นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

ทำไงได้ ถ้าใจอยากรัก

โดย Creature

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะได้เป็นผู้โชคดี ได้เข้าร่วมทดสอบหุ่นยนต์ต้นแบบที่มีหน้าตาแบบเดียวกันกับชูวี่ ไอดอลที่กำลังมาแรงที่สุดของประเทศแบบนี้ ทำไงดี ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นแค่หุ่นยนต์แท้ๆ แต่หัวใจกลับไม่ยอมฟังเลย

ยอดวิวรวม

12

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


12

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 เม.ย. 64 / 20:31 น.
นิยาย ҡѡ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
แนะนำตัวละคร / ทักทายผู้อ่าน / เขียนตามใจชอบ พิมพ์ตรงนี้ได้เลย...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 เม.ย. 64 / 20:31


 

 

"สวัสดีครับ ยินดีที่ได้พบกับคุณวันนี้นะ"

สิ่งที่กำลังตอบโต้ฉันอยู่ตรงหน้านั้น คือสุดยอดไฮเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่สามารถสร้างหุ่นยนต์เลียนแบบได้เหมือนมนุษย์แทบทุกกระเบียดนิ้ว แล้วหุ่นยนต์ตรงหน้านี้ก็มีหน้าตาแบบเดียวกันกับชูวี่ นักร้องที่ดังที่สุดในประเทศของขณะนี้ โดยที่ฉันเป็นผู้โชคดีได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโปรเจคทดสอบกับหุ่นยนต์ที่เป็นดั่งตัวแทนของชูวี่

นี่คือโปรเจ็คหนึ่งของค่ายเพลงที่ชูวี่สังกัดอยู่ พวกเขาทดลองสร้างหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนนักร้องในสังกัดโดยมีชูวี่เป็นตัวนำร่องคนแรก เพื่อให้เหล่าแฟนคลับได้ใกล้ชิดกับไอดอลตัวจริงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แต่เพราะยังเป็นขั้นทดลอง เรื่องการทดสอบนี้จึงมีคนรู้เรื่องน้อยมาก และมีการเก็บความลับอย่างยิ่งยวด คนที่ได้รับเลือกเข้ามาต้องเซ็นสัญญาห้ามเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปเป็นอันขาด ขนาดแม้แต่เนื้อหาในสัญญายังกำกวมไม่เขียนถึงเรื่องหุ่นยนต์ตรงๆ เลยด้วยซ้ำ ส่วนฉันที่บังเอิญไปเจอเขาหาคนอยู่พอดี เลยได้มาร่วมด้วยอย่างฟลุคๆ

โอกาสที่จะได้เจอกับคนที่ชอบ ต่อให้รู้ว่าไม่ใช่ตัวจริง แต่แค่คำว่าเทียบเท่าตัวจริงก็ดึงดูดใจได้มากโข ฉันที่เป็นแฟนคลับของชูวี่มานานรู้สึกจะใช้แต้มบุญหมดก็คราวนี้แหละ

หากพอได้มาอยู่ตรงหน้าจริงๆ แล้ว ความคิดแรกของฉันกลับเป็น

‘เป็นหุ่นยนต์จริงดิ?’

หากอีกฝ่ายไม่ได้แนะนำตัวเองมาก่อนว่าตัวเองเป็นอะไร ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิดว่าคนตรงหน้านี้คือหุ่นยนต์จริงๆ เพราะมันถูกสร้างโดยอิงรูปลักษณ์ของชูวี่ออกมาได้ไม่อย่างผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นสีผิวขาวเนียน ดวงตาเรียวคมล้อมรอบด้วยขนตายาวงอนที่ฉันเห็นทีไรอดอิจฉาไม่ได้ทุกที เห็นโครงหน้าชัดเจน กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้างแก้มก็ยังถูกเก็บไว้

ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น การกระพริบตาหรือการเปลี่ยนท่านั่งเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ช่างดูเป็นธรรมชาติมากซะจนเธอคิดว่านี่เป็นตัวจริงไปแล้ว

"ฮัลโหล สวัสดีครับ" ชูวี่โบกมือไปมาตรงหน้าฉัน เมื่อเห็นฉันยังยืนนิ่ง อ้อ อาจจะรวมอาการอ้าปากค้างหน่อยๆ เข้าไปด้วย 

"คิดอะไรอยู่เหรอครับ" เขาปิดปากกระแอม แต่ฉันว่าเสียงมันเหมือนคนหัวเราะอยู่ชัดๆ อ๋า กระทั่งสายตาเย้ายวนดึงดูดชวนใจละลายนั่น ก็ทำได้ไม่แพ้ตัวจริงจนฉันต้องเบี่ยงตาหนี

"คะ..แค่เขินน่ะค่ะ มัน...เหมือนจริงเกิน" ฉันเอามือทาบอก พยายามกดหัวใจที่กระเด้งกระดอนอยู่ข้างในให้สงบลง โดยที่ยังคงไม่สบตาอีกฝ่าย คงเพราะอย่างนั้นชูวี่ถึงได้เอื้อมตัวข้ามโต๊ะเตี้ยที่อยู่ระหว่างโซฟาสองตัวที่พวกเราใช้นั่งอยู่ มาบีบแก้มฉันเบาๆให้หันไปทางเขา

“!!?”

"หันไปทางนั้นมันคุยกันไม่ได้นะครับ ผมอยากให้เรามองตากันขณะคุย"

หุ่นยนต์บ้าอะไรพลังทำลายล้างสูงขนาดนี้! พอถูกใบหน้าคมเข้มนั่นอยู่ตรงหน้าใกล้ๆ ก็ทำให้ฉันตาลายขึ้นมาทันที แล้วหลุดปากถาม

"คุณเป็นหุ่นยนต์จริงๆ เหรอคะ"

ชูวี่กระพริบตา เหมือนจะอึ้งกับคำถาม แต่แล้วก็ทรุดลงนั่งตามเดิมพร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม 

"จริงสิครับ ผมน่ะเป็นรุ่นที่พัฒนามาล่าสุดที่ได้รับทุนการสร้างมาหลายล้านเชียวนะ รวบรวมความทรงจำทั้งหมด รวมถึงอุปนิสัย ความคิดของตัวจริง ให้ผมได้รวบรวมแล้ววิเคราะห์ออกมาว่าควรจะแสดงออกมาแบบไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่โต้ตอบกับคุณก็คือการวิเคราะห์มาแล้วว่าถ้าเป็นชูวี่ตัวจริง จะต้องแสดงออกมาในรูปแบบนี้อย่างแน่นอน"

ฉันอ้าปากค้างรอบสอง ตะลึงให้กับเทคโนโลยีในยุคนี้ว่ามันไปได้ไกลขนาดนี้แล้วหรือนี่ ไม่อยากนึกเลยว่าจะหมดทุนสร้างไปมากมายขนาดไหน แค่คิดว่าตัวเองได้มีโอกาสมาร่วมการทดสอบนี้ฟรีๆ แล้ว ก็นับว่าโชคดีสุดๆ เพราะหากในอนาคตมีเรียกเก็บค่าบริการแล้ว ฉันคงไม่มีปัญญาจะจ่าย

"คนคิดนี่ต้องเก่งมากๆเลยนะคะ" ฉันพยักหน้าน้อยๆ อย่างนับถือ

"...ดูเหมือนคุณจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าตัวผมอีกนะครับ" ชูวี่ตั้งข้อสังเกต ทำท่าลูบคางอย่างใช้ความคิดได้เป็นธรรมชาติเอามากๆ "แปลกจัง คุณไม่ยักเหมือนคนอื่น"

"คนอื่นเป็นยังไงกันเหรอคะ" ฉันกังวล เขาคงไม่คิดว่าฉันเป็นพวกประหลาดหรอกใช่มั้ย

"ถ้าแฟนคลับได้อยู่กับไอดอลที่ตัวเองชอบสองต่อสองแบบนี้ คิดว่ามันจะเป็นยังไงกันล่ะครับ" เขาใบ้ให้จินตนาการเอง ซึ่งฉันเอาไปคิดต่อได้ไม่ยากเลย ถ้ามีคนที่เหมือนตัวจริงทุกกระเบียดนิ้วแต่ไม่มีปัญหาด้านความเป็นมนุษย์มาอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องกังวลเรื่องความรู้สึก อยากจะทำอะไรก็ได้เพราะไม่ใช่ตัวจริงอยู่แล้ว อย่างเบาๆ ก็อาจจะขอจับมือหรือไม่ก็กอด แต่ถ้าอย่างหนักแล้วละก็...

ฉันสะบัดหัวไล่ความคิดบัดสีออกจากหัวทันที หัวเราะเสียงแห้ง

"ต่อให้คุณไม่ใช่ตัวจริง แต่ฉันไม่อยากทำเรื่องที่รู้ว่าคุณจะต้องลำบากหรอกนะ อยู่ๆ มาถูกผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรกมาทำอะไรกับตัวเองเนี่ย ออกจะน่ากลัวอยู่นะ"

"แต่ผมถูกตั้งค่าไม่ให้รู้สึกอย่างนั้นแล้วนะ" ชูวี่บอกท่าทีร้อนรนอย่างกับเขาจะเดือดร้อนหากไม่ถูกฉันทำอะไร

"ทำได้จริงๆ นะ คุณไม่อยากทำอะไรผมจริงๆ เหรอ แม้แต่จะจับมือก็ไม่อยากเหรอ” เขายืนขึ้นประท้วง

"อย่าพูดเหมือนอยากถูกลวนลามมากขนาดนั้นสิคะ!" ฉันหน้าแดงเมื่อคิดถึงตัวเองทำอะไรๆ กับหุ่นยนต์ตรงหน้า แล้วกระแอมไอดึงบทสนทนากลับมา "ประเด็นคือต่อให้คุณไม่ใช่ตัวจริง แต่ฉันก็ไม่อยากทำอะไรล่วงเกินหรอก ไม่สิ ยิ่งไม่ใช่ตัวจริงต่างหากยิ่งไม่อยากทำ"

ชูวี่นิ่งไป โดยปกติอุปนิสัยของคนนี้จะร่าเริงและใสซื่อ ท่าทางเหมือนเด็กที่คอยมอบความรักให้คนอื่น การที่เขาเงียบแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่านะ หรือฉันไม่ควรพูดเหมือนการปฏิเสธเขา

แล้วฉันก็ตกใจ เมื่อชูวี่เดินมานั่งตรงโซฟาฝั่งฉัน ให้ชัดเจนอีกนิดก็คือข้างๆ ฉันแบบระยะประชิดเลยด้วย ทำเอาฉันแทบอยากกระเถิบหนี แต่กลับทำไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายคว้ามือฉันไปกุมไว้บนตัก

"คุณ...ไม่ชอบผมเหรอ"

ท่าทีซืมราวกับลูกหมาหูหางตกลู่นั้น ฉันแทบอยากจะดึงตัวเข้ามาลูบหัวปลอบใจจะขาดแล้ว นี่มันการทรมานรูปแบบใหม่รึไงกัน!

"เอ่อ...คือ..." ฉันตะกุกตะกัก ชูวี่ที่หลงใหลมาตลอดได้มาอยู่ใกล้ขนาดนี้จนระบบความคิดรวนจนช็อตหมดแล้ว

แล้วชูวี่ก็เอียงคอมองหน้าของฉันอยู่ครู่ แล้วกลับมายิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก

"ไม่หรอก อาการของคุณไม่ใช่อย่างนั้น รูม่านตาของคุณเบิกกว้าง หายใจถี่ และหัวใจก็เต้นเร็วเกินกว่า 120 ครั้งต่อนาที นั่นไม่ใช่อาการของคนที่จะเกลียด"

"รู้ไปถึงขนาดนั้นเลยเหรอ!"

"ผมเป็นหุ่นยนต์นะ อย่าลืมสิ" เขาเอานิ้วเคาะขมับตัวเอง เป็นการสื่อว่าในนั้นมีสมองกลทำงานอยู่ ซึ่งเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้เกินกว่ามนุษย์ทั่วไป ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวนั่นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกอยู่บนหน้าของฉันไปข้างๆ อย่างเบามือ ฉันเกร็งตัวแทบหยุดหายใจ

"คุณชอบผมนี่นา" เขาพูดเหมือนกับจะถาม ว่าทั้งที่นั่นคือความจริง แต่ทำไมฉันถึงได้เอาแต่คอยถอยหนีอย่างนี้

ชูวี่โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ฉันเอนตัวออกห่างตามสัญชาตญาณ มันกำลังกู่ร้องให้ฉันรีบถอยห่างออกมาเดี๋ยวนี้ นี่คือเขตอันตราย ห้ามเข้าใกล้ไปมากกว่านี้เด็ดขาด

"ม...เหมือนเวลาจะหมดแล้วนะ ฉันว่า..." ฉันยกเรื่องเวลาที่มีให้สิบนาทีมาอ้างเพื่อที่จะออกห่างจากโซนอันตราย พอจะลุกขึ้น ชูวี่กลับดึงฉันลงไป ขณะที่ไม่ทันตั้งตัวนั้น เขาได้แนบริมฝีปากของเขาลงมาที่ปากของฉัน

ทุกสิ่งทุกอย่างในหัวของฉันกลายเป็นขาวโพลนในพริบตา อธิบายออกเป็นคำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ราวกับทุกอย่างถูกดึงไปที่สัมผัสบนริมฝีปากเท่านั้น ถูกกดทับลงมาด้วยสัมผัสที่นิ่มไม่ต่างกัน ลมหายใจที่ไม่ใช่ของตัวเองพัดอยู่เหนือริมฝีปาก

"อะ.." ฉันรู้สึกได้ยินตัวเองส่งเสียงไปอย่างนั้นก่อนมันจะถูกกลืนให้หายไป ชูวี่ขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกทั้งที่ไม่เหลือช่องว่างระหว่างกันอีกแล้ว มือใหญ่ของเขาสอดรับที่หลังคอของฉันเพื่อตรึงไว้ ทั้งยังดันเข้ามาเพื่อให้ใกล้มากขึ้น มากซะจนฉันต้องเผยอปากออก ชูวี่แทรกเข้ามาทันทีราวกับรอโอกาสนี้อยู่ ฉันขยุ้มเสื้อของเขาแน่นแทบทนไม่ไหวกับรสสัมผัสที่ไม่เคยพบมาก่อน

ฉันพยายามดันตัวแล้วถอนริมฝีปากออกห่าง

"ดะ..เดี๋ยว" ฉันอยากขอเวลา แต่ชูวี่กลับรุกล้ำเข้ามาอีกครั้งอย่างเพิกเฉยต่อคำขอนั้น

มันอาจจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่เมื่อเราได้โฟกัสกับอะไรบางอย่างมากๆ เข้า แม้แค่วินาทีเดียวก็เหมือนนานนับชั่วโมง ทันทีที่ชูวี่ถอนริมฝีปากออก ฉันทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยึดเขาไว้แน่นแล้วหอบหายใจถี่ระรัว

คล้ายได้ยินเสียงหัวเราะขบขันจากคนตรงหน้า ฉันรู้สึกได้ว่าชูวี่โน้มหน้าเข้าใกล้อีก หากเป้าหมายคราวนี้กลับเป็นใบหู ริมฝีปากของเขาคลอเคลียมันชวนให้จั๊กจี้ เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ

"บอกแล้วไง คุณน่ะ ชอบผมใช่มั้ยล่ะ"

เสียงที่เคยได้ยินผ่านหูฟังตลอดมา เสียงที่เธอเปิดฟังทุกวัน มาบัดนี้ได้ยินอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ผ่านสื่อใดๆ ทั้งสิ้น จนในที่สุดฉันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

"หมดเวลาแล้ว!" ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นโพล่งเสียงสูง ไม่มองหน้าอีกฝ่าย ไม่รอให้พูดอะไร ฉันเดินเร็วจนแทบเป็นวิ่งออกไปจากห้องนี้ทันที

"เสร็จแล้วหรือคะ เป็นยังไงบ้างคะ" สต๊าฟหญิงที่อยู่ตรงด้านหน้าเอ่ยทักเมื่อเห็นฉันออกมา ทำให้ฉันที่อยากหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดต้องชะงัก แล้วตอบอย่างเสียมิได้

"เหมือนจริงสุดๆ ไปเลยค่ะ" ฉันตอบ แต่เสียงกลับไร้เรี่ยวแรงจนเหมือนเป็นการพึมพำกับตัวเอง

ใครจะไปนึกว่าหุ่นยนต์จะตัวอุ่นได้มากขนาดนี้...แล้วฉันก็เผลอคิดไปถึงไออุ่นจนร้อนจัดที่ยังค้างอยู่ในปากจนหน้าร้อนพรึ่บพรั่บ สต๊าฟถึงกับถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

"คนอื่นก็ประมาณนี้เลยค่ะ ได้อยู่กับไอดอลที่ชอบอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องมีความสุขอยู่แล้วสินะคะ"

ฉันชะงัก คนอื่น...จริงสิ มันมีคนอื่นด้วยนี่นา คงเป็นผู้หญิงด้วยสินะ แล้ว...คงได้เจอเหมือนที่ฉันเจอด้วยใช่มั้ย

ด้วยความคิดนั้น ทำให้กายฉันเย็นยะเยือกลงทันที ใช่แล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของจริงสักหน่อย คนที่จูบฉันเมื่อกี้ไม่ใช่ชูวี่ตัวจริง

โทรศัพท์บนโต๊ะของสต๊าฟสาวดังขึ้น เธอยกหูรับพลางผงกหัวให้ฉันเป็นเชิงขออภัยที่ถูกขัดจังหวะ ฉันแค่ยิ้มกลับเพื่อสื่อว่าไม่เป็นอะไร ฉันได้แต่คิดว่าช่างมันเถอะ ยังไงซะนี่ก็คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายแล้วที่เธอมีโอกาสได้เจอชูวี่...ตัวแทนของชูวี่

พ้นวันนี้ไป ฉันก็จะกลับไปเป็นแฟนคลับที่ได้แต่คอยติดตามเขาอยู่ห่างๆ และไม่รู้จักกันตามเดิม

"เอ๋? จริงเหรอคะ" สต๊าฟทำเสียงตกใจดึงฉันกลับมา พลางคิดว่าไปได้แล้วรึยังนะ แต่ถ้าเดินออกไปตอนนี้เลยก็ออกจะเสียมารยาทไปหน่อยจึงยอมรอจนกระทั่งอีกฝ่ายคุยโทรศัพท์เสร็จ เธอหันมายิ้มกว้างให้ฉัน

"ยินดีด้วยนะคะ คุณจะได้พบกับชูวี่อีกครั้งนึงค่ะ"

ฉันเบิกตาโต "อะไรนะคะ"

"โปรเจคนี้อยู่ในช่วงการทดลองค่ะ ครั้งนี้เป็นเหมือนการทดสอบครั้งแรก เราจึงอยากให้คุณเข้าร่วมอีกครั้ง"

"อ๋อ งั้นคนอื่นก็คงมาด้วยสินะ" 

"แค่คุณคนเดียวเท่านั้นค่ะที่ได้มาอีก เห็นว่า...ปฏิกิริยาตอบสนองของคุณเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก เลยอยากให้มาอีกครั้ง"

น่าสนใจ...แค่คิดว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อกี้มีคนคอยจับตาดูอยู่แล้ว ฉันพลันรู้สึกเลือดสูบฉีดขึ้นหน้าจนไม่ประหลาดใจเลยสักนิดที่จะถูกอีกฝ่ายถามอีกครั้งว่าเป็นอะไรมั้ย

"แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคุณนะคะ แต่หวังว่าสัปดาห์หน้าจะได้พบคุณอีก"

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันยังมีโอกาสได้เจอกับชูวี่อีก ไม่สิ อย่าลืมสิว่านั่นไม่ใช่ตัวจริง แล้วยังเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ไม่ได้มีชีวิตจริงๆด้วย ถึงจะรู้สึกดีด้วยก็เท่านั้นไม่ล่ะไม่ไปอีกดีกว่า

ฉันตัดสินใจอย่างนั้น อย่าทำร้ายตัวเองเลย

ทั้งที่คิดอย่างนั้น แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นป้ายโฆษณาที่ชูวี่เป็นพรีเซ็นเตอร์โชว์เด่นหราเป็นทางยาวของรถไฟใต้ดิน ฉันแทบเก็บหัวใจที่กระดอนออกมาแทบไม่ทัน หลังจากเจออะไรอย่างนั้นมาแล้วมาเจอรูปของเจ้าตัวอย่างไม่ทันได้เตรียมใจนี่ไม่เป็นผลดีเอาซะเลย แล้วยังเป็นรูปไซส์ใหญ่เต็มตาอีก

"อ่า..." ฉันทรุดลงนั่งยองๆ อย่างไม่สนใจว่าคนแถวนี้จะมองด้วยสายตาแบบไหน "นี่มันแกล้งกันชัดๆ" ฉันพึมพำ ถ้าเจออยู่ทุกที่แบบนี้แล้วจะตัดใจลงได้ยังไงกันล่ะ

ถ้างั้นไปเจออีกครั้งซะก็จบ

จู่ๆ ก็มีความคิดนี้ดังขึ้นมาในหัว ถ้าลังเลอย่างนี้ก็ไปเจออีกรอบให้มันรู้แล้วรู้รอดเลยดีกว่า ไม่งั้นแล้วจะมานั่งเสียดายภายหลังเอาได้ว่า ‘รู้งี้ไปดีกว่า’

แค่พยายามมีสติตลอดเวลาก็เท่านั้นเอง ฉันคิด แต่พอนึกถึงตอนตัวเองได้อยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย สตงสติอะไรที่ว่านั่นก็ปลิวหายไปหมดเลย

"..." ฉันเบะปาก ลุกขึ้น คิดว่าก่อนจะถึงตอนนั้นไปเปิดดูคลิปเยอะๆ สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาดีกว่า

 

 

 

แล้วก็มาถึงวันที่ฉันได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ฉันที่หยุดอยู่ตรงหน้าตึกค่ายที่ชูวี่สังกัดอยู่ เงยหน้ามองแล้วถอนหายใจ หัวใจชักจะเต้นเร็วขึ้นมาแล้วสิ

"สวัสดีค่ะ มาตรงตามเวลาเลยนะคะ" สต๊าฟสาวคนเดิมที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์เอ่ยทักเมื่อเห็นฉันเข้ามา ฉันพยายามยิ้มให้อีกฝ่ายให้ดูไม่เหมือนการยิ้มแหยมากไป รับบัตร visitor มาแขวนคอไว้ แล้วถูกพาตัวไป

"คราวนี้เพื่อมีอะไรแปลกใหม่ไปจากเดิม จะขอเปลี่ยนสถานที่เป็นในสวนแทนนะคะ"สต๊าฟสาวบอกขณะนำทาง

"มีสวนอยู่ในนี้ด้วยเหรอคะ" ฉันตกใจ

"มีค่ะ เป็นสวนหย่อมที่ให้พนักงานได้พักผ่อนหย่อนใจบ้าง อ๊ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ เพราะวันนี้เราได้ขอยืมสถานที่ให้คุณกับชูวี่ใช้แล้ว รับรองไม่มีคนเข้าไปรบกวนแน่นอนค่ะ"

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น ทำไมกลับยิ่งรู้สึกกังวลกว่าเดิมอีกแฮะ ฉันได้แต่คิด ไม่ได้พูดออกมา แล้วแอบสังเกตว่าสต๊าฟที่นี่ก็เรียกหุ่นยนต์ว่าชูวี่กันเลยแฮะ ไม่กลัวสับสนกันรึไงนะ แต่พอคิดว่าต้องเรียกว่าชูวี่ No.1 หรือชูวี่โรบอตแล้ว...อืม ก็พิลึกจริงๆ น่ะแหละ เรียกชูวี่ไปล่ะดีแล้ว

"ที่นี่ล่ะค่ะ" สต๊าฟนำทางมาถึงทางเข้าสวนหย่อมในตึก ที่ฉันคิดว่าเรียกว่าป่ายังได้เลยนะ ต้นไม้สูงล้อมรอบดั่งกำแพงไม่ให้เห็นข้างใน "ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ"

คำอวยพรชวนจั๊กจี้จัง ฉันคิด แล้วก็ตบหน้าให้ตัวเองตั้งสติ พอเดินเข้ามาในสวนพบว่ามันก็ไม่ได้ต่างจากสวนปกติ แค่รอบนอกต้นไม้มันสูงเพื่อไม่ให้เห็นด้านนอก ทำให้ไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในตึกเลย เหมาะที่จะเป็นสถานที่พักจริงๆ

"มีดอกไฮเดรนเยียด้วย? ว้าว" ฉันมองพุ่มดอกไฮเดรนเยียที่ออกดอกเป็นสีม่วงแบบไล่เฉดสีกันไปตามสภาพดินที่ปลูก ฉันเคยเห็นมันที่โรงพยาบาลที่ตัวเองเคยไปมาแล้วก็ชอบมากๆเลยด้วย

"ผมเป็นคนขอให้ปลูกเองแหละ"

เสียงทุ้มนุ่มจากทางด้านหลังทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก ฉันนับหนึ่งถึงสามในใจ พยายามทำให้ใจที่มันทรยศเต้นเร็วขึ้นแล้วแม้จะได้ยินแค่เสียงก่อนจะหันไป "หมายถึงชูวี่ตัวจริงใช่มั้ยคะ"

ชูวี่ยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อผ้าก็เป็นแค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา แต่พอมาอยู่บนตัวเขาแล้วกลับดูดีราวกับนายแบบ ท่าทียืนล้วงกระเป๋าสบายๆ นั่น มุมปากที่ยกเชิดขึ้นนิดนึงนั่น และดวงตาเรียวคมที่กำลังมองมาที่ฉันไม่ใช่ใครอื่น

แค่ฉัน...

พอรู้ตัวอีกทีฉันก็หันหน้ากลับไปแบบเต็มสูบอย่างที่ดูจงใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ให้ทำไงได้ล่ะ อีกฝ่ายมันดูดีเกินไปแล้วนะ ดูดีถึงขั้นอาชญากรรมแล้ว!

"ดีใจจังที่คุณยอมมาเจอผมอีก"

ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเข้ามาใกล้ฉันขึ้นเรื่อยๆ แต่ฉันกลับตัวแข็งทื่อ ไอ้การฝึกที่ผ่านมาคืออะไร ภูมิต้านทานอะไรนั่นไม่ได้มีผลเลยสักนิด

"อะ..อุตส่าห์ได้สิทธิ์แล้วทั้งทีก็ต้องใช้ให้คุ้มสิคะ เพราะถ้าถึงตอนเก็บค่าบริการฉันคงจ่ายไม่ไหวแน่ๆ เว้นแต่ว่าพวกคุณจะยอมลดราคาให้เป็นพิเศษ" ฉันพยายามพูดติดตลก

"แบบฟรีชั่วชีวิตยังได้เลย" เสียงราวกับกำลังกระซิบอยู่ข้างหู ฉันสะดุ้งถอยเอามือปิดหูข้างนั้นทันที แล้วมองคนที่มาอยู่ใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

"ฮ่ะ..ฮ่ะ" ฉันฝืนหัวเราะ "อะไรล่ะนั่น คืนกำไรให้แฟนคลับรึไงคะ"

"...ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่านะ วันนี้คุณพยายามทำตัวตามสบายกว่าครั้งก่อนก็จริง แต่กลับเหมือนกำลังสร้างระยะห่างอยู่เลย"

ฉันชะงัก เห็นชูวี่จ้องมาที่ฉันด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจ ทำให้ฉันที่อยากจะตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” ก็ทำไม่ลง มาตอนนี้ไม่เกี่ยวแล้วว่าอีกฝ่ายจะเป็นตัวจริงหรือแค่หุ่นยนต์ จะแบบไหนฉันก็ไม่อยากโกหกต่อหน้าดวงตาใสซื่อนี้

"อืม" ฉันตอบในลำคอ คลี่ยิ้มให้ทั้งที่คิ้วขมวดมุ่น "ใช่แล้วล่ะ ฉันกำลังรักษาระยะห่างกับคุณ"

ร่องรอยยิ้มหายไปจากหน้าของชูวี่ "ทำไม...เพราะที่ผมเป็นหุ่นยนต์เหรอ ตั้งแต่วันนั้น คุณไม่อยากเข้าใกล้ผมที่เป็นหุ่นยนต์ หรือมันทำให้คุณรังเกียจ"

"ไม่ใช่นะ" ฉันรีบปฏิเสธ ท่าทีเสียใจของเขามันบาดใจฉันเหลือเกิน "มันเป็นเพราะฉันไม่อยากทำร้ายตัวเองต่างหาก"

ชูวี่มองหน้าเหมือนไม่เข้าใจที่ฉันพูด ก็นั่นแหละ เรื่องนี้แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองยังซับซ้อนเลย แล้วหุ่นยนต์อย่างเขาจะเข้าใจได้ยังไง

"ฉันชอบชูวี่นะ ชอบมาตลอดเลยล่ะ ตอนแรกก็ชอบเพลง แต่พอได้ดูคุณจากคลิปบ้าง รายการต่างๆ บ้าง ได้เห็นนิสัยของคุณก็ยิ่งชอบยิ่งขึ้นไปอีก"

ทั้งตั้งใจทำงาน ไม่ยอมหยุดพัฒนา คิดถึงแฟนๆ อยู่เสมอ ไม่เสแสร้งโกหก สัมผัสได้ถึงความรู้สึกจากบทเพลงที่เขาแต่งขึ้นที่ทั้งเข้มแข็งและอ่อนโยน

ชอบ...ชอบมากจริงๆ

แต่เพราะชอบมากขนาดนั้น...

"ฉันถึงไม่อยากเข้าใกล้คุณไปมากกว่านี้” ฉันสารภาพ เสียงสั่นเครือ

“คุณเองก็อย่าปฏิบัติกับฉันอย่างเป็นพิเศษเลย เพราะทั้งหมดนี้...สุดท้ายแล้วก็จะหายไปใช่มั้ยล่ะ" ฉันกำมือแน่น พยายามฝืนยิ้ม "แค่ได้อยู่ใกล้ๆ แค่นี้ ทำตัวเหมือนแฟนคลับทั่วไป แค่จับมือแล้วชื่นชม สำหรับฉัน แค่นั้นก็ถือเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตแล้ว แต่ว่า...อย่าทำดีกับฉันมากไปกว่านี้เลย อย่าให้ความหวังว่าฉันมีโอกาสได้ใกล้ชิดคุณจริงๆ ไปมากกว่านี้เลย เพราะเมื่อมันจบลง ฉันคงจะทนไม่ไหวอีก หากเห็นคุณตัวจริงมองมาที่ฉันแล้วผ่านเลยไปอย่างคนไม่เคยรู้จักกัน...!?"

ฉันชะงักเมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็จับหน้าฉันเงยขึ้นแล้วโน้มหน้าเข้าใกล้ หากก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น ฉันก็รีบเอามือมากั้นฉากไว้ทันควัน

"ทำอะไรน่ะ!? ก็เพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าอย่ามาให้ความหวังไปเองไม่ใช่รึไงคะ!"

"มันช่วยไม่ได้นี่นา ก็คุณน่ารักมากซะจนผมอยากจูบเลย" น้ำเสียงของเขาดูหงุดหงิดราวกับมันเป็นความผิดของฉันนั่นแหละ

"นะ..น่ารัก!?” ฉันหน้าแดง ไม่เข้าใจว่าไปมีอะไรตรงไหนที่เข้าข่ายคำนั้น “ถึงเป็นหุ่นยนต์ ก็อย่าเอาหน้าตาของชูวี่มาใช้ทำอะไรอย่างนี้นะคะ เกิดมีคนเข้าใจผิดว่าคุณเป็นตัวจริงขึ้นมา แล้วถ้าตัวจริงมีคนรักอยู่ก็ยิ่งซวยเลยนะ"

"คนรัก..." ชูวี่ชะงัก พึมพำด้วยท่าทีมีความหมายแทงใจฉันดังฉึก

"อย่าบอกนะคะ...ว่ามีอยู่จริงน่ะ" ฉันถามคำถามที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอยากรู้คำตอบรึเปล่า แต่หากเป็นจริงก็ตอบสิ่งที่เธอสงสัยได้เลยว่าโปรเจคนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง

ชูวี่เป็นไอดอลที่ดังมากและฮอตสุดๆ เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าหากไอดอลคนไหนมีคนรักขึ้นมาละก็ ความนิยมจะตกลงฮวบฮาบ ดีไม่ดีจะถูกด่าสาปส่งเป็นอันตรายต่อทั้งตัวไอดอลเองและคนรักเองจากพวกแฟนคลับที่คลั่งรักมากไปจนแยกแยะชั่วดีไม่ออก ถ้าชูวี่มีคนรักแล้ว โปรเจคนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อลดทอนความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นสินะ อย่างน้อยก็ยังมีตัวแทนที่จะยังคงเป็นไอดอลของทุกคนตลอดไป

"จะเรียกว่าอะไรประมาณนั้นก็ได้แหละ" ชูวี่พูดมือจับต้นคอราวกับกำลังเขินอยู่ ทำเอาฉันช็อกเหมือนมีฟ้าผ่าลงมาดังเปรี้ยง เหมือนขาจะไม่มีแรงเอาดื้อๆ จึงต้องนั่งลงที่ม้านั่งข้างพุ่มไฮเดรนเยียก่อน นี่ขนาดเตรียมใจมาบ้างแล้วนะ พอได้ยินจริงๆ ยังแทบทำใจรับไม่ได้

"มีคนรักอยู่แล้วจริงๆ สินะ" ฉันย้ำอีกรอบ

"อืม มีคนที่ชอบอยู่แล้วล่ะ"

ชูวี่ตรงหน้านี้คือหุ่นที่ได้รับการถ่ายทอดทั้งนิสัยและความทรงจำมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นคำตอบจึงเชื่อถือได้ 100% เต็ม

"งั้นเหรอ มีคนรักอยู่แล้วนี่เอง ฮะๆ" ฉันรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่างแล้ว แต่ประเดี๋ยวนะ...ความทรงจำเมื่อสัปดาห์ก่อนหวนกลับมา ภาพความทรงจำอันเร่าร้อนนั่น

"คุณจูบฉันทั้งๆ ที่มีคนรักอยู่แล้วเนี่ยนะ!?"

"หืม?" ชูวี่เอียงคองุนงงเหมือนไม่เข้าใจว่าผิดตรงไหน จนฉันอยากจะตบกบาลเขาสักที ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจนะ ความเขินอายก่อนหน้านี้ปลิวหายไปหมดแล้ว "แต่เธอยังไม่รู้ตัวนะว่าผมชอบ"

พอละ ถ้าเป็นแฟนคลับมันยากไป เป็นคนรักก็ได้แค่ฝัน ถ้าอย่างนั้นเป็นศิราณีช่วยเรื่องความรักก็ยังดี ฉันจะพยายามปลูกฝังความคิดของตัวเองนับตั้งแต่ตอนนี้ ว่าหากอีกฝ่ายมีความสุข ตัวเองก็จะมีความสุขไปด้วย

"อีกฝ่ายจะรู้หรือไม่รู้นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่คุณไม่ควรจูบกับคนที่ไม่ได้ชอบนะรู้มั้ย หรือว่า...มันเป็นเรื่องปกติของวงการนี้"

ชูวี่ส่ายหัวอย่างเร็ว "มันจะปกติไปได้ยังไงล่ะ ผมไม่จูบกับคนที่ไม่ชอบง่ายๆ หรอกนะ"

"ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ คุณน่ะ เล่าเรื่องผู้หญิงคนนั้นให้ฟังได้มั้ยคะ"

"คุณอยากฟังเหรอ"

"ไม่สิ มาขอคุณแบบนี้ก็ใช่ว่าตัวจริงจะอนุญาต"

"ได้สิ ผมคือชูวี่นะ ถ้าผมว่าได้ก็คือได้ แล้วอีกอย่าง...พอคุณฟังแล้วคงให้คำตอบของผมได้"

มันคือคำถามประเภทไหน ฉันไม่มีโอกาสรู้ก่อน เพราะชูวี่เริ่มเล่าถึงผู้หญิงที่เขาชอบอยู่แล้ว

 

เขาเจอผู้หญิงคนนี้ที่โรงพยาบาลในสวนที่ดูแลคนที่ป่วยด้านจิตใจ "รู้จักใช่มั้ย แผนกจิตเวชที่รพ.××น่ะ"

"รู้จักๆ ฉันเคยไปทำงานอาสาที่นั่นมาก่อน"

ดวงตาของชูวี่เป็นประกาย คงคาดหวังว่าฉันรู้จักคนที่เขาชอบล่ะมั้ง แต่ตอนที่ฉันทำงานอาสา แผนกนี้ไม่ค่อยมีคนอยากเข้ามากนักจึงไม่มีอาสาคนอื่น จะมีก็มีแต่นางพยาบาลกับหมอ เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นคนไข้ของที่นั่น สมัยนี้คนไข้ที่ป่วยทางจิตไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นบ้าเสมอไป บางคนอาจเป็นซึมเศร้าไบโพลาร์ หรือหากเครียดมากๆ ก็ป่วยได้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่เป็น เด็กๆ ก็เป็นกันเยอะ ยิ่งสมัยนี้การแข่งขันสูง พวกเขาเลยรับแรงกดดันหลายๆ อย่างจนต้องหาหมอก็เยอะ

หน้าที่ของฉันตอนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรักษา แค่คอยเป็นเพื่อนเล่นให้เด็กๆ หรือพูดคุยคลายเหงาให้กับคนไข้ที่ไม่มีคนมาเยี่ยม...หนึ่งในนั้นพอจะมีผู้หญิงที่ชูวี่ชอบอยู่รึเปล่านะ ฉันเองก็ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนเอง

"ผมเจอเธอในสวน เหมือนกับที่นี่นั่นแหละ" ชูวี่พูดขณะนั่งลงข้างฉัน

"เดี๋ยวก่อนนะคะ" ฉันทักก่อนที่จะได้ยินอะไรไปมากกว่านี้ "แน่ใจนะคะว่าจะเล่าให้ฉันฟัง มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่คุณชอบแล้วนะคะ แต่ว่า..." ฉันลังเล ไม่ว่าการที่ชูวี่เคยไปที่แผนกนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันมีอยู่ด้วยกันไม่กี่สาเหตุ

ชูวี่คลี่ยิ้มมาให้ฉัน แต่นั่นไม่ใช่รอยยิ้มของชูวี่ผู้สดใสตอนอยู่บนเวทีอีกแล้ว ตอนนี้เขาเป็นแค่ชูวี่ ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

"ผมคิดว่าถ้าคุณฟังแล้วน่าจะช่วยผมได้ แล้วก็...อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ ตอนนั้นผมป่วย"

เพลงที่เพิ่งปล่อยออกไปตอนนั้นมีกระแสตอบรับดีมาก เพียงไม่กี่วันก็ติดอันดับทุกชาร์ต ยอดขายทั้งแบบแผ่นและดิจิตอลก็พุ่งทะยานเป็นอันดับ1 อย่างรวดเร็ว แต่เพราะมันเร็วเกินไป จึงมีอีกกระแสตีกลับมาทันที

ข่าวลือว่าเขาไปลอกเพลงมาจากคนอื่นบ้างล่ะ ไม่ก็ไปกว้านซื้อแผ่นมาเองให้ได้อันดับ 1 บ้างล่ะ ไม่ว่าจะไปออกรายการไหน หรือถูกใครสัมภาษณ์ ก็มักจะมีคำถามนี้ตามมาเสมอราวกับจะตอกย้ำว่าที่ประสบความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเอง

"แต่ว่านั่นมันข่าวลวงทั้งหมดเลยนะ เพลงนั้นคุณเป็นคนแต่งเองชัดๆ" ฉันที่ได้ฟังจนถึงตรงนี้ของขึ้นแทน เพราะเคยได้ยินข่าวนี้มาด้วย ยังเคยไปเปิดวอร์กับพวกแอนตี้ในโซเชี่ยลเลย ไม่รู้หรือไงกันนะ การแต่งเพลงมันก็เหมือนลายเซ็นอย่างหนึ่งนั่นแหละ มันจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนคนนั้นอยู่ คนที่ติดตามมานานจะรู้กันดี

"เห็นคุณโมโหแทนอย่างนี้แล้วดีใจจัง" ชูวี่พูด มองฉันอย่างซึ้งใจทำเอาฉันหน้าร้อนขึ้นมาแล้วรีบบอกปัด

"คนที่ชอบเพลงของคุณออกมาปกป้องอย่างนี้ทุกคนแหละค่ะ" ฉันทำกระแอมไอปกปิดความเขินอาย

"ผมรู้ว่ายังมีคนอยู่ข้างผม แต่ในตอนนั้นเมื่อเจอกระแสลบเข้าไปหนักเข้า ผมพบว่าตัวเองไม่ได้เข้มแข็งอะไรขนาดนั้นเลย ผมเริ่มเก็บตัว ไม่มีใจจะทำอะไรต่อเหมือนกับคิดว่าจะพยายามต่อไปเพื่ออะไร ถ้าสุดท้ายพวกเขาไม่เชื่อว่านั่นเป็นฝีมือของผมเอง" ชูวี่เว้นช่วง แล้วเริ่มตะกุกตะกักตอนหันมาถามฉัน

"ผม...ทำให้คุณผิดหวังรึเปล่าครับ ที่ทำตัวอ่อนแออย่างนี้ คุณอาจจะคาดหวังว่าผมต้องเท่ตลอดเวลาเหมือนตอนอยู่บนเวทีใช่มั้ย"

ฉันกุมมือชูวี่ที่วางอยู่บนเก้าอี้ทันที เขาดูตกใจในทีแรก เพราะฉันไม่เคยรุกเข้าหาเขาอย่างนี้มาก่อน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไปได้ยังไง รู้แต่ว่าต้องทำ

"ทำไมต้องผิดหวังล่ะ ไอดอลไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะไม่รู้สึกอะไรไม่ใช่รึไง การที่คุณจะอ่อนแอบ้าง ท้อแท้บ้างก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะ" ฉันบีบมือเขาแน่นขึ้นอยากสื่อลงไปในทุกๆ คำที่พูด อยากให้เข้าใจว่าฉันหมายความตามนั้นจริงๆ

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่จู่ๆ ชูวี่กลับหัวเราะดังลั่นซะอย่างนั้น ทำเอาความเคร่งขรึมจริงจังที่ฉันอุตส่าห์สร้างขึ้นเมื่อกี้ปลิวหายไปทันที

เอ๊ะ? นี่ฉันพูดอะไรที่มันตลกออกไปเหรอ ไม่นะ ก็ว่าจริงจังเต็มที่แล้วนะ

"ตะ...ตลกขนาดนั้นเลยเหรอคะ" ฉันเสียความมั่นใจนิดๆ แล้วปล่อยมืออีกฝ่าย แต่ชูวี่กลับดึงมือข้างนั้นไปจับไว้ใหม่แล้วบีบแน่นขึ้นราวกับจะสั่งว่าห้ามไปไหนอีก ทำเอาหัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงขึ้นอีกแล้ว

"ไม่ได้ตลกหรอก แต่แค่มันเหมือนกับที่ผมได้ยินในวันนั้นเลย"

 

วันนั้นชูวี่ตัดสินใจมาพบหมอตามคำแนะนำของคนรอบตัว เพราะเก็บตัวมานานจึงถูกบอกให้มาหาที่โรงพยาบาลเลยเพื่อเปลี่ยนสถานที่ด้วย การอยู่ที่ใดนานๆ อาจจะทำให้หดหู่ได้ง่ายกว่าเดิม เขาจึงยอมไป

ทว่าพอมาอยู่ตรงหน้าจริงๆ แล้ว เขากลับไม่กล้าก้าวไปต่อ ถ้ามาหาหมอแล้วมันไม่ดีขึ้นล่ะ จะทำยังไง เพราะลังเลอย่างนั้นจึงขอนั่งอยู่ในสวนหย่อมของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้แผนกจิตเวชก่อน เบื้องหน้าสปริงเกอร์รดน้ำกำลังรดน้ำให้กับสนามหญ้าและพุ่มดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าจาง มันออกดอกเต็มต้นสะท้อนเต็มสายตา

"สวยใช่มั้ยล่ะคะ"

ที่นั่นเองที่เขาได้พบกับเธอเป็นครั้งแรก และแนะนำตัวว่าเป็นอาสาสมัครมาทำงานที่นี่

 

ณ ปัจจุบันชูวี่ชำเลืองมองฉันอย่างคาดหวัง

"ฉันไม่น่ารู้จักผู้หญิงคนนั้นหรอกค่ะ ฉันกับเธอน่าจะมาทำคนละช่วงกัน" ฉันปฏิเสธทันที หวนคิดว่าหากชูวี่มาโรงพยาบาล เขาน่าจะโดดเด่นจนสังเกตได้ง่ายๆ แล้วช่วงที่ฉันทำก็ไม่ได้มีคนอย่างนั้นโผล่มาเลย

ทำเอานึกอิจฉาผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ที่มีโอกาสได้คุยกับชูวี่อย่างนี้

พอได้รับการปฏิเสธชูวี่ก็แอบถอนหายใจ แต่ทำไมฟังดูระอามากกว่าจะไปทางผิดหวังกันนะ แล้วชูวี่ก็เล่าต่อ

 

พอพูดเสร็จเธอก็เข้ามาขอนั่งข้างๆ ตอนแรกก็ไม่ได้พูดอะไรจนเขาเริ่มคิดว่าอีกฝ่ายจะรู้รึเปล่านะว่าเขาเป็นใคร ตอนที่กำลังคิดอย่างนั้น อีกฝ่ายก็พูดว่า

"เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกสินะคะ"

"รู้ด้วยเหรอครับ"

เธอแค่ยิ้ม แล้วพยักหน้าให้ดูข้างหน้า "ไฮเดรนเยียสวยมากเลยนะคะ ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นสีม่วง ตอนนี้เป็นสีน้ำเงินแล้ว มองได้ไม่เบื่อเลยล่ะ ฉันอ่านเจอมาว่ามันจะเปลี่ยนสีไปตามสภาพดินที่ปลูกมีตั้งแต่สีน้ำเงินไปจนถึงสีแดงเลย"

"...เปลี่ยนไปตามสภาพ...เหรอ"

"ต่อให้ดินตรงนั้นจะดีหรือจะแย่ แต่มันก็ยังคงเติบโตแล้วออกดอก ไม่ว่าจะกลายเป็นสีอะไร มันก็ยังคงสวยงามอยู่ดี" เธอพูดแล้วหันมายิ้มให้ ก่อนจะมีคนเรียกเธอไปพอดี

ทั้งที่มันเป็นแค่ประโยคสั้นๆ แต่มันกลับฝังอยู่ในใจของเขา ทำให้เขาลองยืนขึ้นแล้วมุ่งไปข้างหน้าต่อ ถ้ามัวแต่กังวลก็จะหยุดอยู่กับที่ เขาตัดสินใจแล้วเข้าไปรักษากับหมอในที่สุด

หลังจากวันนั้นแม้คนอื่นจะเห็นว่าเขาเริ่มดีขึ้นแล้ว เขาก็ยังไปที่นั่นอีก ถึงที่จริงจะให้หมอมาหาที่บริษัทเลยก็ได้ แต่เขาก็ยืนกรานว่าจะไปที่โรงพยาบาลเอง ส่วนหนึ่งเพราะอยากเจอเธอคนนั้นอีกครั้ง

"อ้าว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ" เธอที่กำลังชวนเด็กๆ เล่นเกมหันมาทักเขา

"จำผมได้ด้วยเหรอ" ชูวี่ชี้ตัวเองอย่างประหลาดใจ

"หมวกก็หมวกเดิม แถมยังใส่หน้ากากผ้าเหมือนเดิมอีกก็ต้องจำได้สิคะ เว้นแต่ถ้าคุณเปลี่ยนหมวกฉันคงจำไม่ได้" เธอหัวเราะสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง ตอนนั้นชูวี่ถึงเพิ่งสังเกตว่าคนไข้บางคนที่มาที่นี่ก็มีการปกปิดหน้าตาทำนองนี้เหมือนกัน ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่อยากให้มีใครรู้ว่าตัวเองมาหาจิตแพทย์ละมั้ง

"...ผมขอคุยกับคุณหน่อยได้มั้ยครับ"

มีความสงสัยปรากฏอยู่บนหน้าของเธอ แต่ก็ยังยอมตอบรับแล้วตามเขามา ชูวี่พาเธอมานั่งตรงที่ที่คุยกับเธอครั้งแรก

"ผมอยากจะขอบคุณน่ะ เรื่องไฮเดรนเยียในวันนั้นประทับใจผมมากเลย"

"ขะ..ขอบคุณอะไรกัน ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันก็แค่จำที่คนอื่นบอกมาพูดต่อเท่านั้นเอง" เธอลนลานเมื่อถูกขอบคุณ เขาคิดว่ามันน่ารักดี แต่ต่อให้เธอจะจำมาจากไหน คนที่เอามาพูดกับเขาก็ยังเป็นเธออยู่ดี

"วันนั้น...ผมรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอมากเลย ทั้งที่จุดที่ผมยืนอยู่เป็นจุดที่ใครหลายคนอยากได้มาแท้ๆ แต่กลับยังทำตัวน่าสมเพชแบบนี้อีก โอ๊ย!" ชูวี่ร้องเมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็ดีดหน้าผากเขาดังปึ้ก

"แล้วไงเหรอคะ แค่นั้นก็ห้ามทำตัวอ่อนแอเลยเหรอคะ บ้ารึเปล่าคนเราไม่ใช่อิฐใช่ปูนที่จะทนรับได้ทุกอย่างหรอกนะ คุณน่ะ ไม่ใช่น่าสมเพชที่ทำตัวอ่อนแอ แต่การคิดว่าอ่อนแอไม่ได้ต่างหากที่น่าสมเพช"

ชูวี่นึกถึงคำพูดวันนั้นแล้วก็แอบช็อกเหมือนกัน ไม่นึกว่าจะถูกพูดแรงขนาดนั้นใส่ ตอนเล่าจึงแอบลดทอนความรุนแรงบางส่วนลง

ส่วนเธอที่พูดเสร็จแล้วคงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ก็รีบขอโทษทันที

"เผลอใส่อารมณ์ไปซะได้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีช่วงนี้ต้องไปสู้รบปรบมือกับคนปสด.นิดหน่อย"

"ปสด.?"

"ประสาทแxกน่ะค่ะ” เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้มงดงามขัดกับคำพูดนั้น ทำเอาเขาคิดว่าเธอต้องเกลียดคนพวกนั้นมากแน่ๆ เลย

“แค่พวกเกรียนคีย์บอร์ดอย่าไปสนใจเลย เอาว่าคุณไม่ผิดหรอกนะคะถ้าจะมีช่วงอ่อนแอบ้าง ฉันเองก็มี แต่มันอยู่ที่คุณแล้วล่ะ ว่าจะนําเรื่องพวกนั้นมามีผลกระทบกับตัวเองยังไง"

เธอก้มหยิบดอกไฮเดรนเยียที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมา

"จะแห้งเหี่ยวโรยรามั้ยคะ หรือว่าจะเปลี่ยนใหัมันเป็นสีสันให้กับตัวคุณได้เฉิดฉายอย่างภาคภูมิใจต่อไป"

พริบตานั้นเองที่ชูวี่รู้สึกว่าทั้งโลกพลันสว่างไสวขึ้นมา เขาเบิกตากว้างราวกับไม่เคยรู้ตัวมาก่อน

“ผม...” เขารู้สึกเหมือนคำพูดมาจุกอยู่ที่คอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เขาอยู่ในวงการนี้ ทุกเพลงที่เขาเขียน ทั้งหมดนั้น...

“ผมอยากจะสร้างสีสันขึ้นมา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็อยากให้ทุกคนได้เห็น อยากจะทำให้ทุกคนมีความสุขให้มากที่สุดให้ได้”

นั่นคือ ตัวตนของเขา ตัวตนของชูวี่ที่อยากสร้างสรรค์บทเพลงที่สามารถส่งมอบความสุขให้แก่คนฟังได้

ตั้งแต่แรก ก็เพื่อสิ่งนี้ ที่เขาเกือบหลงลืมไปแล้ว แต่เพราะคนตรงหน้านี้ช่วยบอก เขาจึงระลึกได้อีกครั้ง

“ขอบคุณมากเลยนะครับ” เขาพูด

“แค่ขอให้คุณยิ้มได้อีกครั้งก็พอแล้วค่ะ” เธอดีใจที่เห็นเขาร่าเริงขึ้นมา “อ๊ะ มีคนเรียกแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ”

"เดี๋ยวครับ โทรศัพท์" ชูวี่เห็นโทรศัพท์ที่หมิ่นเหม่อยู่ตรงกระเป๋าร่วงตรงเก้าอี้พอดี จึงหยิบให้ มันเป็นโทรศัพท์มีพวงกุญแจห้อยอยู่ พวงกุญแจที่เขาจำได้ว่าเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับเขาเอง

"อ๋า ขอบคุณนะคะ อันที่จริงฉันหวงที่ห้อยกุญแจมากกว่าโทรศัพท์อีก เพราะมันหาซื้อจากที่ไหนไม่ได้แล้ว ขอบคุณนะคะ แล้วก็โชคดีค่ะ" เธอโบกมือให้ด้วยรอยยิ้มกว้างที่มันสดใสยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

"หลังจากวันนั้น ผมก็ตั้งใจว่าจะไปหาเธออีก แต่พอถามก็พบว่าเธอไม่ได้ไปทำอาสาแล้วทำเอาผมท้อเลย อย่างนี้ผมจะหาเธอเจอที่ไหนได้อีกเนี่ย"

"เรื่องนั้น...ฉันเองก็ช่วยไม่ได้เหมือนกันค่ะ" ฉันพูดด้วยความรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรไม่ได้

"อืม เพราะงั้นตอนที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง ก็เลยได้รับเสนอเรื่องโปรเจคนี้ขึ้นมาว่าถ้าตามหาตัวมันยากนัก ก็ดึงตัวให้มาหาเองซะก็สิ้นเรื่อง ถ้าเธอเป็นแฟนคลับของผมจริง ต้องมาเข้าร่วมแน่ๆ"

"เดี๋ยวนะคะ นี่คุณทุ่มทุนสร้างโปรเจคนี้ขึ้นเพื่อตามหาตัวผู้หญิงคนเดียวเนี่ยนะ" ฉันตกใจ อะไรมันจะเวอร์วังได้ขนาดนี้ "แล้วได้เจอมั้ยคะผู้หญิงคนนั้น"

"ได้เจอครับ โชคดีมากที่ได้เจอตั้งแต่วันแรกเลยด้วย แต่เพราะเธอที่เจอผมในวันนั้นยังไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ถึงจะมั่นใจว่าต้องแฟนคลับแน่ๆ แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเธอจะชอบผมที่เป็นผู้ชายคนนึงไม่ใช่ไอดอลรึเปล่า ผมก็เลยกลัว ไม่กล้าเผชิญหน้า จนสุดท้ายก็โกหกไปว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกสร้างให้เหมือนตัวจริง"

...เอ๊ะ? ฉันกระพริบตา เมื่อกี้เขาว่าว่าอะไรนะ

"ทั้งที่ตั้งใจว่าจะแค่ถามถึงความเป็นไปได้ที่จะชอบผมที่เป็นแค่คนคนหนึ่งได้มั้ย แต่กลับ...อดใจไม่ไหว รู้ตัวอีกทีก็จูบไปซะแล้ว"

ฮะ?

"...วันนั้นคุณจูบหลายคนเหรอ" ฉันได้ยินเสียงตัวเองถาม สมองมันเริ่มรวนๆ ตั้งแต่ได้ยินว่าชูวี่ตรงหน้านี้คือชูวี่ตัวจริงที่ไม่ใช่หุ่นยนต์แล้ว

ชูวี่ยกมือที่กุมมือฉันอยู่ขึ้น แนบหลังมือของฉันเข้ากับริมฝีปากของเขา แก้มขาวๆ นั้นมีรอยแดงระเรื่อ "ผมบอกแล้วนี่ ว่าถ้าไม่ชอบก็จูบไม่ได้หรอก"

ใช่...เหมือนจะเคยได้ยินอยู่ แต่...

"คะ..คุณไม่ใช่หุ่นยนต์เหรอ"

ชูวี่เลื่อนมือของฉันไปที่หน้าอกด้านซ้ายของเขา แนบมือของฉันลงไปกดทับไว้ด้วยมือของเขาให้ฉันรับรู้ถึงการเต้นของหัวใจที่อยู่ภายใต้ยกนี้อย่างเป็นจังหวะและไออุ่นจากตัวคน

"ถ้าบริษัทผมสร้างหุ่นยนต์ได้เหมือนตัวจริงขนาดนี้ ผมว่าพวกเขาคงไม่ใช่แค่ค่ายเพลงแล้วล่ะ" ชูวี่พูดเสียงกลั้วหัวเราะ

สรุป ฉันผิดเองที่เข้าใจว่าเขาเป็นหุ่นยนต์ ที่ผ่านมาเขาคือชูวี่ตัวจริง และที่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดนั้น

"คุณ..ชอบฉันเหรอ โกหกน่า ผู้หญิงที่คุณเล่าเป็นฉันจริงเหรอ ไม่ได้เข้าใจอะไรผิดใช่มั้ย"

"การที่ผมเล่าทั้งหมดนี้ แล้วคุณยังคิดว่าเป็นคนอื่นได้อีกต่างหากที่น่าประหลาดใจ"

ฉันสะอึกเมื่อถูกออกความเห็นเรื่องนี้ เพราะตั้งใจฟังโดยไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องของตัวเองตั้งแต่แรก เพราะงั้นเวลารู้สึกคุ้นๆ ก็จะคิดทำนองว่า ‘อ๋อ คนอื่นก็คิดแบบนี้เหมือนกันสินะ’ หรือไม่ก็ 'ว้าว ฉันก็คิดเหมือนเขาเป๊ะเลย’ โดยไม่ได้ติดใจสงสัยเลยสักนิด

"ผมไม่ได้หายไปไหนนะ"

"...คะ?" ฉันไม่เข้าใจไปครู่หนึ่งที่จู่ๆ ชูวี่ก็พูดอะไรอย่างนั้น แต่แล้วเขาก็เข้ามาประคองหน้าฉันด้วยมือทั้งสองข้างอย่างนิ่มนวล

"จะวันนี้หรือวันไหน ผมก็จะไม่หายไป"

‘เพราะทั้งหมดนี้...สุดท้ายแล้วก็จหายไปใช่มั้ยล่ะ’

ฉันนึกออกในที่สุดว่านั่นคือสิ่งที่ฉันเคยพูดไว้ตอนที่ยังคิดว่าเขาเป็นหุ่นยนต์

"เรื่องนั้น...”

"ผมรู้จักคุณแล้วนะ พวกเราได้รู้จักกันแล้ว เพราะฉะนั้น...ให้ผมได้ใกล้ชิดคุณมากกว่านี้ได้มั้ย"

นํ้าตาของฉันไหลออกมากระทบกับมือของชูวี่ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแค่ประโยคสั้นๆ นี้กลับทำให้ฉันร้องไห้ได้ไม่หยุด ชูวี่ก็ทำอะไรไม่ถูกจนฉันเพิ่งเคยเห็นเขาทำหน้าเหวอครั้งแรก เลยหัวเราะออกมาท่ามกลางความตกใจของเขา

"ได้สิ" ฉันตอบเขาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นแพนิค เขยิบถอยห่างทันทีเมื่อชูวี่ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ “ดะ..เดี๋ยวๆ แต่แบบนี้มันก็ใกล้ไปแล้ว”

“ผมนึกว่าคุณจะอยากให้ใกล้มากกว่านี้ซะอีก” ชูวี่พูด รุกเข้ามาจนทำให้ฉันต้องถอยมาจนถึงสุดปลายม้านั่งแล้วเอนหลังหนีไปอีกจนตัวเกร็งไปหมด

“ใกล้ที่ว่าไม่ได้หมายความว่าใกล้อย่าง..เหวอ!” ฉันหงายหลังไปจนได้ มือรีบคว้าเสื้อของชูวี่ที่อยู่ตรงหน้าตามสัญชาตญาณทันที พร้อมกันนั้นชูวี่ก็ประคองหลังฉันขึ้นมา

เขินจนได้เรื่องจริงๆ ฉันแทบไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ชูวี่ไม่ได้เข้ามานั่งใกล้แบบนี้เมื่อกี้แล้ว ทว่ากลับมีท่าทีเศร้าซึมอย่างเห็นได้ชัดที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร

“ขอโทษนะ” ฉันพูดเสียงดัง ทำให้เขาเงยหน้ามอง “ไม่ใช่ว่าฉันไม่ดีใจหรอกนะ แต่ว่าเรื่องมันเกิดเร็วมาก จู่ๆ ก็ได้อยู่กับคนที่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้เนี่ยนะ บอกตามตรงว่าฉันยังจัดการกับอารมณ์ตัวเองไม่ถูกเลย ยังแอบคิดเลยว่าถ้าวันนี้หลับไป ตื่นมาแล้วมันจะเป็นแค่ความฝันรึเปล่านะ”

“ผมรู้” ชูวี่ตอบรับ เขาดึงปลายผมหน้าของตัวเองเบาๆ “ผมเองก็คิดเหมือนกันว่านี่เป็นความฝันรึเปล่า ถึงได้อยากจับตัวคุณไว้ เพราะกลัวว่าจะหายไป”

ต่างฝ่ายต่างกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป...เหรอ แม้แต่ชูวี่เองก็รู้สึกอย่างนั้นเหรอ ฉันผิดคาด เพราะนึกว่าจะมีแค่ตัวเองที่กลัว แต่ว่า...มันไม่เกี่ยวว่าจะเป็นใครนี่นะ

“..ชูวี่” ฉันเรียกเขา พร้อมกับดึงแขนเสื้อของเขา ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ แต่ดูเหมือนชูวี่จะเข้าใจ เขาจับแก้มของฉันอย่างเบามือ

“แน่ใจแล้วเหรอ” เขาถาม

“อืม”

“ถึงคราวนี้จะหนีอีก ผมก็จะไม่หยุดแล้วนะ”

“...อืม”

ใบหน้าของชูวี่ใกล้เข้ามา แต่คราวนี้ฉันไม่ถอยห่างอีก พวกเราค่อยๆ เข้าใกล้กันและกัน ชูวี่กดคางของฉันลงเพื่อให้ปากของฉันเผยอรับ

แต่ทว่าฉันกลับเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวจากทางด้านหลังซะก่อน

“อ๊ะ” ฉันร้องทำให้ชูวี่ชะงักทันที พอรู้ว่าฉันมองไปทางด้านหลัง จึงหันมองตาม

“ใครน่ะ” เขาถาม คนที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแสดงตัวออกมา

ปรากฏว่าเป็นสต๊าฟสาวที่คอยแลอยู่ตรงเคาน์เตอร์นั่นเอง เธอหัวเราะเสียงแห้งที่ถูกพบตัว

“ขอโทษด้วยนะคะที่รบกวน”

“มะ..มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะคะ” ฉันตกใจ แต่ชูวี่กลับไม่มีทีท่าประหลาดใจเลยสักนิด เขามีสีหน้าหงุดหงิดสุดๆ แล้วพูดขึ้นว่า

“ออกมากันให้หมดเลยนะครับ”

ฉันอ้าปากค้างเมื่อตามต้นไม้ต้นอื่นมีคนอื่นซ่อนตัวอยู่อีก ทั้งหมดนั้นต่างมีสีหน้าเจื่อนที่ถูกจับได้ และพวกเขาก็คือคนที่ทำงานร่วมกับชูวี่

“พวกเราไม่ได้อยู่ตั้งแต่แรกหรอกนะ แต่ว่าพอเห็นเข้ามานานก็เลยเป็นห่วงว่าชูวี่จะเป็นยังไงบ้างเท่านั้นเอง” สต๊าฟคนหนึ่งพูดขึ้น ก่อนแต่ละคนจะเริ่มสารภาพกันออกมา ทั้งหมดนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นห่วงชูวี่

ฉันยิ้มค้าง ก็เคยได้ยินอยู่หรอกว่าชูวี่เป็นที่รักของทุกคนมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่แฟนเพลง แต่ยังรวมไปถึงคนที่ร่วมงานด้วย อันที่จริงที่ยอมตามใจเขาสร้างโปรเจคหลอกลวงนี่ขึ้นมา ก็เพื่อตามหาคนที่เขาชอบให้ ก็น่าจะเป็นการบอกที่ดีที่สุดแล้วว่าพวกเขารักและอยากให้ชูวี่มีความสุขมากแค่ไหน

แต่ดูเหมือนชูวี่จะยังอารมณ์ขุ่นมัวที่ถูกขัดจังหวะ เขาบอกว่า “ถ้าอยากให้ผมหายโกรธละก็ ทุกคนช่วยหันไปทางโน้นด้วย แล้วห้ามหันมาจนกว่าผมจะบอกเด็ดขาด”

ฉันงงกับคำสั่งนี้ ขณะที่พวกสต๊าฟทำตาม ฉันก็กำลังจะถามชูวี่เลยว่ามันมีความหมายอะไรรึเปล่า แต่ว่าทันทีที่ไม่มีคนมองมาทางนี้แล้ว ชูวี่ก็ก้มหน้าลงมาจูบฉันที่ยังตั้งตัวไม่ติดทันที

ทั้งที่เขาน่าจะกำลังหงุดหงิดอยู่ แต่สัมผัสที่ฉันได้รับกลับอ่อนโยนยิ่งกว่าสิ่งใด เขาสัมผัสฉันราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าทำให้ฉันแทบจะละลาย

กว่าที่พวกสต๊าฟจะถูกสั่งให้หันกลับมาได้ ก็เป็นเวลาหลังจากนั้นอีกสักพักใหญ่ๆ เลยล่ะ

 

——————————\——\

สวัสดีค่ะ ครีเชอร์ค่ะ ลองฝึกแต่งแนวรักดู ถ้ายังไงคอมเม้นกันได้นะคะ

ผลงานอื่นๆ ของ Creature

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น