โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 8 : เรื่องราวของผู้กล้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    6 พ.ย. 63

‘ซากอารยธรรมที่หลงเหลือ’

นั่นคือชื่อที่ผู้คนยุคหลังเรียกเศษซาก‘เทวสถาณ’ซึ่งหลงเหลือเอาไว้เบื้องหลังของเหล่าเทวทูต

มันเป็นเพียงเศษซากปรักหักพังสำหรับจอมมาร...แต่สำหรับผู้มีชีวิตทั้งหลายมันคือ‘ขุมทรัพย์’

เงินตรา ทองคำ อัญมณี สินแร่ต่างๆ หรือแม้แต่สมบัติ ทุกสิ่งอย่างล้วนหาได้จากนครที่ร่วงหล่นแห่งนี้

รวมไปถึงวิทยาการหรือองค์ความรู้ล้ำสมัยเองก็สามารถหาได้จากที่นี่เช่นกัน

‘ยุคสมัยแห่งสงคราม’ปะทุขึ้น...ทว่ายุคสมัยแห่งการ‘ผจญภัย’ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเช่นกัน

‘สงครามน่ะถือเป็นเรื่องระหว่างประเทศและผู้นำระดับสูงทั้งหลาย...นั่นหาใช่เรื่องของปถุชนคนธรรมเช่นพวกข้าไม่?’

นั่นเป็นคำพูดที่ใครสักคนในยุคสมัยนั้นได้กล่าวเอาไว้...ว่ากันไว้ว่าเขาคือนักผจญคนแรกที่สามารถพิชิต‘วงกตแห่งท้องนภา’ได้เป็นที่ประจักษ์

ด้วยคำกล่าวสั้นๆ...พร้อมทองคำจำนวนมาก เพียงแค่นั้นก็มากพอจะทำให้ผู้คนมากมายหลั่งไหลไปยัง‘ซากอารยธรรมที่หลงเหลือ’

แน่นอนว่ารวมถึง‘ตัวเอก’หนังภาคแรกของเราด้วย

อ่า...พวกคุณเข้าใจไม่ผิดหรอก ว่าผมกำลังพูดถึง‘ผู้กล้า’คนแรกอยู่

ผมเองก็ไม่รู้จะสาธยายให้มันยืดยาวยังไงดีเหมือนกัน...คร่าวๆก็คือไอ้หมอนี่มันยาจกจนต้องหาเงินโดยไม่เลือกวิธีการ

เรื่องของผู้กล้าเอลเดียร์ไม่ได้มีอะไรที่มันซับซ้อน...เขาก็แค่‘มนุษย์’คนหนึ่งที่‘อัปโชค’จนถึงที่สุด

กำพร้าพ่อแม่ เติบโตมาข้างถนน สูญเสียคนรัก ไม่ว่าจะมองมุมไหนหรือให้ใครมอง คำตอบที่ได้ก็คงเหมือนๆกัน

นั่นคือน่าสงสาร

ตัวผมเองก็เห็นตรงกับพวกคุณเหมือนกัน...

จะด้วยความโชคร้ายของเจ้าตัวหรือเพราะถูกชะตากลั่นแกล้ง...เลยทำให้เขาเป็นมนุษย์แรกที่ได้สำผัส‘ดาบศักดิ์สิทธิ์’ซึ่งหลับไหลอยู่ภายใต้พระราชวังศ์

ความอัปโชคเล่นงานเขา...อย่างที่ผมบอกไป ว่าเจ้าตัวเป็นมนุษย์ที่มีแต่ความ‘อัปโชค’ 

นั่นจึงเป็นเหตุให้ดาบ‘เลือก’ตัวเขาเป็นนายของมัน

อา...ดาบเวรนี่เหมือนผู้สร้างของมันไม่มีผิด

เอาเป็นว่าผมพอแค่นี้ดีกว่า...

สรุปเลยละกัน เรื่องราวของผู้กล้าคนแรกสั้นๆเลยก็คือ‘เถรตรง’...ซึ่งตรงสมชื่อตามตัวอักษร

ถูกดาบชักจูง ยุยงปลุกปั่น เริ่มจากการมอบความปราถนา...แล้วจบลงด้วยการถูกดูดกลืนพลังชีวิตจนหมดสิ้น

วาระสุดท้ายของเขาหาได้จบด้วยน้ำมือของผม...แต่เป็นเพราะพลังชีวิตหมดก่อนจะได้ลงดาบ...

ช่างน่าสงสารๆ...แถมยังไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับผม อะไรจะน่าสงสารขนาดนั้น?

เอาเถอะ...

ถึงเรื่องราวจะน่าเศร้า แต่เพราะวีรกรรมของเขาเลยทำให้โลกรับรู้ว่ายังมีสิ่งที่ทรงอนุภาพพอจะต่อกรกับจอมมาร (เอาจริงๆคือผมออมมือให้หรอก)

ดาบได้ถูกกู้คืนโดยโบสถ์ใหญ่—คาซาร์เดียร์

โบสถ์ใหญ่คืออะไร? คือเรื่องของโบสถ์มันยาวน่ะ...เอาเป็นว่าผมขอไว้เล่าที่หลัง

นั่นสินะ เอาไว้ผมไปขอให้ซิสเตอร์‘ฟรานซิสสก้า’เล่าให้ฟังน่าจะดีกว่า...

เอาล่ะ ต่อไปก็เป็นเรื่องของคนที่สอง

คนที่สอง...บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยถูกกับเขาสักเท่าไหร่ จะว่าไงดี...คือเขาค่อนข้างเป็นคนน่ารำคาญน่ะ

อุปนิสัยเองก็แตกต่างจากคนแรกราวน้ำกับน้ำมัน...เจ้าแผนการ เล่ห์เหลี่ยมเยอะ แถมเจ้าตัวยังเป็นพวก‘ทะเยอทะยาน’อีก

ถ้าเปรียบคนแรกเป็น‘คนธรรมดา’ หมอนี่ก็คงราวๆ‘แม่ทัพ’ที่เหลี่ยมจัด—ซึ่งก็ไม่แปลก

ก็เพราะมิคาชาร์ก็เป็นแม่ทัพจริงๆ เพียงแต่ไม่ใช่ทางฝั่งของมนุษย์อย่างคนก่อนหน้า 

แต่เป็น‘เอลฟ์’

ถึงตัวผมจะไม่ค่อยชอบเขาเป็นการส่วนตัว แต่เรื่องราวของผู้กล้าคนนี้ถือว่าสนุกเอามากๆ

ผมพูดไว้สินะว่าผู้กล้าคนนี้แตกต่างจากคนแรก...นั่นน่ะรวมไปถึง‘วิถี’ของผู้กล้าของตัวเขาด้วย

หากเรื่องราวของผู้กล้าเอลเดียร์การต่อสู้เพื่อความปราถนาอย่างตรงไปตรงมา

ตัวของผู้กล้ามิคาชาร์ก็คงเป็นเกมการเมืองและสงครามสุดแสนจะบิดเบี้ยว

มันคือเรื่องราวการชิงไหวชิบพริบ...แย่งชิงและกดขี่ตามแบบฉบับขุนนาง

ตัวผู้กล้ามิคาชาร์นั้นเป็นลูกนอกสมรสของขุนนาง‘ตกอับ’รายหนึ่ง เขาถูกเลี้ยงดูมาราวกับสัตว์เลี้ยงที่มีวรรณะต่ำที่สุดในบ้าน

ผมคงไม่ต้องบอกนะว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงมาในสภาพแวดสุ่มเสี่ยงต่อความเครียดและเก็บกดเช่นนี้จะเติบโตมาแบบไหน?

นั่นแหละ...

ผู้กล้ามิคาชาร์เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีนิสัยบิดเบี้ยว...ตัวเขามีภูมิคุ้มกัน ไม่สิ ตัวเขานั้นไม่สามารถเชื่อใจคนอื่นได้

สำหรับเขาเอลฟ์หรือเผ่าพันธุ์อื่นก็ไม่ต่างอะไรจาก‘เครื่องมือ’

เพราะเชื่ออย่างสุดใจว่าทุกคนล้วนเหมือนกันหมด

แต่ด้วยความโชคดีในโชคร้ายของตัวเขาเอง ทำให้เขาสามารถรับรู้ได้ว่าจะรับมือกับคนอื่นๆที่ไม่ใช่ตนยังไง

ด้วยสติปัญญาและความคิดอ่านที่อยู่สูงกว่าคนอื่น ทำให้มิคาชาร์นั้นสามารถสลัดตัวเองออกมาจากตะกลูของเขาได้

เริ่มจากเป็นครูสอนเวทย์ ก่อนจะค่อยๆยกระดับตัวเองเป็นนักวิจัยของกองทัพ มิคาชาร์สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ตลอดครึ่งศตวรรษ 

จนท้ายสุดก็กลายเป็น‘ขุนนาง’ด้วยผลงานของตัวเอง

คนเราพอกอบโกยจนได้ดิบได้ดีแล้ว...ก็มักมีอะไรที่ไม่ดีติดสอยห้อยตามมาราวกับเนื้องอกมาด้วยเสมอ

มันอาจจะมาในรูปแบบของ‘เพื่อนร่วมรุ่น’ไม่ก็‘ญาติห่างๆ’

แต่ในกรณีของมิคาชาร์อาจจะต่างออกไปเล็กน้อย...ไม่อาจสิ? จะแบบไหนก็เหมือนกันนี่หว่า?

นั่นสินะ ลองเดามั้ยว่าพยาธิสายพันธ์ุไหนกันที่โคจรมาทะลุหมู่ดาวมาเพื่อพบกับมิคาชาร์กัน?

....

เฉลย—ผู้ที่รวดเร็วยิ่งกว่าใครที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น...

ก็คือบิดาของเขาเอง แหม...ถึงผมไม่เฉลยพวกคุณก็น่าจะรู้กันอยู่แล้ว

ตรงส่วนนี้ผมขอไม่ลงลึก...หลักๆเลยก็คือมาทวง‘บุญคุณ’ ตามแบบฉบับพลอตเรื่องดาดๆ...

ผลสรุปเองก็เป็นไปตามคาดเช่นกัน?

มิคาชาร์ไม่ได้สนใจใยดีพ่อแท้ๆของตัวเองเลยแม้แต่น้อย...เขาทำเหมือนกับเอลฟ์ชราตรงหน้าเป็นเพียง‘ผู้บุกรุก’

ผู้บุกรุกก็ต้องโดนปฏิบัติแบบผู้บุกรุก...มิคาชาร์ทำการ‘ส่งแขก’บุคคลตรงหน้า

โดยการสั่งให้ยามมาลากผู้บุกรุกออกไป...

พลอตเรื่องของมิคาชาร์เริ่มกลายเป็นหนังเกรดบี...ผลรับหลังจากไล่พ่อแท้ๆของตนเองก็เดาได้ไม่ยาก

คำกรนด่า คำสบประมาท หรือ แม้กระทั่งคำดูถูก...คำให้ร้ายทั้งหลายพลั่งพลูออกมาจากเขื่อนใต้จิตใจ

มิคาชาร์ทำเป็นไม่สนใจ เขาปล่อยผ่านคำพูดอันไร้แก่นสารของชายชราตรงหน้าราวกับมันก็แค่เสียงเห่าของสุนัขตัวเล็กๆ—ที่ไม่มีปัญญาจะกัดตัวเองได้

จนกระทั่ง...

“สักวันแกจะต้องพบจุดจบ ชีวิตของแกต่อจากนี้คือนรก!จงเสียใจที่ถอดทิ้งฉันคนนี้เสียเถอะ!”

เพียงแค่คำพูดเดียว? เพียงแค่ไม่กี่ประโยค? ความโกธที่เคยลืมเลือน...บัดนี้เริ่มรุกโชนขึ้นอีกครั้ง

นรกงั้นหรือ? เสียใจงั้นหรือ? อะไรกันล่ะที่จะทำให้ฉันเสียใจ?

ถ้าผมเป็นมิคาชาร์ก็คงจะรู้สึกทำนองนี้ได้ แล้วก็ตรงจุดนี้เองที่ผมรู้สึกว่าผู้กล้าคนนี้น่าสนใจ

อะไรน่ะหรือที่น่าสนใจ? อ่า~คนเราน่ะเวลาโกรธจะทำอะไรก็ได้ถูกมั้ย?...ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ

มิคาชาร์นำ‘หลักฐาน’จำนวนมากซึ่งไม่รู้มาจากไหนนำไปให้กับทางโบสถ์

ตัวหลักฐานระบุว่าพ่อของเขาเกี่ยวข้องกับปีศาจ...ซึ่งในทางกฎหมายเมื่อราวๆหนึ่งพันปีก่อนถือว่ามีความผิดร้ายแรง

เรื่องกฏหมายน่ะช่างเถอะ...

คร่าวๆก็คือตัวหลักฐานมีความชัดเจนเป็นอย่างมาก...ว่าข้อมูลต่างๆของกองทัพรั่วไหลไปยังฝั่งตรงข้าม

นั่นจึงส่งผลให้ชายชราซึ่งเป็นพ่อแท้ๆของเขาถูกประหารในเวลาต่อมา

วาระสุดท้ายของชายชรานั้นมีแต่รู้สึกความเคียดแค้น...ส่วนมิคาชาร์น่ะหรือ?

ได้ความดีความชอบจากประเทศและโบสถ์ไปเต็มๆ บรรดาศักดิ์สูงขึ้น...แถมยังได้รับ‘นามของพระผู้เป็นเจ้า’ซึ่งพระเจ้าตั้งให้อีกด้วย

แล้วมิคาชาร์เอาหลักฐานพวกนี้มาได้ยังไง? แน่อยู่แล้วว่าต้อง‘ปั้นน้ำเป็นตัว’...โดย‘ลูกน้อง’มากความสามารถล่ะนะ?

ส่วนจะยังไงเดี๋ยวผมจะสรุปให้ฟังอีกที...

พิธีจะเริ่มที่‘โบสถ์ใหญ่’...ก่อนเริ่มพิธีมอบนาม มิคาชาร์ต้องรับพรจากบาทหลวง ทว่าในตอนนั้นเอง

แสงสว่างก็หวนคืนอีกครั้ง...

มิคาชาร์ถูกดาบเลือก...ดาบศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่เคยเลือกใครมาตลอดครึ่งศตวรรษได้เลือกเขาเป็นนายคนต่อที่สองต่อจากผู้กล้าเอลเดียร์

นั่นเท่ากับว่ามิคาชาร์ก็คือผู้กล้าคนที่สอง...

ความดีใจ ความหวัง ความรู้สึกยินดีมากมายหลั่งไหลมากจากทั่วสารทิศ 

ผู้กล้าคนใหม่ถือกำเนิด นามของเขาคือเอฟีดร้า 

‘ความหวัง’ของทุกสรรพสิ่ง...

ฟู่ววว~อาจจะยาวไปสักหน่อยสำหรับผู้กล้าคนที่สอง 

แหม...พออวยใครแล้วจะพูดมากเป็นพิเศษแบบนี้แหละ ก็อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ว่าเรื่องราวของผู้กล้าคนนี้น่าสนใจ

เข้าใจนะว่าพลอตเรื่องแนวตัวเอกทะเยอทะยานน่ะเห็นจนเบื่อแล้ว...แต่จุดที่น่าสนใจคือตัวเอกของเราที่แทบจะไม่ไว้ใจใคร—กลับได้รับความเชื่อใจอย่างล้นหลามจากผู้คนรอบข้าง?

ไม่คิดหน่อยเหรอว่าเรื่องราวมันแปลกน่ะ?

เอาล่ะ...มาสรุปเรื่องราวของผู้กล้าคนนี้กันเลยดีกว่า

หืม? จะไม่เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสงครามหน่อยหรือ? ก็นั่นไง...ผมรู้สึกเบื่อหมอนี่ก็จากจุดนี้แหละ

จริงๆจะเล่าก็ได้ แต่บอกตามตรงว่าโคตรน่าเบื่อเลย อารมณ์แบบดูหนังก็อปเกรดบีแนววางแผนการรบเป๊ะๆ

เชื่อเถอะว่าคุณไม่อยากรู้หรอก...สู้ให้ผมสรุปตอนจบเลยยังจะดีซะกว่า

จะเริ่มสรุปจากตรงไหนดี? อ่อ...นั่นแหละๆ

อุตส่าห์มีศักยภาพพอที่จะเปลี่ยนแปลงยุคสมัยอันเน่าเหม็นนั่นได้แท้ๆ แต่หมอนี่ก็ดันเป็นพวกหน้าเบื่อจนได้

ยังไง? ก็แทนที่จะเอาไอ้ความสามารถนั่นไปพัฒนา‘ประเทศ’ของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น เจ้าตัวดันมาสนใจแต่‘สงคราม’เสียอย่างนั้น...

เฮ้อ...ไอ้ผมก็อุตส่าห์ลงทุนส่ง’ลูกน้อง’มือดีเข้าไปทำงานเพราะหวังว่าตัวเขาจะสร้างประเทศที่ดีในอนาคต

แต่สุดท้ายก็เหลวเป๋ว...หมอนี่มันบ้าอำนาจซะจนกรู่ไม่กลับ

ผลรับโดยรวมที่ผมได้จากหมอนี่มีเพียงแค่คำว่า’เสียเวลา’และ‘ไร้ค่า’

ตัวผมซึ่งรังเกียจคำว่า‘ไร้ค่า’เลยต้องจำใจล้มกระดานหมากของตัวเองทิ้ง

คำสั่งเดียวที่ผมจะมอบให้กับลูกน้องของตนซึ่งทำหน้าที่มือขวาของศัตรูก็คือ...

“นำหัวของผู้กล้ากลับมาให้ข้าเสีย...”

ถึงตัวผมจะเกลียดความไร้ค่าก็จริง...แต่ในทางตรงกันข้ามตัวผมก็เชื่ออย่างสุดใจเหมือนกันว่าไม่มีอะไรที่ไร้ค่าอย่างแท้จริง

หัวของผู้กล้าถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีเชียวล่ะ...

ส่วนเรื่องที่ลูกน้องของผมเด็ดหัวของผู้กล้าได้ยังไงนั้น...เอาเป็นว่าผมบอกแค่อีกฝ่ายเป็นพวกใช้มันสมองก็คงพอเนอะ?

หลังจากที่ผู้กล้ามิคาชาร์ตาย...บ้านเกิดของเขาก็ถูกกองทัพของปีศาจเข้ายึดครองโดยทันที...

แล้วก็เป็นอันปิดตำนานของผู้สุดอาภัพรายนี้

ต่อไปก็เรื่องของคนที่สามสินะ?

อ่าาา...ผมไม่ค่อยอยากจะเล่าเรื่องของเขาเลยแฮะ จะว่าไงดี คือเขาเป็นมนุษย์ที่ตัวผมยอมรับว่าเขาดีพอ

อัลเลนเกิดมาในฐานะ‘นักบุญ’...นักบุญในที่นี้ผมไม่ได้พูดถึงอาชีพหรือชาติกำเนิดของเขา

แต่เป็นสิ่งที่เขาเป็น

อัลเลนเป็นมนุษย์ที่ผมขอให้นิยามกับเขาว่าเกิดมา‘ผิดยุคสมัย’

เขาเป็นผู้กล้าที่ยอมโดนหลอกใช้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อมั่น—ว่าสักวันทุกเผ่าพันธ์ุสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้

หรือคือตัวเขาดีเกินกว่าจะทำเรื่องเลวๆกับคนอื่นได้

อัลเลนใช้เวลาชีวิตส่วนใหญ่ของเขาอยู่กับกองทัพ...ทำตามหน้าที่อย่างเคร่งคัด ฝึกฝนตัวเองไม่มีตกหล่น 

ถ้าคนแบบเขาเข้าทำงานตามบริษัทที่ฮาร์ดเซลหน่อยๆ...ผมมั่นใจเลยว่าเขาต้องได้รับตำแหน่งพนักงานดีเด่นแน่

แต่ก็นั่นแหละ...อย่างที่ผมพูดไปว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน 

มันเท่ากับว่าเขาละเลยครอบครัวของตัวเอง ภรรยา เหล่าลูกๆ อัลเลนละเลยพวกเขา—อย่างไม่ได้ตั้งใจ...

อย่างที่ผมบอก...ว่าตัวเขาใช้เวลาชีวิตส่วนใหญ่ไปกับหน้าที่การงาน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเขาถึงไม่มีเวลาให้กับครอบของครัวของตัวเอง

เพราะอะไรเขาถึงต้องทำขนาดนั้น? ถ้าขาดเดาจากคำที่‘เขาพูด’ออกมาว่า...

ตัวข้าไม่อยากเห็นใครต้องทุกข์ทรมาณอีกแล้ว”

ผมเดาว่าตัวเขามีอดีตอันเลวร้ายถึงขนาดที่ไม่อยากให้ผู้คนรุ่นหลังต้องพบเจอ...ไม่ก็อาจจะเป็นผลรับ‘บางอย่าง’ที่เลวร้ายไม่ต่างกัน

วันเวลาผ่านไป

อัลเลนทำงานหนัก นานนับแรมปี จนเขาเริ่มมีชื่อเสียง...ในฐานะทหาร...ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง—ที่สามารถจบสงครามโดยไม่สูญเสียอะไรไปเลย...

ไม่มีการห่ำหั่น ไร้ซึ่งกลยุทธ์ในการเข่นฆ่า เขาใช้เพียงแค่การ‘เจรจา’สงบศึกกับกองทัพของผมได้...

เพราะเหตุนั้นเองเลยทำให้ตัวของอัลเลนไปต้องตาทางโบสถ์เข้า...อัลเลนได้ถูกเรียกตัวไปยังโบสถ์.......อีกแล้ว

โบสถ์มักจะเซาะแสวงหา‘แสงสว่าง’ดวงใหม่อยู่เสมอ 

พวกเขามีหน้าที่ชี้นำผู้กล้าตามคำพยากรณ์ แม้ว่า‘คนๆนั้น’ที่ตามหาจะเป็นเผ่าพันธ์ุต้อยต่ำเพียงใด...พวกเขาก็ทำได้แค่มอบดาบแล้วยืนมองอยู่จากมุมสูงเท่านั้น

ซึ่งคราวนี้ก็ถึงตาของอัลเลน

โบสถ์เพียงแค่ต้องการพิสูจน์ความเป็นไปได้ในตัวเขา...ว่าใช่‘คนๆนั้น’ที่ตามหาหรือไม่?

ผลรับจากการเสี่ยงทายของโบสถ์คราวนี้คงไม่ต้องลุ้นหรอก...ผมก็เกริ่นไว้ก่อนแล้วด้วยว่าเขาเป็นคนที่สาม

นั่นแหละ...สุดท้ายแล้วโบสถ์เพียงแค่มอบคำพยากรณ์ให้กับอัลเลน

ว่าจงโค่น‘มารร้าย’ลงเสีย...

อัลเลนปฏิเสธคำพยากรณ์ของเทพพระเจ้าอย่างไม่ลังเล...เพราะตัวเขาเชื่อว่า‘ความรุนแรงไม่สามารถสงบกันด้วยความรุนแรงได้’

แปลตรงตัวก็คือเขาจะไม่ต่อสู้อย่าง‘ไร้ค่า’...

จึงเป็นคำตอบว่าทำไมผมถึงถูกใจเขาจนถึงขนาดยอมให้โอกาสเขาที่เป็นแค่นายกองต๊อกต๋อย

ก็นะ...

อย่างน้อยๆผมก็รู้สึกว่า‘อุดมการณ์’ของพวกเรามันคล้ายกัน

อัลเลนเริ่มทำในสิ่งที่เขาอยากทำ...นั่นก็คือเจรจาสันติภาพกับเผ่าปีศาจ

จอมมารรับรู้ถึงเจตนาดีของอัลเลนจึงตกลงเข้าร่วมเจรจา...ซึ่งการเจรจาได้เป็นไปอย่างราบลื่น

ข้อแลกเปลี่ยนของจอมมารเดโมสท์ในการเจรจามีเพียงสิ่งเดียว

นั่นก็คือทุกประเทศที่ปกครองโดยเผ่าพันธ์ุต่างๆบนโลกใบนี้ต้องลงนาม‘สนธิสัญญา’ที่อัลเลนเป็นคนร่างเอาไว้...

อัลเลนตอบตกลง...

จากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มเดินทางไปยังที่ต่างๆ จากแผ่นดินสู่แผ่นดิน จากทวีปทวีป

 โดยใช้เวลาร่วมสิบปีในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ โน้มน้าวและรวบรวมผู้ลงนาม‘สนธิสัญญา’

ถึงจะยากลำบาก...ทว่าความพยายามของเขาก็ไม่สูญเปล่าเหมือนสองคนก่อนหน้า...

ฟันเฟืองเริ่มหมุน โชคชะตาเริ่มก้าวผ่านยุคสมัย อัลเลนเชื่ออย่างสุดใจว่าการนองเลือดนี้จะสิ้นสุดลงในยุคของตนเอง

เขากลับมายังแผ่นดินบ้านเกิด...โดยที่แบกความรู้สึกผิดต่อภรรยามุ่งตรงไปยังบ้านของตัวเอง

ตัวเขาหวังว่าพวกเธอจะยังไมาทอดทิ้งตัวเองไป...เขาหวังว่าเธอกับลูกจะเข้าใจและยอมให้อภัยในความเอาแต่ใจของเขา

นั่นเป็นความรู้สึกซึ่งหลงเหลืออยู่ในบันทึกของอัลเลน จะจริงแท้ตามแค่ไหนก็สุดแล้วแต่ใครจะเชื่อ...เพราะนี่เป็นแค่การ‘ตีความ’เท่านั้น

อัลเลนมุ่งตรงกับไปยังบ้านของตัวเองทันทีที่กลับสู่ประเทศ ตัวเขาไม่สนขบวนแห่หรือพิธีมอบรางวัลอะไรทั้งนั้น

เขาเพียงแค่อยากเห็นหน้าครอบครัวของตัวเอง...

อัลเลนกลับถึงบ้านของตน...โดยมีภรรยายืนต้อนรับอยู่หน้าประตู พวกเขาทั้งสองสวมกอดกัน จนอัลเลนถึงกับลืมไปว่าตัวเองกังวลเรื่องอะไรอยู่

ผู้กล้าของเราถูกภรรยาเชื่อเชิญเข้าไปข้างในราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งมันถือเป็นความผิดพลาด...ที่ร้ายแรงเกินกว่าใครจะแก้ไขได้

อัลเลนไม่เคยนึกสึกสงสัยอะไรในตัวภรรยาของเขาเลย...ในหัวของเขาตอนนั้นคงนึกถึงแต่เรื่องลูกๆของตัวเอง

“เด็กๆอยู่ในห้องของคุณค่ะ”

อัลเลนหัวเราะ...

“ฮ่าฮ่าฮ่า พูดอะไรของเจ้าน่ะ พวกเขาน่าจะโตเกินกว่าจะเรียกว่าเด็—!”

อัลเลนเปิดประตูออกอย่างช้าๆ ‘ไอเย็น’ไม่ทราบที่มาลูบไหลผ่านตัวเขาราวกับกำลังโอบร่างของเขา

“อา...”

แต่มันหาใช่เรื่องสำคัญไม่...ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงหน้าเขาต่างหาก

เขาพูดไม่ออก...อัลเลนไม่เข้าใจไยจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

“อา~วิเศษไปเลยใช่มั้ยล่ะคะที่รัก ลูกๆของคุณดีใจกันใหญ่เลย พวกเขารอมาตลอด รอที่จะได้พบคุณมาตลอด ดูสิคะ พวกเขาเตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับตั้งแต่วันที่คุณออกจากบ้านไปเลยนะ ดีใจมั้ยคะ? รู้สึกยินดีใช่มั้ยคะ!?”

“อ่าาา...!”

พูดไม่ออก  ไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ ณ จุดนี้ตัวอัลเลนได้สูญเสียความเยื้อกเย็นที่เคยมีไปตลอดกาล

ก็เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขามันหนาวเหน็บเกินกว่าที่เขาจะรักษาความเยื้อกเย็นเอาไว้ได้...

ใบหน้ายิ้มแย้มอันน่าขนลุก

ร่างเล็กๆนั่นไม่ได้เติบโตขึ้นเลยตั้งแต่วันที่เขาจากบ้าน...

พวกเขาแห้งกรอบราวกับใบไม้ยามสิ้นอายุไข เหมือนกับพวกมัมมี่ตามพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่...

เพียงแต่ร่างนั้นไม่ได้อยู่ใน‘โลงศพ’อย่างที่ควร...แต่นั้งเรียงรายพร้อมหน้ากันอยู่รอบๆโต๊ะ

อัลเลนพยายามเรียกสติ...เขารวบรวมเศษเสี้ยวของจิตใจที่เหลืออยู่รวบรวมคำถามเพื่อหันไปถามภรรยา

ทว่า...ใบมีดก็ทิ่มทะลุหัวใจของเขาก่อนจะได้เอ่ยปาก เขาไม่แม้แต่จะได้เอ่ยปากด้วยซ้ำ

อัลเลนสิ้นใจทันที...

ภายหลังร่างของเขาก็ถูกพบ...โดยรายล้อมไปด้วยร่างของเหล่าเด็กๆและ...ภรรยาของเขาที่ฆ่าตัวตายหลังจากนั้นไม่นาน

เป็นอันจบตำนานของผู้กล้าอัลเลน

เฮ้อ...ขนาดเล่าเองก็ยังรู้สึกเจ็บนิดๆเลยแฮะ ก็เพราะอย่างงี้แหละถึงไม่อยากเล่า

พวกแนวๆบ้านแตกเนี่ย ผมขอสารภาพตามตรงเลยว่าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่...ขนาดว่าอยู่มานานยังรู้สึกไม่ชอบ ไม่รู้สิ 

ผมก็แค่ไม่ชอบตอนจบที่มันเคว้งคว้างกลางอากาศแบบนี้น่ะ...

ถึงจะชินชาสักแค่ไหน เชื่อเถอะว่าพอปลายก็ทางความรู้สึกกันทั้งนั้น นี่แหละมนุษย์...ไม่มีใครที่ด้านชาไปจนถึงจิตวิญญานหรอก

รวมถึงผมด้วย

เอาล่ะ...ถึงเรื่องราวของผู้กล้าอัลเลนจะน่าหดหู่ขนาดไหน ยังไงซะประวัติศาสตร์ก็ต้องดำเนินต่อไป

ตามความคิดของผมก็คือ‘ผลกระทบ’

ถ้าเรื่องราวของผู้กล้าเป็นแค่เรื่องโจ๊กหลอกเด็กมันก็คงจบอยู่แค่นั้น...เพียงแต่เรื่องราวของพวกเขามีอยู่จริงในประวัติศาสตร์

ผลคือการตายของผู้กล้าอัลเลนมันส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ใน‘สนธิสัญญา’ของผู้กล้าอัลเลนได้ระบุผู้ลงนามสำคัญไว้สองคน 

นั่นก็คือตัวของ‘จอมมารเดโมสท์’กับ‘ผู้กล้า’ กฏคือผู้ลงนามทั้งสองฝ่ายจะต้องยินยอมและเห็นตรงกัน...แล้วจะต้องเป็น‘ผู้กล้า’และ‘จอมมารเดโมสท์’เท่านั้น

เมื่อไม่มีผู้กล้า...จึงเท่ากับว่าสนธิสัญญาก็มีอันต้องระงับเอาไว้ก่อน

ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก...ผมบอกว่าระงับเอาไว้ ไม่ได้ยกเลิกแต่อย่างใด เพียงแคาต้องรอให้ผู้กล้าคนใหม่ที่เห็นตรงกับผมถือกำเนิด

ซึ่ง...ก็ถือเป็นข่าวร้ายล่ะนะ

เพราะเจ้าคนที่สี่น่ะเป็นพวกม้าดีดกระโหลกสูตรสำเร็จตามแบบฉบับผู้กล้ายุคพระเจ้าเห๋า

อัลเฟ...อัลเฟรดมีเป้าหมายเดียวคือการล้มผมลง เขาไม่เชื่อว่าปีศาจที่คร่าชีวิตไปนับล้านแบบผมจะไว้ได้

ก็นะ...ปกติก็ไม่มีใครไว้ใจฆาตกรแบบผมหรอก

เอาเถอะ...เรื่องของผู้กล้าคนนี้ออกจะแปลกสักหน่อยเมื่อเทียบกับสามคนก่อนหน้า 

ส่วนจะแปลกยังไง...เอาเป็นว่าลองชมเอาเองบนจอเลยน่าจะดีกว่า...(ตอนหน้า)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

  1. #3 X-yz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 / 11:35
    อ่านเพลินดีครับ พยายามต่อไปนะครับ
    #3
    0