OS/SF l SEVENTEEN : Otra semana

ตอนที่ 18 : Minwon : Mood and Tone Experiment (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 ส.ค. 62







เป็นตอนต่อจาก Mood And Tone Experiment (1/2) ค่ะ


person playing guitar


-unsplash-








-----





6

วันนั้นจอนวอนอูโดนเด็กกล่อมอยู่พักใหญ่จนยอมตกลงรับข้อเสนอประหลาด ๆ มา เขาซักเด็กหนุ่มไปตลอดทาง จนมินกยูเอาบัตรนักศึกษาออกมาให้เขาดู เมื่อมั่นใจว่าเด็กคนนั้นไม่มีพิษมีภัย เขาก็เห็นว่าการไม่ต้องพกร่มเลยเป็นโอกาสที่ดีที่ควรคว้าไว้


ที่เขาไม่ได้เผื่อใจไว้ก่อนคือความสัมพันธ์ที่ยังดำเนินต่อแม้ฤดูฝนจะหมดไปแล้วก็ตาม


เขาวางกระเป๋าลงบนม้านั่ง มินกยูไม่ได้ไปเล่นกีตาร์เปิดหมวกบ่อยเท่าไหร่แล้วเพราะตารางเรียนปีการศึกษาใหม่ไม่เอื้ออำนวย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การกลับบ้านด้วยกันเป็นความเคยชิน และที่แปลกยิ่งกว่าคือบางวันเขากลับเป็นฝ่ายมานั่งรอที่หน้าตึกเรียนของเด็กตัวสูง ราวกับเป็นญาติกันอย่างนั้น  

เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของคนอายุน้อยกว่าแล้ว ความเกร็งที่ค่อย ๆ ลดลงจนหมด ความคุ้นชินที่เพิ่มขึ้น สรรพนามที่เปลี่ยนไป เจ้าตัวดื้อเคยกระทั่งแนะนำน้องสาวให้รู้จักด้วย


“พี่รอนานไหม” คนที่วิ่งลงมาจากตึกเพราะเห็นหน้าใครบางคนนั่งกดโทรศัพท์อยู่บนโต๊ะหินอ่อนเอ่ยปากถามทันทีที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าคนนั่งรอ


“ไม่นานหรอก พี่มีอะไรมาให้คุณด้วย” เขายื่นโปสเตอร์ขนาดเอห้าให้คนมาใหม่ กระดาษอาร์ตเคลือบสีมันวับปรากฎข้อความเชิญชวน


ประกวดดนตรีสด

เงินรางวัล XXXXXX และโอกาสแจ้งเกิดในวงการ


“พี่เห็นว่าคุณชอบ”


สีหน้าที่เปลี่ยนไปของคนตรงหน้าอยู่ในสายตาวอนอู เขาอาจอ่านไม่ออกเพราะอ่านคนไม่เก่ง แต่ก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างกวนใจใบหน้ามึนตึงอยู่


เขาเคยเล่าให้ฟังว่าความฝันของเขาคือการได้เรียนดนตรี แต่เหมือนว่าชีวิตจะพลิกผัน และความฝันก็ไม่ใช่ของทุกคน มินกยูจึงเรียนอยู่ในสาขาที่ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับสุนทรียศาสตร์ด้านไหนทั้งนั้น


“คุณไม่ทำหน้าเครียดสิ พี่เสนอเฉย ๆ ให้คุณตัดสินใจเอง พี่ไม่ได้-”


“ผมรู้น่า พี่ไม่ต้องคิดมากหรอก


“อย่างนั้นกลับเลยดีไหม”


“พี่ไม่หิวข้าวหรอ”






วอนอูไม่ใช่คนชอบซักไซ้ แล้วก็เชื่อว่าถ้ามินกยูพร้อมจะบอกเมื่อไหร่ก็คงบอกเอง เขาจึงได้รู้เรื่องหลังมื้ออาหารจบลง เด็กตัวสูงวางตะเกียบ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มคลายความประหม่าก่อนจะค่อย ๆ พูด


“ผมอาจจะเล่นดนตรีกลางถนนได้ แต่ไม่กล้าไปเล่นบนเวทีหรอกครับ ผมกลัวความเงียบ ความเงียบที่ตามมาหลังจากการแสดงจบ ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้ชม หรืออาจแย่กว่าถ้าไม่มีคนฟัง ผมเลยประหม่ามากตอนไปเล่นดนตรีครั้งแรก แต่บนถนนไม่ได้มีคนมานั่งจ้อง ผมก็เลยทำได้ ซักพักก็เริ่มชินไปเอง แล้วก็เพราะพี่ถึงกับถอดหูฟังเพื่อฟัง แถมยังฟังจนจบเพลง ผมก็เลยมีกำลังใจ "




“เพราะมันเพราะไง พี่เลยฟังจนจบ” เขาตอบกลับสบาย ๆ  “ขอบอกรายละเอียดก่อนได้ไหม รอบแรกส่งวิดิโอ รอบที่สองถึงเล่นต่อหน้ากรรมการ รอบถัด ๆ ไปถึงจะขึ้นเวที แต่มันก็หมายความว่าเรื่องที่คุณกลัวจะมาถึงอยู่ดีใช่ไหม  พี่เข้าใจนะ คุณไม่ต้องคิดมาก ถ้าคุณอยากไปก็ไป ไม่พร้อมไปคุณก็รอให้พร้อมก่อนก็ได้ พี่ก็เป็นคนประเภทไม่อยากออกจากคอมฟอร์ทโซนเหมือนกัน”


“ อีกเรื่อง พี่เป็นกำลังใจให้คุณเสมอนะ”






7


ครั้งแรกที่วอนอูไปบ้านมินกยู เป็นเพราะเขาไปไม่ทันรถไฟฟ้าใต้ดิน เขาตัดสินใจว่าจะเรียกแท็กซี่ แต่เด็กมินกยูโทรเรียกรถที่บ้านมารับแล้วคะยั้นคะยอให้เขาไปด้วยกัน จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลือง พอเจอหน้าผู้ปกครองของเด็กเอาแต่ใจ เขาถึงได้รู้ว่าถูกแนะนำมาก่อนหน้านี้บนโต๊ะกินข้าวที่บ้านในฐานะพี่ชายแสนดีจนทั้งพ่อทั้งแม่ขอบคุณเขาไม่หยุดที่ช่วยดูแลมินกยูให้ ครอบครัวมินกยูใจดีกว่าที่คิดไว้มาก

เขานอนที่ห้องรับแขก วันถัดมาก็กลับ

ไม่มีอะไรพิเศษ อาจจะมีมื้ออาหารให้จดจำ (ฝีมือเด็กตัวดีนั่นแหละ ไม่ยักรู้ว่าทำเป็นด้วย) ดูหนังกันเรื่องหนึ่ง (จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องอะไร) แล้วก็น้ำยาปรับผ้านุ่มหอมดี (ไม่ได้ถามอีกเหมือนเดิมว่ายี่ห้ออะไร) แค่นั้นเองมั้ง

เรื่องตลกคือเขารู้ทางไปบ้านมินกยูแล้ว และกลายเป็นข้ออ้างให้เด็กตัวสูงใช้กล่อมให้ไปหาตลอด


“คุณจะไปประกวดไหม” เขาลังเลอยู่นาน เพราะกลัวจะไปกระตุกต่อมคิดมากของอีกคนเข้า  แต่สุดท้ายก็ถามขึ้นมาในวันหนึ่งเมื่อเห็นว่าเหลืออีกแค่สามอาทิตย์ก็จะหมดเขตส่งใบสมัคร และเหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนในการเตรียมตัวแข่งขันรอบแรก


“ไม่รู้สิครับ”


“ถามใหม่ คุณอยากไปประกวดไหม”


เขาพยักหน้าเงียบ ๆ


มินกยูบอกว่าไอศกรีมอยู่ในตู้เย็น รสที่เขาชอบด้วย ซื้อไว้เพราะรู้ว่าเขาจะมาหา วอนอูเดินออกไปแทบจะทันที พอกลับเข้ามาก็ถือไอศกรีมโคนรสวานิลลาที่แกะกระดาษออกแล้วครึ่งนึง และกัดวานิลลาไปแล้วคำหนึ่งด้วย


ห้องเงียบ มินกยูจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ ใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย นาน ๆ ทีแอบจะหัวเราะคิกคัก หรือเบ้ปาก หรือพิมพ์อะไรยิก ๆ

ส่วนอีกคนที่ยึดเก้าอี้โต๊ะหนังสือก็ไม่ต่างกันมากนัก เว้นแต่มีของกินอยู่ในมือ พอเขากินไปจนถึงกระดาษครึ่งนึงที่ยังเหลืออยู่ถึงพูดขึ้นมา


“ตลกเนอะ คุณไม่ชอบความเงียบ ส่วนพี่ชอบมาก พี่ไม่ชอบเสียงอะไรเลย ยกเว้นเสียงดนตรี” เขาย้ายที่ลงมานั่งข้างเจ้าของห้องที่นั่งยืดขาอยู่ปลายเตียง ฮัมเสียงในลำคออึดใจหนึ่งแล้วพูดต่อ   “คุณไม่ต้องกลัวอะไร ไม่ต้องกลัวความเงียบหลังการแสดง พี่จะอยู่ฟังเพลงคุณเสมอ ”


ไม่มีเสียงตอบรับจากคนอายุน้อยกว่า เขาหันหน้าไปให้มั่นใจว่าคู่สนทนายังฟังตัวเองอยู่ เพื่อจะพบกับสายตาคู่คุ้นเคยที่จ้องมาอยู่แล้ว สีหน้านิ่งอ่านไม่ออก

“ทำหน้าแบบนั้นทำไม


“ผมซึ้ง ผมกลั้นน้ำตาอยู่


“อย่ามาเวอร์"


“ผมยังไม่เชื่อตัวเองเท่าที่พี่เชื่อผมเลย"


“ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ แล้วเป็นอะไร หน้าแดงเชียว”


คนโดนจับสังเกตไม่ตอบคำถาม แถมเปลี่ยนเรื่องทันควัน “แล้วที่ทำงานพี่เป็นไงบ้าง"


“เออ ลืมบอกไปเลยว่าพี่ได้โปรเจคใหม่แล้ว ได้ทำเป็นชื่อทีมตัวเองเลยด้วย"


“จริงดิ โคตรเจ๋ง"


“พี่คงจะโคตรเจ๋งในอนาคต แต่ไม่ใช่ตอนนี้หรอก"


“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับ”


“ก็เหมือนจะทำได้ไม่ดีเท่าไหร่"



“มาตรฐานพี่สูงหรือเปล่านะ แต่ก็อย่างที่พี่พูดจริง ๆ ด้วย ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ" เขาหันไปสบสายตาเมื่อเอ่ยประโยคถัดไป  “พี่เจ๋งที่สุดสำหรับผมแล้ว”



“ผมแค่อยากบอกว่าพี่สำคัญสำหรับผมนะ บอกไว้ก่อน ผมเรียนอีกปีเดียวก็จะจบแล้ว จบแล้วจะทำงานที่ไหนก็ไม่รู้  ไม่รู้ว่าจะได้กลับพร้อมกันอีกหรือเปล่า”

“ผมดูฟุ้งซ่านใช่ปะ”




วอนอูลดความสนใจจากของในมือ ไอศกรีมเย็น ๆ ดูเข้ากันไม่ได้กับหน้าร้อน ๆ ของตัวเอง  


คนที่นั่งเงียบเอาแต่เลียไอศกรีม มินกยูเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่ไม่ได้ยินคำที่อยากฟัง เขานึกอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ถามคำถามที่ตัวเองยังไม่อยากเชื่อว่าจะกล้าให้มันหลุดออกจากปากมาได้


“ผมก็พอจะสำคัญสำหรับพี่อยู่บ้างถูกไหม”


ปากที่กัดไอศกรีมอยู่หยุดลงกะทันหัน คนที่เพลิดเพลินกับของหวานหันไปมองคนช่างซัก ถึงน้ำเสียงจะทีเล่นทีจริง แต่หน้าตาที่ต้องการคำตอบบอกวอนอูว่าเด็กนี่จริงจัง ถ้าไม่ตอบจะเริ่มน้อยใจภายในห้านาที

แทนที่จะตอบคำถามเอาใจ เขากลับยืดตัวขึ้น ขยับองศาศรีษะอย่างใจเย็น ใจเย็นจนคู่สนทนาต้องกลั้นหายใจนั่งตัวแข็ง วอนอูทาบริมฝีปากกับคนตรงหน้า สัมผัสบางเบาเพียงเสี้ยววินาทีก็หยุด เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยินดีรับมันหรือเปล่า หรือเป็นการตัดสินใจผิดที่เผลอทำก่อนคิดแบบนั้น ขณะที่รอการตอบรับหรือปฎิเสธ มินกยูกลับเป็นคนที่กดริมฝีปากกลับเข้ามาหา


พอผละออกเขาไม่อธิบายการกระทำใด ๆ ทั้งนั้น กลับพูดในเรื่องที่เห็นกันชัดเหมือนคำบรรยายใต้ภาพยนตร์  “พี่หยุดกินไอติมเพื่อจูบคุณ”


สายตาเด็กหนุ่มเป็นประกาย เขากัดริมฝีปากล่างที่รสไอศกรีมวานิลล่ายังติดอยู่  จ้องหน้าคนอายุมากกว่าเหมือนรอให้พูดอะไรต่อ ความเงียบเป็นสัญญาณว่าไม่เข้าใจสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามจะสื่อ ผู้ส่งสารเลยต้องเพิ่มคำใบ้ให้ตามระเบียบ


“ไอติมคือเรื่องสำคัญของพี่”


ไม่มีเสียงตอบรับอีกเหมือนเดิม


“ต้องให้เรียงประโยคให้ไหม”


เขาปล่อยให้ไอติมที่เริ่มละลายไหลลงมาเลอะมือ ทั้งที่รู้ว่ามันจะเหนียวในอีกไม่ถึงนาทีถัดไป ไม่ได้ใส่ใจกระทั่งว่ามันจะหกเลอะพื้น ทั้งที่รู้ว่าต้องลำบากทำความสะอาดทีหลัง


“ไอติมคือเรื่องสำคัญในชีวิตพี่ แต่พี่หยุดกินไอติมเพื่อจูบคุณ”




มินกยูนั่งนิ่ง ไม่ได้ตอบกลับอะไรซักคำ


ได้แต่คิดว่าที่นิยามความรักของคนอื่นฟังแล้วเข้าใจยากเพราะมีเรื่องราวข้างหลังที่คนอื่นไม่ได้รับรู้หรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นแต่ละวันความรักคงเปลี่ยนไป เหมือนที่วันนี้ความรักคือการหยุดกินไอศกรีม
















8

ผมแต่งเพลงเสร็จแล้ว


เขาโทรมาบอกข่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นในวันอาทิตย์ของสัปดาห์หนึ่ง วอนอูพึ่งปิดแลปท็อปที่ร่างฉากเกมไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า แล้วนั่งพิงเก้าอี้พักสายตา คนอายุมากกว่าแสดงความยินดีด้วย


“พี่มาฟังสิ” ปลายสายพูดสบาย ๆ เหมือนบ้านเขาอยู่ห้องถัดไป


“คุณหลอกพี่ให้ไปหารอบที่สามสิบได้แล้วมั้ง”


“แต่พี่เป็นเหมือนผู้จัดการผมเลยนะ พี่แหละต้องได้ฟังคนแรก”


ไม่ว่าจะห้ามตัวเองเท่าไหร่ เขาก็เผลออมยิ้มให้คำพูดธรรมดาของเด็กคนนั้น ยิ้มเวลาที่เด็กตัวโตทำเหมือนว่าเขาเป็นผู้ปกครอง เป็นญาติคนโปรด เป็นคนแรกที่อยากให้รับรู้รายละเอียดสำคัญในชีวิต ความรู้สึกแบบนั้นที่เขาได้จากมินกยูทำให้หน้าร้อนน่าหงุดหงิดน้อยลงแปลก ๆ เสียงบ่นอิดออดตามมาไม่ถึงสี่ประโยคเขาก็ล็อคห้องโบกแท็กซีไปหาคนเอาแต่ใจ


นึกตำหนิตัวเองว่าใจง่าย


แต่ไม่แน่ เขาอาจจะแค่คิดถึงเสียงเพลงที่ไม่ได้ฟังนานก็ได้



ทักทายกันแค่สั้น ๆ แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง วอนอูวางกระเป๋าลงบนมุมหนึ่งของพื้นห้อง นั่งเหยียดตัวพิงกำแพง กอดหมอนผ้าห่มอันใหญ่ มินกยูไม่กล้าบอกผู้มาใหม่ว่ามีไอศกรีมรสช็อกโกแลตอยู่ในตู้เย็น ด้วยมันทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์วันก่อนนั้น และถ้าถูกถามว่าทำไมถึงซื้อช็อกโกแลตมาแทนวนิลลา เขาก็คงไม่กล้าตอบ

คุยกับตัวเองจนได้ข้อสรุปว่าจะไม่บอกลายแทงขนมหวานให้คนติดน้ำตาล แล้วก็หันไปหยิบกีตาร์ออกมาแทน ยังไงก็ตั้งใจแต่งเพลงให้หวานกว่าไอศกรีมอยู่แล้ว


เสียงกีตาร์อะคูสติกที่ไม่ได้ยินมานานกระทบหูวอนอู เขารู้สึกเหมือนตอนถอดหูฟังออกครั้งแรกริมถนนวันนั้น เสียงสดใส ทำนองชวนฝัน สลายความตึงเครียดจากกองงานจนหมด เขาพึ่งเข้าใจว่ามันเหมือนกับความเยาว์วัยและความหวัง สิ่งที่กระทบใจเขา เพราะเขาอยู่คาบเกี่ยวกับมัน เจ้าของเสียงดนตรีเริ่มหลับตาเล่น ความหลงไหลที่มินกยูมีให้สิ่งที่เขาถืออยู่ในมืออาจจะเป็นสาเหตุที่ตัวโน้ตง่าย ๆ บนเครื่องดนตรีชนิดเดียวสื่ออารมณ์ความรู้สึกได้มากมายไม่แพ้วงดนตรี


ดนตรีเปลี่ยนทำนองเร็วและหนักแน่น  ความหวานเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นโลดโผน เหมือนขึ้นรถไปเที่ยวที่อื่น ทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่ในห้องเดิม ตัวโน้ตไต่ระดับขึ้นไปและไล่ลงมาสลับกันซักพักจนกลับมาอ่อนนุ่มเหมือนผ้าห่มที่เขากอดอยู่ หรือเหมือนริมฝีปากของใครเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน  ไม่มั่นใจเหมือนกัน


เร็วกว่าที่เขาจะพอใจโน้ตตัวสุดท้ายก็หยุดลงที่ปลายนิ้วมินกยู


มินกยูลืมตามองผู้ชมกิตติมาศักดิ์อย่างคาดหวัง วอนอูยิ้มให้ แต่เป็นสายตาที่ส่งมาตางหาก ที่ทำให้มั่นใจ ว่าอีกคนชอบ


“ชื่อเพลงอะไรหรอ” เขาพูดขณะเล่นหมอนในมือ   



“ชื่อเพลงหรอครับ”


เจ้าของเพลงแกล้งอิดออดไม่ตอบในตอนแรก จะเป็นเพราะยังไม่ได้คิดหรือมีอะไรชวนให้เขินอายวอนอูก็เดาไม่ถูก แต่ที่เขาทำได้คงจะเป็นการวางตัวในความเงียบที่ดีสุดขั้ว จนในที่สุดคนอายุน้อยกว่าก็ล็อกสายตากับเขา แล้วค่อย ๆ พูดคำตอบออกมาเอง  



“ชื่อเพลง”    พอจะพูดชื่อเพลงเข้าจริง ๆ เขากลับหลบตาคนถามขณะตอบเสียงเบา     “kiss me kiss me kiss me kiss me”


















9

อีกไม่ถึงอาทิตย์ผลการคัดเลือกรอบแรกก็จะประกาศ วอนอูต้องคอยหาเรื่องมาดึงให้เด็กหยุดกระวนกระวาย หยุดตื่นเต้น ขณะที่ตัวเขาเองก็บ่นกระปอดกระแปดเรื่องที่ทำงานมาสามอาทิตย์ติด ๆ กัน พึ่งจะยิ้มจนตาหยีได้ก็ตอนทำเดโม่เสร็จเมื่อวาน ทั้งตื่นเต้นเรื่องผลงานสตอรี่เรื่องแรกและหวังจะดึงความสนใจมินกยู เขาเลยนัดเอาเดโม่ให้เด็กคนนั้นดู


อีกเหตุผลคือเขาเองก็มีเรื่องให้ช่วย


“พี่อยากทำเกมต่อสู้แต่หัวหน้าไม่ให้ทำ” เขาหน้างอเดินเข้ามาในห้อง เปิดฉากบ่นทันที “เลยได้ทำเกมเด็กแทน แต่ไป ๆ มาๆ ก็สนุกดี”




“มันเป็นเกมแอพง่าย ๆ แบบเด็กประถมก็เล่นได้ คุณจะได้เป็น นี่เลย”  เขาพูดอย่างตื่นเต้นก่อนโชว์คาแรกเตอร์ตัวเล็กขนปุยสีน้ำตาลให้ดู “กระรอกเด็ก”


“ที่เราต้องเล่นก็แค่พากระรอกเด็กไปหาเปียโนที่อีกฝั่งของป่า แต่มีอุปสรรคคือเม็ดฝนยักษ์ และมีของวิเศษคือตัวโน้ต ฉากทั้งหมดนี่จะเป็นต้นไม้ที่พี่อยากทำมาก สีเขียวเป็นสีที่ใช้พักสายตาได้ดี แล้วเสียงเพลงก็ดึงความสนใจให้เด็กด้วย"



มินกยูเปิดเดโม่เกมที่เริ่มด้วยฉากเรื่องราวก่อนเข้าเกม พื้นหลังรูปท้องฟ้าค่อย ๆ ปรากฎขึ้นมา ต่อด้วยกล่องข้อความสีขาวของกระรอกที่พุดคุยกับผู้เล่น






[Story] เหมือนคุณ ผมก็มีความฝันที่คิดว่าทำไม่ได้

[Story] มีเพลงโปรดที่ยังไม่กล้าให้ใครฟัง

[Story] เหมือนคุณ ผมก็กลัวฝนตกในวันที่ไม่คาดฝัน

[Story] แต่วันที่ฝนตก ก็อาจเป็นทั้งอุปสรรคและแรงผลักดัน


-Start-









mood and tone experiment

จบ-



















----------------------------------------------------------------------



ขอบคุณจ้า <3  


เพลงที่capture spirit ของเรื่องแน้  https://www.youtube.com/watch?v=e95ImKMCR6w


อยากกจะเขียนอะไรที่จบแบบการให้กำลังใจดูบ้าง

ขอบคุณจ้า (อีกที)



TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

47 ความคิดเห็น