โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 15 : สะพานแห่งคำมั่นสัญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 มี.ค. 64

[ยูคเมลเดรย์] สะพานแห่งคำมั่นสัญญา อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่เป็นแหล่งค้าขายซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศนี้

ตัวสะพานเป็นสะพานธรรมชาติ...

เกิดจากรากไม้ขนาดยักย์มากมายพันคอดกันเป็นเกลียว...จนมีความแข็งแรงและขนาดที่ใหญ่พอจะรับน้ำหนักได้เป็นร้อยๆตัน

แม้จะบอกว่าเป็นรากไม้...แต่ก็เป็นรากไม้ที่ได้รับการปรับสภาพโดยรอบให้มีความใกล้เคียงกับสวนพฤกษศาสตร์ 

ตัวสะพานเชื่อมต่อกับเขตที่พักอาศัยซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้... โดยมีแม่น้ำ ยูลเมียร์อาล ไหลผ่าน

“สวยสุดๆเลยนะคะเนี่ย”

“ก็...ถ้ามีคนน้อยกว่านี้หน่อยผมก็คงเห็นดีเห็นงามด้วยอยู่หรอก”

อ่า...คนเยอะสุดๆ เผลอๆวันหยุดคงได้ต้องรอคิวนั่นแหละกว่าจะได้เข้า

“แหม สถาณที่ท่องเที่ยวชื่อดังขนาดนี้ฉันว่าใครก็อดใจไม่แวะไม่ได้หรอกค่ะ”

ก็นะ...เดี๋ยวจะสรุปย่อๆให้ว่าทำไมมันถึงได้ฮิตนัก

อะแฮ่ม!

ครั้งหนึ่งผม...จอมมารเดโมสท์เคยให้สัตย์สาบานแก่นางอันเป็นที่รัก

 อะไร? เห็นแบบนี้ผมเคยมีเมียมีลูกเหมือนกันนะเว้ย ไม่เห็ยแปลกอะไรเลย

ช่างมันเถอะ...มาต่อจากเมื่อกี้กัน

แล้วนี่ก็เป็นคำสาบานที่ผมมีให้กับนาง...

‘ไม่ว่ายุคสมัยหรือกาลเวลาจะผันแปรไปสักเพียงไหน...ความรักที่มีให้เขามีให้เจ้าจะไม่มีวันจางหายไป’

นางรับคำสาบานนั้น...แล้วให้คำสัตย์สาบานเช่นกัน

‘ต่อให้สายธารแห่งโชคชะตาจะพรากข้าไปจากท่าน ข้าก็จักหวนคืนสู่อ้อมแขนของท่านเรื่อยไป ดั่งห้วงสมุทธคืนสู่ท้องนภา ดุจเวหาคืนสู่ธาราอันเล็กจ้อย’

‘ไม่ว่าจะห่างกันเพียงไหน พวกเราก็จักมาบรรจบกันอีกครั้ง’

นั่นคือคำสาบานซึ่งผมและ‘เธอ’ให้แก่กันเมื่อนานมาแล้ว

และมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับปัจจุบัน...มันก็แค่เรื่องราวเก่าแก่ที่สืบต่อกันมาในเผ่า‘ปีศาจ’เท่านั้น

ใช่ เป็นแค่เพียงเรื่องราวที่เห็นได้ทั่วๆไป ทั้งจากนิยายโรแมนติกหรือหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ ซึ่งไม่จะอย่างไหนก็คงผ่านตาคุณมาบ้าง

ทว่าในเรื่องราวแสนธรรมดากับมีตัวตนแสนโหดร้ายผู้ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์อย่างจอมมารอยู่ด้วย

 แม้จอมมารเดโมสท์จะอมหิตและโหดร้าย ทว่าในอีกแง่มุมหนึ่งเขาก็เป็นสัญญาลักษ์แห่งการยึดมั่นใน‘คำสัญญา’และ‘สัตย์สาบาน’เช่นกัน

 เรื่องราวของเขากลายเป็นตำนาน...จากตำนานสู่ความเชื่อ 

ว่าถ้าหากตัวเขาและเธอให้สัตย์สาบานและสัญญาต่อซึ่งกันและกัน...พวกเขาทั้งคู่จะได้ครองรักตราบนานเท่านาน

ใช่แล้ว...สะพานแห่งนี้น่ะ

“ว้าววววว~ มีคู่รักเต็มไปหมดเลยนะคะเนี่ย!”

 เป็นสถาณที่ท่องเที่ยวของคนมีความรักไม่ก็พวกที่กำลังจะแต่งงาน

“ช่วยแต่งงานกับผมด้วยครับ!”

 อย่างเจ้าหนุ่มริมนู้นที่กำลังขอสาวแต่งงานก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้แทบจะทุกวันบนสะพานแห่งนี้

“ด้วยความยินดีค่ะ!” 

พอฝ่ายหญิงตอบตกลง ฝูงชนจำนวนมากก็โห่ร้องกันด้วยความยินดี

 นั่นแหละ พอเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันๆเข้าตำนานก็เลยกลายเป็นเรื่องจริงไปทั้งๆแบบนั้น...

 ให้ตายสิ อย่าเอาเรื่องของคนอื่นไปลือกันซี้ซั้วสิเฮ้ย...

“อาา~ เป็นสถาณที่ที่วิเศษไปเลยนะคะ เป็นไปได้สักครั้งในชีวิตฉันก็อยากโดนสารภาพแบบนี้บ้างเหมือนกันค่ะ”

 อืม...ถึงเป้าหมายจะเด็ดเดี่ยวแต่ก็ยังเหลือมุมเด็กสาววัยรุ่นแบบนี้อยู่สินะ

 “เห...ที่นี่น่ะเหรอ?”

“ไม่ค่ะ ไม่ใช่อย่างงั้น” 

นางปฏิเสธด้วยน้ำเสียงอ่อนช้อย...แต่หนักแน่นไปด้วยความสัตย์จริงถึงที่สุด

 “ไม่สำคัญเลยสักนิดค่ะว่าจะเป็นที่ไหน ขอเพียงใครคนนั้นยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็นจริงๆได้อย่างบริสุทธิ์ใจ...ฉันก็รับทุกสิ่งที่เขาเป็นเช่นกันค่ะ”

 “พบกันคนล่ะครึ่งทางอย่างงั้นสินะ?” 

“หุหุ จะว่าแบบนั้นก็ได้ค่ะ” 

เป็นความรักในอุดมคติที่สุดแสนวิเศษ ไม่ว่าใครต่างก็อยากจะพบกับคนที่เข้าใจตนอย่างแท้จริงกันทั้งนั้น ทว่ามันก็เป็นแค่‘อุมดมคติ’

 ไม่มีหรอกคนที่สามารถเชื่อใจและเข้าใจกันอย่างแท้จริงน่ะ

  “หวังว่าจะสักวันคุณจะได้พบใครคนนั้นนะ” 

“หวังว่านะคะ” 

ก็เอาเถอะ...ถึงตัวผมจะเชื่อว่าอุดมคติเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันก็ตามที แต่ความเป็นจริงผมก็ไม่ได้เกลียดความเพ้อฝันเลยแม้แต่น้อย

 “แล้วคุณล่ะคะ อยากมีความรักแบบไหน?” 

ทำไมกันน้า...ทำไมถึงชอบให้บรรยากาศรอบๆคล้อยพาไปซะทุกที 

“ยังไงก็ได้ละมั้ง...สำหรับผมจะรับได้หรือไม่ได้มันไม่สำคัญหรอก แค่ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มซึ่งกันและกันก็เพียงพอแล้ว” 

แล้วผมก็ดันบ้าจี้ตามซะด้วย ช่วยไม่ได้นี่...ก็บรรยากาศมันพาไปนี่หว่า

“แบบนั้น...มันก็แค่ชั่วคราวไม่ใช่เหรอคะ?” 

“ชีวิตคนเราก็ของชั่วคราว...ยึดติดกับอะไรมากไปพาลจะรู้สึกแย่ที่หลังเอา นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดล่ะนะ” 

“จะแน่เหรอคะ?”

ไม่รู้คนทั่วไปเขารู้สึกยังไง แต่สำหรับผมจะชั่วคราวหรือชั่วนิรันทร์มันไม่ต่างกันหรอก

 ความสุขก็คือความสุข...แยกกันได้ด้วยรึ?

 ไม่ว่าจะแบบไหนสุดท้ายช่วงเวลา ณ ตอนนั้นที่ความรู้สึกยังคงอยู่ต่างหากคือความจริง

 เพราะยังไงผลลัพธ์ก็เท่ากับความสุขอยู่ดี

“ไม่ต่างอะไรจากของปลอมเลยค่ะ ความสุขแบบนั้นน่ะ...” 

เอาอีกแล้ว...ผมล่ะเกลียดชะมัดแนวคิดเรื่องของจริงของปลอมเนี่ย 

ทำอย่างกับความสุขร่วมกันเป็นสิ่งของที่จับต้องได้อย่างงั้นแหละ แผ่นผีแผ่นแท้รึไงนั่น? ไม่ใช่อยู่แล้วถูกมะ?

มันจะสำคัญยังไงในเมื่อประเด็นอยู่ที่ความสุขร่วมกันทั้งสองฝ่าย? หาใช่ความสัมพันธ์ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือแท้ 

“หึหึ ผมคงจะเจ้าชู้เกินกว่าจะแยกว่าอะไรจริงหรือปลอมล่ะมั้ง ไม่งั้นผมคงหลงรักคุณไปแล้ว”

แทนที่จะเรียกว่าแยกไม่ออก...น่าจะเรียกว่าผมไม่สนใจที่จะแยกจะเห็นภาพกว่าล่ะนะ

 “น่าเสียดายจังนะคะ ถ้าไม่เป็นงั้นฉันว่าเราเข้ากันได้ดีออก ฉันอยากจะแต่งงานกับคนที่รักฉันค่ะ”

โฮ่ว~ คือจะบอกว่าเราเข้ากันได้ดี(ในฐานะศัตรู)อย่างงั้นรึ?

 แล้วประโยคสุดท้ายนั่นอะไร? จะสื่อว่าฉันเกลียดคนเจ้าชู้ว่างั้นเถอะ

แดกดันซะจริง...แล้วก็ช่วยเอาหน้าออกไปห่างๆด้วย จะยื่นหน้ามาทำไมเนี่ย? หว่านเสน่ห์เรอะ?

ผมน่ะไม่เท่าไหร่ แต่น้องชายนี่สิ ซื่อสัตย์ซะจนผมอายแทนแล้วเนี่ย...

คือถ้าจะอ่อยให้ท่าก็เอาไว้ทำบนเตียงเซ่ มาทำกลางแจ้งแบบนี้...เกิดฝ่ายนี้ดันคึกตามน้องชายขึ้นมาจะทำยังไง?

“อืม...ยังพอมีเวลาเหลืออยู่อีกหน่อย ว่าไง สนใจเดินดูรอบๆมั้ย?”

ต้องสนอยู่แล้วล่ะ...ถ้าไม่โง่จริงคงไม่ปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไปหรอก

“ฮี่ฮี่ รบกวนอีกรอบนะคะ”

หญิงสาวตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม

เดี๋ยวก่อนนะ รู้สึกเหมือนจะลืมเรื่องสำคัญไปอย่าง...อ๊ะ?

“จะว่าไปพวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนี่?”

“เอ๊ะ?”

หล่อนด้วยเรอะ...ทำหน้าเหลอหลาซะขนาดนั้นคงไม่ต้องเดาแล้วล่ะ

ก่อนอื่นเรื่องสำคัญขนาดนั้นอย่าลืมสิเฮ้ย... ปกติมันต้องทักทายนำร่องก่อนไม่ใช่รึไง? แล้วไหงถึงลืมได้เนี่ย ไม่เข้าใจตัวเองเลยแฮะ

เราไม่เท่าไหร่...แต่อีกฝ่ายที่จ้องจะเชือดเราก็ดันลืมเหมือนกัน จะไหวมั้ยเนี่ย?

“อุ๊บ...ฮะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่ไหวๆ เบลอทั้งคู่เลยเหรอเนี่ย...ผมชักจะเห็นด้วยหน่อยๆแล้วสิเรื่องที่คุณบอกว่าเราเข้ากันน่ะ”

“ฉะ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อยนะ!?” 

 อ่า...ไม่ไหวๆ นึกถึงคืนวันเก่าๆชะมัด ยัยนี้ดันทำให้ผมนึกถึงอดีตซะได้ เป็นผู้หญิงที่อันตรายเสียจริง

แต่ก็สมกับเป็นเธอดี...

“งั้นเริ่มจากผมก่อน ชื่อของผมคือ อาชเรน อายุ15ย่างเข้า16 นามสกุลไว้แต่งงานก่อนค่อยบอกนะ”

“หุหุหุ ถึงจะแต่งด้วยไม่ได้แต่ก็ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ฉันชื่อว่า อัลเฟร์เรีย เรย์ฟอร์ด    อายุมากว่าคุณหนึ่งปี ฝากด้วยนะคะคุณอาชเรน!”

หญิงสาว...อัลเฟร์เรียตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใส

อ่า...ช่างน่าคิดถึงเสียจริง ถึงผมจะเกลียด ‘ชื่อ’ และตัวตนของเธอ แต่ความรู้สึกอบอุ่นปนเย็นชาเช่นนี้น่ะจะกี่ครั้งๆก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย

แม้ผมจะเกลียดทุกสิ่งที่เป็นเธอ...แต่ผมก็ไม่สามารถปฎิเสธตัวตนของเธอได้เลย

มันทำให้ผมรู้สึกได้คืนวันเก่าๆ วันที่ตัวผมในตอนนั้นกล้าตะโกนว่าทั้งหมดนั่นคือทุกอย่างในชีวิต

ช่างน่ารังเกียจ...และน่าคิดถึงเสียจริง

“เช่นกัน อ่อ แล้วก็ไม่ต้องใช้ภาษาสุภาพกับฉันก็ได้ เพราะฉันเองก็จะไม่เกรงใจเหมือนกัน” 

ถึงผมจะไม่ได้ไม่ชอบคำสุภาพ แต่เอามาใช้พร่ำเพื่อมันจั๊กจี้ยังไงก็ไม่รู้ เบาได้ก็อยากให้เบา... 

“อืม งั้นไม่เกรงใจละนะ เรน!” 

“อ่า...ตามสบายเลย เฟร์ ตามสบายน่ะ”

“ทำไมต้องย้ำด้วย?”

ก็ให้ทำตัวตามสบายไง...คือจะบอกว่าชอบอะไรตึงๆถึงเลือดถึงเนื้อว่างั้นเถอะ เป็น M เรอะ?

“ไม่มีอะไร แค่พูดติดปากนั่นแหละ”

“งั้นเหรอ...งั้นรบกวนนำต่อทีนะ!”

“เชิญเลยครับ คุณผู้หญิง”

“ไหนว่าจะไม่พูดสุภาพแล้วไง...”

เออ...เถียงกับแม่นี่ทั้งวันก็คงไม่จบ ผมเลยปัดไปว่ากำลังเล่นเป็นพ่อบ้านน่ะ เจ้าหล่อนก็เออออเล่นด้วย

ก็ทำอะไรไร้สาระไปพลาง นำเที่ยวไปพลาง พวกเราสองคนทำอะไรเรื่อยเปื่อยเรียนแบบไอ้พวกคู่รักแถวนั้น 

แต่ไม่รู้ไหงสุดท้ายดันกลายเป็นเล่นตลกไปซะได้

พวกเราใช้เวลากับการเที่ยวเล่นจนกระทั่งพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าไปทุกที...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น