โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 6 : ก่อนโศกนาฏกรรม ครึ่งแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    26 ต.ค. 63

ต่อจากเมื่อสักครู่...

ถ้าถามผมว่าตรงไหน...ก็คงช่วงจบประโยคสุดท้ายของ‘อรัมภบท’

แสงแห่งความหวังได้ก่อตัว

ตามปกติของประโยคแบบนี้...มันก็คงจบลงที่มี‘ผู้กล้า’หรืออะไรสักอย่างที่ดูจะใกล้เคียงกันถือกำเนิดมา—แล้วก็เริ่มเล่าถึงการผจญภัยของเหล่าผู้กล้า

คือหนังเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้นจริงๆนั่นแหละ...

เอ้า...สรุปแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรต่างจากพวกนิยายเกรดบีเลยนี่? ใจเย็นๆก่อน ด่วนสรุปแบบนั้นก็แย่สิ

จริงอยู่ถ้าว่ากันด้วยเรื่อง‘พล็อตโฮ’แล้วแนวเรื่องมันถือว่าซ้ำซากมาก...แต่ไอ้ความซ้ำซากจำเจนี่แหละที่พอยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่...ก็ยิ่งหยิบเอามาเล่าได้น่าสนใจเท่านั้น

ไม่เชื่อก็ลองเอานิยายแนวๆเดียวกันเมื่อสิบปีที่แล้วมาเทียบกับสมัยนี้ดู อ่ะ...นอกเรื่องจนได้

นั่นแหละ...

ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือมันค่อยๆมีการปูพื้นมาทีละนิดจากภาคก่อนหน้า—วางปมเรื่องราว ร้อยเรียงกันจนน่าสนใจ...ใช่แล้ว

หนังเรื่องนี้มันมีหลายภาค—ตัวหนังมีชื่อเรื่องว่า’ซอร์ด ออฟ ทรูท’ แล้วขึ้นภาคใหม่โดยใช้ชื่อของผู้กล้าที่ใช้ดาบ‘ศักดิ์สิทธิ์’เจ้าปัญหาในภาคนั้นๆ...

ถ้านับรวมภาค‘อัลเฟรด’ที่กำลังฉายอยู่นี่ก็ปาเข้าไปสี่ภาคแล้ว...

สิ่งที่โดดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการเล่าเรื่อง จากความรู้สึกของผมที่เป็นคนในยุคนั้น...ขอยืนยันเลยว่าเนื้อหากว่า70เปอร์เซ็นค่อนข้างตรงกับ’เรื่องจริง’ที่เคยเกิดขึ้น

แม้จะมีจุดที่‘แปลก’ตรงคาแรคเตอร์ของตัวละครเอกและวายร้าย...แต่ยังไงซะมันก็เป็นหนังที่ถ่ายทอดความเป็นจริงได้ดีทีเดียว

หืม? ตายล่ะ...ผมยังไม่ได้พูดถึงความเป็นมาของหนังเลยนี่นะ...งั้นผมขอต่อจากช่วง‘อรัมภบท’เมื่อสักครู่เลยละกัน

ถึงจะบอกว่าต่อ...แต่สิ่งที่ผมจะเล่ามันใกล้เคียง‘ปัจฉิมบท’เสียมากกว่า

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าสิ่งที่หนังหยิบมาเล่ามันเป็นโศกนาฏกรรมสุดท้ายก่อนการนองเลือดจะสิ้นสุดลงในยุคนั้น...

บอกไว้ก่อนเลยว่าที่จะเล่าเนี่ยเป็นเรื่องราวก่อนที่ผู้กล้า‘คนแรก’จะถือกำเนิดซะอีก...สั้นๆมันก็คือเนื้อหาก่อนโศกนาฏกรรมใน‘ภาพยนตร์’ดีๆนี่แหละ...

คือถ้าคิดว่ามันน่าเบื่อจะข้ามๆไปก็ได้ เพราะมันไม่ได้ส่งผลอะไรเท่าไหร่หรอก...มั้งนะ?

เอาล่ะ...

ขอย้อนกลับไปเมื่อ‘สามร้อยปี’ ไม่สิ ถ้าบอกว่า‘สองร้อยปี’หลังจากผมเกิดมาดูจะเข้าใจง่ายกว่า

วันหนึ่ง...

จู่ๆราชาแห่งเหล่าเทวทูตได้รับคำพยากรณ์จากเทพเจ้าของตน...ว่าวันหนึ่งจะมีผู้ทำลายล้างไร้ขอบเขตถือกำเนิดขึ้นมาในเผ่าปีศาจ

ราชาแห่งเทวทูตถาม—หมายความเช่นไรว่าไร้ขอบเขต

เทพเจ้าตอบ—หมายความตามนั้น ต่อให้เป็นเราก็มีอันต้องพบจุดจบ

ราชาแห่งเทวทูตเริ่มหวาดกลัว...สิ่งที่แม้แต่เทพเจ้ายังต้องพ่าย แล้วพวกตนจะเหลืออะไรล่ะ?

เทพเจ้าเองก็ไม่ต่างกัน...ตัวตนของเขาเริ่มมีการปนเปื้อน สีขาวอันเป็นเอกลักษ์—เริ่มเจือปนไปด้วยไอสีดำ

เทพเจ้าได้ใช้พลังทั้งหมดของตัวเอง...สร้างดาบแห่งขึ้นมา ดาบที่ใช้คร่าสิ่งที่ยืนอยู่เหนือกว่าตน

ทว่ามันก็ผิดพลาด...

ด้วยพลังที่มากเกินไป ด้วยความบรสุทธ์เกินกว่าผู้ใดจะถือครอง...ทำให้ไม่มีใครในเผ่าเทวทูตที่สามารถใช้มันได้

หากยังฝืนดึงดันที่จะใช้ดาบด้วยจิตใจที่‘มัวหมอง’...พลังชีวิตที่‘บริสุทธ์’ก็จะถูกสูบไปเป็นพลังให้ดาบแทน

สุดท้าย‘ดาบศักดิ์สิทธิ์’ที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาก็มีอันต้องเก็บไป

แล้วพวกเขาก็หันไปใช้วิธีสุดท้าย

—ล้างบางเผ่าปีศาจอันน่ารังเกียจ—

เหล่าเทวทูตเริ่มเปิดศึกกับเผ่าปีศาจ...ปีศาจที่ไร้‘พร’ค่อยๆล้มหายตายจากกันเป็นหมู่คณะ

ไม่ว่าจะ ผู้หญิง เด็ก คนแก่ หากขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจแล้ว...ชะตากรรมเดียวที่รอพวกเขาอยู่คือ‘ไม้กางเขน’

วันคืนที่ปีศาจถูกกดขี่เริ่มรุนแรงขึ้น...จนถึงขั้นว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปเผ่าพันธ์ุของพวกเขามีแต่จะพบจุดจบ...

จากเมืองสู่อีกเมือง...จากประเทศเพื่อนบ้านสู่ประเทศของตน ถิ่นฐานของเผ่าปีศาจเริ่มหายไปทีละนิด

เหล่าปีศาจถามเทพเจ้า—ว่าใยถึงทำกับพวกตนเช่นนี้? 

แต่สุดท้ายเทพเจ้าก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย

เหล่าปีศาจเฝ้าภาวนา—จะอะไรก็ได้ จะมารร้ายหรืออะไรก็แล้วแต่...ได้โปรด

[ช่วยปลดปล่อยพวกเราจากชะตากรรมนี่ทีเถิด]

“ได้สิ...เชื้อเพลิงที่คุกคามพวกเจ้าข้าจะทำให้มันสาปสูญไปตลอดกาล”

‘บางสิ่ง’ได้ตอบรับพวกเขา...บางสิ่งตอบรับเหล่าทหารที่อยู่แนวหน้า...เสียงนั้นเองก็ดังไปถึงหูของทหารเทวทูตเช่นกัน

ทันทีที่สิ้นเสียง ‘เงามืดที่ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิง’ก็คืบคานออกมา ร่างกายสูงใหญ่ เขาสองข้าง 

บ่งชี้ว่า‘สิ่งนั้น’ก็เป็นปีศาจเฉกเช่นพวกตน—ทว่ามันก็‘แตกต่าง’

ร่างสีดำราวกับขอนไม้ที่ถูกเปลวไฟที่ล้อมรอบตัวเผาจนเป็นเถ้าถ่าน...ดวงตาเองก็ไม่ได้แต่งแต้มไปด้วยนัยตาหรือองค์ประกอบจำพวกกายเนื้อ—จะมีก็แค่เปลวไฟสีม่วงจางที่ลุกไหม้อยู่เท่านั้น

เทวทูตผู้โง่เขลา...และบริวารที่จองหอง จงนำชีวิตของพวกเจ้ากลับไปสถาณที่ที่ควรอยู่เสียเถิด”

‘ปีศาจสีดำ’เตือนเหล่าเทวทูตและ‘เผ่าพันธุ์ใต้อาณัติ’ด้วยวาจาที่ย้ำยีในความสูงศักดิ์ของพวกเขา—แต่พวกเขาหาได้เจ็บช้ำไม่?

เหล่าเทวทูตหัวเราะ

พวกเขาเพียงแค่เหยียดหยามปีศาจที่อยู่ตรงหน้า—ราวกับว่าคำพูดดูถูกของเผ่าพันธุ์ที่อยู่หน้านั้น...ไม่ได้มีค่าอะไรไปกว่าก้อนกรวดริมทาง

เทวทูตหญิงตนหนึ่งบินลงมายืนด้านหน้าปีศาจสีดำ เธอสแยะยิ้มด้วยสีหน้าอันน่ารังเกียจ

เธอชักดาบออกมาเพื่อหวังจะบั่นคอนั่นที่บังอาจอยู่ค้ำหัวเธอ

เทวทูตหญิงตะโกนกู่ร้องด้วยโทสะ...

“จงหายไปเสีย!”

ปีศาจสีดำตอบกลับสั้น...

“ใช่”

แล้วส่วนหัวที่ควรจะอยู่บนบ่าของเทวทูตหญิงก็หลุดออก...พร้อมกลับร่วงหล่นลงสู่สมรภูมิที่เงียบสงัด

“พวกเจ้าที่เป็นเพียงแค่ส่วนเกินของโลกใบนี้...ข้าจักทำให้สูญสลายไปชั่วกาลปาวสาน”

สิ้นเสียงของปีศาจสีดำ...เหล่าเทวทูตก็เริ่มกรีดร้องออกมาด้วยความเกลียดชัง...พวกเขาบรรดาลโทสะทั้งหมดลงไปยังเวทย์มนตร์ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกชีวิตตรงหน้า

แต่มันก็แค่นั้น...

“จงเสียใจที่บังอาจหันมือนั่นใส่ข้าผู้นี้เสียเถิด...”

ชีวิตของเหล่าเทวทูตดับสูญโดยไม่แม้แต่จะได้ปลดปล่อยเวทย์มนตร์ที่อยู่ในมือนั่น

ร่างและวิญญานของพวกเขาถูกโอบล้อมไปด้วย‘เปลวเพลิง’ที่บ้าคลั่งราวกับผลุดทะลักออกมาจากขุมนรก

กองรบของเทวทูตนับพัน กองรบของบริวารอีกนับแสน...ทั้งหมดต่างถูกเผาทำลายจนสิ้น

ภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ผืนป่าและผูเขาที่เขียวขจี...ทั้งหมดล้วนมีชะตากรรมเดียวกับกองทัพของเหล่าเทวทูต

เหล่าปีศาจพูดไม่ออก...พวกเขาทำได้เพียงแต่เฝ้ามองสิ่งๆนั้น แล้วตกตะลึงในปฏิหาริย์ตรงหน้า

ไม่อาจกู่ร้องด้วยความดีใจ ไม่แม้แต่จะได้กล่าวขอบคุณ...เพราะตัวตนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานั้น—ยิ่งใหญ่เกินกว่าคำขอบคุณของจะชดใช้หมด

เหล่าปีศาจแทนตัวสิ่งที่ยิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าพวกเขาว่า

—เทพเจ้า—

ทว่าเทพเจ้าปฏิเสธ...เขาชิงชังทวยเทพเกินกว่าจะยอมรับสรรพนามแทนตนอันน่าชิงชังนั่น

เขาไม่อยากยกตนไปเปรียบกับสิ่งที่ทำได้แค่นั่งพร่ำพรรณนาเพ้อเจ้อถึง‘มิติ’ที่อยู่สูงกว่า—โดยไม่แม้แต่จะเหลียวแลชีวิตที่ดับสูญไปอย่างไร้ค่า

เขาเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดไร้ค่าเกินจะอยู่...เพราะเหตุนั้นเขาจึงเชื่อมั่นว่าตนจะไม่ทำให้ชีวิตที่ดับสูญต้อง‘ไร้ค่า’

แล้วเขาก็ยื่นมือออกไป

“จงเรียกข้าว่าราชา”

ไม่มีปีศาจตนไหนเลยที่เคลือบแคลงสงสัยในวาจาสิทธิ์นั่น...แววตาของพวกเขาที่ตายซากไร้แสงสว่างนั้น...

บัดนี้ได้กลับมาฉายแสงอีกครั้ง

พวกเขาคุกเข่าและก้มหน้า...แม่ทัพปีศาจมีสิ่งเดียวที่อยากได้รับคำตอบจากราชาของพวกเขา

“นามของท่านคือ?”

‘ราชา’ตอบ...

“นามของข้าคือเดโมสท์...ราชาผู้นำพาหายนะมาสู่ทวยเทพ”

แล้ว‘ผู้ทำลายล้างไร้ขอบเขต’ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาตามคำทำนาย

ด้วยความน่าเกรงขามและความอำมหิตเกินกว่าจะมีใครทัดเทียม...ทำให้ภายหลังตัวเขาจึงถูกแทนด้วย‘สมญานาม’...

—จอมมาร—

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น