(Yaoi) ผู้ใดเล่าจะรักเจ้าเท่ากับข้า [จบ]

ตอนที่ 14 : เรื่องของเรา [2-2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,202
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 440 ครั้ง
    1 ต.ค. 61


บทที่  

เรื่องของเรา [2-2] 


สุดท้ายเหว่ยชิงก็ไม่ได้กลับไปนั่งรถม้าคันเดิม


ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยาก แต่เป็นเพราะเด็ก ๆ ได้ย้ายข้าวของมาอยู่ในรถม้าคันเดียวกับพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้วต่างหาก!


เสี่ยวชิงไม่กินหรือ” เหว่ยอี้เจี้ยนถามก่อนจะอ้าปากรับเมล็ดแตงที่ถูกแกะโดยไป๋หมิงเยวี่ยพลางเคี้ยวอย่างมีความสุข


ข้ายังไม่อยากกิน” เหว่ยชิงส่ายหน้ามองสองเด็กหนึ่งผู้ใหญ่นั่งแทะเมล็ดแตงอย่างผ่อนคลายด้วยความรู้สึกยากจะกล่าว ยามนี้สถานการณ์นอกรถม้าแตกต่างจากภายในลิบลับ เสียงต่อสู้ยังคงดังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง...


ถึงจะเป็นเสียงที่เกิดจากการทุบตีจากพวกเขาฝ่ายเดียวก็เถอะ


หลังออกเดินทางได้ไม่นานก็มีกลุ่มนักฆ่าปรากฏตัวออกมาอย่างไม่ขาดสาย ในช่วงแรกเขายังกังวลในความปลอดภัยของเด็ก ๆ อยู่บ้าง แต่ในขบวนเดินทางของเขานั้นมียอดฝีมืออยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตคนใต้บังคับบัญชาของท่านปู่ หรือผู้ติดตามของไป๋หมิงเยวี่ย ทำให้กลุ่มคนร้ายต้องพบกับสภาพอเนจอนาจก่อนจะโดนกำจัดทิ้งอย่างไม่ปราณี


พี่ชาย ท่านต้องเจอเรื่องเช่นนี้บ่อย ๆ หรือ” เหว่ยอี้เจี้ยนถามพลางอ้าปากรอรับเมล็ดแตงอีกครั้ง


คนพวกนั้นฝีมือแย่มากเหว่ยอี้เทียนโปรยเปลือกเมล็ดแตงออกนอกหน้าต่าง ให้ปลิวใส่หน้าของคนร้ายที่วิ่งมาทางรถม้าก่อนจะโดนกระชากออกไปโดยคนคุ้มกันได้อย่างพอดิบพอดี


อย่าโผล่หน้าออกไปมันอันตรายเหว่ยชิงเห็นหลานชายไม่เกรงกลัวคนร้ายทั้งยังพยายามหยอกอีกฝ่ายเล่นก็รีบดึงกลับมา


เสี่ยวชิงมานั่งขี้เกียจอยู่ตรงนี้คิดจะกินแรงผู้อื่นล่ะสิเหว่ยอี้เทียนหยอกกลับโดยไม่สนใจคำพูดของเหว่ยชิง เพราะต่อให้คนพวกนั้นบุกมาถึงรถม้าได้ สุดท้ายก็ต้องโดนท่านน้าผู้น่ารักของเขาจัดการอยู่ดี


ข้ากำลังดูแลพวกเจ้าอยู่ต่างหากเหว่ยชิงพูดพึมพำสีหน้ากลัดกลุ้ม 


กินแรงอันใดกัน เขาอยากออกไปข้างนอกบ้างแต่เหว่ยถิงกำชับให้เขาดูแลเด็ก ๆ อยู่ในนี้ ต่างหากเล่า!


สร้างปัญหาให้พวกเจ้าเสียแล้วไป๋หมิงเยวี่ยพูดด้วยท่าทางรู้สึกผิดก่อนจะเริ่มแกะเมล็ดแตงต่อ


ไม่ได้สร้างปัญหาเสียหน่อยเหว่ยอี้เจี้ยนพูดขณะเอนตัวนอนเอกเขนกบนหมอนใบใหญ่พลางเคี้ยวเมล็ดแตงจนแก้มป่องด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขท่านดีมาก


ใช่! พี่หมิงเยวี่ยไม่ต้องกังวลหรอก คนที่อยู่ด้านนอกบางคนเก่งกว่าเสี่ยวชิงเสียอีกเหว่ยอี้เทียนขยับไปพิงหมอนใบเดียวกับพี่ชายก่อนจะหยิบขนมอย่างอื่นที่ไป๋หมิงเยวี่ยเตรียมไว้เข้าปากแค่ไม่มียอดฝีมือที่เก่งเหมือนท่านปู่โผล่มาก็พอ


เหว่ยชิงมองหลานทั้งสองคนด้วยความหมั่นไส้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสนมที่เพิ่งสูญเสียความโปรดปรานจากจักรพรรดิอย่างไรอย่างนั้น


แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้หมิงเยวี่ยดีอย่างที่อี้เจี้ยนพูดมากันเล่า


อันที่จริง ตั้งแต่เจอนักฆ่ากลุ่มที่สอง ไป๋หมิงเยวี่ยก็ตัดสินใจแยกออกจากขบวนรถม้าเพราะเกรงว่าจะทำให้คนอื่นตกอยู่ในอันตราย แต่เป็นเพราะเหว่ยถิงออกปากห้ามเอาไว้เขาจึงไม่ได้จากไปอย่างที่คิด


แต่ที่เหว่ยถิงรั้งไป๋หมิงเยวี่ยเอาไว้ไม่ได้เป็นเพราะความดีหรือมีเหตุผลอะไรซับซ้อน นางก็แค่ต้องการให้คนของนางได้ยืดเส้นยืดสายและฝึกปรือฝีมือหลังจากเก็บตัวอยู่ในเมืองเล็ก ๆ  มานานเท่านั้นเอง


แม้จะอันตรายเพราะในขบวนเดินทางของพวกเขามีเด็กอยู่ แต่เหว่ยถิงกลับบอกว่าลูกผู้ชายต้องรู้จักเผชิญหน้ากับอันตรายเอาไว้บ้าง ซึ่งแน่นอนว่านางแอบมาข่มขู่เขาให้ดูแลเด็ก ๆ ในภายหลัง


นางบอกว่าหากเขายังไม่ตาย ห้ามให้บุตรชายของพวกนางได้รับแม้แต่รอยข่วนเล็ก ๆ เด็ดขาด!


หลังจากเขารับปาก นางจึงวางใจและออกไปเป็นคนสั่งการอยู่ด้านนอกด้วยตัวเอง


แต่หน้าที่นี้ต้องเป็นของเขามิใช่หรือ?


เหว่ยชิงเหลือบตามองเหว่ยอี้เจียนและเหว่ยอี้เทียนก่อนจะหลุบตาลงเมื่อนึกถึงรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ไม่ได้เห็นมานานของลูกพี่ลูกน้องสาว เด็ก ๆ จะรู้หรือไม่ว่ายามนี้มารดาของพวกเขากำลังสั่งฆ่าผู้บุกรุกอยู่ด้านนอกอย่างโหดเหี้ยม


ใช่! หลังจากเค้นข้อมูลจนไม่เหลืออะไรให้รีดออกมาแล้วนางก็สั่งให้ฆ่า กลบ ฝัง พร้อมกับทำลายหลักฐานให้เหมือนกับไม่เคยมีผู้บุกรุกมาก่อน!


พอนึกถึงผืนดินที่ถูกกลบเสียเรียบเนียนจนคนผ่านไปผ่านมาไม่มีทางรู้ว่ามีร่างไร้วิญญาณถูกฝังอยู่ด้านล่างเหว่ยชิงก็ตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


อา เรื่องน่ากลัวเช่นนี้รอให้เด็ก ๆ โตอีกสักหน่อยแล้วค่อยเผยความจริงให้รู้คงจะดีกว่า 


ให้พวกเขาคิดว่ามารดาเป็นสตรีที่แสนอ่อนหวานต่อไปอีกสักสามสี่ปีก็แล้วกัน...

 





ผ่านไปเดือนกว่าคณะเดินทางของเหว่ยชิงก็มาถึงเมืองหลวง


แม้จะเหน็ดเหนื่อยที่ระหว่างทางมีภาระโผล่มาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่เป็นเพราะทุกคนในขบวนเดินทางของเหว่ยชิงได้ออกแรงหลังร้างราจากสนามรบมานาน จึงไม่มีใครปริปากบ่นแม้แต่คนเดียว


และแน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างไป๋หมิงเยวี่ยกับสามแม่ลูกแซ่เหว่ยก็พัฒนาจากคนรู้จักไปเป็นคนกันเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน


สาเหตุเป็นเพราะทุกครั้งที่นักฆ่าโผล่มา เด็กทั้งสองคนจะได้รับของเล่นปลอบใจคนละหนึ่งชิ้น ยิ่งนักฆ่าโผล่มามากเท่าไหร่ หลานชายทั้งสองคนของเขาก็ยิ่งสนิทสนมกับไป๋หมิงเยวี่ยมากขึ้นเท่านั้น จนเหว่ยชิงแทบจะยกให้ไป๋หมิงเยวี่ยเป็นท่านน้าของเด็ก ๆ แทนเขาแล้ว


แต่หลังจากเหว่ยชิงหงุดหงิดงุ่นง่านจนหลุดปากเรื่องที่คิดออกไป ไป๋หมิงเยวี่ยกลับบอกว่าอยากเป็น น้าเขย’ มากกว่า หลังจากได้ยินเช่นนั้นเหว่ยชิงก็ถึงกับหน้าแดงหูแดงไปครึ่งวันจนเด็ก ๆ คิดว่าเขาไม่สบายจนสร้างเรื่องให้คนอื่นวุ่นวายกันไปหมด


กระทั่งไป๋หมิงเยวี่ยไปกระซิบบอกเหว่ยถิงว่าเพิ่งพูดอะไรกับเขานั่นแหละ นางถึงไปหยุดบุตรชายไม่ให้ต้มยาที่ส่งกลิ่นประหลาดจนรบกวนการพักผ่อนของผู้อื่นด้วยตัวเอง


การที่เหว่ยถิงรับรู้ถึงความสัมพันธ์อันแสนคลุมเครือระหว่างเขากับไป๋หมิงเยวี่ยทำให้เขาไม่ค่อยสบายใจนัก แต่นางบอกว่ามีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะนางไม่รู้ว่าจ้าวหราน ว่าที่คู่หมั้นคนใหม่ของเขาจะนิสัยดีได้ถึงครึ่งหนึ่งของไป๋หมิงเยวี่ยหรือไม่ 


หากจ้าวหรานนิสัยแย่เหมือนคู่หมั้นคนก่อน ๆ สู้ให้เขาแต่งกับบุรุษอย่างไป๋หมิงเยวี่ยยังดีกว่า!


ช่างเป็นคำพูดที่รื่นหูดีเสียจริง เหว่ยชิงได้ยินก็เผลออารมณ์ดีจนยิ้มไม่ยอมหุบ


ท่านคิดอะไรอยู่


ไม่มีอะไร ๆ  ” เหว่ยชิงกระแอมไอกลบเกลื่อนกลับไปพออีกฝ่ายพยักหน้ารับแล้วจึงกลับไปคิดเรื่องเดิม


จะให้ไป๋หมิงเยวี่ยแต่งเข้าตระกูลเหว่ยหรือให้เขาแต่งเข้าตระกูลไป๋ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ บนแผ่นดินต้าฉินคู่แต่งงานที่เป็นบุรุษด้วยกันนั้นมีน้อยจนใช้มือข้างเดียวนับได้ ด้วยสถานะของไป๋หมิงเยวี่ยและความหัวแข็งของปู่ของเขา แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ได้เป็นหนึ่งในคู่แต่งงานเหล่านั้น


ดังนั้นนอกจากลงเอยด้วยสถานะคนรักลับ ๆ แล้วเขาก็ไม่เห็นหนทางอื่นอีก


เขายินดีที่ไป๋หมิงเยวี่ยหยิบยื่นไมตรีให้แต่จะลงเอยกันเช่นไรเขากลับนึกภาพไม่ออก และเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เหว่ยชิงครุ่นคิดมาตลอดทางแต่ยังหาคำตอบไม่ได้เสียที


เฮ้อ…” 


เหว่ยชิงถอนหายใจขณะเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ที่เหมือนจะคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นเคยทำให้เขาจิตใจว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิม 


เมืองหลวงยังคงคึกคักเหมือนในอดีต แม้จะดูวุ่นวายแต่กลับมีการจัดระเบียบพื้นที่ต่าง ๆ ภาพของกลุ่มขุนนางและทหารลาดตระเวนที่เดินตรวจตราโดยรอบ ทำให้เรื่องสำคัญที่หลงลืมไปถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง


เขาลืมเรื่องสอบขุนนางไปเสียสนิท!


เหว่ยชิงเห็นชุดสีเขียวแสดงถึงตำแหน่งขุนนางชั้นผู้น้อยของขุนนางที่เดินตรวจตราอยู่บนถนนในใจพลันรู้สึกอิจฉา แม้ว่าตำแหน่งขุนนางขั้นเล็ก ๆ จะไม่สามารถสร้างชื่อเสียงได้มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าเรื่องน่าภาคภูมิในรอบหกปีที่ผ่านมาของเขา เพราะนอกจากเรียนรู้วิชาจากท่านหมอต้วนจนสามารถตรวจอาการคนไข้ได้ถูกบ้างผิดบ้าง เขาก็ไม่มีเรื่องอื่นให้คุยโวโอ้อวดได้อีก 


คนพวกนี้จะน่าอิจฉาเกินไปแล้ว!


แน่นอนว่าความสามารถของเขาในตอนนี้ย่อมไม่สามารถเป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูลได้ หากจะเอาดีด้านการแพทย์คงต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกนานหลายปี...ซึ่งอาจจะยาวนานเกินสิบปีเลยทีเดียว


ดังนั้นการสอบขุนนางยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกของเขาอยู่


เรื่องคู่ครองว่าน่าหนักใจแล้วแต่เรื่องสอบขุนนางกลับน่าหนักใจยิ่งกว่า แม้แต่ซิ่วไฉ่ยังคว้ามาไม่ได้แล้วจะหวังให้ท่านปู่ยอมรับเรื่องระหว่างเขาและไป๋หมิงเยวี่ยได้อย่างไร


เฮ้อ…” 


เหว่ยชิงถอนหายใจอีกครั้ง ใบหน้าที่มักเห็นแต่ความซื่อเซ่อถูกฉาบไว้ด้วยความไม่สบายใจพาให้ผู้อื่นรู้สึกกังวลตาม


เสี่ยวชิงเป็นอะไร ไม่สบายอีกแล้วหรือ” 


เอาขนมไหม หรืออยากกินน้ำ


เหว่ยอี้เจี้ยนและเหว่ยอี้เทียนกระโดดเข้ามาจับหน้าจับตาของเหว่ยชิงด้วยความเป็นห่วง


ให้หมิงเยวี่ยช่วยดูอาการสิเหว่ยถิงพอจะเดาความคิดของเหว่ยชิงได้ จึงดึงเด็ก ๆ ออกมาก่อนจะดันคนที่ลอบมองลูกพี่ลูกน้องของนางอยู่ตลอดเวลาเข้าไปแทน เขาเป็นศิษย์คนล่าสุดของหมอเทวดาต้วน ให้เขาเป็นคนดูแลน้าของพวกเจ้าเถอะ


อ๊ะ!” 


ไป๋หมิงเยวี่ยโดนผลักโดยไม่ทันตั้งตัวจึงเสียหลักล้มเข้าอ้อมกอดของเหว่ยชิงได้อย่างพอดิบพอดี


เหว่ยถิงมองไป๋หมิงเยวี่ยด้วยสายตารู้ทันก่อนจะสั่งรถม้าให้หยุดหน้าร้านขายผ้าข้างหน้า


พวกนางอยู่เป็นก้างขวางคอมาตลอดทาง ยามนี้เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วจึงยอมเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกัน เพราะถ้าถึงจุดหมายและแยกย้ายกันไปคนละทางแล้วเกรงว่าไป๋หมิงเยวี่ยคงไม่มีโอกาสได้ทำคะแนนสักเท่าไหร่


เห็นแก่ของเล่นกองโตที่บุตรชายของนางได้มา นางจะยอมหลับตาข้างหนึ่งให้เขามีโอกาสลวนลาม อะแฮ่ม! สร้างความสนิทสนมกับเสี่ยวชิงสักหน่อยก็ได้


ข้ากับเด็ก ๆ จะลงไปซื้อเสื้อผ้า พวกเจ้ารออยู่บนนี้ก็แล้วกัน


แม้จะอยากอยู่ต่อ แต่มารดาว่าอย่างไรบุตรชายย่อมต้องคล้อยตาม เหว่ยอี้เจี้ยนและเหว่ยอี้เทียนจึงยอมตามมารดาลงจากรถม้าอย่างว่าง่าย ปล่อยให้ไป๋หมิงเยวี่ยเป็นคนดูแลเหว่ยชิง


กระทั่งเหว่ยถิงพาเด็ก ๆ ลงจากรถม้าไปแล้ว เหว่ยชิงกลับยังไม่รู้ตัว เขาเอาแต่ครุ่นคิดจนไม่ได้สังเกตว่าตัวเองกอดอะไรอยู่ 


แม้ไป๋หมิงเยวี่ยจะชอบท่าทางของพวกเขาในตอนนี้แต่โอกาสที่เหว่ยถิงมอบให้คงมีเวลาไม่นานนัก จึงจำต้องขยับตัวออก ใช้สองมือประคองหน้าอีกฝ่ายให้หันมาสบตา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย 


ท่านคิดเรื่องอันใดอยู่ไป๋หมิงเยวี่ยยิ้มน้อย ๆ ขยับนิ้วขึ้นมานวดหว่างคิ้วของเหว่ยชิงเบา ๆ จนกระทั่งหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออกจากกันจึงยิ้มเศร้าพูดขึ้นว่า ทำหน้าแบบนี้ไม่เหมาะกับท่านเลย” 


เหว่ยชิงไม่เคยคิดมากขนาดนี้มาก่อน พอมีอะไรอยู่ในหัวมากมายจึงทำให้สมองมึนเบลอสับสนไปหมด แต่พอถูกจับหันมาเผชิญหน้ากับไป๋หมิงเยวี่ย สบสายตาแฝงความหมายของอีกฝ่ายแล้วจึงเผลอหลุดปากพูดความจริงออกไป ข้ากำลังคิดถึงอนาคตของพวกเรา


คำว่า อนาคตของพวกเรา’ ทำให้ไป๋หมิงเยวี่ยถึงกับควบคุมอารมณ์แทบไม่อยู่ มุมปากที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยพลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างสว่างไสวเสียจนเหว่ยชิงถึงกับตาพร่าแน่นอนว่าสติของเขาย่อมต้องกลับมาด้วย


ข้าแค่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ได้อย่างไร ตอนนี้ข้าสร้างเรื่องให้ท่านปู่หนักใจมามากพอแล้ว ไม่ได้หมายความว่าอยากให้เจ้าแต่งเข้าตระกูลเหว่ยหรือไม่อยากเป็นคนรักลับ ๆ อะไรพวกนั้น...” 


“...หรอกนะ” เหว่ยชิงพยายามแก้ไขเรื่องที่พูดด้วยเสียงที่แผ่วลงเรื่อย ๆ กระทั่งพูดอะไรไม่ออกจึงรู้ว่าตัวเองเผลอหลุดปากเผยความคิดน่าอายให้อีกฝ่ายได้ยินไปเสียแล้ว


ในเมื่อพลาดไปแล้วย่อมเรียกคืนกลับมาไม่ได้ เหว่ยชิงค่อย ๆ หันหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่างพยายามปั้นสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้สุดชีวิต ท่องกับตัวเองว่าต้องแข็งใจ เกร็งคอเอาไว้ 


ห้ามหันกลับไปสบสายตาพราวระยับนั่นเด็ดขาด!


ไป๋หมิงเยวี่ยเห็นหน้าตาอดกลั้นและใบหูแดงก่ำของเหว่ยชิงแล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารักจนอยากกัดให้หายมันเขี้ยว แต่ก็เกรงว่าคนตรงหน้าอาจจะกระโดดหนีออกนอกหน้าต่างเพราะความเขินอาย จึงห้ามใจตัวเองเอาไว้และดึงรอยยิ้มอ่อนโยนกลับมา


ท่านจะกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงไปทำไม


ไป๋หมิงเยวี่ยค่อย ๆ ดึงเหว่ยชิงมากอดเอาไว้หลวม ๆ มือข้างหนึ่งลูบหัวของอีกฝ่ายเหมือนผู้ใหญ่กำลังปลอบเด็ก เขารู้ดีว่าท่าทางเช่นนี้จะทำให้เหว่ยชิงผ่อนคลาย ไม่รู้สึกอึดอัดใจ และยอมให้เขากอดต่อแต่โดยดี


ไป๋หมิงเยวี่ยก้มลงแตะริมฝีปากลงบนผมของเหว่ยชิงอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวเรื่องวุ่นวายเหล่านั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าคนเดียวก็พอแล้ว


อืม…” เหว่ยชิงโดนลูบหัวจนเคลิ้มจึงได้แต่พยักหน้ารับโดยไม่ทันคิดว่าคำพูดของอีกฝ่ายแฝงความหมายอะไรเอาไว้ ไป๋หมิงเยวี่ยเห็นคนในอ้อมแขนไม่ขัดขืนก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา


พี่ชิงอุตส่าห์กังวลเรื่องอนาคตของเรา เขาก็ควรเร่งทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยคลายความกังวลนี้เหมือนกัน


หากเหว่ยถิงได้เห็นสีหน้าของไป๋หมิงเยวี่ยในยามนี้ นางจะต้องรู้ทันทีว่าเหว่ยชิงไม่มี ตัวเลือก’ อื่น นอกจากบุรุษผู้นี้อย่างแน่นอน


****************************** 


ละครโรงเล็ก


ไป๋หมิงเยวี่ยคิดเรื่องอะไรอยู่หรือ?


เหว่ยชิงคิดเรื่องอนาคตของเรา[หูเริ่มแดง]


ไป๋หมิงเยวี่ยเข้าใจแล้ว [พยักหน้ายิ้มร้าย]


เหว่ยชิงทำอะไรน่ะ!!!


ไป๋หมิงเยวี่ยทำเรื่องของเรา [โน้มตัวเข้าจู่โจม]


คนเขียน... [ยังคงยืนกัดผ้าเช็ดหน้าอยู่นอกรถม้าที่ส่งออร่าสีชมพู]


******************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 440 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

360 ความคิดเห็น

  1. #356 Lichens on the Tree (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 18:49

    เขิลอ่าาาาา

    #356
    0
  2. #338 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 22:06
    น่ารักมากกก
    #338
    0
  3. #305 omuya (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 21:10
    ไม่ต้องหาตัวเลือกละ ว่าแต่ เสี่ยวชิงน่าจะได้แต่งเข้ามากกว่านะ รู้ตัวหรือยังน้าาา
    #305
    0
  4. #216 AdiOzTHELF (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 18:09
    ความร้ายตาใสของหมิวเยวี่ยนี้ พี่เหว่ย ไม่รอดแล้วละคะ 55555
    #216
    0
  5. #207 Par_dao (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 12:21
    คงจ้องจุดเทียนไว้อาศัยแล้วล่ะ ไปไหนไม่รอดชัวร์
    #207
    0
  6. #69 Chayeanalie (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 22:01
    หนูหนีไปไหนไม่รอดแล้วล้ะลูกกกด
    #69
    0
  7. วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 17:14
    น่าร๊ากกกกกกก ชอบความเจ้าเล่ห์ของไป๋หมิงเยวี่ยจังงงง
    #68
    0