[Yaoi]ข้าเป็นสุนัขของท่านแม่ทัพ

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 2 การเผชิญหน้ากันครั้งแรกของจินหลิงกับท่านแม่ทัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,952
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 682 ครั้ง
    26 ธ.ค. 61


บทที่ 2

การเผชิญหน้ากันครั้งแรกของจินหลิงกับท่านแม่ทัพ

 


                จินหลิงกลับเข้ามาในรถม้า อารมณ์เบิกบานของเขาทำให้บรรยากาศกดดันน่าอึดอัดลดลงไปมากเลยทีเดียว คนอื่นๆพยายามกลั้นยิ้มกับท่าทีของเขา


เขาหาได้สนใจพวกนั้นไม่ ในหัวตอนนี้เพียงแต่คำว่า อาหารอร่อยๆ เท่านั้น


“ท่านจินหลิง ข้างหน้าจะมีการตรวจคนเข้าเมืองพวกเขาจะตรวจสอบตัวตนของพวกเรา ข้าอยากให้ท่านช่วยเออออไปกับคำพูดของข้าหน่อยเจ้าค่ะ”


แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมชุนเหมยถึงให้เขาทำอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ


“คุณหนูวันนี้พวกทหารตรงประตูเมืองเยอะกว่าปกตินะเจ้าคะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”


ลี่ลี่กับคุณหนูของนางอาศัยอยู่หมู่บ้านทางเหนือใกล้ๆกับเมืองลั่วชาง นางคุ้นเคยกับเมืองนี้ดีเพราะมาทำธุระไม่ก็ซื้อของให้คุณหนูเสมอๆ


“ไม่ต้องกังวล”ชุนเหมยปลอบ


ไม่นานก็มีทหารมาเคาะรถม้าเพื่อตรวจสอบ ม้าสีขาวเหมือนอาชาพันธุ์ดีกับรถม้าขนาดใหญ่หรูหราดึงดูดสายตาอยู่แล้วไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนด้านในฐานะต้องไม่ธรรมดา ผู้คุ้มกันที่นั่งด้านในเปิดประตูลงมาข้างนอกจึงเหลือเพียงจินหลิง ชุนเหมยและลี่ลี่ที่นั่งอยู่ สายตาของเหล่าทหารถูกดึงดูดโดยจินหลิงที่เอนกายอยู่บนพรมลายเมฆ หน้าตางดงามหน้ารักหมดจดชวนให้เอ็นดู ผมสีดำรวมตึงบางส่วนคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเผยให้เห็นปานรูปเพลิงสีทองที่อยู่กลางระหว่างคิ้วเช่นเดียวกับสีของดวงตา อารมณ์สีเหลืองปักลวดลายแปลกตา ไหนจะความกดดันที่แผ่ออกมานั่นอีก พวกทหารรู้ทันทีเลยว่าพวกเขาเจอผู้บำเพ็ญเพียรเข้าให้แล้ว ส่วนชุนเหมยผู้งดงามก็โดนรัศมีของจินหลิงบดบังโดนเข้าใจผิดว่าเป็นสาวรับใช้ของจินหลิง


“อ่ะแฮมๆ”


ลี่ลี่ส่งเสียงเตือนเป็นนัยว่าให้เรียบตรวจได้แล้ว ไม่เห็นสายตาขวางๆของท่านจินหลิงหรือไง พวกทหารรู้สึกตัวเพราะเสียงของลี่ลี่ก็ยิ้มแห้งเพราะความขายหน้า หัวหน้าทหารส่งสัญญาณให้เริ่มตรวจรถม้ารอบๆรถม้าพวกเขาไม่ได้เขามาตรวจด้าน ทหารอีกสองคนก็เริ่มทำการซักถามประวัติของพวกเขา


“พวกท่านเป็นใคร มาจากที่ไหน มาทำอะไรที่เมืองลั่วชาง”


“ข้าชื่อชุนเหมย ส่วนนางชื่อลี่ลี่เป็นสาวใช้ของข้า ผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านนอกก็เป็นคนของข้า พวกเราอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านทางเหนือใกล้ๆกับลั่วชาง วันนี้ข้าไปเยี่ยมหลุมศพของแม่ที่สุสานสำนักไพรโศกศัลย์ ขากลับเจอโจรป่าบุกปล้นโชคดีได้ท่านจินหลิงผ่านมาช่วย ท่านจินหลิงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรชอบเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณตัวข้านั้นจึงได้เชิญท่านจินหลิงมาพักที่เมืองลั่วชาง”


นายทหารที่สอบถามเมื่อเห็นจินหลิงพยักหน้ายืนยันก็หมดความสงสัย เขารับป้ายชื่อของชุนเหมยจากสาวใช้นางมาบันทึกข้อมูล เสร็จแล้วก็ส่งคืนพร้อมป้ายไม้แปดอันและป้ายหยกขาวอีกหนึ่งอัน มันเป็นป้ายอนุญาตให้คนนอกเข้าเมืองลั่วชาง ทุกคนต้องพกติดตัวเอาไว้เมื่ออยู่ในเมือง


ป้ายไม้แสดงว่าคนนั้นเป็นคนธรรมดา แต่ป้ายหยกขาวจะใช้แสดงตัวตนของผู้บำเพ็ญเพียร


เมื่อได้รับอนุญาต รถม้าก็เคลื่อนตัวเข้าเมืองท่ามกลางความดีใจของจินหลิง เขาขยับตัวนั่งจัดเสื้อผ้าท่าทางให้เรียบร้อย หยิบโอสถออกมาสามขวดทั้งหมดเป็นโอสถสมานแผลแบบเดียวกับที่เคยให้ชุนเหมย เขายื่นให้ลี่ลี่นำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน


“เอ๋? ทั้งหมดนี่เลยเหรอเจ้าค่ะ”


สาวใช้ผู้เคยเห็นสรรพคุณแสนวิเศษของตัวโอสถด้วยตาตนเองมาเอง รู้สึกเสียดายแทนท่านจินหลิงหากเขานำออกมาแลกเป็นเงินขนาดนี้ ชวนให้สงสัยจริงว่าเขามีเก็บไว้อีกกี่ขวดกัน


“ก็ใช่น่ะสิ โอสถของพี่ใหญ่น่ะดีมากพวกเจ้าก็เห็นใช่ไหม”ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย


“อีกอย่างนะ พวกเจ้ามีเงินพอหรือไง ขอบอกไว้เลยนะอย่างข้าต้องโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่ง อาหารแต่ละมื้อก็ไม่ได้ทานน้อยเหมือนมนุษย์อย่างพวกเจ้าหรอกนะ ดูจากสารรูปของพวกเจ้าแล้ว หึ...เก็บเงินไว้เลี้ยงตัวเองเถอะ”


เป็นอีกครั้งที่คำพูดของจินหลิงพูดตรงแทงใจพวกเขา ชุนเหมยผู้ควบคุมตนเองดียังเปลี่ยนสีหน้าเพียงพริบตาก็กลับมาเหมือนเดิม ส่วนคนอื่นๆหน้าเขียวคล้ำไปเรียบร้อย แต่จินหลิงไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย


ไม่มีเงิน คำสั้นๆที่แสนเจ็บปวด


ก่อนที่จินหลิงจะพูดแทนใจดำไปมากว่านี้ รถม้าก็จอดตรงร้านใหญ่แห่งหนึ่ง ลี่ลี่รีบปลีกตัวลงไปตามที่ได้รับคำสั่งโดยพาผู้คุ้มกันอีกสองคนไปด้วย


จินหลิงมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้าเริ่มมืด ร้านค้าต่างๆเริ่มจุดโคมไฟให้ความสว่าง ร้านขนาดใหญ่จะใช้หินแสงให้ความสว่างแทนการจุดโคมไฟ สมกับเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการแลกเปลี่ยน หินแสงที่หาได้เฉพาะในทะเลยังมีให้เห็นอยู่ทั่วทั้งๆที่แคว้นเว่ยเองก็ไม่ได้มีพื้นที่ติดทะเล


ลายลมพัดผ่านเบาๆ เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งหน้าประตูร้านดังให้ได้ยิน แม้จะไพเราะเพียงใดก็ไม่ทำให้จินหลิงหายขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นไม่น่าพิสมัย


“ทิวทัศน์ดีแต่กลิ่นสาปเลือดแรงไปหน่อย ไหนจะกลิ่นของ...เสือ”


ชุนเหมยสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบใจในน้ำเสียงนั้น แม้จะสงสัยแต่นางก็ไม่ได้ถามให้เขาไม่ชอบใจไปมากกว่านี้ แต่เตือนตนเองให้ระวังตัวมากขึ้น


เสียงเปิดประตูรถม้าดังขึ้นพร้อมกับการกลับมาของลี่ลี่ นางให้ผู้คุ้มกันยกกระเป๋าใส่ตั๋วเงินสองใบให้จินหลิง ส่วนตนเล่าเหตุการณ์น่าตื่นเต้นที่เกิดขึ้นในร้านให้ทุกคนฟัง


“พวกท่านต้องไม่เชื่อแน่ๆว่าบ่าวไปเจอใครมา บ่าวเจอท่านแม่ทัพเยี่ยเจ้าค่ะ”


นางเล่าพร้อมทำหน้าเพ้อฝัน จินหลิงเลิกคิ้วสงสัยราวกับจะถามว่า แม่ทัพเยี่ยเป็นใคร ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียว เจ้าถึงได้ทำหน้าโง่งมแบบนี้


“สาเหตุที่ทหารตรวจตราคนเข้าเมืองเข้มงวด ก็เพราะขบวนทัพของท่านแม่ทัพเยี่ยเสร็จศึกกับแคว้นโจวและแวะพักที่เมืองลั่วชางชั่วคราวเจ้าค่ะ ตอนบ่าวเอาโอสถไปขายกับเถ้าแก่ก็เจอกับท่านแม่ทัพเยี่ยพอดี ได้ยินว่าท่านแม่ทัพต้องการซื้อโอสถสมานแผลจำนวนมากเพื่อนำไปให้ทหารที่บาดเจ็บ บ่าวเลยเสนอโอสถของท่านจินหลิงดู พอท่านแม่ทัพทดสอบดูเสร็จก็บอกว่าจะรับซื้อไว้เองทั้งสามขวด ถามว่ามีอีกไหม บ่าวเลยบอกว่าไม่รู้เพราะโอสถนี่เป็นของท่านจินหลิง ท่านแม่ทัพเลยบอกว่า วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงตรงอยากเชิญท่านมารับประทานอาหารที่หออาหารซุยโคว”


เจตนานั้นก็เพื่อคุยเรื่องโอสถสมานแผล จินหลิงหาได้สนใจว่าท่านแม่เยี่ยคนนี้จะเชิญตนไปทำไม ที่เขาสนใจคือหออาหารซุยโควมากกว่า


“หออาหารซุยโควนี่คือ?”


“เป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งของแคว้นเว่ยเจ้าค่ะ เปิดสาขาอยู่ทั่วแคว้น ส่วนหอหลักตั้งอยู่ที่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”


ตาของจินหลิงเป็นประกายยามได้ยินคำว่า หออาหารอันดับหนึ่ง เขาสงวนท่าทีแต่ทุกคนรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนี้ชอบใจแค่ไหน


“พรุ่งนี้หลังจากเที่ยวชมเมืองแล้วค่อยแวะไปทานข้าวเที่ยงที่หออาหารซุยโควแล้วกัน ไหนๆทางนั้นก็อุตส่าห์เชิญมาทั้งที อีกอย่างข้าก็อยากเห็นแม่ทัพเยี่ยที่ทำให้เจ้าแสดงหน้าโง่งมออกมาเหมือนกัน”ลี่ลี่เกาแก้มเขินเมื่อโดนแซว


คำเชิญเป็นข้ออ้างเท่านั้น แม่ทัพเยี่ยคนนี้ต้องการเชิญเขาเพื่อไปเพื่อคุยเรื่องโอสถ แต่จินหลิงไปเพราะต้องการทานอาหารของร้านอาหารอันดับหนึ่งของแคว้น


พี่ใหญ่สอนไว้ว่า ต้องหัดเล่นตัวซะหน่อยจะได้ไม่โดนใครชักจูงง่าย


แต่ว่านะ...ถ้าอาหารอร่อยถูกใจจะยอมคุยด้วยก็ได้


รถม้าเคลื่อนตัวออกไปท่ามกลางเสียงคุยจ้อของลี่ลี่ ที่เล่าถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของแม่ทัพเยี่ย จินหลิงมองผ่านไปยังทิศทางของร้านที่ลี่ลี่นำยาไปขายเพียงแวบเดียวก็หลับตาต่อ เมินลี่ลี่ผู้น่าสงสารพูดอยู่คนเดียว


.......................................

 

คล้อยหลังรถม้าจากไป บริเวณที่จินหลิงมองก็ปรากฏชายหนุ่มสองคนเดินออกมา คนหนึ่งสวมชุดดำท่าทีนิ่งเงียบดวงตามองรถม้าที่เพิ่งจากไป อีกคนสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูสะอาดเรียบร้อยเขามีบรรยากาศรอบตัวต่างจากชายชุดดำ พวกเขาทั้งคู่คือแม่ทัพเยี่ยอ้าวเทียนและกุนซืออัจฉริยะไป๋หยาง


“ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้นะว่าพวกเราแอบมองอยู่”


ไป๋หยางสัมผัสได้ถึงกระแสจิตของใครบางคนจากในรถม้าที่มองมายังพวกเขาเพียงแวบเดียวก็หายไป เป็นสัญญาณเตือนจากอีกฝ่ายที่รู้ว่าพวกเขาแอบมองอยู่


“อืม คงเป็นเจ้าของโอสถที่สาวใช้คนนั้นพูดถึง”


เยี่ยอ้าวเทียนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสัมผัสถึงพวกเขาที่ลบตัวตนอยู่ได้ นายท่านของสาวใช้คนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ น่าเสียดายที่ไม่เห็นหน้า


“น้ำเสียงยังเด็กอยู่เลย”


“อืม”


“เจ้าอยากเห็นหน้าเขาใช่ไหมล่ะ”


กุนซือขี้แกล้งได้รับสายเย็นชาจากอีกฝ่ายทันทีเมื่อพูดจบ เขายกมือยอมแพ้ สหายเขาคนนี้เป็นคนจริงจังเหมือนกับหน้านิ่งๆของตนเองเหลือเกิน ไม่เข้าใจจริงๆว่าพวกสตรีนางชอบเยี่ยอ้าวเทียนตรงไหน ในหัวของสหายเขามีแต่เรื่องกองทัพและการต่อสู่เพื่อปกป้องแคว้นเว่ย


ท่านลุงเองก็กลุ้มเรื่องแต่งงานของเยี่ยอ้าวเทียน จัดงานดูตัวทีไรก็ไม่เคยไป พอจะจับคลุมถุงชนก็หนีไปอยู่ชายแดน เป็นบุรุษที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใด เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือปกป้องแคว้น


ไป๋หยางอยากให้สวรรค์ส่งใครก็ได้มาสั่นคลอนเจ้าหน้าน้ำแข็งคนนี้สักที!


“กลับกันเถอะ”


ทั้งคู่ตัดสินใจกลับค่ายพัก ยังเหลือโอสถสมานแผลที่ซื้อมานี่อีกคงใช้ได้ดีสำหรับพวกทหารที่บาดเจ็บหนัก เยี่ยอ้าวเทียนเก็บไว้ขวดหนึ่งกลับเมืองหลวงจะให้คนผู้นั้นลองวิเคราะห์ดู โอสถสมานบาดแผลสรรพคุณดีใช้แล้วเห็นผลทันทีแบบนี้ผู้ปรุงโอสถคงเป็นระดับปรมาจารย์ขึ้นไป ดินแดนตะวันออกไม่มีแคว้นไหนที่มีผู้ปรุงโอสถระดับปรมาจารย์อยู่ ดังนั้นโอสถที่ปรุงด้วยปรมาจารย์โอสถนอกจากจะหายากแล้วยังมีราคาแพง การที่เขาได้มาถึงสามขวดในราคาที่ยอมรับได้ถือว่าโชคดีมาก


หากพรุ่งนี้สามารถเจรจาขอซื้อเพิ่มได้อีก ก็จะรักษาทหารที่บาดเจ็บได้มากขึ้น กองทัพของเขาจะได้ย่นระยะเวลากลับเมืองหลวงได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้


ศึกกับแคว้นโจวครั้งนี้สาหัส แม้จะได้รับชัยชนะแต่ทหารฝั่งเขาเองบาดเจ็บเกินครึ่ง หมอของกองทัพทำงานจนไม่ได้พัก

 

......................................


ในเมืองลั่วชางผู้บำเพ็ญเพียรมีสถานะพิเศษ ยามจินหลิงต้องการพักในโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุด เขาได้รับการต้อนรับเป็นที่น่าพึงพอใจ เขายังเผื่อแผ่ความใจดีมายังชุนเหมยและพรรคพวกด้วย เมื่อตกลงค่าใช้จ่ายกันเรียบร้อยก็มีเสี่ยวเอ้อนำไปยังห้องพัก พวกผู้คุ้มกันพักห้องธรรมดา ส่วนจินหลิงพักห้องพิเศษ ชุนเหมยกับลี่ลี่ก็พักอยู่ห้างข้างๆ


จินหลิงไม่สนใจสำรวจห้องพัก แม้จะไม่ได้หรูหราเหมือนวังชิงเทียนของเขาในอดีตแต่แค่ใช้นอนก็พอรับได้ เขาเรียกเสี่ยวเอ้อมาสั่งอาหาร เพราะห่างหายจากอาหารมนุษย์มานานจินหลิงเลยไม่รู้ว่าสมัยนี้อาหารขึ้นชื่อที่มนุษย์ชอบรับประทานเป็นเมนูไหน ได้แต่ให้เสี่ยวเอ้อร่ายรายการอาหารให้ฟัง


ชื่อไหนฟังดูน่าทานก็ให้จดไว้


สงสารเสี่ยวเอ้อหนุ่มมือจดเป็นระวิง ลูกค้าท่านนี้ราวกับมีกระเพาะหลุมดำรายการอาหารเกือบสามสิบอย่างขนาดพิเศษทำเขาเหงื่อตก มองดูเห็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีตัวเล็กๆราวกับพวกคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาเป็อย่างดี หากไม่เห็นป้ายหยกขาวที่ห้อยเอวไว้เขาก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าคนตรงหน้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียร


เมื่อได้รายการเป็นที่พอใจของลูกค้ามาแล้วเสี่ยวเอ้อขอตัวไปแจ้งที่ห้องครัวอย่างรวดเร็ว พ่อครัวแม่ครัวเมื่อเห็นรายการอาหารก็พากันเร่งมือทำ ใครว่างก็ถูกเรียกมาช่วยเป็นลูกมือ


ค่ำวันนั้นห้องของจินหลิงมีเสี่ยวเอ้อมากหน้าหลายตาเข้าออกไม่ได้หยุด จนกระทั่งเขาทานจานสุดท้ายเสร็จและเสี่ยวเอ้อยกออกไป ทั้งห้องจึงได้กลับมาเงียบเหมือนเดิม


จินหลิงลูบท้องอย่างอิ่มเอม อาหารของมนุษย์ไม่ได้ทานมานานก็ยังอร่อยเหมือนเดิม คุ้มกับที่เหนื่อยมาทั้งวัน พรุ่งนี้เขาวางแผนเที่ยวเมืองลั่วชางไว้เรียบร้อย พอวันมะรืนก็จะไปจากเมืองนี้


ทั้งๆที่ชอบแต่ทำไมถึงจะจากไปเร็วน่ะหรือ?


เขาเคยบอกแล้วว่า เมืองแห่งนี้เหม็นสาปเลือด


ละอองสีแดงกำลังร่ายรำอยู่บนอากาศยามค่ำคืน


พอลองทำนายดูก็พบว่าเมืองลั่วชางกำลังจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างขึ้น จินหลิงชอบชมเรื่องสนุกและความวุ่นวายของคนอื่น แต่เกลียดมากหากตนไปเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายนั้น


เขาเชื่อฟังคำสอนของพี่ใหญ่


ดังนั้นต้องรีบสนุกและจากไปให้ไว

 

....................................


ยามเฉิน[1]

ไร้เงาของจินหลิงในห้องพักยามลี่ลี่มาเคาะเรียก เมื่อถามเสี่ยวเอ้อดูถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งออกไปไม่นานและมีข้อความฝากถึงพวกเขาว่าตอนเที่ยงให้ไปเจอกันที่หออาหารซุยโคว


ลี่ลี่ขอบคุณเสี่ยวเอ้อและกลับมารายงานให้คุณหนูของนางฟัง ชุนเหมยพยักหน้ารับรู้เท่านั้นไม่ได้กล่าวอะไร ใจของนางกำลังพะวงถึงคำพูดของจินหลิงเมื่อคืน


นางพึมพำเบาๆ “กลิ่นเลือดอย่างนั้นเหรอ จะหมายถึงพวกทหารที่บาดเจ็บหรือเปล่านะ”


“คุณหนูกล่าวว่าอะไรนะเจ้านะ”


ชุนเหมยสายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก”


แม้จะพูดอย่างนั้น แต่จิตใจกำลังเต้นรัวราวกับความกังวลบางอย่างก่อกวนใจ

 

....................................


พี่ใหญ่เคยสอนไว้ว่า การค้าขายที่แดนมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า การต่อราคา หากมีโอกาสได้ซื้อของที่แดนมนุษย์ก็ให้ลองต่อราคาดู เพราะจะทำให้เราได้ของที่ถูกลง แต่เขาก็คลาแคลงใจว่าทำไมต้องทำแบบนั้น พวกเราสี่พี่น้องร่ำรวยอยู่แล้ว ของวิเศษในวังมี่ฝู่ของพี่ใหญ่ชิ้นหนึ่ง หากนำไปแลกเป็นเงินคงได้มากมาย สำหรับชั่วชีวิตของมนุษย์ใช้จ่ายพร่ำเพื่ออย่างไรก็ไม่หมด ไม่เห็นต้องไปทำอะไรให้ยุ่งยาก


ซื้อของ จ่ายเงิน รับของมา


ก็จบ


แล้วมันก็ดูเสียเกียรติอย่างมากหากลดตัวไปขอร้องพวกมนุษย์


ในอดีตก่อนที่จะเป็นศิษย์ของปฐมวิญญาณและได้รู้จักเมืองมนุษย์ เขาเคยคิดแบบนั้น สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ไหนก็ตามสำหรับเขาก็แค่ของประดับเพื่อให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นเท่านั้น หายไปสักหนึ่งหรือสองก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไร


ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน จินหลิงเป็นคนที่ไม่มีความคิดอะไรที่ซับซ้อน เขารู้จักแต่สิ่งที่ชอบและไม่ชอบเท่านั้น


เมื่อชอบอะไร เขาจะทำทุกอย่าเพื่อให้ได้มันมา


แต่สำหรับสิ่งที่ไม่ชอบ หากไม่มายุ่งกับกับเขา จินหลิงก็คร้านจะใส่ใจ เมินเฉยมันเสีย


พี่ใหญ่เห็นเขาทำหน้าสงสัย ก็เขกหัวด้วยกำปั้นทีนึง ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งออกมา ที่แม้แต่ตอนนี้เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ


“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจที่สุด เพราะพวกเขาคือมนุษย์ยังไงล่ะ”


คำพูดในตอนนั้นหมายความว่าอย่างไรกันนะ?


พี่ใหญ่บอกให้เขาลองหาคำตอบด้วยตัวเองดู


แต่หลังจากวันนั้น ปฐมวิญญาณก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเขาสี่พี่น้องและบอกว่าอยากรับพวกเขาเป็นศิษย์ ยามนั้นหกภพภูมิวุ่นวายไร้ระเบียบ หลายเผ่าพันธุ์ทำสงครามกันไม่หยุดหย่อน พี่รองบอกว่าเพื่อยับยั้งไม่พวกเราทั้งสี่ที่ปฐมวิญญาณไม่อาจหาความเป็นมาได้เป็นส่วนหนึ่งของความวุ่นวายนั้นและอีกประการหนึ่งเพื่อขอกำลังของพวกเรายับยั้งสงคราม


ห้ามไม่ให้พวกเขาไปสร้างความวุ่นวายเพิ่ม


แต่กลับมาขอให้ช่วยยับยั้งสงคราม


ไม่รู้พี่ใหญ่กับพี่รองไปทำข้อตกลงอะไรกับปฐมวิญญาณ พี่รองเดินมาลูบหัวเขาแล้วบอกเพียงว่าพวกเราจะเป็นศิษย์ของปฐมวิญญาณ ให้เตรียมตัวย้ายไปอยู่ที่สวรรค์ชั้นเก้าฟ้า


เขาชอบพี่รองมากๆ จึงไม่สงสัยในการตัดสินใจของพวกเขา เมื่อพี่รองบอกว่าดีก็แปลว่ามันดี ตัวเขาในตอนนั้นคิดเพียงว่าจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน พอเพียงมีพวกพี่ๆอยู่ด้วยก็พอ


หรือไม่ตัวเขาในตอนนั้นอาจจะ...


ไม่ สนใจ อะไร เลย ก็ได้


เพื่อหยุดยั้งสงคราม คงเป็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นล่ะมั้งที่ทำให้เขาถูกเรียกว่า...


เทพสังหาร

 

แต่ไม่ว่าตัวเขาในอดีตจะเป็นอย่างไร


จินหลิงก็คือจินหลิง


คำพูดของพี่ใหญ่ในตอนนั้น เขาจะหาคำตอบด้วยตัวเองให้ดู เริ่มจากลองใช้ชีวิตแบบมนุษย์ดูนี่แหละ ถึงจะโดนเข้าใจผิดว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรก็เถอะ นั่นเป็นการเข้าใจผิดไปเองของชุนเหมยเท่านั้น ส่วนเขาแค่เออออไปตามสถานการณ์


อืม...ว่าแต่ขนมร้านนี้อร่อยจริงๆ งั่มๆ(หยิบเข้าปากอีกชิ้น)


ตัวเขาตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่น่ะเหรอ?


หากจะเล่าก็ต้องเริ่มจาก...


หลังทานอาหารเช้าเสร็จ ก็เดินเที่ยวเล่นในเมืองไปเรื่อยๆ ระหว่างทางได้กลิ่นหอมบางอย่าง เป็นกลิ่นที่น่าทานลอยมา เลยเดินตามไปก็พบเข้าร้านขายขนมแห่งหนึ่งตรงหัวมุมถนน คนขายเป็นสตรีชาวบ้านธรรมดาอายุวัยกลางคน เขาสงสัยว่ามันคืออะไรทำไมดูน่าทานจัง แต่ก็นึกถึงคำสอนของพี่ใหญ่ขึ้นมาได้


“ท่านน้านี่คืออะไรเหรอ”


จินหลิงเรียกแม่ค้าว่าท่านน้าด้วยน้ำเสียงน่ารัก  เขาเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับทำหน้าสงสัย มือเล็กๆชี้ไปที่ขนมที่เรียงอยู่บนตะแกรง ท่าทางออดอ้อนน่ารักของจินหลิงเป็นที่หนึ่งไม่มีสอง หากเขาเป็นที่สองต้องเรียกได้ว่าไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่ง ทุกคนที่เจอเขาอ้อนไม่ว่าสตรีหรือบุรุษต้องยอมแพ้ทุกราย


เร็วซิ บอกเขาสิ ว่าของที่ดูน่าทางน่าทานนั่นคืออะไร


พอเห็นเด็กหนุ่มน่ารักแต่งตัวดีเหมือนพวกคุณชายลูกเศรษฐีเรียกตนว่าท่านน้า ก็ละลายไปกับกิริยาท่าทางน่าเอ็นดูของเด็กหนุ่ม ชมเปาะในใจว่าบิดามารดาสั่งสอนมาดี ไม่ทำตัวหยิ่งยโสดูถูกคนเหมือนเหล่าคุณชายที่ถูกตามใจจนไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา นางยิ้มกว้างแนะนำอย่างกระตือรือร้น


หากจินหลิงรู้สิ่งที่นางคิด เขาคงไม่พลาดที่จะชมตนเองว่า ข้าเป็นเด็กดี


“คุณชายน้อยนี่คือเซาปิ่ง ท่านจะลองทานหรือไม่?” นางหยิบให้ลองอย่างใจกว้าง


“ขอบคุณครับท่านน้า”


จินหลิงรับมาดู เหมือนขนมที่ทำจากแป้งข้างในยัดด้วยไส้ถั่วเหลืองนำไปทอดรูปร่างของมันดูกลมๆแบนๆ พอลองทานเท่านั้นเองเขารู้สึกถึงรสชาติของความอร่อยที่อบอวนอยู่ในปาก เผลอแปบเดียวก็ทานจนหมดชิ้น เขารู้สึกว่ายังไม่พอ เขามองไปยังแม่ค้าแล้วยิ้ม


“ท่านน้าข้าขอเหมาหมดนี่เลย”


...นี่เป็นที่มาของขนมที่เขากำลังทาน


จินหลิงกอดถุงใส่ขนมที่ซื้อมาอย่างมีความสุข นอกจากเซาปิ่งที่ซื้อจากร้านตรงหัวมุมถนนแล้ว ยังมีขนมอีกมากมายที่เขาซื้อมาระหว่างเดินไปเรื่อยๆ พวกแม่ค้าพ่อค้าที่ขายขนมน่ะใจดีมากๆเลย นอกจากจะลดราคาให้แล้วยังแถมเพิ่มให้อีก ส่วนเขาน่ะหรือ


กำลังมีความสุขกับการกินขนมไง


งืม...อร่อย


จินหลิงเดินชมเมืองไปกินขนมไป ตอนเดินผ่านระหว่างตึกไม่ทันระวังก็ชนเข้ากับบุรุษร่างสูงในชุดดำที่เดินออกมาจากซอยเล็กๆระหว่างตึก ทำให้ถุงใส่ขนมในมือตกพื้นขนมด้านในร่วงออกมาจากถุง


"ขนมของข้า"


จินหลิงน้ำตาคลอยามมองขนมที่ตกพื้น เขาตวัดมองคนที่ชนอย่างไม่ชอบใจ เห็นเพียงอีกฝ่ายมองหน้าเขานิ่งๆสลับกับขนมที่พื้น


ท่าทางของเขากำลังครุ่นคิดราวกับว่าควรจะทำอย่างไร


"ขอโทษ"


เยี่ยอ้าวเทียนไหนเลยจะเคยพบเหตุการณ์แบบนี้ เขามองเด็กหนุ่มที่มีน้ำเสียงคุ้นหูสูงเพียงอกเขาเท่านั้น คำขอโทษของเขาทำให้คนตัวเล็กน้ำตาคลอรื้นกว่าเดิม มองขนมที่ตกพื้นอย่างอาลัยอาวรณ์และมองหน้าเขาเหมือนคนไม่ดีที่แกล้งเด็ก


ท่าทางราวผู้ใหญ่แกล้งเด็กของเขา ทำให้ชาวบ้านรอบที่เดินผ่านไปมาพลางซุบซิบและมองมายังเขาอย่างประณาม


“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”


“แกล้งกันหรือเปล่า เด็กน้อยคนนั้นน่าสงสารเหลือเกิน”


“ใช่ๆ บุรุษชุดดำนั่นดูคุ้นๆนะ”


“ข้าว่าท่าทางเขาเหมือนพวกทหาร”


“ว่าไงนะ! ทหารตัวโตรังแกเด็กน้อยตาดำๆ แย่จริงๆ” ซุบซิบๆ


เขาทำอะไรไม่ถูก แต่ต้องออกจากตรงนี้ก่อนที่จะมีใครจำได้ว่าเขาเป็นใคร เยี่ยอ้าวเทียนคว้ามือคนตัวเล็กให้เดินตามมา แต่ก็โดนอีกฝ่ายขืนไว้


“จะพาไปไหน คนนิสัยไม่ดี”


จินหลิงเบะปากใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า ขนมที่เพิ่งซื้อมา ท่าทีมีความสุขเมื่อครู่ หายวับไปกับตาเมื่ออีกฝ่ายเดินชนเขาจนทำให้ขนมตกพื้น


แม้สามารถทำให้ขนมกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่เขาก็ไม่ทำ


พี่รองเคยสอนว่า ของที่สามารถทานได้อย่างอาหารหรือขนม หากตกพื้นแล้วไม่ควรเอามาทาน เขาผู้เป็นน้องเล็กย่อมเชื่อฟังที่พี่ๆสอนอยู่แล้ว


ก็เขาเป็นเด็กดีนี่นา


“จะพาไปซื้อขนม”เอ๋ คนนิสัยไม่ดีบอกว่าจะพาไปซื้อขนมล่ะ


“จริงๆนะ”อย่าหลอกข้าเชียว


“อืม ข้าเป็นคนชนเจ้าก็ต้องรับผิดชอบ ตามมาสิ”


จินหลิงยอมให้อีกฝ่ายจับมือพาไป ทั้งคู่เดินผ่านฝูงคนไปตามที่ต่างๆทั่วเมือง จุดมุ่งหมายคือร้านขนมที่คนตัวเล็กหมายตา พวกเขาลืมไปเลยว่าได้จับมือกันไม่ยอมปล่อย


มีนายทหารคนหนึ่งเดินสวนกับทั้งคู่ เขาจำท่านแม่ทัพเยี่ยได้ในทันที ชายหนุ่มเบิกตาโตราวกับไข่ห่านเมื่อเห็นท่านแม่ทัพเยี่ยผู้เย็นชาอยู่กับเด็กหนุ่มท่าทางร่าเริง เขาสะกิดเรียกเพื่อนอีกคนที่เลือกซื้อของอยู่ให้มองดู ทั้งคู่ตกใจนิ่งเป็นหินเมื่อเห็นท่านแม่ทัพผู้ถูกร่ำลือว่า เย็นชา ดุดัน ไร้ใจ กำลังยิ้มยามมองดูเด็กหนุ่มข้างตัวเลือกขนม


ในวันนั้นที่ค่ายทหาร เกิดข่าวลือซุบซิบขึ้นว่า ท่านแม่ทัพพาเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเที่ยวชมเมือง อีกข่าวก็บอกว่าที่ท่านแม่ทัพไม่สนใจผู้หญิงเลยเป็นเพราะเขามีรสนิยมตัดแขนเสื้อ และข่าวลืออื่นๆอีกมากมาย


........................................

 

เมื่อได้ขนมคืนมา จินหลิงก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม ไม่ถือโทษโกรธอีกฝ่ายที่เดินมาชนจนเขาทำขนมตกก่อนหน้านี้ ยังใจดีพาอีกฝ่ายมานั่งพักที่ศาลาข้างแม่น้ำ บุรุษผู้นี้มีความอดทนเหลือเชื่อยามเขาลากไปร้านนั้นพาไปร้านนี้ก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ แถมยังใจดีพาไปซื้อขนมชนิดอื่นที่เขายังไม่เคยทานมาให้ด้วย


แม้จะพูดสั้นๆแต่ว่า “เป็นหน้าที่ที่ข้าต้องรับผิดชอบ”


แต่เขาเป็นคนใจดีนะ


มนุษย์ผู้นี้ดูเป็นคนที่พูดน้อย ชอบทำหน้านิ่งๆชวนให้เข้าใจผิดว่าเย็นชาแบบนั้นตลอดไม่เมื่อยหรือไงนะ  หากได้กินขนมอาจจะอารมณ์ดีขึ้นมาและยิ้มก็ได้ เขาเองก็มียังความสุขยามได้กินขนมเลย


จะยอมแบ่งให้สักชิ้นก็ได้


ยื่นขนมให้อีกฝ่าย “ข้าให้”


เยี่ยอ้าวเทียนมองเด็กหนุ่มที่ยื่นขนมมาให้ อีกฝ่ายแสดงสีหน้าจริงใจราวกับจะบอกว่า รับไปซิๆ ทำให้เขาไม่กล้าปฏิเสธเพราะโดยส่วนตัวแล้วเขาเป็นคนที่ไม่ชอบทานของหวานๆ แต่ไม่อยากเห็นหน้าหงอยๆยามโดนปฏิเสธของเด็กหนุ่มเขาจึงรับขนมที่ยื่นมาให้


แล้วก็เป็นดังคิดคนตัวเล็กทำหน้าดีใจ


“คนนิสัยไม่ดีลองทานดูสิอร่อยมากเลย”


เชิญชวนด้วยชื่อเรียกแปลกๆที่เป็นคนตั้งขึ้นเอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าให้อภัยคนน่านิ่งเรื่องก่อนหน้านี้แล้ว ต้องเปลี่ยนคำเรียกสินะ


เยี่ยอ้าวเทียนไม่ติดใจยามโดนเรียกว่าคนนิสัยไม่ดีด้วยน้ำเสียงเล็กๆที่ดูคุ้นหูนั่น แม้จะเชื่อมโยงเข้ากับนายท่านของสาวใช้ที่ขายยาให้เมื่อคืนความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปทันที เมื่อได้ลองสังเกตตอนเดินซื้อขนมด้วยกัน


เด็กคนนี้ดูไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ปรุงโอสถเลยสักนิด


“ไม่ใช่ๆไม่เรียกคนนิสัยไม่ดี เจ้าน่ะดีมากๆเลยคนถ้ำมอง”


แต่พอโดนเรียกว่าคนถ้ำมอง ทำให้เขาที่กำลังลองทานขนมชะงักไป เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย


จินหลิงโคลงศีรษะมองกลับอย่างงุนงง


“ทำไมเจ้ามองข้าอย่างนั้นล่ะ เมื่อวานเป็นเจ้ากับสหายไม่ใช่เหรอที่ลบตัวตนซ่อนเงาแอบดูพวกข้าอยู่นอกรถม้า เรียกคนถ้ำมองก็ถูกแล้วหนิ เอ...หรือว่าเรียกผิดกันนะ?”




[1] ยามเฉิน ( : chén) เป็นการนับเวลาแบบจีนโบราณ ตามชื่อปีนักษัตร หมายถึงเวลา 07.00 - 08.59 น.




คุยกับเจ้ากระต่ายจันทรา

[50%] ตอนนี้คำนวนดูความเร็วในการเขียนแต่ละตอน พบว่าวันนึงเราเขียนได้แค่วันละครึ่งตอน 50% เราเลยตัดสินใจอัพทุกวัน วันละครึ่งตอนแล้วแต่สถายการณ์ ใครอยากอ่านแบบเต็มตอนสามารถอ่านแบบวันเว้นวันได้ค่ะ เราแต่งสดอัพสดนะคะ ไม่มีสำรองไว้ ยังไม่ขัดเกลาสำนวนบางคนอาจรู้สึกว่า มันมีสำนวนปัจจุบันปนโบราณอยู่ จะพยายามพัฒนาต่อไปค่ะ

[120%] มาต่อแล้วค่ะ เรียกได้ว่าครึ่งหลังนี่แต่งเพลินเลยทีเดียว ครึ่งหลังนี่เราเปิดเผยเรื่องในอดีตของจินหลิงนิดๆ พร้อมกับหย่อนปมเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนถัดๆไป ต้องขอขอบคุณภาพและข้อมูลเรื่องขนมจากคุณซูเม่ย(@miko-tolu)


นี่คือรูปขนมเซาปิ่งที่กล่าวถึงในนิยายนะคะ


 


แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ

ฝันดีจ้า



แก้ไข 26/12/2561

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 682 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

458 ความคิดเห็น

  1. #433 iwbufbfijsejkflx (@iwbufbfijsejkflx) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 21:27
    ทำไมน้องน่าเอ็นดูเเบบนี้~~~
    #433
    0
  2. #427 cjkk (@cjkk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 13:25
    คนถ้ำมอง5555
    #427
    0
  3. #408 callmedidi (@jelly90sw) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 22:17
    น้องงงงงงจะตั้งชื่อให้พี่เค้าแบบนี้ไม่ได้ลูกกกกกด
    #408
    0
  4. #388 MitsukiCarto (@MitsukiCarto) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 07:53
    ขนมน่ากินอ่ะ~
    เจอคำว่าถ้ำมองเข้าไปสำลักเลยกู55555
    #388
    0
  5. #342 sudauy (@sudauy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 00:41
    รูปขนมนี่ตายมากอะ 00:41จ้าาาาาา
    #342
    0
  6. #321 dnkdnk (@dnkdnk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 00:02
    เอ็นดูววว ช่วยยยด้วยยยยย
    #321
    0
  7. #286 FONJAE💖 (@discouraged) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:46
    หนูรู้้กกกกกก เอ็นดู
    #286
    0
  8. #239 Sambonsakura (@Sambonsakura) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 11:09
    น้อง รูกก โอย55555 คือจะแบบว่าเป็นห่วงนิสัยนี้ก็ไม่ได้ เพราะน้องเก่งกาจเหลือเกิน 555555
    #239
    0
  9. #220 Sunflower.W (@renesqueenxs) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 10:08
    น้องเดินตามคนให้ขนมไปจริงๆด้วย เฮ้อออออ
    #220
    0
  10. #201 มิลุนซัง (@otaku73220) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2562 / 01:29
    อ่านตอนกลางคืนแล้วหิวมากค่ะ
    #201
    0
  11. #185 ningthanaporn (@ningthanaporn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 09:54
    ตำแหน่งใหม่คือคนถ้ำมอง
    #185
    0
  12. #174 artiannie (@artiannie) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 21:35
    ดีใจมากกับความยาว

    สะใจแท้
    #174
    0
  13. #166 Lucky-Puppy (@poopo555) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 14:28
    น่ารักเลี้ยงง่ายจริงๆด้วย
    #166
    0
  14. วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 09:24
    น่ารักแถมเลี้ยงง่ายแบบนี้ ขอรับมาเลี้ยงได้ไหมคะ โอ้ยยยย อยากฟัด หมันเขี้ยว
    #128
    1
    • 31 ธันวาคม 2561 / 20:59
      ไม่ได้ค่ะ เราจองพร้อมจ่ายมัดจำเรียบร้อยแล้ว น้องจินหลิงเป็นของอ้าวเทียนคนเดียว ฮิฮิ
      #128-1
  15. #120 -Shawty- (@tumbmong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 23:59
    ช่างเป็นเทพที่เลี้ยงง่ายมากเลยย ท่านแม่ทัพสนใจรับไปดูแลด้วยเลยมั้ยคะ อิอิ
    #120
    1
    • 31 ธันวาคม 2561 / 21:06
      ท่านแม่ทัพหลงน้องไปเรียบร้อย เหลือแค่ลักพาตัวกลับเมืองหลวงด้วยกัน555
      #120-1
  16. #80 Mod_Killer (@Mod_Killer) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 09:02
    จะน่ารักไปไหนนน
    #80
    0
  17. #75 SweetP (@pnkpie) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 22:31
    นว้องงงงง น่าเอ็นดูที่สุดหนูลูกกกก ฮืออออ โดนตกด้วยขนมง่ายดายเชียวว ท่านแม่ทัพก็โดนยิ้มลูกหมาตกแน่เลย ตามใจใหญ่5555
    #75
    1
  18. #36 A T O M Y (@Atomy_Dek-D) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 09:06
    ขนมตกน้องร้องให้ งื้อออ น่ารัก ขนมก็น่ากิน
    #36
    0
  19. #31 $a$i (@samu1615) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 03:52
    น้องหนูดูมีนิสัยเป็นเอกลักษณ์มากเลยค่ะ น่าจะซนจนน่าตีแน่ๆเลย55555555
    #31
    0
  20. #18 maimuy (@maimuy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 07:24
    สนุกมากๆๆๆตามคะ
    #18
    1
  21. #14 นมสด (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:23

    ชอบเรื่องนี้ สนุกดี

    #14
    1
  22. #13 Fay Di Luna (@fern--) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 12:19
    โอ้ยยย ชอบเรื่องนี้อ่ะ ฉันจะขอตามจนจบเลย! สู้ๆนะไรท์!!
    #13
    1
  23. #12 saiikun (@patiya) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 11:52
    พาลูก(?)เดินเที่ยว(??)
    #12
    1
  24. #11 pimpikachimon (@pimpikachimon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 06:22
    อยากอ่านต่อเร็วๆง่าาา
    #11
    1
  25. #10 Fucus (@Fucus) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 01:56

    สนุกมากค่ะ ดีต่อใจฝุดๆ

    #10
    1