คัดลอกลิงก์เเล้ว

อยากกินกระเพาะปลาในงานศพ [YAOI]

โดย Qpizzabee

เด็กหนุ่มที่อยากกินกระเพาะปลาในงานศพ และแขกหนุ่มที่ไม่ชอบกลิ่นกระเพาะปลา

ยอดวิวรวม

61

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


61

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 ต.ค. 62 / 16:39 น.
นิยาย ҡԹл㹧ҹȾ [YAOI]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่อยากกินกระเพาะปลาในงานศพ และแขกหนุ่มที่ไม่ชอบกลิ่นกระเพาะปลา

#อยากกินกระเพาะปลาในงานศพ




เป็นนิยายสั้นตอนเดียวจบฉลองวันฮาโลวีนล่วงหน้านะคะ




















































เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 ต.ค. 62 / 16:39


เรื่องสั้นตอนเดียวจบ


อยากกินกระเพาะปลาในงานศพ



วันนี้เป็นวันหยุดยาวศุกร์เสาร์อาทิตย์เป็นวันดีๆ ของเหล่าเด็กมัธยมที่จะได้ไม่ต้องไปเรียนในวันศุกร์ แถมยังนอนหลับตื่นสายแค่ไหนก็ได้


แต่ที่ไม่ดีคือพ่อกับแม่ผมเขาพากันไปช่วยเพื่อนจัดงานศพใกล้บ้านกันตั้งแต่โต้รุ่ง แล้วทิ้งให้ลูกชายแสนหล่อนอนตายอยู่ที่บ้านเพียงลำพัง


ผมเองก็เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแต่ในครัวกลับไม่มีอะไรให้ผมกิน แม้แต่ข้าวเจ้าก็ยังไม่มี จะหุงกินเองก็ทำไม่เป็นเพราะผมมันไอลูกเทวดา หุงปั๊บกลายเป็นข้าวต้มปั๊บ


แต่ใช่ว่าผมจะท้องว่างรอคอยพ่อแม่ที่น่ารักกลับมา ผมจัดการต้มมาม่าหยิบไข่ไก่และส่วนผสมสารพัดกุ๊กกิ๊กหมดตู้มาทำกิน


อย่างน้อยเช้าของวันที่ใกล้จะเที่ยงก็ทำให้ผมหายหิวได้ประมาณหนึ่ง


แต่พอตกเย็นผมก็กลับมาหิว และหิวอะไรไม่หิว


ผมมีความรู้สึกอยากกินกระเพาะปลาร้อนๆ


แม้ร้านสะดวกซื้อจะมีตลาดสดจะขายแต่ผมกลับไม่อยากกิน ผมอยากกินกระเพาะปลาในงานศพเพราะรสชาติมันต่างจากที่อื่น หรืออาจจะมีความรู้สึกบางอย่างบอกให้ผมไปกินที่งานศพใกล้ๆ บ้าน


หรือมันเป็นเพราะมีคนตาย กระเพาะปลามันถึงได้อร่อย?


แม้ความคิดจะเลอะเทอะไปไกล แต่ผมก็เลือกที่จะเดินทางไปยังงานศพใกล้บ้านด้วยรถจักรยานยนต์คันโก้


งานศพจัดได้วันที่สามแขกต่างหน้าไม่คุ้นตาเริ่มเต็มงานศพที่ดูจะอลังการกว่าที่ผมคิดเอาไว้


พอเห็นว่าเจ้างานคือใครผมก็ถึงกับบางอ้อ เพราะเป็นบ้านตระกูลเศรษฐีที่อยู่ใกล้บ้านผม ข้างๆ บ้านกันด้วยซ้ำไป


“อ้าว ตาขิม มาไงน่ะลูก”


แม่ผมเดินออกจากโซนครัวมาหาผมด้วยใบหน้าแปลกใจ ก็นะผมปฏิเสธจะไม่มาเพราะท่าทางคนมันจะเยอะและอีกอย่างผมไม่ชอบสีดำบรรยากาศครึ้มไร้เสียงเฮฮา


“ผมอยากมากินกระเพาะปลาเฉยๆ ”


“ลูกคนนี้ เห็นแก่กินไปไหว้ป้าหวานใจกับลุงมีชัยก่อนแล้วค่อยกิน เดี๋ยวแม่ไปตักให้”



ไม่ทันได้พูดท้วงอะไร แม่ก็ดันผมไปหาทางป้าหวานใจกับลุงมีชัยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ผมยกมือไหว้ลุงป้าทั้งสองที่ใบหน้ามีแต่ความโศก พลอยทำให้ผมรู้สึกเศร้าไปด้วย



ไม่ชอบเลยความรู้สึกนี้ ผมไม่ชอบเลยสักนิด



เมื่อเห็นว่าเจ้าภาพเป็นใคร ผมเองถึงได้รู้ว่าลูกชายคนโตเขาเสียเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม่กับพ่อไม่ได้บอกอะไรผมเลย


พวกเขาบอกแค่มีคนเสียชีวิตในบ้านของป้าหวานใจเพียงแค่นั้น


พอมาวันนี้ผมถึงได้รู้ว่าเขาปกปิดมันไว้เพราะอะไร...




“ไม่ได้เจอหน้าตั้งนาน หล่อขึ้นนะขิม พักหลังหนูไม่ค่อยมาหาที่บ้านป้าเลย”


ผมยิ้มบางๆ ให้ป้าหวานใจที่มองผมด้วยสายตาเอ็นดูแต่ข้างในกลับดูสั่นไหวแปลกๆ


“ถ้าตาเขมยังอยู่ก็คงดี เราสนิทกับพี่เขมนี่เนอะ”


ผมยิ้มแห้งเมื่อป้าเขาเริ่มพูดถึงพี่เขมที่พึ่งเสียชีวิตไป


ผมกับพี่เขาในสมัยยังเป็นเด็กก็ถือว่าสนิท ผมไปบ้านพี่เขาเล่นเกมแทบทุกวันจนแม่ต้องมาตามถึงหน้าบ้าน แต่ก็มีบ้างที่พี่เขมมาเล่นที่บ้านของผมเหมือนกัน เรียกได้ว่าผมอยู่ที่ไหนพี่เขมอยู่ที่นั่น และถ้าพี่เขมอยู่ตรงไหนผมก็อยู่ตรงนั้นด้วยเหมือนกัน


แต่เมื่อหลายปีก่อนพี่เขมไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกาตั้งห้าปี ความสนิทที่เคยมีก็เริ่มจางหาย แม้ว่าปีก่อนพี่เขาจะกลับบ้านในช่วงเทศกาล ผมก็ไม่คิดที่จะไปหาด้วยความคิดถึง


เพราะช่วงเวลาที่เราไม่ได้พูดคุยกับมันก่อให้เกิดช่องว่างทำให้เราสองคนห่างเหินต่อกันไป และอีกหลายปัจจัยเช่นเรื่องส่วนตัวของพี่เขาที่ทำให้ผมต้องปลีกวิเวกไม่กล้าเข้าใกล้เข้าไปใหญ่


บอกตามตรงผมเองก็แอบเสียใจที่พี่ชายที่สนิทที่สุดจากโลกนี้ไปโดยไม่ทันได้บอกลา


เพราะพี่เขาเป็นฮีโร่คนแรกในชีวิตของผม



“ผมขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีครับ”


เมื่อเห็นว่าเริ่มมีผู้ใหญ่เข้ามาทักทายผมก็ขอตัวปลีกวิเวกไปอยู่ในโซนห้องครัว


เมื่อพิธีสวดอภิธรรมเริ่มถึงเวลา แขกจึงเริ่มไปหาที่นั่งรอคอยพระมาสวด ส่วนผมที่ไม่ชอบนั่งพนมมือนานๆ จึงขอมาตักกระเพาะปลากินดั่งที่ใจหวังไว้ตั้งแต่แรก


อากาศในตอนหนึ่งทุ่มเริ่มเย็นกว่าที่ผมรู้สึก ความเงียบและบรรยากาศมันทำให้ผมอดรู้สึกขนลุกแปลกๆ


และรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่เหมือนจะมองมาที่ผมอย่างไม่ละสายตา



ผมหันมองซ้ายแลขวาเพราะรู้สึกกลัวขึ้นมาทั้งที่ไม่ใช่คนกลัวผี ผมว่าผมหลอนแล้วคิดไปเอง จึงรีบตักกระเพาะปลามานั่งกินดีๆ จะได้รีบกลับบ้านไปนอน


ระหว่างที่ผมกำลังนั่งกินอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงรองเท้าเดินเข้ามาใกล้ๆ และกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ พอให้ใจที่เต้นโครมครามได้ผ่อนคลายเล็กน้อย อย่างน้อยก็มีแขกคนอื่น ผมนี่ก็เพ้อเจ้อเหลือเกิน


“กระเพาะปลาอร่อยเหรอ? ”


เสียงทุ้มจากด้านหลังพูดขึ้นมาลอยๆ ผมไม่รู้ว่าแขกคนนี้พูดกับผมหรือเปล่าแต่ผมเลือกที่จะพยักหน้าตอบกลับไปแทน แม้ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครก็ตาม


แต่เสียงกลับคุ้น นุ่มหูประหลาด


“เฮ้อ บอกไปแล้วแท้ๆ ว่าไม่ชอบกลิ่น…”


เจ้าของเสียงทุ้มพูดกับตัวเองอีกสองสามประโยคก่อนจะแยกฝีเท้าไปตักอาหารอีกอย่างที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ หางตาของผม


กระเพาะปลามันก็อร่อยดีจะตาย แปลกคนชะมัด


ไม่ชอบเหมือนกับคนที่จากไปไม่มีผิด….


“นั่งด้วยสิ”


ผมหันไปมองแขกคนนี้ด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งใกล้ เขาเป็นผู้ชายที่อายุน่าจะห่างจากผมไม่กี่ปีหากดูจากผิวพรรณและชุดที่สวมใส่แต่ไม่ทันได้มองหน้า ผมก็เผลอทำน้ำซุปกระเพาะปลาหกใส่ขาจนคนมาใหม่ต้องเอื้อมมือไปหยิบทิชชูมาให้


"ขอบคุณครับ..."


“ไม่เป็นไร ตรงอื่นมันมืด ยุงมันเยอะตรงนี้สว่างขอนั่งด้วยนะ”


“อ่อ…ครับ ”


รู้สึกแปลกใจที่ผมกลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดสักนิดทั้งที่ผมไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ ทั้งที่ผมไม่ใช่คนที่ชอบอยู่กับคนแปลกหน้าติดจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำไป ทำไมกันนะ?


“ไม่เข้าไปสวดเหรอครับ? ”


ผมถามผู้ชายข้างกายที่นั่งตักข้าวต้มเสียเต็มถ้วยแต่ไม่ตักกินสักคำ


ผมไม่กล้าเงยหน้ามองใบหน้าคนข้างๆ เพราะรู้สึกอายกับการกระทำเปิ่นๆ ของตัวเอง มีที่ไหนไปจ้องหน้าผู้ชายด้วยกันแถมยังไม่รู้จักกันอีก แค่รู้ว่าเขาเป็นคนผมก็โอเคแล้ว



“น่าเบื่อจะตาย เหม็นกลิ่นธูปด้วย ว่าแต่นายเถอะทำไมไม่เข้าไป”


“เหมือนกันครับ ผมแค่อยากมากินกระเพาะปลาเฉยๆ ”


“เกิดมาพึ่งเคยเจอคนที่อยากมากินกระเพาะปลาในงานศพ…นี่ ไม่คิดว่าคนในโลงจะโกรธรึไง? สนใจแต่ของกิน คนจากโลกนี้ไปแล้วแท้ๆ ”


เหมือนเขาจะพูดติดตลก แต่ท้ายประโยคกลับดูเศร้าจนผมเผลอสะอึกไปหลายนาที


“ก็..ช่วยไม่ได้นี่นา มัน..ไม่รู้สิ ผมเข้าไปไหว้พี่เขาแล้วแต่ไม่รู้… ผมยังตั้งตัวไม่ถูก ถ้าผมนั่งสวดผมก็ต้องเข้าใจว่าพี่เขาตายไปแล้ว…”


คนที่ใกล้ตัวผมจากไปโดยที่ยังไม่ทันได้ทักทาย แค่มากินกระเพาะปลามันก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ที่ผมมาก็เพราะวันนี้เกือบเป็นวันสุดท้ายที่งานนี้จะจบลงโดยที่ผมยังไม่ทันได้มาไหว้ ไม่ทันได้มาบอกกล่าววันที่พี่เขาจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ



ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฮีโร่ในดวงใจ แต่เป็น รักแรก ในชีวิตผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งก็คือผม



เป็นรักแรกและรักสุดท้าย ที่ไม่เคยลืมและรอคอยพี่เขากลับมาจากการไปเรียนที่ต่างประเทศตลอดห้าปีที่ผ่านมา


พยายามเขียนจดหมายเกือบร้อยฉบับเป็นเวลาห้าปีที่พี่เขาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองโดยที่ไม่เคยส่งไปเพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับข้อความตอบกลับ


ถามพ่อแม่พี่เขาทุกวันว่าเป็นยังไงบ้าง มีแฟนแล้วหรือยัง จะมีความสุขดีหรือเปล่าหากไม่มีผม


แม้แต่วันที่พี่เขากลับมา ผมก็ไม่กล้าไปหาเพราะพี่เขากลับมาพร้อมผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยคนหนึ่ง


ความสุขที่เคยมีการรอคอยที่ดูไร้ความหมาย มันจบลงตั้งแต่วันที่ผมเห็นเขาทั้งสองจูบกันในสวนหลังบ้าน ในวันปีใหม่วันสุดท้ายของปี

มันเจ็บ และเสียใจจนผมไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพี่เขา แม้อยากจะรู้ว่าพี่เขาเปลี่ยนไปเช่นไร จะหล่อขึ้นมั้ยจะเหมือนเดิมหรือเปล่า



ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่เขาจะยังคิดถึงผมอยู่ไหม หรือมีเพียงผมอยู่ฝ่ายเดียวที่ไม่เคยลืมพี่เขาลบพี่เขาออกไปจากใจได้เลย



งานจบลงในเวลาสามทุ่มครึ่ง ผมช่วยเหล่าป้าน้าอาในห้องครัวด้วยใจที่ล่องลอยหยิบผิดหยิบถูกจนโดนแม่ไล่ให้ไปรอที่รถ ผมนั่งเหม่อลอยกับงานในวันนี้ รวมไปถึงผู้ชายคนนั้นที่ผมไม่สามารถจำน้ำเสียงหรือหน้าตาได้เลย


แต่ทำไมกันนะผมถึงได้รู้สึกเศร้าจนเผลอร้องไห้ออกมาและต้องรีบเช็ดน้ำตาเพราะพ่อและแม่ขึ้นมาบนรถ


วันนี้มันช่างทรมานใจผมเหลือเกิน











“วันนี้วันสุดท้าย ขิมจะไปมั้ยลูก”


วรรณนาเอ่ยถามลูกชายที่หลังจากกลับมาจากงานศพลูกชายของเธอก็เอาแต่เหม่อลอย คอยแต่ยืนมองสวนไม้ที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างทางเข้าบ้าน


เธอเองนั้นก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ปกปิดเรื่องการจากไปของเขมซึ่งเธอเองก็นับเป็นลูกชายอีกคน และรู้ดีว่าเขมนั้นในใจขิมเปรียบดั่งพี่ชายที่แสนดีและสมบูรณ์แบบในสายตาลูกชายเธอ


แต่ในสายตาของผู้ใหญ่ พวกเขารู้ดีว่าขิมกับเขมนั้นเป็นมากกว่าพี่น้องที่โตมาด้วยกัน รู้ดีในเรื่องที่ควรจะห้ามก่อนที่อะไรๆ จะเลยเถิดไปมากกว่านี้


“ถ้าหนูง่วงนอนก็อยู่บ้านนะลูก แม่ตักกระเพาะปลาของโปรดหนูมาไว้อยู่ในตู้เย็น ถ้าหิวก็ลงมาอุ่นกินนะ”


หลังจากที่แม่ผมออกจากบ้านไป ผมเอาแต่นั่งเหม่อมองสวนกลางบ้าน ในหัวมีแต่ความคิดตีกันไปมาจนสุดท้าย สองเท้าของผมก็มายืนอยู่ที่วัดใกล้บ้าน วัดที่จัดงานศพของพี่เขม


เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้เจอพี่เขา เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้เจอพี่เขมอีกครั้ง...


เวลาบ่ายโมงของวันทุกคนเริ่มพิธีการสุดท้ายนั่นคือพิธีฌาปนกิจศพ โดยมีการเวียนศพตามดั่งพิธีการ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของผม มันรวมไปถึงการเชิญศพขึ้นเมรุ และเจ้าภาพหรือคุณลุงที่ยืนอ่านคำและไว้อาลัยลูกชายของตัวเอง


ก่อนที่แขกทุกคนจะพากันขึ้นเมรุเพื่อวางช่อดอกไม้เพื่อไว้อาลัยแด่คนที่จากไป


“จะปลงศพแล้วนะ ไม่ไปเหรอ? ”


อยู่ๆ ผู้ชายคนเมื่อวานกลับมาอยู่ข้างผมและถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แม้จะตกใจเล็กน้อยแต่ความเศร้านั้นครอบงำทำให้ผมตั้งตัวไม่ทันและไม่ทันไร เขากลับลากผมไปยังเหล่าแขกในงานที่เริ่มต่อแถวถือช่อดอกไม้เพื่อนำไปวางบนพานหน้าศพและหนีไปโดยทิ้งให้ผมต่อขบวนขึ้นเมรุเพียงคนเดียว


ตลอดระยะทางที่ใกล้จะถึง แสงสว่างบนฟากฟ้าเริ่มเลือนรางจะบรรยากาศทุกอย่างนั้นดูมืดมน


ไม่มีคนร้องไห้ มีเพียงสายตาที่ไว้อาลัยแด่คนที่จากไป


มีเพียงผมที่กัดริมฝีปากอดกลั้นหยาดน้ำตาที่กำลังก่อตัวอย่างไม่รู้ตัว


ใกล้ถึงตัวผมที่ต้องไปหยุดยืนวางช่อดอกไม้ ผมตั้งสติก่อนจะบางดอกไม้บนพาน อดไม่ได้ที่จะหันไปมองโลงศพที่ตั้งไว้ไม่ไกลจากสายตา


แขกคนแล้ว แขกคนเล่าวางช่อดอกไม้เป็นคนสุดท้ายเสร็จลง ทุกอย่างก็ใกล้ถึงเวลาที่ทุกคนกำลังรอ


ผู้ชายคนนั้นยืนโบกมือให้ผมไปยืนข้างๆ เขา แต่ทำไมกันนะใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยหมอกจางๆ จนไม่สามารถเพ่งสายตามองได้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง ทั้งที่บริเวณโดยรอบไม่มีแม้แต่หมอกจากธรรมชาติหรือควันจากห้องครัว


ตลอดเวลาที่พิธีสุดท้ายกำลังเริ่ม ผมก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปมองว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น


“ร้องไห้ทำไม? ”


ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่ผมเผลอร้องไห้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิ้วมือเย็นๆ ของผู้ชายคนนี้เผลอมาปาดน้ำตาให้ตอนไหน มีเพียงผมที่ปล่อยให้เขาเช็ดน้ำตาราวกับคนอ่อนแอที่ต้องการใครสักคนมาปลอบโยน


“ไม่ร้องสิ ไหนบอกจะไม่ร้องไห้ไง…”


“ผมไปบอกตอน..ไหน”


“ก็วันที่เราต้องจากกันไง…จำได้ไหม? ”




‘พี่จะกลับมาหาขิมมั้ย!’


เสียงของเด็กชายขิมเพลง ตะโกนถามคนเป็นพี่ที่เดินเข้าเกทไปเพียงไม่กี่ก้าว เขมหันมามองเด็กน้อยที่เติบโตมาด้วยกันมาตั้งแต่เด็กด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย


ไม่อยากไปเลยด้วยซ้ำ แต่สถานะของเขาในตอนนี้ไม่ควรที่จะอยู่ใกล้เด็กน้อยที่เปรียบดั่งผ้าขาวและเขาที่เปรียบดั่งสีดำ ไม่ควรปล่อยให้เขาที่ฉวยโอกาสและหลงรักเด็กน้อยที่อายุเพียงเก้าขวบต้องมาถูกเขาจองจำด้วยความรู้สึกรักใคร่และหวงแหนไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง


เขามันเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปดที่น่ารังเกียจ และทุเรศจนไม่อยากที่จะอยู่ใกล้เด็กน้อยที่หลงมองเขาว่าเป็นฮีโร่


ทุกเวลาที่ล่วงเลยมามันช่างแสนอึดอัดและทรมานใจคนที่แอบหลงรักเด็กน้อยใกล้บ้าน อยากถามไถ่ความเป็นมา อยากจะฝากพ่อแม่ที่อยู่เมืองไกลดูแลเด็กน้อยคนนั้นไม่ให้ห่างสายตา จะมีใครมาจีบหรือเปล่า จะมีคนมาตอแยหรือไม่ เขมต่อกรกับความคิดแบบนี้มาตลอดหน้าปี


แม้แต่วันที่บินกลับมาพร้อมผู้หญิงที่คบบังหน้า เพราะรู้ดีว่าน้องชายคนนี้นั้นก็มีความรู้สึกเดียวกันกับที่เขมนั้นรู้สึก


ไม่มีสักวันที่เขมจะไม่คิดถึงเจ้าของรอยยิ้มหวานๆ ที่ชอบกินกระเพาะปลา


ชอบจนคนที่เกลียดกลิ่นและรสสัมผัสอย่างเขมต้องทนกินเพราะขิมไม่สามารถกินคนเดียวได้หมดหลังจากไปเที่ยวที่เยาวราชด้วยกัน


‘กลับสิ พี่กลับมาหาขิมแน่’


แม้สุดท้ายจะเผลอทำร้ายจิตใจของขิมโดยการไปจูบกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อให้เด็กน้อยต่างอายุได้ตัดใจจากเขา


จนมาถึงวันสุดท้ายของการจบการศึกษาระดับไฮสคูล แม้เขมจะอดกลั้นความรู้สึกที่เคยมีนานแค่ไหนจะพยายามตัดใจสักเท่าไหร่




แต่สุดท้ายเขมก็รู้ตัวดีว่า เขาไม่เคยลืมเด็กน้อยที่ชื่อขิมได้เลย




ในวันนั้นที่เขาอยากรีบกลับบ้านที่เมืองไทยใจจะขาด ขับรถไปหาครอบครัวและคนที่อาจจะรอเขาอยู่ด้วยใจที่ไม่อยู่กับตัว


ขับรถเหยียบร้อยเพื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่ให้ไวดั่งที่ใจต้องการ เตรียมช่อดอกไม้และกระเพาะปลาเจ้าอร่อยให้เด็กน้อยคนนี้เพื่อสานฝันตลอดห้าปีให้เป็นจริง


แต่สุดท้ายเรื่องทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงฉากจบหลังจากที่เขมถูกรถบรรทุกชนท้ายและถูกรถฝั่งตรงเข้าเลี้ยวหักเลนมาชนซ้ำ 



‘สัญญาแล้วนะ!!! พี่เขมห้ามผิดสัญญานะ!!’




เสียงหวานที่เคยพูด รอยยิ้มที่เคยมี เขมยังจำไม่เคยลืม


อยากจะวิ่งไปหา และกอดเด็กน้อยคนนี้ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้



‘สัญญาสิ พี่สัญญาว่าพี่จะกลับมาหาขิมนะ’



ทุกช่วงเวลาที่ผมยังคงจำถูกเปล่งออกมาด้วยหยาดน้ำตาที่ไม่สามารถกลั้นได้ ผมร้องไห้เมื่อจำเรื่องทุกอย่างได้ คนตรงหน้ายิ้มให้เหมือนดั่งวันนั้น วันที่พี่เขาสัญญาผมด้วยแหวนหมั้นของเล่นเด็ก 


หมอกจางๆที่บดบังสายตาเลือนหายเหลือเพียงแววตาที่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ผมก็ยังคงจำได้ จำแววตาที่แสนอ่อนโยนที่พี่เขมมอบให้ผมมาโดยตลอด



สัมผัสที่หนาวเย็นเริ่มจางหายไปพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมที่เหลือเพียงแต่กลิ่นธูปเทียน



“ฮ..ฮึก พี่เ..เขม”


ผมเอ่ยเรียกชื่อคนที่ผมรักมาโดยตลอดด้วยความรู้สึกที่แสนจะคิดถึง คิดถึงจนไม่สามารถพูดคำไหนออกมาได้อีกเพราะก้อนสะอื้นบดบังจนกลบกล่องเสียงมิด



“ร้องไห้ทำไมคนขี้แย หืม…”



คำพูดปลอบโยน นิ้วมือเรียวยาวที่เย็นจับใจ แต่กลับอบอุ่นจนทำให้ใจของผมทั้งดวงเต้นแรงเหมือนครั้งสุดท้ายที่เราจูบกัน


จูบแบบเด็กน้อยที่เป็นจูบของคู่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวในสวนกลางบ้านพร้อมกับแหวนหมั้นสีสดใส


เป็นงานหมั้นที่มีเพียงเหล่าตุ๊กตาหมีและดอกไม้ที่แม่ผมปลูกเป็นสักขีพยานว่าเราสองคนนั้นรักกันมากแค่ไหน แม้ว่าในตอนนั้นยังเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา


ใกล้ถึงเวลาที่ต้องจากลา ผมจับมือขาวซีดแน่น แน่นจนผมกลัวว่าถ้าหากพี่เขายังอยู่เลือดในร่างกายก็คงไม่ไหลเวียนไปตามทาง



“พี่สัญญาแล้วนะ สัญญาว่าพี่จะกลับมา”



เขมเอ่ยออกมาด้วยแววตาที่แสนสุข และเศร้าใจยามที่เด็กน้อยตรงหน้าต้องร้องไห้เพราะเขา



“พี่ขอโทษนะ…”



ขอโทษที่สุดท้ายพี่ก็ต้องทิ้งเราไปอีกครั้ง



และไม่สามารถสร้างงานแต่งในสวนกลางบ้านดั่งที่ขิมฝันเอาไว้ในตอนที่เรายังเป็นเด็ก



ขิมส่ายหน้าไม่นึกโกรธและเสียใจหากพี่เขาต้องจากไป ไม่เสียใจเลยสักครั้งที่ได้รู้จักผู้ชายคนนี้และมอบโอกาสให้เขาได้ครอบครองหัวใจดวงน้อยนี้



“ผมไม่โกรธ ไม่โกรธพี่เลย…”



เขมยิ้มกว้างก่อนจะค่อยๆ ลูบใบหน้าของเด็กน้อยตรงหน้าที่ไม่ว่าจะเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เจ้าเด็กน้อยแก้มป่องคนนี้ก็ยังคงน่ารักเหมือนดั่งที่เคยเป็น


“พี่รักเรานะ…รักที่สุด..รัก”


ผมยิ้มกว้าง มีความสุขที่สุดในชีวิตเมื่อได้ยินประโยคบอกรักจากคนที่ผมรักมาทั้งชีวิต และรีบพูดออกไปเช่นเดียวกันเพราะกลัวว่าผมจะไม่มีโอกาสได้พูดออกมาอีก


“รัก ผมก็รักพี่..รักพี่ที่สุดในโลกเลย…”


ผมและเขาต่างยิ้มให้กัน ยิ้มให้กันไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลออกมา กลิ่นธูปกลิ่นความเย็นและควันไฟเริ่มลอยโชยออกมาจากปล่องไฟ


ฝ่ามือที่เคยกอบกุมต้องผละออกจากกัน


เสียงของหัวใจที่เคยเต้นแรงเริ่มช้าลงเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเริ่มจางหายไป


ไม่มีแม้แต่คำพูดขอร้องว่าอย่าให้หายไป


มีเพียงอ้อมกอดอุ่นๆ สุดท้ายที่ยังคงตราตรึงในใจของผม


พร้อมกับแหวนพลาสติกสีขาวบนนิ้วนางที่พี่เขามอบให้ผม


และทุกอย่างก็จบลงเหลือเพียงความรู้สึกที่เจือจาง







คิดถึงนะครับ….พี่เขม


คิดถึงพี่ที่สุดในโลก….จากขิม



END 


__________


ผลงานอื่นๆ ของ Qpizzabee

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 17:37

    แงงงงงงงงงงงงดีมากๆเลยค่;;;-;;;; มันหน่วงๆแล้วก็อบอุ่นใจมากค่ะY////Y

    #1
    0