OS/SF l SEVENTEEN : Otra semana

ตอนที่ 12 : Gyuhan : 404 AU

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 177
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    19 ก.พ. 63



disclaimer
ภาษา : หยาบคายแบบทั่ว ๆ ไป
ธีม : ชิลมากพี่ ขายขำ
คู่หลัก : กยูฮัน

คู่รอง : วอนคุปส์ (แต่ตอนนี้ยังไม่ออก!)


SF // สี่ศูนย์สี่






“มึง”


“ไร”


“เกมคุง”


“ไม่ไปไอ้สัด จะไปนอนเก็บชั่วโมงชดเชย”

“ซักหน่อยดิ เครียด”


“ชวนเมษดิ มันกินข้าวอยู่โรงอาหาร”


“เมษไม่เล่นเกม”


“แต่มันไปเกมคุง มันชอบไป”


ธีระส่ายหน้าไม่รับเรื่อง ส่งสายตาผิดหวังให้เพื่อนสนิท

ไทม์มองความผิดหวังในตาเพื่อนอย่างไม่ยินดียินร้ายแล้วโบกมือลา  


เมษา หรือเมษ คือเพื่อนของเพื่อนสนิทธีระอีกที พอจะคุ้นเคยระดับที่แลกเบอร์โทรศัพท์ไว้โทรชวนกินบุฟเฟต์เวลาขาดคนบ้างเป็นบางครั้ง แต่ยังไม่คุ้นพอจะเปลี่ยนสรรพนามเรียกชื่อให้เป็นกันเอง

ภาพจำของเมษาคือสันจมูกดารา สูงเกือบเท่าประตูห้องเรียนรวม และเสื้อเรียบ


ส่วนที่รู้ว่าไม่เล่นเกมเพราะเคยชวนลงแรงค์มาแล้ว แต่ฝั่งนั้นปฎิเสธ


เอาเหอะ ก็ยังดีกว่าไปคนเดียว ลองไปชวนดูอาจจะฟลุ๊กก็ได้


พอรู้จากไทม์ว่าเป้าหมายอยู่โรงอาหารคณะแล้ว ธีระก็เดินหน้าหงอยไปชวนเพื่อนเกือบสนิทแบบเมษาอย่างไร้ความหวัง เขาเปลี่ยนสีหน้าแทบไม่ทันเมื่อร่างสูงในชุดนักศึกษาถูกระเบียบหัวจรดเท้าตอบรับคำชวนง่าย ๆ


เมษาอะนะ ไปทำอะไรร้านเกม







ไม่มีบทสนทนาของชายหนุ่มสองคนระหว่างเดินออกจากประตูหลังมหาลัย จุดหมายปลายทางของเขาอยู่ไม่ไกลจนเกินไป ใช้เวลาเดินเอื่อย ๆ จากคณะแค่สิบห้านาทีก็ถึง

เขาหยุดอยู่หน้าตึกแถวที่เรียงรายกันเป็นแลนมาร์กร้านอาหารของนักศึกษา ตึกริมสุดตึกเดียวเป็นสีส้มสดตัดกับกระจกร้านใสแจ๋ว มีป้ายสีแสดคงคอนเซ็ปสดใสจี๊ดจ๊าดให้โดนใจวัยรุ่น พร้อมตัวหนังสือสีขาวตัวใหญ่เขียนอยู่



Game Kung



ผิด ที่จริงมันไม่ใช่เกมคุง การเรียกชื่อคุณเกมแบบน่ารักใส ๆ สไตล์ญี่ปุ่นแบบที่คนครึ่งค่อนมหาลัยเรียกหรอก



พอผลักประตูเข้าไปก็สัมผัสกับแอร์เย็นฉ่ำและเครื่องคอมพิวเตอร์เรียงรายกันสี่แถวติด ลายตาไปด้วยเก้าอี้ใหญ่สีส้มที่มีคนจับจองไปแล้วบ้างพอประมาณ ธีร์หันไปหาเจ้าถิ่นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สีดำตัวเดียวที่ริมสุดติดประตูร้าน มือล้วงเป้ควานหากระเป๋าตังอย่างยากลำบาก ขณะเพื่อนร่วมทางล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเงินออกมาง่าย ๆ


เมษาส่งธนบัตรสีแดงให้เจ้าของร้านพร้อมประกาศเจตนารมณ์ “เอาถึงร้านปิด”


เจ้าของร้านตอกกลับก่อนจะรับเงินเสียอีก


“ทำไรนักหนา”


“มานั่งมองหน้าเจ้าของร้านอะ ได้ปะ”


“อย่ากวนตีน”

“กวนตีนหรือกวนใจ”


“มาดูใกล้ๆปะละว่าตีนหรือใจ”


ธีระผู้ไม่เข้าใจสถานการณ์หยิบเงินเจ็ดสิบบาทออกมาจากกระเป๋า


“พี่กุ้ง ผมเอาสามชั่วโมง”




ถูก ที่จริงที่นี่คือเกมกุ้ง ที่หมายถึงร้านเกมของกุ้ง เจ้าของกิจการที่นั่งอยู่หลังคอมเครื่องใหญ่ที่สุดในร้าน


เห็นเขาลือกันว่าพี่มันจบนิเทศ แต่พ่อเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์แถวชานเมือง เลยตัดสินใจทำงานเป็นคนนั่งเก็บค่าที่ ซื้อตึกใกล้มหา’ลัยไว้เป็นที่อยู่ ชั้นล่างเปิดร้านเกมเท่ๆสมใจวิญญาณเกมเมอร์ ชั้นบนเอาไว้นอน

นอกจากกุ้งที่เห็นหน้าเป็นประจำแล้ว ก็ยังมีเป็ด น้องชายที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่เทียวไปเทียวมานั่งเล่นที่ร้านข้างล่างบ่อย ๆ เวลาว่าง และพี่ปู พี่ชายที่เป็นฟรีแลนซ์ทำงานอยู่ชั้นบน เจ้าของข่าวลือหล่อลืมเดิน เพราะใครเห็นก็ต้องหยุดมอง เล่ากันว่าคนนี้หน้าตาดีที่สุดในบ้านแต่ไม่ค่อยออกมาให้เจอเท่าไหร่


สรุปบ้านพี่กุ้งมีแต่ผู้ชายและอุดมไปด้วยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์


ส่วนคนที่เข้ามาถึงก็ต่อปากต่อคำเหมือนเป็นเพื่อนเล่น คือเมษา ผู้สถาปนาตำแหน่งลูกค้าประจำให้ตัวเองมาซักพักใหญ่ ด้วยประสบการณ์ใช้บริการกว่าปีครึ่งทำให้เขาหึกเหิมและกล้าหาญ กับพี่กุ้งฉายาหมาไม่กล้ากัดก็ไม่กลัว สาเหตุที่ไม่เล่นเกมแต่มาเยี่ยมเยียนร้านเกมในฐานะลูกค้า เริ่มต้นมาจากการยึดร้านเกมเป็นที่พึ่งทุกอย่างของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น




  • โอกาสทางการศึกษา




“พี่กุ้ง!!! เปิดให้ผม!!”


นี่คือภาพของนักศึกษาปีหนึ่ง ภาคเรียนที่สอง ยืนตะโกนอยู่หน้าตึกสีส้มอย่างไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง หลังจากเทียวไปเทียวมาใช้ร้านเน็ตทำรายงาน ซื้อชั่วโมงนั่งตากแอร์นอนบ้าง ดูหนังบ้าง อยู่เกือบปีเต็ม เขาก็มั่นอกมั่นใจว่าสนิทกับเจ้าของร้านระดับที่บังคับให้มาเปิดร้านตอนไหนก็ได้


แต่คิดไปเองทั้งนั้น


เจ้าของถิ่นที่ยังอยู่ในชุดเสื้อยืดเซเว่นกางเกงนอนขายาวทำหน้าเหม็นเบื่อส่ายหัวปฎิเสธอยู่ข้างใน พอเห็นกิริยาแสดงการปฎิเสธแล้วเมษาก็ดึงเอาความก้าวร้าวขั้นสุดออกมาใช้


“ผมไหว้ก็ได้ เนี่ย นะนะนะ เห็นแก่เด็กตาดำๆนะ”


“ตัวเท่าควายเรียกตัวเองเด็ก”


“ควายก็ควาย พี่เปิดหน่อย พี่ครับบบ”


ไวไฟมหาลัยที่ทำน้ำตานักศึกษาร่วงมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยราย  มิหนำซ้ำ ห้องคอมฟรีไม่ต่างอะไรกับห้างสรรพสินค้าวันซูเปอร์เซลล์ วิ่งช้าหรอ อ่อนแอหรอ ก็ต้องไม่มีที่ยืนและพ่ายแพ้ไปตามระเบียบ เรื่องที่ต้องเสี่ยงแบบนั้นมันจะน่าเชื่อถือเท่าเน็ตเร็วแรงแซงนรกแบบร้านเกมพี่กุ้งได้ไงวะ


“จะเข้ามาทำไรตั้งแต่ไก่โห่ ร้านเปิดสิบโมง นี่พึ่งเก้าโมง”


“ผมลงทะเบียนเรียนรอบสอง เร็ว ๆๆๆ พวกลงแล้วเด้งมันต้องแย่งกัน มันเป็นสงคราม เก้าโมงครึ่ง เร็ว ๆๆๆ”


เจ้าของร้านถอนหายใจและหาวอย่างละหนึ่งครั้ง ก่อนจะยอมปลดล็อคประตูด้านใน ให้ลูกค้า(ที่คิดไปเองว่าเป็น)วีไอพีเดินเข้ามาใช้บริการ เมษายิ้มแก้มแทบปริ ขอบคุณจนกุ้งบอกให้หยุดเพราะรำคาญ


พี่กุ้งก็อย่างนี้แหละ หน้าเบื่อๆ เหมือนจะใจร้ายแต่ก็ใจดีจะตาย


การลงทะเบียนผ่านไปอย่างเต็มไปด้วยความหวัง เจ้าของร้านนั่งพิงเก้าอี้เล่นโทรศัพท์ เลื่อนๆไปก็หลุดยิ้มอารมณ์ดี หรือหัวเราะเบาๆออกมาบ้าง




เคยได้ยินปะว่าคนเรามันจะมีช่วงของการเอะใจอะไรบางอย่างในชีวิต มองสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันเราเปลี่ยนไปอย่างไม่มีสาเหตุ



เมษาที่หันหน้าไปหาต้นตอเสียงหัวเราะคิกคักโดยไม่รู้ตัวกระพริบตาสู้กับเสียงในหัวที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะสะบัดมันออกไปแล้วหันกลับไปคลิกยืนยันรหัสบนหน้าจอคอมพิวเตอร์


นักศึกษาถอนหายใจให้อนาคตที่แขวนอยู่กับความเร็วไวไฟ

พอระบบขึ้นข้อความ บันทึกสำเร็จ เขาถึงผ่อนคลายได้หนึ่งระดับ เหลือแค่รอลุ้นว่าจะได้ไหม



“ขอบคุณนะพี่” ลูกค้าหนึ่งเดียวเอ่ยขอบคุณเจ้าของร้านที่นั่งหมุนเก้าอี้เล่นโทรศัพท์อยู่ที่เก่า


“อือ” กุ้งเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย พยักหน้าตอบกลับให้เป็นพิธี แล้วกลับไปรัวนิ้วมือลงบนแฟ้นพิมพ์โทรศัพท์ตามเดิม



ถึงจะต้องจ่ายเงินอยู่แล้ว เขาก็ซึ้งใจที่พี่กุ้งอุตสาห์ปิดประตูให้เข้ามาใช้คอมทั้ง ๆ ที่ร้านยังไม่เปิด จนรู้สึกอยากจะให้อะไรตอบแทนตามประสาคนกตัญญูรู้คุณคน แต่ไม่มีอะไรจะให้นอกจากของในถุงโง่ ๆ ที่เขาซื้อมาจากหน้าหอตัวเอง เป็นสุดยอดอาหารรสชาติหวานสดชื่นที่เขากินแทนข้าวเช้าเป็นประจำ


เข้าไปกินในโรงอาหารก็ได้ คนเยอะหน่อย รอนานกว่าเดิมซักสิบนาที คงไม่ถึงกับทำให้เข้าเรียนสาย


จ่ายเงินค่าบริการแล้วก็อิดๆออดๆอยู่เกือบนาทีถึงยื่นถุงใส่สละลอยแก้วให้


“ผมให้” เขาพูกตะกุกตะกัก “อร่อยนะ”




“กินไม่เป็นอะ”




คนมีน้ำใจเกือบจะใจแฟบแล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่ต่อประโยคขึ้นมาก่อน



“แต่ก็ขอบใจ กินก็ได้ หิว” พูดแล้วก็หยิบถุงหูหิ้วออกจากมือเมษา เอาไปวางไว้บนโต๊ะตัวเอง ส่งเสียงกึ่งไล่กึ่งอวยพรตามมาทีหลัง “ตั้งใจเรียนละกัน”




สัด ...พี่กุ้งน่ารัก



เนี่ย เสียงในหัวมันดังขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีกแล้ว











  • เตียง


มือหนายื่นธนบัตรสีเขียวสองใบให้ “2 ชั่วโมง บ่ายแล้วปลุกผมหน่อยนะ มีเรียนบ่ายครึ่งอะ”


“กูถามจริง”


“เมื่อคืนไม่ได้นอนเลยเนี่ย นอนที่ห้องก็กลัวไม่ตืน ขี้เซาอะ เนี่ยถ้าผมไม่ตื่นอะ พี่ก็เขย่า เขย่า ๆๆ เลยนะ”


พูดจบก็ทิ้งตัวลงนั่งโต๊ะคอมที่ใกล้ที่สุดกับโต๊ะคอมเจ้าของร้าน กอดอกแล้วหลับไปแบบนั้น ทิ้งพี่กุ้งให้ยืนงงอยู่ที่เดิม ประสาทจะกินกับไอ้เด็กตัวใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการทำทุกอย่างยกเว้นเล่มเกม


หมันไส้จริง


มือล้วงกระเป๋ากางเกงตัวเองโดยไม่รู้ตัว หยิบเครื่องมือสื่อสารขนาดพอดีมือขึ้นมาเปิด


นอนแล้วไม่หล่อเท่าไหร่หรอกว่ะ เสร็จโจร


ไอโฟนถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธลับที่เก็บภาพหลุดชายหนุ่มนอนเผยอปากอยู่ตรงโต๊ะคอม


เขายักไหล่ให้รูปเด็กตัวโตในมือ วุ่นวายมากจะเก็บไว้แบล็กเมล์ ระวังไว้เหอะ




กุ้งกลับไปนั่งประจำที่โต๊ะ ใส่หูฟังดูแคสเกมฆ่าเวลา ไม่ใช่อะไรหรอก ถ้าขืนเข้าเกมแล้วติดลมเล่นไปเรื่อย ๆ ไม่จบตาซักที พอบ่ายโมงแล้วก็คงไม่ได้ลุกไปปลุกไอ้เด็กยักษ์ เดี๋ยวตื่นไม่ทัน เข้าเรียนสายก็ต้องฟังเสียงบ่นอีก


นับวันจะยิ่งทำตัวเป็นลูกเจ้าของร้าน น่ารำคาญชิบเป๋ง


จะว่าไป เคยถามเหมือนกันว่าไม่เล่นเกมแล้วมานั่งทำไมร้านเกมนักหนา ที่ห้องไม่มีโน้ตบุ๊กหรือไง ถึงต้องแบกหน้ามาทำรายงานมั่ง ดูซีรีย์มั่งที่ร้าน

เจ้าตัวบอกว่าไวไฟที่หอไม่สเถียรบ้างล่ะ แอร์ที่ห้องไม่เย็นบ้างล่ะ เปลืองไฟบ้างล่ะ สารพัดเหตุผล


แต่ก็เอาเหอะ จ่ายตังก็พอ










เที่ยงห้าสิบ เขากดหยุดวิดิโอ แล้วปฎิบัติภารกิจปลุกภาระตัวแทบจะใหญ่กว่าเก้าอี้


แต่เอาเท้าเตะเก้าอี้ก็แล้ว เรียกก็แล้ว ตีก็แล้ว ก็ยังฝันหวานไม่ยอมตื่นอยู่อีก ครั้นจะเขย่าอย่างที่เจ้าตัวบอกไว้ก่อนหน้าก็ดูท่าทางจะลำบาก


“บอกให้เขย่าไม่ดูตัวเลยนะ”  ด้วยความรำคาญปนสงสารว่านิสิตดีเด่นจะไปเข้าเรียนไม่ทัน กุ้งรวบรวมพลังจับไหล่คนนอนเหมือนตายเขย่าสุดแรง


แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นผล


“ไม่ตื่นอีก”


ยกแขนขึ้นหมายจะตีให้หายขี้เซาไปเลยซักสามปี แต่ยังไม่ทันได้ลงฝ่ามือก็โดนคนบนโต๊ะคว้าข้อมือไปจับไว้ก่อน


ทีอย่างนี้นะดันตื่นขึ้นมาทำไม


“เออ มึงตื่นซะทีเหอะ


เมษสลึมสลือขึ้นมอง สมองยังไม่ประมวลผมว่านอนอยู่ร้านเกม เลยนั่งค้างอยู่ที่เดิม แถมมือที่ยกขึ้นมาคว้าเจ้าของร้านไว้อัตโนมัติก็ค้างอยู่ด้วย จนคนโดนจับต้องท้วงขึ้นมา


“กูเจ็บไหมอะ”


“เอ้ย ขอโทษ” เมษลดมือกลับมาแทบไม่ทัน พี่กุ้งสะบัดข้อมือสองสามทีก็ออกปากไล่ต่อไม่ใบดีเลยซักนิด


“มึงไปเรียนดิ”


“พี่เจ็บมากไหมอะ ดูหน่อยดิ”


“ยุ่ง” เขาพูดแล้วเก็บข้อมือไม่ให้ดูเป็นเด็กๆ “ไปเรียน”



เมษน่ะ ไม่กลัวพี่กุ้งหรอกนะ แต่ถ้าโดนด่ามากๆก็ใจบางเหมือนกัน ดังนั้นแทนที่จะอยู่ต่อให้พี่เขาอารมณ์เสียแล้วแปลงร่างเป็นเครื่องด่าอัตโนมัติ ก็เชื่อฟังเขาแล้วไปเรียนดีกว่า

พอคิดได้ก็เลยเก็บกระเป๋าแล้วรีบออกจากร้านไป


ประตูร้านเกมปิดลงตามหลังนิสิตสุดเนี้ยบที่เสื้อยับเป็นครั้งแรกของเทอม


ก็เพราะไปบอกพี่กุ้งให้เขย่าเลย พี่กุ้งก็เลยเขย่าซะเสื้อตรงไหล่ยับยู่ยี่ไปหมด

เมษนึกแปลกใจตัวเองที่ไม่ได้อารมณ์เสีย หนำซ้ำยังเอื้อมมือไปจับเสื้อยับแล้วอมยิ้มไม่รู้ตัวอีก


บ้าแล้วปะ







  • คลับฟรายเดย์ (พึ่งค้นพบเมื่ออาทิตย์ก่อน)


“ร้านปิด เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือปิดช้าๆได้ไหมวันนี้”


เขายื่นเงินให้เจ้าของร้านพร้อมบอกความประสงค์ สังเกตได้ว่าวันนี้น้องชายสุดที่รักของพี่กุ้งมานั่งกดมือถืออยู่ในร้านด้วย


พี่กุ้งที่สังเกตความผิดปกติบางอย่างได้ไม่ได้รับเงินทันที แต่เอ่ยปากถามไถ่คนตรงหน้าก่อน “เป็นไรปะ”


“พี่รู้ได้ไงว่าผมเป็นไร


“หมามองยังรู้เลยมั้ง ตาแดงขนาดนี้”


“เลิกกับแฟน”


“เพิ่งเลิกหรอ”


“เหอะ เลิกมาจะปีนึงและ”


“ตัดใจไม่ได้”


“ตัดได้ แต่สามวันก่อนเขามาปรึกษาเรื่องแฟนใหม่ ไอ้ผมก็แนะนำอย่างดี” ตัวเอกของเรื่องเล่าพร้อมท่าทางประกอบ  “ว่าให้เลิกกันไปเลย แฟนแม่งนอกใจคบทำไม”


พี่กุ้งพยักหน้ารับเรื่อง  คนตัวสูงเล่าต่อ


“วันนี้มันดีกันและ” พูดแล้วก็ทำหน้าเศร้าซึมแบบที่คู่สนทนาคิดในใจว่าเหมือนลูกหมา “หมาเลย ก็เลยนึกถึงเรื่องแต่ก่อน แล้วแบบ เสียใจอะ”  


“ก็คือตัดใจไม่ได้ปะ คนตัดใจได้ที่ไหนเขาร้องไห้กันอะ” คนยืนฟังนิ่งๆมาตลอดเริ่มออกความเห็น


“สะอื้นนิดเดียวเหอะ”


“เอาที่สบายใจ”


“อยากกินสุกี้หมู” ลูกค้าจอมกวนเห็นว่าให้เอาที่สบายใจเลยเปลี่ยนเรื่องเข้าหาของกิน


(ของกิน = สบายใจ)


บอกเมนูในใจแล้วมองคนอายุมากกว่าอย่างคาดหวัง คนถูกมองจับอารมณ์อะไรไม่ถูก จะเอาอะไรก็ไม่พูดตรง ๆ ยืนส่งสัญญาณทิพย์ใครจะเข้าใจวะ


“อยากกินสุกี้หมูอะ เมื่อเย็นอยากกินแตงโมปั่นร้านก็ปิด แฟน(เก่า)ก็ไม่รัก คอก็แห้ง มันหนักหนาเกินจะรับไหวแล้ววันนี้ พี่ได้ยินไหมว่าผมอยากกินสุกี้หมู”


“แล้วจะให้ทำไง"


“มันมีร้านสุกี้ไม่ใช่หรออีกฝั่งอะ”


“ก็ไปดิ”


“ให้ไปคนเดียวเลยหรอ”


เจ้าของกิจการจ้องหน้าลูกค้าแบบไม่เชื่อหู ทำความเข้าใจความต้องการคนตรงหน้าแล้วก็...ยอมแพ้ จำต้องหันไปบอกน้องชายที่ก้มมองโทรศัพท์แบบตั้งอกตั้งใจ



“เป็ด ดูร้านที ¨


“พี่กุ้งไปไหนอะ” เขาถามกลับทั้งๆที่สายตายังอยู่ที่เดิม


“พาหมาไปกินข้าว”











คนอกหักมัวแต่จดจ่อกับการรอสุกี้จนไม่มีเวลาได้อึดอัด ขณะที่เจ้าของร้านเกมนั่งสั่นขาเป็นเจ้าเข้าทบทวนอยู่ว่าทำไมต้องพาหมามากินสุกี้ด้วย

น้องกูก็ไม่ใช่


“พี่ไม่กินหรอ”


“ไม่ชอบกินสุกี้”


“แล้วพี่ไม่หิวหรอ” เขาพยายามต่อบทสนทนาที่กำลังจะตายด้วยการถามไถ่เรื่องปากท้องอีกคน


“กินข้าวแล้ว”


“อ๋อ” ทำไมพูดกับพี่กุ้งนอกร้านมันประหลาดแบบนี้ คนอายุน้อยกว่าก็อธิบายไม่ถูก “โอเค”


ขอบคุณชามสุกี้ที่มาช่วยทลายความกังวลในหัวเมษา กลิ่นหอมของน้ำซุปร้อนแบนความสนใจเขาจาก พี่กุ้ง มาเป็น น้องหมูนุ่ม ในภาชนะสีขาวแทน


ตะเกียบพร้อม ช้อนพร้อม เมษาพร้อม เขาจับตะเกียบคีบวุ้นเส้นขึ้นจรดริมฝีปาก


แต่ว่าเอาเข้าปากไม่ได้


“ร้อนจะตาย กินไม่เป่าได้ยังไง”  


เพราะมีมือคนมาจับไว้อยู่


“อ่อ” เขาลดมือลงมอง แอบงอแงกับคนที่ขัดขวางความสุขในการกินตรงหน้า


“เดี๋ยวปากก็พองหรอก”


เจ้าของมือที่จับตะเกียบเตรียมส่งอาหารเข้าปากเปลี่ยนมาเป่าวุ้นเส้นอย่างเชื่อฟัง แต่ไม่วายแอบบ่นในใจไปด้วย บ้าน่า เรายอมให้ใครมาบงการชีวิตเราแบบนี้ได้ไง แต่ก็บ้าน่า แบบนี้คือกำลังถูกเป็นห่วงหรือเปล่า ทำไมมันจั๊กจี้บอกไม่ถูก



พี่กุ้งยังคงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในบรรยากาศอึดอัดบอกไม่ถูก มองนักศึกษาฝั่งตรงข้ามเป่าสุกี้แบบไม่มีความคิดเห็นเพิ่มเติม ในใจก็ได้แต่คิดว่าทำไมมันอึมครึมนี้วะ เมื่อไหร่จะกินเสร็จจะได้แยกย้ายกันซักที


เมษาคีบวุ้นเส้นที่เป่าเข้าปากไปสองคำก็แล้ว สามคำก็แล้ว พี่กุ้งก็ยังนั่งอึดอัดจังอยู่ที่เดิม



จนเขากินไปได้ครึ่งชาม ถึงได้มีเสียงโทรศัพท์จากสวรรค์ดังขึ้นมาทำลายความเงียบระหว่างคนทั้งคู่


กุ้งคว้ามือถือบนโต๊ะมากดรับโดยไม่รอให้มันสั่นเป็นครั้งที่สอง


“ฮัลโหล…. ไรพี่ปู….   อยู่ร้านสุกี้”



“เดี๋ยวกุ้งซื้อกลับไปให้ โอเค.. ได้”



คนที่ก้มหน้าก้มตาสูดวุ้นเส้นอยู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาแสดงความเห็น “พี่แทนตัวเองว่ากุ้งหรอ น่ารักสัดอะ”


“อะไรนะ”


“ครับ”


“อะไร ก็เมื่อกี้พูดด้วยไม่ใช่หรอ"


“พูดหรอ”


“พูด”


“พูดว่าไร”


“จำไม่ได้หรอว่าพูดว่าไร”


“ไม่นะ บอกหน่อย”


“ไม่บอก กินไปดิ”


คนอายุน้อยกว่ายิ้มแห้งรับคำตอบ เขาก็ถามให้มั่นใจไปอย่างนั้น อันที่จริงถึงไม่บอกก็นึกได้  เพราะวันนี้เมษาจะไปเขียนในไดอารี่ให้จำไปจนตายเลย


หลุดปากว่ะ ความคิดนี่มันยังไงวะ อยู่ในใจก็ดีอยู่แล้ว สะเหล่อออกมาทางปากทำไมอะ













คนเรามันจะใจง่ายได้ขนาดไหน แค่เขาใจดีด้วยหน่อยก็จะใจโอนใจอ่อนไปหาเขาเลยหรอ



ตั้งแต่อาทิตย์นั้นโลกของเขาสับสนบอกไม่ถูก เขาเลยเลือกที่จะไม่ไปฝากชีวิตไว้กับร้านเกมซักพักเผื่อจะฟุ้งซ่านน้อยลง

ซักพักผ่านไปถึงวันที่หก เมษากำลังเคี้ยวข้าวไปสำรวจความคิดตัวเองไปว่าฟุ้งซ้านน้อยลงหรือยัง ที่จริงคำตอบคือไม่แน่ใจเรื่องนั้นเท่าไหร่ ที่แน่ใจอย่างเดียวคืออยากไปร้านเกม ไม่ได้นั่งเก้าอี้ส้มแล้วมันว้าวุ่นแปลก ๆ


แล้วโลกก็ส่งธีระมาพอดิบพอดี



หลังจบการแลกเปลี่ยนเงินเป็นกระดาษเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ ธีระพร้อมจะกระโดดเข้าโลกเสมือนจริงและฟาดฟันศัตรูในอินเทอร์เน็ต แต่เมษายังยืนนิ่งอยู่หน้าคอมเจ้าของร้าน เขากำลังจะถามว่ารออะไร พอดีกับที่เพื่อนตัวสูงเอ่ยปากพูดกับคนหลังคอม



“พี่กุ้ง คิดถึงว่ะ”



เอาหน่อยว่ะเมษ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไม่ได้เห็นหน้ากันมาหกวันเชียวนะ ลองชงดูเผื่อพี่มันจะเล่นด้วย


ธีระมองหน้าเพื่อนสลับกับเจ้าของร้านเลิ่กลั่ก มันมีอะไรเกี่ยวกับผู้ชายท็อปเซกกับพี่Kung_Zaa666 ที่เขาไม่รู้วะ

ไม่รู้ว่าสายตาเมษาออกจะเป็นประกาย เสริมด้วยยิ้มอ่อนๆ จริงๆ หรือว่าเขาอ่านการ์ตูนมากไปจนเพี้ยน แต่ที่แน่ๆ ชัดเจน ไม่เบลอและไม่เพี้ยน คือพี่กุ้งเงยหน้าขึ้นมาตอบ



“เหี้ยไร เพ้อเจ้อ”











‘’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’


ร้านคอมมันจะไม่มีแล้วปะ พูดจีงๆ

AU ที่แปลว่าเป็นธีมเรื่องที่ต่อเมื่อมีแรงบันดาลใจ แง ก็คือจะมาเป็นสั้นๆนะคะ

ขอบคุณค่า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

47 ความคิดเห็น

  1. #47 TtTtTtTyyyyyyy (@TtTtTtTyyyyyyy) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 21:11
    น่าร้กากากาาก
    #47
    0
  2. #36 shiroi_orion (@shiroi_orion) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 02:02
    ความน่ารักแอคแทคมากกกกก ฮือออออออ
    #36
    0
  3. #33 Mermaidtears (@scopianking) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 22:57

    เงอะ... อิตรงท้ายนี่หลุดขำเลยอ่ะ

    #33
    0
  4. #27 NnewYns (@newyanisa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 00:13
    น่ารักง่ะ อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆแย้ววว
    #27
    0