OS/SF l SEVENTEEN : Otra semana

ตอนที่ 15 : Minwon : Mood And Tone Experiment (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 160
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 มิ.ย. 62


disclaimer
ภาษา : ไม่หยาบคายเลย 
ธีม : ฟิลกู้ดแบบฝึกหัดอะ
คู่หลัก : ,มินวอน

คู่รอง : -





1


เขากำลังเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินสถานีเดิม หยิบเฮดโฟนขึ้นมาสวม กดเพลงสุ่มจากแอพสปอร์ติฟายด้วยไม่อยากได้ยินเสียงพูดคุยสัพเพเหระ เสียงเหรียญหยอดลงตู้กดบัตรโดยสาร หรือกระทั่งเสียงฝีเท้าของใคร ร่างสูงในชุดทำงานต้องการความสงบเงียบ ถ้าจะมีเสียงก็ขอให้มันเป็นท่วงทำนองเท่านั้น


จอนวอนอูจึงมีอวัยวะที่สามสิบสามเป็นหูฟัง



แม้จะกลับทางเดิมทุกวันจนจำทิวทัศน์รอบข้างได้ แต่ก็มีสิ่งใหม่ให้สังเกตเห็นเสมอ เหมือนที่วันนี้เขาเห็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของถนนฝั่งที่ไม่เคยมีคนหยุดมองอะไร ภาพแปลกตากระตุ้นความอยากรู้จนต้องขยับตัวเข้าไปใกล้


คำตอบของเหตุการณ์น่าสงสัยคือนักดนตรีที่ใช้กระเป๋าใส่เครื่องดนตรีเปิดแทนหมวก


เด็กหนุ่มวัยรุ่นยืนแขวนกีตาร์ มือข้างหนึ่งกดคอร์ด อีกข้างถือปิ๊กอันเล็ก สะบัดข้อมือบรรเลงเพลงอย่างอารมณ์ดี  


ไม่ใช่ทุกคนในเมืองใหญ่จะแบ่งเวลามาซาบซึ้งในเสียงดนตรีได้เนิ่นนาน แต่เพราะเป็นเวลาเลิกงานที่ใครก็อยากผ่อนคลาย คนจำนวนหนึ่งจึงคิดว่าไม่เสียเวลานักที่จะหยุดฟัง หรืออย่างน้อยก็เดินผ่านในอัตราความเร็วที่ช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย

วอนอูกำลังตัดสินใจว่าจะเป็นคนกลุ่มแรกหรือกลุ่มหลัง

เขาเหลือบเห็นผู้ชมบางคนเคาะนิ้วกับขาเบา ๆ ตามจังหวะ --- จังหวะที่ไม่ตรงกันเลยกับเสียงในหูเขา


มือเรียวเอื้อมไปขยับเฮดโฟนลงมาจนมันนอนอยู่ที่คอ เสียงใสของกีตาร์โปร่งในทำนองสบาย ๆ เข้ามาแทนทีเสียงเพลงเมื่อครู่


เขาไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้เหมือนผู้ชมคนอื่น แต่ตั้งใจมองคนที่โยกศีรษะไปมาเล็กน้อยตามจังหวะเพลงจนเกือบจบ  เสี้ยววินาทีที่กำลังจะหันหน้าไปทางอื่นถูกหยุดไว้ด้วยนัยน์ตาสีดำสนิท ทันทีที่ปะทะสายตากับเด็กหนุ่ม เด็กคนนั้นยิ้มกว้างจนฟันเขี้ยวเล็ก ๆ สองข้างโผล่ออกมา


เขาได้แต่คิดในใจว่าเด็กคนนี้แปลก ยิ้มให้เหมือนเป็นคนคุ้นเคยทั้งที่ไม่รู้จักกัน


แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเพลงที่เล่นถูกหู หรือรอยยิ้มที่ทำให้เขาเกรงใจ วอนอูก็หยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาเปิด

เมื่อพบว่าเหลือแต่ธนบัตรมูลค่าสูงเกินกว่าจะสละให้ได้ ก็ล้วงมือเข้ากระเป๋าแจ็กเก็ตเพื่อหาเหรียญ แต่มือสัมผัสได้เพียงสารพัดลูกอมที่เขาซื้อมาจากหน้าที่ทำงาน

สุดท้ายเขาก็ถือลูกอมหนึ่งกำมือเดินเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงอย่างประหม่า แล้ววางลูกอมสิบกว่าเม็ดไว้บนกระเป๋ากีตาร์ที่เปิดไว้ ซองลูกอมสีสดท่ามกลางธนบัตรสีชืดและเหรียญโลหะเรียกความสนใจให้เจ้าของกระเป๋า วอนอูเดินถอยออกมาเงียบ ๆ กำลังจะขยับเฮดโฟนที่คอขึ้นมาสวมอีกครั้ง


“รอเดี๋ยวก่อนครับ” เสียงทักจากฝ่ายตรงข้ามดังขึ้นมาขัด เขารีบหันหลังไปหยิบของในกระเป๋าเป้ใบที่วางอยู่ข้าง ๆ ฉีกกระดาษสมุดออกมาเขียนอย่างรีบร้อน แล้วใช้ทั้งสองมือยื่นให้


วอนอูสับสน แต่พอเด็กคนนั้นพยักหน้าให้แล้วยื่นกระดาษเข้ามาใกล้อีกพร้อมโค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างสุภาพ เขาก็รับมาแต่โดยดี


เก็บกระดาษใส่กระเป๋า สวมเฮดโฟนแล้วเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน




จอนวอนอูพึ่งได้เข้าทำงานพัฒนาเกมในบริษัทที่ใฝ่ฝันเป็นปีแรก การทำงานราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ปกติด้วยนิสัยเรียบ ๆ สบาย ๆ ไม่มีปากเสียงกับใคร  เสียแต่เขาใช้สายตามากกว่าเดิมในการเก็บทุกรายละเอียดเวลาสร้างฉากจำลอง จนต้องไปตัดแว่นกันรังสีมาใหม่และพกไปไหนมาไหนด้วยแบบจริงจัง จากแต่ก่อนพกแว่นสายตาธรรมดาเอาไว้เมื่อรู้ว่าต้องใช้กับการอ่านหนังสือตัวเล็ก ๆ เท่านั้น  

เขาใช้ชีวิตง่าย ๆ อยู่คอนโดใกล้ที่ทำงานห่างไปแค่สามสถานี วันหยุดก็อยู่ห้องทำงานต่อ เล่นเกม อ่านการ์ตูน หรือนอน อีกข้อเสียเดียวในชีวิตหลังเรียนจบคือความตื่นเต้นโลดโผนแทบจะหาไม่ได้ กราฟกิจวัตรเป็นเส้นตรงลากยาว สำหรับชายหนุ่มแล้วไม่เดือดร้อนเท่าไหร่นัก เพราะได้โลดโผนในเกมก็พอใจแล้ว


เขายืนจับราวบนรถไฟฟ้าใต้ดินพร้อมเพลงที่กดเล่นต่อจากที่ค้างไว้ แต่ไม่วายอยากรู้ว่าทำนองติดหูจากกีตาร์ตัวเดียวที่ได้ยินก่อนหน้าชื่อเพลงว่าอะไร

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ขึ้นมา จึงใช้มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ล้วงกระเป๋าหยิบกระดาษสมุดที่พับไว้ออกมาเปิดอ่าน  ลายมือธรรมดาเขียนด้วยหมึกปากกาสีน้ำเงินอ่อน แต่ตัวหนังสือสื่อใจความชัดเจน



ผมเห็นคุณถอดเฮดโฟน ไม่รู้ว่ากำลังฟังอะไรอยู่ แต่หวังว่าเสียงดนตรีของผมจะให้ความสุขได้คุ้มกับการที่คุณกดหยุดเพลงที่คุณชอบกลางคันนะครับ











2




วอนอูยังคงใช้ทางกลับบ้านทางเดิม ดูเหมือนว่าเด็กผู้ชายตัวสูงกับกีตาร์จะกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ตั้งหลักอยู่ระหว่างทางกลับบ้านเขาอย่างถาวร สำหรับวอนอูที่เก็บรายละเอียดสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา เขาเหมือนต้นไม้ต้นใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา วอนอูต้องใช้เวลาปรับตัวอีกนิดถึงจะชินตากับต้นไม้ต้นนี้

เขาทำอย่างเดิมเมื่อเดินผ่านเด็กคนนั้น ถอดเฮดโฟนลงมา ยืนฟังเสียงกีตาร์จนเพลงนั้นจบ


คนที่ตื่นเต้นเพราะได้ลูกอมคราวที่แล้วมองร่างโปร่งเดินล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตเข้ามาหา แต่สิ่งที่วางลงมาครั้งนี้ไม่ใช่ลูกอม เป็นเพียงเหรียญธรรมดา

ใจที่กำลังพองโตเหี่ยวลง เขาผิดหวังเล็ก ๆ ตามประสาวัยรุ่นที่ตั้งความหวังง่าย และไม่เข้าใจอันตรายจากความคาดหวัง


ก่อนผู้มาใหม่จะหันหลังกลับเดินออกไปเจ้าของกระเป๋ากีตาร์เอ่ยปากรั้งไว้เป็นครั้งที่สอง


“วันนี้ไม่มีลูกอมหรอครับ”


ชะงักเพราะเสียงเรียกเดียวกันกับเมื่อวาน เขาตอบกลับเสียงเบา “ชอบลูกอมมากกว่าหรอ”


เขาจะเอาเงินไปซื้อลูกอมก็ยังได้ แต่ความตื่นเต้นและความแตกต่างของสิ่งที่วางลงบนกลางธนบัตรย่อมไม่เหมือนกัน


เด็กหนุ่มจึงพยักหน้า


“เดี๋ยวฟันผุ”


แม้ที่จริงจะแอบเก็บเอาเรื่องลูกอมไปคิดแต่วอนอูก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ได้แต่ทิ้งท้ายเท่านั้นแล้วเดินจากไป คนที่เรียกร้องจะเอาของหวานแทนเหรียญโลหะมองคนที่ผ่านทางมาเดินผ่านไปเฉย ๆ




หนุ่มนักดนตรีเก็บกระเป๋ากีตาร์เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มห่างหายไปจากถนน เขามีความคิดเรื่องเล่นดนตรีกลางแจ้งได้ไม่นานและรู้สึกประหม่าเป็นบ้าในวันแรก ๆ ผลตอบรับไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่เขาคิด เงินในกระเป๋าไม่มากพอจ่ายค่าเทอมแต่พอจะคิดเป็นค่าอาหารและขนมได้อีกสบาย ๆ


เขาไม่ได้ขาดกำลังทรัพย์ ที่ขาดแคลนไปเห็นจะเป็นกำลังใจมากกว่า


ตั้งแต่ตัดสินใจไม่สอบเข้าเรียนในโรงเรียนดนตรีทั้งที่เป็นความฝันมาโดยตลอด เขาหาทั้งเวลาและข้ออ้างในการกลับไปสัมผัสเครื่องดนตรีเป็นครั้งคราว เมื่อภาระในสิ่งที่เลือกเพิ่มขึ้น ความฝันจึงลดความสำคัญลงมาเป็นงานอดิเรก ทว่าหัวใจที่เต้นแรงทุกครั้งเมื่อเสียงดนตรีกระทบหูเป็นหลักฐานชิ้นเด็ดที่มัดเขาอยู่กับความจริงว่าเขายังมีความรักให้อดีตความฝัน มากกว่าความจริงเป็นไหน ๆ


คิมมินกยูปิดประตูบ้านพร้อมตอบรับเสียงทักทายของทั้งพ่อ แม่ และน้องสาวที่นั่งพร้อมหน้ากันอยู่ในห้องนั่งเล่น พวกเขาแลกรอยยิ้มและถ้อยคำถามไถ่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มินกยูไม่ได้เล่าเรื่องคนที่หยุดฟังเพลงของเขา ได้แต่ยิ้มเป็นคำตอบเมื่อถูกถามว่าเป็นวันที่ดีไหมเท่านั้น
























3




ฝนตก ไม่มีทั้งเด็กหนุ่ม และพนักงานบริษัทสวมเฮดโฟน ถนนที่ไร้หลังคาโล่งกว่าปกติ มีเพียงบางคนที่ถือร่มรีบร้อนเดินฝ่าฝนไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเอง  ผู้คนส่วนใหญ่ยืนหลบฝนอยู่ในอาคาร

จอนวอนอูยืนมองหยดน้ำที่หล่นจากยอดใบไม้ลงไปบนพื้นดิน ดินบริเวณกว้างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจากการอุ้มน้ำไว้ ในหัวเขาคิดว่าจะมีฉากเกมใหม่ๆอะไรบ้างที่เกิดได้ในต้นไม้


คิมมินกยูที่เก็บเครื่องดนตรีเข้ากระเป๋าไปแล้วยืนมองคนไม่รู้จักที่เขามั่นใจว่าได้พบมาแล้วสองครั้งจากอีกฝั่งถนน ได้แต่คิดว่าแม้ฝนตกก็อาจเปิดโอกาสให้มีการพบกันครั้งที่สามได้ ถ้าหากว่าเขามีร่ม -- แต่เขาไม่มี
























4


ทั้งสองคนพบกันบนถนนเส้นเดิม เมื่อเพลงที่ชายหนุ่มจากที่ทำงานยืนหยุดฟังจบ ฟ้าก็ส่งเม็ดฝนเล็ก ๆ ลงมาปิดม่านการแสดง ผู้คนเดินเข้าหาที่หลบตามอาคาร บางคนที่ไม่กลัวว่าละอองฝนจะทำให้เป็นหวัดก็ไม่ได้ขยับตัวเร็วหรือช้าขึ้นแต่อย่างใด อย่างมากก็ยกสัมภาระขึ้นมาบังศีรษะแทนร่มเท่านั้น  วอนอูสะพายเพียงกระเป๋าขนาดกลางใบเดียว ไม่พกร่ม เพราะเกลียดน้ำหนักที่ถ่วงกระเป๋าจนปวดไหล่ ทุกวันได้แต่สวดมนต์ว่าฝนจะไม่ตก เขายกกระเป๋าขึ้นมากำบังฝน เดินล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบลูกอมออกมายื่นให้คนที่กางร่มเสร็จพอดี


ฝ่ายตรงข้ามรับลูกอมแล้วเป็นคนเริ่มบทสนทนาเอง “ยืมร่มผมได้นะครับ จะไปทางไหนหรอ”


ฝนตกเป็นความบังเอิญ แต่ร่มในกระเป๋ามินกยูคือความตั้งใจ


ทว่าวอนอูส่ายหน้า


“ไม่เป็นไรครับ ฝนก็ตกไม่หนัก ทางเดินไปก็ไม่ไกล อย่าลำบากเลยครับ” เขาเกรงใจที่จะรับความช่วยเหลือ เพราะต่างก็เป็นคนไม่รู้จัก “แล้วอีกอย่าง ถ้าให้ผมยืม คุณจะกลับยังไง”


“ผมมีสองคัน”


“คุณพกร่มสองคัน” เขาทวนประโยคเพราะประหลาดใจ ไม่ได้มีเจตนาจะถามย้อนใด ๆ สำหรับวอนอูที่ไม่อยากใส่ของที่มีน้ำหนักในกระเป๋า การแบกทั้งกีตาร์ ทั้งร่มก็ดูลำบากมากพออยู่แล้ว ยังจะมีมากกว่าหนึ่งคันเอาไว้เพื่ออะไร


“เพราะผมคิดว่าฝนอาจจะตก แล้วคุณก็อาจจะมา”


“ไม่คิดว่าผมจะพกร่มหรอ”


“ไม่รู้ครับ คุณอาจจะพกหรืออาจจะไม่พกร่ม ผมก็เอามาเผื่อว่ามันจะบังเอิญ” อาจจะไม่พกร่ม อาจจะได้คุยกัน อาจจะได้รู้จัก หรืออาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย นั่นเป็นสิ่งที่มินกยูคิดตอนเขาพับร่มคันที่สองใส่กระเป๋ามาด้วยก่อนออกจากบ้าน


วอนอูยังคงลังเลเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ร่มก็ได้ ฝนไม่ได้ตกหนักอะไร แต่เหมือนโชคจะเข้าข้างความหวังดีของหนุ่มแปลกหน้า เพราะทันทีที่พูดจบฝนก็เริ่มลงเม็ดหนักหน่วงขึ้น มินกยูยกร่มที่กางแล้วขึ้นบังฝนให้ฝ่ายตรงข้าม วอนอูยอมรับน้ำใจจากคนไม่รู้จักแต่โดยดี


“ผมจะคืนคุณได้ยังไง พรุ่งนี้คุณจะอยู่ที่เดิมไหม”


“ถ้าเจอกันก็เดินเข้ามาให้ก็ได้ครับ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ผ่านทางมา เราก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีก อย่างนั้นก็เก็บไว้เลยก็ได้”


“ผมกลับบ้านทางนี้อยู่แล้ว” พูดเป็นเชิงให้เขาเข้าใจว่าเขาไม่ใช่คนผ่านทาง และการกลัวจะไม่ได้พบกันหรือไม่ได้ของคืนเป็นเรื่องที่ไม่ต้องกังวล


“ถ้าอย่างนั้นก็พบกันใหม่ครับ”
















5


ไม่มีวี่แววของผู้ชายในชุดทำงานสะพายกระเป๋าข้างในเวลาที่เขาผ่านมาปกติ จนกระทั่งมินกยูตัดสินใจจบโชว์แล้วก็ยังไม่เห็นว่ามีใครผ่านมา เหมือนว่าร่มคันนั้นจะมีเจ้าของใหม่เสียแล้ว แต่เขาไม่ได้กังวลเรื่องร่มเลยซักนิด


ฝนตกลงมาอีกครั้งเป็นการตอกย้ำว่าฤดูฝนใกล้เข้ามามากแค่ไหน มินกยูเดินถอยหลังไปหลบใต้หลังคาอาคารที่ใกล้ที่สุด


แผ่นหลังที่เขาคุ้นเคยอย่างประหลาดสะกิดใจเด็กหนุ่มที่พึ่งเข้ามาใช้อาคารเป็นที่กำบัง เขาไม่ต้องตั้งคำถามอะไรมากขึ้นเมื่อเจ้าของหลังหันมาพร้อมกระเป๋าสะพาย ใบหน้าใสแสดงความประหลาดใจเพียงชั่วครู่ก็เปลี่ยนกลับไปเป็นสีหน้าเรียบอย่างเดิม เพิ่มด้วยรอยยิ้มจางที่อีกฝ่ายเกือบสังเกตไม่ได้


“คุณกลับทางไหน ไปรถไฟฟ้าใต้ดินหรือเปล่า”


วอนอูพยักหน้า


“ผมไปด้วยได้หรือเปล่า วันนี้ไม่ได้พกร่มมา”


วอนอูตอบกลับน้ำใจที่เคยได้รับด้วยการพยักหน้าอีกครั้ง



ท่าทางเคอะเขินแต่ตื่นเต้นเรียกความเอ็นดูจากฝ่ายตรงข้ามได้ไม่มากก็น้อย เขากล่าวขอบคุณแล้วยื่นมือออกมาแนะนำตัว “คิมมินกยูครับ”


“อ่า-  จอน วอนอู”       


“ผมถามอายุคุณได้หรือเปล่า”  


“หืม¨


กลัวว่าสิ่งที่ถามไปจะเสียมารยาทเขาจึงรีบชิงพูดก่อน “คือคุณดูโต เผื่อว่าผมจะได้เรียกคุณให้ถูก ผมยังเรียนมหา’ลัยอยู่เลยครับ”


“งั้นคุณก็เป็นน้องแล้วแหละ ผมเรียนจบแล้ว”


“ผมเรียกพี่วอนอูได้ไหม”







เสียงคนเดินคุย เสียงเหรียญที่หยอดลงตู้กดบัตรเดินทางชั่วคราว เสียงฝีเท้าของผู้โดยสารรถ ทั้งหมดไม่ได้แย่อย่างที่วอนอูคิดเมื่อมีเด็กตัวสูงข้างๆแย่งความสนใจไปหมด เขาดูตื่นเต้นทุกครั้งเวลาหาหัวข้อมาเปิดบทสนทนาใหม่ แต่ก็พูดจาฉะฉานสดใส เหมือนทำนองดนตรีที่เขาเล่นไม่มีผิด


“ทำไมพี่ไม่พกร่ม ทั้ง ๆ ที่มันใกล้จะเข้าหน้าฝนแล้ว


“มันหนัก ปวดไหล่”


“แล้วหน้าฝนพี่ก็ไม่พกหรอ


“ก็ดูพยากรณ์อากาศ แล้วรีบกลับก่อนมันจะตก ถ้ามันเลี่ยงไม่ได้จริงๆถึงจะพก


มินกยูไม่ได้ต่อบทสนทนาในทันที เขาทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ลังเลอยู่จนกระทั่งใกล้จะต้องเดินเข้าชานชาลาเขาถึงได้พูดขึ้นมา


“พยากรณ์อากาศมันไม่ตรงหรอก เดือนหน้าก็เข้าฤดูฝนจริงจังแล้ว เรากลับทางเดียวกัน.. ให้ผมเป็นคนพกร่มให้พี่ได้ไหม”






TBC





ธีมสวยหลายๆ

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

47 ความคิดเห็น