โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 4 : อาชเรน ลิเวล์เลีย...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 105
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    19 ต.ค. 63

“แฮ่ก...แฮ่ก...ทันเวลาสินะ”

“อา...เหลืออีกตั้งห้านาที่เลยล่ะ”

พวกเราวิ่งมาสุดแรงด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีของวันนี้...ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าพวกเราตั้งหน้าตั้งตาวิ่งซะยิ่งกว่าในงานกีฬาช่วงมธยมต้นซะอีก

ก็นะ...‘ภาพยนตร์’สักเรื่องมันก็มีค่าพอจะให้ออกแรง...อย่างน้อยๆก็มีค่ามากกว่ากำลังใจปลอมๆจากเพื่อนร่วมชั้น

“อัลฟอร์ช...ฉันว่านายจะเว่อร์ไปนะยะ”

มิลิเทียร์ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ แถมคนที่พูดกับผมเมื่อสักครู่ก็ไม่ใช่อัลฟอร์ชด้วย...

เพราะหมอนั่นพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ

“วิ่งมาไม่ถึงห้านาทีทำเป็นสำออย...เอ้า! รีบลุกได้แล้ว”

เทียร์พยายามจะฉุดอัลฟอร์ซที่ลงไปนอนวัดพื้นให้ลุกขึ้นยืน...ผมก็ไม่อยากจะทำร้ายจิตใจเพื่อนตัวเองหรอก แต่ที่เทียร์ทำน่ะไม่ใช่การหวังดี แต่เป็นเพราะอายประชาชีหน้าโรงหนังต่างหาก...

“หะ หายใจ...ไม่หอก...”

เฮ้อ...หมอนี่มันเกินเยียวยาแฮะ ช่วยไม่ได้

“เรเจเนเรท”

ผมร่าย‘เวทย์มนตร์’ฟื้นฟูง่ายๆให้กลับอัลฟอร์ชที่แรงทั้งวันของวันนี้หดหายไป...โดยการแบ่งพลังกายบางส่วนของผมให้

“ขะ ขอบใจนะเรน...ช่วยได้เยอะเลย”

เวทย์มนตร์...สำหรับโลกนี้มันไม่ใช่ของที่แปลกใหม่แต่อย่างใด กลับกันแล้วคือเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปต่างหาก ไม่ว่าใครถ้าตั้งใจศึกษาก็สามารถใช้งานได้ทั้งนั้น

แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับสิทธิและการเข้าถึง ขี้เกียจอธิบายเยอะ...คร่าวๆมันก็เหมือนระบบรักษาความปลอดภัยที่มีระดับของ‘เลเวล’ของผู้ใช้อยู่นั่นแหละ

“ยังน่าหมั่นไส้เหมือนเคย...ใช้โดยแทบไม่ต้องร่ายนี่มีซะที่ไหน”

“อิจฉาเหรอเทียร์”

“ปะ...เปล่าสักหน่อย”

มิลิเทียร์มีความฝันอยากจะเข้า‘มหาวิทลัยเวทย์มนตร์’ ดังนั้นตลอดเวลาหลายปีมานี้ของเธอเลยมีแต่การฝึกฝน...

แล้วพอเธอรู้ว่าผมสามารถระคำร่ายเวทย์มนตร์เป็นเรื่องปกติ มันคงทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองพยายามไปเพื่ออะไร?...ถึงเธอจะไม่ได้พูดออกมา แต่บรรยากาศมันบอกผมเช่นนั้น

ดังนั้นผมเลยจะพยายามเลี่ยงที่จะใช้เวทย์ต่อหน้าเทียร์...แต่เมื่อสักครู่มันฉุกเฉินจริงๆ คือขืนปล่อยไว้อัลฟอร์ชคงได้อดดูหนังที่อุตส่าห์อดทนรอมาทั้งอาทิตย์แหงๆ...

ผมถึงบอกไงว่าช่วยไม่ได้

“ไหนๆก็พร้อมแล้ว...เช็คอินแล้วไปนั่งรอในโรงกันเถอะ”

“พูดอย่างกับกำลังเข้าโรงแรม...”

“มีอารมณ์รึ?”

“ไม่ใช่ย่ะ!”

พวกเราสามคนเดินดุ่มๆไปหาพนักงานตรวจตั๋วโดย(ผม)พยายามไม่สนใจสายตารอบข้าง...

ก็ไม่ค่อยอยากจะพูดแบบนี้นักหรอก...แต่พวกเราสามคนค่อนข้างจะโดดเด่น—ในแง่ของรูปร่างหน้า 

พอทำตัวสะดุดตาเข้าหน่อยก็จะกลายเป็นแบบนี้ทุกที

“สามท่านสินะคะ?”

“ใช่ครับ”

“ โปรดแสดง‘ไอการ์ด’เพื่อเป็นการยืนยันด้วยค่ะ”

คุณพนักงานหญิงที่น่าจะสังเกตุเห็นพวกเราตั้งแต่แรก เธอตอบรับเราด้วยรอยยิ้มแบบพนักงานดีเด่นที่‘ไม่เลือกปฎิบัติ’ไม่ว่าจะเจอลูกค้าแบบไหน...

ผมเรียกหน้าจอ‘อินเตอร์เฟส’ขนาดเล็กออกมาจากกำไลข้อมือ...หน้าจอสามมิติที่แสดงออกมามีขนาดประมาณหกนิ้ว...ซึ่งใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนที่โลกก่อนของผม

หน้าจอซึ่งแสดงออกมาเผยให้วัติถุสามมิติทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า...ง่ายๆเลยมันก็คือ‘ไอการ์ด’ของผม

{ตี้ด...}

เสียงประกอบแหลมๆดังออกมาจาก‘สแกนเนอร์’ที่อยู่ในมือของเธอ

ทันทีที่เสียงนั้นสิ้นสุดลง...รายชื่อสมาชิกของผมและแถบตารางตั๋วสามมิติก็ปรากฎออกมาบนหน้าจอ

“คุณอาชเรน—เฮื้อก!”

เฮ้อ...ผมก็แอบหวังหน่อยๆนะว่าเธอจะเป็นพวกไม่เลือกปฎิบัติ 

“ยะ ยะ ยืนยันเรียบร้อยแล้วค่ะ ทะ ท่านอาชเรน”

จากคุณกลายเป็น‘ท่าน’ เฮอะ แค่นี้ก็สมใจอยากเจ้าสองคนที่อยู่ข้างหลังแล้วล่ะ ดูดิ...ดูมันทำหน้ายิ้มกัน

“จะดูมั้ยหนัง?”

“ดูค่าดู~หุหุหุ”

“อย่าหัวเสียสิครับท่าน—อุ๊บ...แอ๊รก!”

ไม่รู้ทำไมพอผมเห็นคนลิงโลดแล้วขามันคันยิ้บๆ รู้ตัวอีกทีก็เผลอดีดออกไปแล้ว...

“เฮ้ยเรน! ก็บอกแล้วไงว่าอย่าถีบกันน่ะ!”

“อ้าว?...นี่ขาฉันเผลอทำหน้าที่แทนไปแล้วเรอะ โทษทีว่ะอัล”

“ไม่ต้องมาพูดเลย...เดี๋ยวดิ ที่พูดว่าแทนนี่คือกะจะถีบกันอยู่แล้วไม่ใช่รึไง!?”

“ให้ถูกคือถีบไปแล้วต่างหากย่ะ”

“ก็เหมือนกันนั่นแหละ!”

ถึงไอ้คนที่เป่ายิงฉุบแพ้จนต้องซื้อตั๋วจะเป็นผม...แต่ใช่ว่าคนแพ้จะเป็นผม เอ้า เกมแพ้คนไม่แพ้ไง

อะแฮ่ม! เรื่องแพ้หรืออะไรนั่นช่างมันไปก่อน คำถามคือ...คิดว่าเพราะอะไรคุณพนักงานหญิงคนนั้นตกใจเรื่องอะไร?

วงเงินใน‘ไอการ์ด’เหรอ? เฮอๆ...เด็กมธยมแบบผมคงมีเงินมาผลาญกับโรงภาพยนตร์หรอก...

ผมใช้การ์ดระดับสูง? สืบเนื่องจากเหตุผลข้อที่แล้ว...การ์ดของผมก็แค่ของธรรมดาๆ

แล้วมันเพราะอะไรล่ะ

อะไรนะ? ยึกยักน่ารำคาญ...อยากจะบอกอะไรก็รีบๆบอกเร็วๆงั้นเหรอ?...รีบอ่ะ

ก็ได้ๆ 

สิ่งที่ทำให้คุณพนักงานหญิงคนนั้นถึงกับเปลี่ยนท่าทีน่ะคือสิ่งที่ต่อท้ายชื่อของผม ใช่แล้ว ผมกำลังพูดถึง‘นามสกุล’

นามสกุลของผมคือ‘ลิเวล์เลีย’ อาชเรน ลิเวล์เลีย—นั่นคือชื่อเต็มของผม

ตัวนามสกุลมันไม่ได้มีความหมายพิเศษแต่อย่างใด...ไม่ได้สืบเชื้อสายมาพวก‘ขุนนาง’หรือ‘ราชวงค์’ด้วย—เป็นแค่สกุลของ‘สามัญชน’

นั่นสินะ ประเด็นหลักมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผมเป็นชนชั้นสูงหรือพวกคนรวย...แต่คือชายที่เป็นเจ้าของมันต่างหาก

เซรอธ ลิเวล์เลีย—ดีไวน์ไลท์

เขาคือ[อัศวินศักดิ์สิทธิ์]คน‘ปัจจุบัน’...เป็นมนุษย์เพียง‘คนเดียว’ที่ได้รับพรจากพระเจ้า

ฟังดูน่าอิจฉาเนอะ...คำว่าเพียง‘หนึ่ง’จะเป็นใครก็แล้วแต่...พอได้ถือของอะไรสักอย่างที่มีแค่เราคนเดียวที่มีมันแล้วมันรู้สึกตื่นเต้นจริงๆนั่นแหละนะ

แต่ก็นั่นแหละ...อย่างที่ผมบอกไปว่ามันเป็นเรื่องของ‘ปัจจุบัน’ ซึ่งใน‘อดีต’หาได้เป็นเช่นนั้นไม่?

เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน...

ประเด็นคือ เซรอธ คนนั้นเป็นญาติฝ่ายไหนของผมต่างหาก?

อืม...ชักจะขี้เกียจแฮะ เฉลยมันดื้อๆนี่แหละ คนที่ชื่อ เซรอธ ลีเวล์เลีย น่ะ

คือบิดาของผมในยุค‘ปัจจุบัน’...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น