากิเอ่ยถามขึ้น
“อ๊ะ... เดี๋ยวฉันไปด้วยนะ”
“ฉันไปด้วย!”
ดวงตาสีทองของคนที่สนิทที่สุดในกลุ่มเหลือบมองเธอ
ในทันทีที่ได้ยินโอคุดะและคายาโนะกล่าวตอบคันซากิไป
ราวกับว่ากำลังจะบอกเธอให้ตามไปด้วยอย่างไรอย่างนั้น
เลย์โกะขมวดคิ้ว
ทำตัวอย่างกับผู้ปกครองของเด็กที่ไม่ชอบเข้าสังคม...
เล่นสวมบทบาทสมมติเป็นพ่อเธอหรือไง?
“ฉันไม่ไปนะ เลย์โกะล่ะ?”
แต่ถึงกระนั้น...
“อืม
เดินยืดเส้นยืดสายหน่อยก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”
ไพ่กับหนังสือในมือก็ถูกวางลงแต่โดยดี
“ดีเลย! สาวๆจะได้คุยกันระหว่างทางด้วย!”
เธอพยักหน้าตอบรับ
แม้จะไม่ค่อยมั่นใจนักว่าประเด็นดังกล่าวที่จะพูดคุยกันคืออะไรก็ตาม
...
“ว่าแต่ว่า คุณสึมุกิเนี่ย...
สนิทกับคุณนากามุระสินะคะ”
เธอกำลังเปิดขวดชาพีชสำเร็จรูปอยู่
แต่ในตอนนั้นเองที่เผลอปล่อยมือ และเกือบทำมันตกลงรถไฟ
หมับ!
“อ่ะ... อ่า...”
“อย่าขอโทษนะมานามิจจิ” เธอเอ่ยดัก
ขอร้องเถอะ...
ไอ้ความป้ำๆเป๋อๆไม่เป็นเวลานี่คือสาเหตุ
ไม่ใช่ถ้อยคำที่ดูเป็นคำถามทั่วไปของเจ้าหล่อนเลยสักนิด
โอคุดะ มานามิพยักหน้าตอบรับไปแบบจำใจ
นั่นคงเป็นเพราะสีหน้าและน้ำเสียงที่แฝงเจตนาบังคับ
พอบวกกับการที่ปกติแทบจะไม่ได้พูดคุยกันมาก สาวเจ้าจึงยังแอบกลัวเธออยู่แบบนี้
“ความจริง... เรื่องสนิทหรือไม่สนิทเนี่ย
ฉันก็พูดไม่ได้เต็มปากหรอก ส่วนใหญ่แล้วจะให้คนอื่นตัดสินใจมากกว่าว่าสนิทกันไหม— ถ้าเอาแบบตรงๆเลยก็คือไม่กล้าคอนเฟิร์มอะไรฝ่ายเดียว” เลย์โกะเอ่ยตอบ วกเข้าประเด็นเดิม
ก่อนที่โอคุดะจะลนลานไปมากกว่านี้
“แต่ว่าเรียกชื่อต้นกันนี่”
“อ๋อ...”
ชาพีชถูกดื่มไปในปริมาณหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบคายาโนะไป
“ฉันชอบให้เรียกชื่อต้นมากกว่านามสกุลน่ะ
ที่จริงแล้ว”
และเพราะถ้อยคำดังกล่าว...
จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อย ที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆในอกอีกครั้งหนึ่ง
________
“แผนการทัศนศึกษานั่นน่ะ...
มั่นใจใช่ไหมว่าหยิบมาด้วยจริงๆ?”
เพราะว่าคู่มือของอาจารย์โคโระมันหนาเกินกว่าจะพกติดตัว
คันซากิจึงได้พกที่ตนเองเขียนมาเสียแทน
ทว่าจะโชคร้ายก็ตรงที่พอกระเป๋าดูแล้ว
ก็ไม่มีแม้แต่สมุดเล่มเดียวนี่สิ...
“อืม ฉันว่าฉันใส่มาแล้วนะ”
“ให้ฉันลองเช็คที่ขบวนรถไฟให้ไหม?”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณเลย์โกะ
ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก” คันซากิตอบ ใบหน้าที่ดูกังวลนั้นแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนหวาน
ในยามที่เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ
เลย์โกะที่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมานั้นปิดหน้าจอมันลงอีกครั้งหนึ่ง
แล้วจึงพยักหน้าตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่ดูประหลาดใจเล็กน้อย...
ไม่ชิน
นั่นคือความรู้สึกที่มีต่อการเรียกในรูปแบบใหม่ของเพื่อนสาวทั้งสาม— แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็เป็นความรู้สึกที่หาได้แย่นัก
ความรู้สึกที่มีต่อนามสกุลที่ใช้นั้นห่างไกลจากคำว่า
‘ชิงชัง’ อยู่มากพอสมควร
ทว่าตัวเธอเองก็ชอบยกประเด็นที่ว่า ‘มีเพียงเงินและเส้นสายที่ได้รับจากสกุล’ ขึ้นมาคิดบ่อยๆ
มันเป็นอภิสิทธิ์อันน้อยนิด...
หากเทียบกับคนอื่นๆที่มีทั้งชื่อเสียง ผลงาน และประวัติ
ทว่าอย่างน้อย ในภารกิจของห้องเรียนนี้
เธอก็อาจจะได้ใช้มันให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เคยทำ
“ฉันไม่เห็นอะไรตกในขบวนรถไฟนะ...” คายาโนะพึมพำ
และนั่นยิ่งทำให้เลย์โกะนึกสงสัย
ถึงเธอจะไม่เคยเห็นสมุดแผนการทัศนศึกษาของคันซากิ
ยูกิโกะ แต่ดูทรงแล้ว เจ้าตัวก็คงไม่ใช่คนที่จะหลงลืมอะไรแบบนี้ได้ง่ายๆ
ดูเป็นคนที่คงจะตรวจเช็คในกระเป๋าหลายรอบ
เพื่อความมั่นใจเสียด้วยซ้ำ
ตุบ!
เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขกของเรียวกัง— และอย่างที่คิด
มันหาได้นุ่มเทียบเท่ากับของที่บ้านเธอเลย
แต่ก็ใช่ว่าจะมีอะไรให้ไม่พอใจมากหรอก...
เธอไม่ได้เสพติดการใช้ของหรูหรา
แค่รู้สึกว่าทิ้งตัวลงแรงไปหน่อยก็เท่านั้น
และแน่นอนว่าทุกอย่างไม่ได้ถูกแสดงออกทางสีหน้า
“อืม...”
เลย์โกะยังคงครุ่นคิดต่อไป
มันต้องมีบางอย่างที่น่าสงสัย...
ทุกวันนี้ก็ใช่ว่าชีวิตประจำวันของเธอจะขึ้นอยู่กับขอบเขตความเป็นจริงแล้วด้วย— มองใบหน้าอาจารย์โคโระเป็นหลักฐานสมทบได้เลย
อะไรๆก็เป็นไปได้
แต่มันต้องมีสิ่งสำคัญที่เธอเผลอเมินเฉยสิ
สิ่งสำคัญ... ที่เผลอเมิน...
เป๊าะ!
“เมื่อตอนไปซื้อน้ำน่ะ” เธอเอ่ยเกริ่น เสียงเพี้ยนเล็กน้อยในตอนเริ่มประโยค
แต่ก็ตัดสินใจเมินเฉยมันไป
นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก... ถึงจะแอบรู้สึกอายอยู่บ้างก็ตาม
“ยูกิโกจจิเดินชนนักเรียนคนหนึ่งจากอีกโรงเรียน—”
“เลย์โกะจังคิดว่าเขาเป็นคนเอาไปเหรอ!?”
“อ่า...”
เธอหยิบไวไฟฮอตสปอตออกมาจากกระเป๋าตนเอง
“มีความเป็นไปได้...
เพราะว่าถ้าให้พูดตามตรงน่ะ การที่สมุดเล่มหนึ่งจะติดตัวไปกับคนที่เดินชนกันแค่ครั้งเดียวเนี่ย
ดูอย่างไรก็บ้าบอชัดๆ” และต่อให้ความบ้าในรูปแบบของการลอบสังหารโดยนักเรียนม.ต้นจะมีอยู่บนโลกใบนี้
มันก็ยังดูสมเหตุสมผลกว่า ในหลายๆด้านเลยด้วย
รายนั้นมีเมือกเหนียวติดตัวที่เมื่อชนใคร
ก็จะมีสิ่งของของคนคนนั้นติดตัวเสียที่ไหนกันล่ะ? ดูอย่างไรก็นักเรียนทั่วไปชัดๆ
ไม่สิ...
“แต่ว่า ถ้าจะให้เอาคืนมานี่ก็คงจะยากหน่อย”
ก็ไม่อยากจะมองคนแค่ที่ภาพลักษณ์ภายนอกหรอก
แต่ลุคของคนคนนั้นก็คล้ายแยงกี้อยู่พอสมควร...
รวมไปถึงบุคลิกนั่นด้วย— ถึงจะไม่ได้พูดจาหาเรื่องโดยตรงก็เถอะ
“เลย์โกะจังตาไวสุดยอดไปเลยแฮะ
ฉันไม่ได้รู้สึกเอะใจในตอนนั้นเลย”
“ฮะ?” เธอแค่นหัวเราะเล็กน้อย
แล้วจึงส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคายาโนะ
ก่อนหน้านี้ก็เคยถูกชมในทำนองเดียวกัน—
ในขณะที่กำลังพูดคุยเรื่องนิยายที่อ่านอยู่กับพวกหล่อน เธอก็ได้เอ่ยถึงข้อสังเกตในพฤติกรรมของฟุคุชิมะที่สามารถชี้ไปยังเบื้องลึกเบื้องหลังของเขาได้
และนั่นทำให้นางิสะเอ่ยทัก
‘คุณสึมุกิเนี่ย
ช่างสังเกตจังเลยนะครับ
ในเล่มไม่ได้มีอธิบายไว้ด้วยซ้ำว่ามันเชื่อมกับเบื้องหลังเบื้องหลังของพระเอกน่ะ’
‘ยัยนี่น่ะ
ดูเผินๆก็ไม่น่ากลัวใช่ไหมล่ะนางิสะคุง?
แต่พอมารวมกับพวกข้อมูลที่หามาได้แล้ว ก็กลายเป็นอะไรที่บันเทิงกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเลย’
‘ก็จริง...
คุณสึมุกิที่ทั้งสืบหาข้อมูลคนอื่นจนรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง และในขณะเดียวกัน
ก็สามารถสังเกตอะไรเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับคนๆหนึ่งผ่านพฤติกรรมได้...
ดูอย่างไรก็สุดยอดไปเลยแฮะ’
‘...จะถือว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน
ขอบคุณนะชิโอตะ”
“อ่า... แค่บังเอิญน่ะ”
คนที่ช่างสังเกตในคราวนั้นน่าจะเป็นเขาเสียมากกว่า...
ชิโอตะ
นางิสะที่คอยจดบันทึกเรื่องราวของอาจารย์โคโระอยู่ตลอดคนนั้นน่ะ
เป็นชั่ววูบหนึ่งที่เธอรู้สึกระแวงเขาขึ้นมาประมาณหนึ่ง
ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเด็กหนุ่มนั้นหาได้มีพิษสงแก่ตัวเธอ
ทว่าความรู้สึกที่ไม่ต่างกับการถูกอสรพิษเฝ้าสังเกตพฤติกรรมมันก็ทำให้รู้สึกอึดอัดใจอยู่เหมือนกัน...
“พอดีว่าตอนนั้นเหมือนถูกมองหาเรื่อง
ก็เลยกะจะทำการศึกษาสักนิด ทำแบคกราวน์เช็คสักหน่อย เผื่อว่ามันมีอะไรที่ฉันใช้ได้ในอนาคต”
ว่าไปนั่น— ความจริงเธอแค่ระแวงหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัว
เพราะว่าเมลโง่เง่านั่นต่างหาก
“เรื่องแบบนั้นมันทำได้แค่ในซีรี่ส์สืบสวนสอบสวนไม่ใช่เหรอ?” สึกิโนะแย้งขึ้นมา
เลย์โกะเลิกคิ้ว
“ก็นะ... ถ้ามีเงิน อำนาจ อภิสิทธิ์
และเส้นสาย อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละสึกิโนะ”
“น-นี่เธอคงไม่ใช่มาเฟียปลอมตัวมาใช่ไหมสึมุกิ!?”
“วางซีรี่ส์สอบสวน แล้วกลับไปดูแมทช์เบสบอลเถอะนะ”
ทุกอย่างจบลงด้วยเสียงหัวเราะของคันซากิ
แผนการเดินทางที่หายไปและอาจจะไม่ได้คืน แชทของมาโคโตะ โทยะที่เธอเปิดขึ้นมาบนสมาร์ทโฟน
และความคิดที่ว่า ‘ช่วยไม่ได้’ กับ ‘คงต้องปล่อยมันไป’ ของคนในกลุ่ม
เพราะเราทุกคนยังคงเป็นนักเรียน
ไม่สามารถจะยืนยันความเป็นจริงหรือไปตามคืนได้ในช่วงทัศนศึกษาที่มีเวลากระชั้นชิดหรอก
แต่บางทีใครบางคนอาจจะพอช่วยเหลือได้
ถ้าเขาไม่โทรศัพท์มาบ่นเธอจนหูชาก่อนน่ะนะ...
________
“มาถึงเกียวโตแล้วทั้งที
อยากกินวาราบิโมจิจัง!”
เจ้าของเมลนิรนามไปส่งข้อมูลที่เต็มไปด้วยน้ำมาในตอนที่เธอออกจากเรียวกัง มันช่างเป็นจุดเริ่มต้นของวันวันหนึ่ง
ที่ดีจนเธออยากจะสำรอกออกมา หากไม่ติดว่าเสียดายมื้อเช้า
เนื้อความสำคัญคือ ‘อีกไม่นานนัก’ และ ‘เธอไม่ต้องทำอะไร
เดี๋ยวพวกเขาจะจัดการเอง’
และเมื่อคายาโนะบ่นออกมาในตอนที่กำลังมุ่งหน้าหาสถานที่ที่ตกลงกันไว้
ตัวเธอที่ต้องการจะกีดกันความทรงจำในส่วนนั้นจึงเบี่ยงเบนความสนใจไปยังเรื่องขนมหวานแทน
ถึงปกติจะไม่ชอบอะไรที่หวานมาก...
แต่ถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม จับคู่ร่วมกับชาแล้ว มันก็คงจะไม่ทำร้ายลิ้นกับคอของเธอมากหรอก
“งั้นลองใส่ยาพิษลงไปในขนมไหม?”
—โอเค ไม่หิวแล้ว
“ว่าไงนะ!?”
“อาจารย์โคโระชอบกินขนมหวานมากๆเลยล่ะ”
“ก็ดีนะ
เป็นวิธีที่เหมาะจะใช้กับอาจารย์ดี”
“แบบนั้นก็เสียของพอดีสิ!”
ส่วนคายาโนะก็ตกใจกับบทสนทนาที่กลับไปเป็นประเด็นของการลอบสังหารอีกครั้งหนึ่ง
เลย์โกะได้แต่เพียงมองท่าทีเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ก็สมาชิกห้อง 3-E เป็นทั้งนักเรียนและนักฆ่านี่นะ...
ไม่ชินก็ต้องทำตัวให้ชินแหละ
“ถ้ามียาพิษที่ใช้ได้ผลกับอาจารย์โคโระล่ะก็...”
เป้าหมายของพวกเธอ— นอกจากจะจมูกดีแล้ว
ก็ยังเรียกได้ว่าการฆ่าด้วยพิษนี่ยากเอาเรื่อง ต่อให้ตัดเรื่องความเร็วอันสุดแสนจะน่ารำคาญนั่นไปก็ตาม
ข้อมูลการทดลองที่เธอขอไปก็คงจะมาอีกสักพักหนึ่ง
จะให้เร่งงานก็คงน่าเกลียดเกินไป อย่างกับว่าการคลิกเมาส์เพียงครั้งเดียวจะทำให้ข้อมูลทุกอย่างหลุดรั่วออกมาอย่างนั้นแหละ
มาโคโตะไม่สบถใส่เธอก็บุญแล้ว รายนั้นยิ่งอารมณ์เสียเวลาได้งานยากๆอยู่ด้วย
“แต่ว่านะ
มาเกียวโตทั้งทีก็อยากลืมเรื่องลอบฆ่าบ้างแฮะ” สึกิโนะเอ่ยขึ้น
“ทิวทัศน์ก็ออกจะสวย
ไม่เห็นเหมาะจะใช้เป็นที่ลอบสังหารเลย”
“ไม่หรอกนะ”
“ทุกทีมันต้องมีสักจุดสองจุดแหละ— ไม่ใช่สัจธรรมอะไร
แต่ฉันรู้สึกแบบนั้น” และความคิดเห็นที่เอ่ยออกไปก็ทำให้นางิสะรู้สึกเห็นด้วย
เขาพยักหน้าเออออกับเธอ
“ว่าแต่ว่า ที่ต่อไปคือที่ไหนนะ?”
ถ้าให้พูดตามตรงแล้วน่ะ... แค่ ‘จุดสองจุด’
ก็คงจะน้อยไปสำหรับที่ที่เปรียบเสมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของการลอบสังหารแบบนี้
เธอเองก็หาได้เชี่ยวชาญในเรื่องข้อมูลเทียบเท่านางิสะหรือคันซากิหรอก
แต่ก็พอจะได้ไปศึกษามาเล็กน้อย ในคืนก่อนวันเดินทาง
พวกเธอเดินผ่านสถานที่ลอบสังหารของซากาโมโตะ
เรียวมะ... และเมื่อไม่นานนัก ความต้องการที่จะพักผ่อนของคนในกลุ่มก็มาเยือน
“ดีไหมล่ะเลย์โกะ? ได้โอกาสไปแวะคาเฟ่
ไม่ก็ซื้อขนมกลับไปตุนที่บ้านนะ”
พร้อมเพรียงกับสิ่งที่ทำให้เธอระแวงเป็นอย่างมากในช่วงหลายวันที่ผ่านมาด้วย
มีข้อความจากเมลเดิมถูกส่งมาให้เธอ
มันแจ้งเตือนบนหน้าจอล็อคของสมาร์ทโฟนที่หยิบขึ้นมาเพื่อดูเวลาพอดิบพอดี
“จ้าๆ” เธอกล่าวตอบคารุมะไปแบบขอไปที
ขณะที่ชะลอฝีเท้าตนเองลง
เด็กสาวที่กำลังเช็คแจ้งเตือนของตนเองนั้นได้ออกห่างจากเพื่อนในกลุ่มทัศนศึกษาไปเรื่อยๆ...
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงหรอก— เธอจวบจะอายุ 15 แล้ว
ระวังตัวอยู่พอสมควร และต่อให้หลงทาง ก็รู้ดีว่าควรจะทำเช่นไร
มันไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด...
หมับ!
หากไม่ติดว่าจู่ๆก็มีคนเดินเข้ามาประชิดตัวน่ะนะ
“อยู่นิ่งๆ”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
มันเร็วเกินไป...
เร็วเกินจนน่าเหลือเชื่อ...
ราวกับว่ากำลังถูกพาตัวไปที่ไหนสักแห่ง... ด้วยความเร็วที่คนปกติไม่น่าจะมี
...
คาเฟ่ที่คายาโนะแนะนำมา— นั่นคือสถานที่ดังกล่าว
และมันช่างน่ารำคาญเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น
ที่ตัวเธอไม่สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศได้ตามความต้องการของตนเอง
แต่ต้องมาพูดคุยเรื่องข้อตกลงหนึ่งเสียแทน...
เธอส่งข้อมูลที่มาโคโตะหาได้เกี่ยวกับนักเรียนคนเมื่อวานไปให้ในกลุ่มก่อน
(กันตนเองลืมในภายหลัง) ก่อนจะส่งข้อความสุดท้ายไปว่า ‘ไม่ต้องตามหา ขอแว๊บมาเที่ยวสักแป๊บ’ แล้วจึงปิดสมาร์ทโฟนลง
เลย์โกะช้อนสายตาขึ้น สบกับดวงตาสีอำพันสวยของอีกฝ่ายพอดิบพอดี...
คนที่พาตัวเธอมาน่ะ
เด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกัน
สูงกว่าเธอไม่มากนัก มีเรือนผมสีเงินแกมฟ้า ดวงตาที่งดงาม ทว่าก็ฉายแววที่แลดูไม่เป็นธรรมชาติชอบกล
และสีหน้าที่เรียบนิ่งเกินไป...
มันทำให้ใจเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างไรก็ไม่รู้
พวกเขามาไม้ไหนกันแน่?
“ชิโระไปเข้าห้องน้ำ”
และเพราะว่าจู่ๆเจ้าตัวก็เอ่ยขึ้นมา
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คิ้วเรียวของเลย์โกะจะเลิกขึ้นด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวเขาก็มา”
“คนนี้เมลหาฉันน่ะเหรอ?”
“อืม” เด็กหนุ่มตอบ ก่อนจะตักเค้กคำสุดท้ายเข้าปากตนเองไป
แล้วความเงียบก็ปกคลุมอีกคราหนึ่ง...
มันน่าอึดอัด— อย่างน้อยก็สำหรับเธอ
ที่แทบจะไม่รู้อะไรในเชิงลึกเลย
เธอไม่รู้แม้แต่จะรู้ชื่อหรือสกุลของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับตนเองเสียด้วยซ้ำ
เลย์โกะหลุบตาลงต่ำ
แล้วช้อนมองเขาหลายต่อหลายครั้ง— ไม่อาจมั่นใจได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ควรทำเช่นไร
หากเปิดสมาร์ทโฟนอีกครั้งหนึ่งก็คงจะดูเสียมารยาท
ในเมื่อตนเองยังอยู่ในการพูดคุยเจรจาและการยื่นข้อเสนอบางอย่าง
โดยปกติแล้ว
เธอจะไม่ประหม่าเสียขนาดนี้...
แต่ก็ตามที่รู้ๆกันอยู่
ความเร็วและพฤติกรรมของคนดังกล่าวมันล้วนแต่ทำให้เธอสงสัยและระแวงไปในคราวเดียวกัน
ใครก็ตามที่ใช้ชื่อว่า ‘ชิโระ’ น่ะ ช่วยออกมาจากห้องน้ำสักทีเถอะ
เป็นคนนัดเองไม่ใช่หรืออย่างไรกัน— ให้ตายสิ
เลย์โกะพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง...
และในขณะนั้น ที่ถ้อยคำของคายาโนะดังขึ้นมาในห้วงความคิด
‘โดยเฉพาะช็อกโกแลตร้อนน่ะ!
เห็นว่ามันสุดยอดสุดๆไปเลย!’
ริมฝีปากบางเม้มแน่น...
ความสนใจถูกเบนไปยังปุ่มเรียกพนักงานในท้ายที่สุด
เธอคิดว่าการสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานคงเป็นเรื่องไม่ร้ายแรงที่สามารถทำเพื่อฆ่าเวลาได้
และเพราะแบบนั้น มือถึงได้เอื้อมไปยังปุ่มดังกล่าว
ทว่าระหว่างทางนั้นก็ปลายนิ้วก็เผลอแตะกับของอีกฝ่ายพอดิบพอดี...
ราวกับโดนกระแสไฟฟ้าช็อต— เลย์โกะชะงักงัน
ผละมือออกมาเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“โทษที” เธอเอ่ยอย่างแผ่วเบา
แล้วปล่อยให้เด็กหนุ่มเป็นคนกดปุ่มเรียกพนักงานเสียแทน
ปิ๊บ!
เมื่อครู่ดวงตาเขาเบิกกว้างเพียงเล็กน้อย...
หากไม่สังเกตก็คงจะไม่เห็น
เพราะมันเป็นเพียงชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น
ส่วนเธอก็เท้าคางมองไปยังบริเวณอื่นแก้เก้อ
ขณะที่รอพนักงานมารับออเดอร์
เลย์โกะรู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังจดจ้องมายังตนเอง
แต่จากการที่ตนเองเผลอมองเขาไปหลายรอบในตอนก่อนหน้า จึงทำให้เข้าใจในความสงสัยที่อีกฝ่ายก็คงจะมีให้เธอเฉกเช่นเดียวกัน
ความเกี่ยวข้องระหว่างกันและกันของพวกเธอเกิดขึ้นโดยมี
‘ชิโระ’ เป็นคนกลาง...
และหากรายนั้นยังไม่โผล่หัวมา
บรรยากาศมันก็คงจะเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยไป
“รับอะไรดีคะ?”
พนักงานเดินมารับออเดอร์
พร้อมกับเมนูที่ถูกหยิบยื่นที่ถูกหยิบยื่นมาให้เธอ
“อ่า...”
เลย์โกะรู้อยู่แล้ว
ว่าตัวเธอนั้นต้องการจะสั่งอะไร— เธอเชื่อคำบอกกล่าวของคายาโนะ คาเอเดะ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังดูเมนูอยู่
เผื่อว่าตนเองกำลังจะเปลี่ยนใจ
ดวงตาสีอเมทิตส์ไล่มองรายชื่อเครื่องดื่มทั้งหมดของร้าน
ในระหว่างนั้นเองที่เผลอชำเลืองมองเหนือเมนูไป...
และสบตากับดวงตาสีอำพันคู่นั้นเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน
สายตาเขาทำให้เธอเผลอเม้มริมฝีปากแน่นอีกคราหนึ่ง—
รู้สึกเหมือนถูกจับผิดอยู่เรื่อยๆอย่างบอกไม่ถูก
ถึงมันจะเป็นสายตาที่แฝงไปด้วยความสงสัยใคร่รู้...
“เอาช็อกโกแลตร้อนค่ะ”
แต่เธอไม่ได้เจออะไรแบบนี้บ่อยๆ
และเสียงที่เอ่ยออกไปดันเพี้ยนเล็กน้อยอีกด้วย
“ช็อกโกแลตร้อนหนึ่งที”
ได้แต่หวังว่าคนรอบข้างจะปล่อยเบลอในเรื่องนั้นไป...
“ช็อกโกแลตร้อนหนึ่งที่— แค่นี้ใช่ไหมคะ?” พนักงานสาวเอ่ยทวนรายการสั่ง
แล้วคนตรงข้ามเธอก็พยักหน้าตอบ
ก่อนที่มีถ้อยคำใดๆถูกเปล่งออกมาโดยเลย์โกะ
ในตอนนั้นเองที่สาวเข้าระลึกได้ว่าตนเองลืมสั่งเพิ่มเติมไปว่า
‘หวานน้อย’ แต่มันก็สายไปแล้ว...
และมันก็หาใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้
เธอตวัดสายตากลับมามองยังเขา
เมื่อพนักงานคนดังกล่าวเดินออกไป
ดวงตาสีอเมทิตส์หรี่มองอีกฝ่าย โดยที่แทบจะไม่สน
ว่าเขาจะคิดอย่างไรกับพฤติกรรมเธอ
เขาไม่ได้สั่ง...
ไม่แม้แต่จะหยิบเมนูขึ้นมาดูเสียด้วยซ้ำ...
แล้วที่กดปุ่มเรียกพนักงานเมื่อครู่คืออะไร?
ความคิดเห็น