เปลวปรารถนา [Burning Desire]

ตอนที่ 3 : เปลวปรารถนา - บทที่ 1 ความทรงจำกับการรอคอย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 980
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    1 มิ.ย. 61


 
 

                                                                            

            ฉันอ่านหมดแล้วแมนด้า
          ร่างสวยแบบบางในชุดกางเกงยีนส์และเสื้อทูนิคยาวสีฟ้าพาสเทลผูกด้วยเชือกเล็กบนกึ่งกลางหน้าอกเดินลงมาตามขั้นบันไดอย่างเร่งรีบขณะที่นิ้วมือเรียวเล็กที่เพนท์สีน้ำเงินแดงลวดลายธงชาติอเมริกันเกี่ยวโทรศัพท์แบบพับไว้แนบกับหู ก่อนสืบเท้าตรงไปที่ห้องรับแขก โยนกระเป๋าสะพายลงแล้วกระแทกตัวลงนั่งเก้าอี้นวมนุ่มจากหนังวัวฟอกริมหน้าต่าง

            แล้วเธอติดใจอะไรบ้างปลายสายถามอย่างกระตือรือร้น

          ติดใจ? เธอถามอะไรประหลาดๆอีกแล้วนะ หนังสือของเธอมีแต่เรื่องประวัติศาสตร์น่าเวียนที่สุด ขอบอกเลยนะแมนด้าที่รัก ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรน่าติดใจสักนิด หญิงสาวตอบตามตรง พลางทอดสายตามองพื้นสนามหญ้าเขียวชอุ่มตาจากหน้าต่าง

            ไม่จริง! มันต้องมีสักอย่าง หรือว่าเธอไม่ได้อ่านมันดิน่า เธอถึงตอบฉันไม่ได้
          อแมนด้าครางอย่างไม่เชื่อในคำตอบของเพื่อนรัก

          ฉันอ่านแล้วจริงๆ ถ้าเธอต้องการคำตอบนัก ฉันก็บอกก็ได้ว่าฉันก็ไม่ชอบเรื่องดาวรี่ (Dowry) ©ไม่ชอบความคิดของสมัยนั้น และฉันก็ขอไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า ได้โปรดอย่าเอาหนังสือพวกนี้มาเป็นของฝากฉันอีก ” ลดานันท์ทำเสียงเนือยๆบอกชัดว่าหล่อนไม่ชอบจริงๆ ถึงในใจจะนึกขอบคุณบรรพบุรุษทั้งหลายที่ทำให้หล่อนมีพื้นที่เหยียบยืนและความสะดวกสบายจนถึงวันนี้ก็เถิด แต่ไอ้เรื่องประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติพวกนี้เนี่ยมันไม่ได้มีความบันเทิงใจที่หล่อนรู้สึกอยากจะศึกษาสักนิด หล่อนเป็นสถาปนิกไมได้เป็นอาจารย์ซะหน่อย!

          ทำไมเธอถึงไม่ชอบเรื่องดาวรี่ล่ะ ฉันว่ามันก็แฟร์ออกดีนะอแมนด้าแย้งพร้อมกับถามกลับเสียงระรื่นที่ยังเพื่อนสาวเปิดอ่านจริงๆ  แม้ตอนนี้หล่อนจะเปิดร้านเช่าหนังสือและวีซีดีเล็กๆอยู่ในยูท่าห์เป็นงานหลักแล้ว แต่ด้วยความที่เรียนจบประวัติศาสตร์มา และหล่อนก็ชอบที่พูดคุยเรื่องราวเหล่านั้นมาก ซึ่งลดานันท์ก็เป็นอีกหนึ่งคนนอกจากคนรักของหล่อนที่ต้องร่วมชะตากรรมฟังการสาธยายนี้อยู่บ่อยๆ

          ฉันว่าเธอใกล้เพี้ยนแล้วแมนด้า   หญิงสาวโคลงศีรษะเหมือนมารดาที่อิดหนาระอาใจฟังคำแก้ตัวของบุตรชายที่กลับบ้านดึก

         
ฉันไมได้เพี้ยนนะดิน่า ดูอย่างอินเดียสิผู้หญิงยังสู่ขอฝ่ายชายเลยพูดแล้วฉันอยากทำแบบนั้นจริงๆนะ

          ถ้าเธอไม่กลัวอลันก็ลองทำดูสิ  ฉันคิดว่าเขาจะต้องโกรธและขอเลิกกับเธอแน่นอนแมนด้า

          ทำไมเขาจะต้องโกรธและเลิกกับฉันด้วย ฉันรักเขา เขาเองก็รู้  ฉันทนไม่ได้หรอกนะดิน่าที่เห็นอลันรับงานบ้าระห่ำแบบนี้  ฉันอยากแต่งงาน ฉันอยากอยู่กับเขาเธอเข้าใจมั้ย..”

          หญิงสาวถอนหายใจ พยายามคิดหาคำอธิบาย
           
เข้าใจ....แต่เธอก็ควรจะรู้ว่าที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะเธอ เขาอยากให้เธอภาคภูมิไง

          ฉันภูมิใจในตัวเขาอยู่แล้ว คนเป็นเพื่อนยังคนยืนกรานเสียงแข็ง

         
แต่เธอกำลังจะทำให้เขาเหมือนผู้ชายในคลับที่ใช้เงินหิ้วกลับบ้านได้

          บ้า! ฉันไม่ได้คิดให้เขาเหมือนพวกแมงดาพวกนั้นซะหน่อยคราวนี้เสียงอแมนด้าหวีดขึ้นมาทันที จนลดานันท์ง้างโทรศัพท์ออกห่างแทบไม่ทัน

          ใช่..เธอไม่คิด แต่อลันอาจจะคิด เธออย่าทำให้เขารู้สึกเสียศักดิ์ศรีเลยแมนด้า พระเจ้าสร้างพวกเธอมาคู่กันแล้ว ยังไงฉันเชื่อว่าเธอจะต้องได้แต่งงานแน่นอน

          ปลายสายเงียบไปอยู่สองสามวินาที แล้วพูดว่า ขอบใจนะดิน่า คุยกับเธอแล้วรู้สึกดีขึ้นมาเยอะเลย

          รู้สึกดีไม่พอนะ เธอต้องเลิกคิดใช้ดาวรี่กับอลันด้วย

          จ้า....วันอาทิตย์อย่าลืม!เธอต้องมาที่บ้านฉันล่ะ

          ไม่ลืมๆ งั้นแค่นี้ก่อนนะ แล้วเจอกัน     หล่อนอมยิ้มก่อนกดปุ่มวางสายก่อนนำมันซุกเข้าไปในช่องกระเป๋าสะพายแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองแม่บ้านที่หิ้วอะไรบางอย่างเข้ามาหา พลันนั้นดวงตาคู่สวยราวกับดวงดาวบนท้องนภาก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

          เอ่อ...คุณหนูคะนี่ใช่รองเท้าส้นสูงที่คุณหนูถามหาหรือเปล่าคะ?” หล่อนนิ่วหน้า

          ใช่ค่ะ! ป้าเอมม่าหาเจอที่ไหนคะเนี่ย  

          มันอยู่ในสนามหญ้าข้างบ้านค่ะ คงจะเป็นเจ้าโตโต้ของคุณหนูคงที่คาบไปเล่นแน่ๆ

          เจ้าโตโต้อีกแล้วเหรอคะ สงสัยมันจะพิสมัยรองเท้าส้งสูงหนูมากเลย ขอบคุณนะคะป้า
          ลดานันท์เอ่ยขอบคุณก่อนจะยกรองเท้าที่เพิ่งรับมาถือขึ้นมาระดับสายตาแล้วถอนหายใจพรืดใหญ่ ส้นสูงสีแดงคู่โปรดของหล่อนตอนนี้สภาพของมันดูไม่น่ามองเอาซะเลย ทั้งดินแห้งเกาะกรังทั้งรอยฟันราวกับเพิ่งไปลุยศึกสมรภูมิที่ไหนมา

         
เจ้าโตโต้!!!”
          หญิงสาวตะโกนเรียกเสียงดัง เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เจ้าไซบีเรียน ฮัสกี้สีขาวอายุ 4 เดือนก็วิ่งกระดิกหางเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว หากไม่ช้ามันก็รีบถดเท้าวิ่งหนีราวกับจรวด เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในกำมือของนายสาว

         
กลับมาเดี๋ยวนี้นะโตโต้

          ร่างบางร้องสั่งพลางวิ่งล่าสุนัขจอมซนที่มุดหัวหนีเข้าพุ่มไม้ไม่หยุดด้วยความสนุกสนานบ้านของหล่อนเป็นบ้าน อิฐสไตล์โคโลเนียลสามชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่  2 เอเคอร์ ด้านนอกตัวบ้านโอบล้อมด้วยสนามหญ้าและพุ่มไม้แต่งล้อมโดยรอบให้ความเย็นสบาย  ขวามือเป็นสระว่ายน้ำที่เพียงเปิดบานกระจกกั้นจากห้องนั่งเล่นก็สามารถเดินลงสระได้ทันที  ส่วนด้านหลังมีบ่อปลาขนาดใหญ่ มารดาหล่อนเล่าให้ฟังว่าบิดาหล่อนนั้นสร้างเอาใจคุณตาโดยเฉพาะ ส่วนภายในแบ่งออกเป็นสิบห้อง ชั้นบนมี เจ็ด ห้องนอนใหญ่เพียงพอกับสมาชิกในบ้านและเผื่อแผ่ถึงญาติมิตรสหายยามแวะมาพักผ่อนร่วมกันในช่วงวันหยุดพิเศษ  

          ทุกตารางนิ้วในบ้านหลังล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำมากมายของครอบครัวหล่อน  หากมีใครมาถามถึงที่ที่หล่อนชอบที่สุดในบ้าน ก็คงจะเป็นห้องรับแขกศูนย์กลางของบ้าน ตัวห้องเป็นทรงหกเหลี่ยม รอบๆผนังบุไม้โอ๊กสีเข้มเข้ากับเครื่องเรือนแบบควีนแอนน์
( Queen Anne)
©และเตาผิงขนาดใหญ่ที่สามารถให้ความอบอุ่นได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องคอยเติมฟืนทุกชั่วโมง

          โฮ่ง โฮ่ง

          ลดานันท์ส่ายหน้ากับความคึกคะนองของมัน ไม่ได้! วันนี้ฉันต้องเข้าร้านพูดแล้วก็ขึงตาดุๆใส่เจ้าตัวยุ่งประจำบ้านที่พยายามใช้เท้าหน้าคลานเข้ามาหาหล่อนอย่างออดอ้อนเต็มที่ แต่ไม่นานมันก็ยอมเงียบเสียงลงและหมอบหน้าลงซบพื้นพรมสีควันบุหรี่เมื่อหญิงสาวเอื้อมมือลงมาเกาหัวมันเบาๆ ก่อนที่หล่อนหยิบกระเป๋าสะพายที่โซฟาขึ้นมาคล้องไหล่ เดินออกไปที่โรงรถ

          โชคดีที่บ้านของหล่อนอยู่ในเมือง แองเกิลวูด (
Englewood ) เขตเบอร์เกน (Bergen) ห่างจากเกาะแมนฮัตตัน (manhatan) ในกรุงนิวยอร์ค เพียง10.6 ไมล์ ทำให้การเดินทางไปทำงานของหล่อนใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น

          ไม่ช้าแลนด์โรเวอร์คันใหญ่ก็เลี้ยวจากสี่แยกเข้ามาจอดเลียบหน้าอาคารพาณิชย์ สามคูหาแห่งหนึ่ง ซึ่งด้านหน้าเป็นกระจกกรุตลอดทั้งสองชั้น  กึ่งกลางมีป้ายอักษรโลหะติดเป็นภาษาอังกฤษว่า  Zenwell  (เซนเวลล์)  

          ที่นี่คือร้านเฟอร์นิเจอร์ของบิดาหล่อนเปิดมาร่วม 18 ปี ในนี้มีพื้นที่กว้างขวางและสินค้าเกี่ยวกับการตกแต่งบ้านให้เลือกอย่างครบครัน  โดยบิดาหล่อนนั้นจะทำหน้าที่ดูแลเรื่องออเดอร์สินค้า ส่วนหล่อนรับหน้าที่ให้คำปรึกษาและตกแต่งถึงบ้านสำหรับลูกค้าที่มีความประสงค์

          หล่อนรักงานที่นี่  ถึงบางครั้งจะสนุกสนานเวลามีคนเข้าร้านแต่บางครั้งก็หงอยเหงาเมื่อมองกระจกบานเขื่องมีแต่ผู้คนเดินผ่านไปมา แต่นี่ล่ะคือชีวิต
! และหล่อนก็พอใจกับการเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายเช่นทุกวันนี้  หากสำหรับ ดนุพงศ์ และ ดลดำริน้องชายทั้งสองคนของหล่อนนั้นไม่ใช่ !

          ดนุพงศ์ น้องชายคนแรกของหล่อนเป็นคนที่ค่อนข้างสุขุม เยือกเย็น เต็มไปด้วยระเบียบแบบแผนที่น่าวุ่นวาย มารดาของหล่อนชอบพูดเสมอว่าเขานิสัยเหมือนกับคุณตาราวกับแกะ ซึ่งหล่อนเองก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะเวลานี้เขาก็ได้รับความไว้ใจจากคุณตาให้เข้าไปรับช่วงดูแลงานในบริษัทของคุณตาทั้งหมดในนวร์ก  (Newark) ส่วน ดลดำริ น้องชายคนเล็กของหล่อนเพิ่งจะเข้ามหาวิทยาลัยปีแรก เขาชอบความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นไม่รู้จักสิ้นสุด  อายุของเขากับหล่อนนั้นห่างกันเกือบ 4 ปี  ไม่เหมือนกับดนุพงศ์ที่ห่างจากหล่อนเพียง 2 ปี เท่านั้น ทว่าเหล่อนนั้นกลับสนิทกับน้องคนเล็กมากกว่า อาจด้วยเพราะอีกฝ่ายเป็นคนไม่ค่อยพูดเหมือนดลดำริที่เวลามีเรื่องอะไรนิดหน่อยก็วิ่งโร่เข้ามาหาหล่อนทุกครั้ง

          นึกประหวัดถึงน้องชายคนเล็กหญิงสาวก็อดยิ้มกับใบหน้าทะเล้นปนเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย เขาเจ้าเล่ห์และขี้อ้อนที่สุดในบ้าน ขนาดบิดาหล่อนเองยังต้องยอมยกธงขาวให้กับพฤติกรรมของเขา ก่อนที่ใบหน้าหวานจะหันขวับไปตามเสียงเรียกแสนคุ้นเคย

          ตัวเล็กมาแล้วก็ดีเลย มาดูชุดโซฟาตัวนี้สิลูก สวยมั้ย? คนที่โรงงานเพิ่งขนมาเองทันที่ที่เห็นหน้าบุตรสาวคนโปรดเข้ามานายศิรภัทรผู้เป็นพ่อก็เดินเข้ามาโอบไหล่พลางชี้ชวนดูโซฟาเซตใหม่ที่เขาเป็นออกแบบเองกับมือ หากร่างเล็กนั้นกลับทำท่ากระเง้ากระงอดใส่แทนความสนใจกับสิ่งที่บิดาภูมิใจเสนอ  

          โธ่...พ่อคะเมื่อไหร่จะเลิกเรียกหนูว่าตัวเล็กซะที หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ

          สำหรับพ่อไม่ว่าลูกจะอายุ สองขวบหรือยี่สิบสองลูกก็ยังคงเป็นเด็กอยู่เสมอ ศิรภัทรกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พร้อมกับมองใบหน้าบุตรสาวที่อมยิ้มน้อยๆก่อนจะแนบแก้มลงกับต้นแขนเขาอย่างเอ็นดู

 
         ท่าทางวันนี้จะไม่ค่อยมีคนเข้าร้านนะคะ ถ้าพ่ออยากจะกลับไปอยู่กับคุณแม่ที่บ้านก็ไปได้นะคะ เดี๋ยวที่นี่หนูดูแลเองค่ะ หญิงสาวเอ่ยอาสา สองตาก็กวาดมองออกไปมองบาทวิถีซึ่งอยู่อีกฟากถนนที่ถึงจะมีผู้คนเดินกันให้ขวักไขว่ แต่ก็ไม่มีวี่แววใครสักคนจะเดินตรงเข้ามาในร้าน ขณะที่รถราเองก็จอดแช่ยาวเป็นพรวน สีหน้าของทุกคนต่างจ้องเหยียบขับคันเร่งทันทีที่ไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว

          ไม่ได้! ขืนกลับไปตอนนี้พ่อได้โดนแม่ลูกแฉ่งยาวแน่
          ศิรภัทรส่ายหน้าแล้วกระแทกตัวลงกับสตูส์ตัวสูงหน้าเคานเตอร์ แม้เวลาผ่านไปหลายปีเปลี่ยนเด็กหญิงลดานันท์ที่ตัวกระจ้อยในอ้อมกอดเขากลายเป็นสาวสวยสะพรั่ง หากแต่ความรักและหวงแหนในตัวภรรยาของนายศิริภัทรกลับไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลาเลย เขายังคงเป็นสามีที่ขี้หึงเหมือนเก่าและตอนนี้ก็มีอีกหน้าที่หนึ่งที่เขาจะละทิ้งไปไม่ได้ก็คือการดูแลคนอยู่ตรงหน้าเขา

          เขากับดุจเดือนผู้เป็นภรรยาตั้งใจไว้ตั้งแต่แต่งงาน อะไรพวกเขาสองคนขาดไปจะถูกเติบเต็มอย่างสมบูรณ์สู่ลูกๆทุกคน โดยเฉพาะกับลดานันท์ซึ่งเป็นลูกผู้หญิงคนเดียวของบ้านจึงต้องดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ปัจจุปันลดานันท์จึงเติบโตมาด้วยความรัก  สดใส และเป็นที่หมายปองแก่ชายหนุ่มมากหน้าหลายตา แต่ส่วนใหญ่นั้นก็ยังไม่เคยเข้าตานายศิรภัทรเลยสักรายนอกจาก เทเวศร์ หนุ่มไทยดีดรี ด็อกเตอร์ มหาวิทยาลัยดังที่สนิทชิดเชื้อกับบ้านเขามานาน

         
แค่โดนแฉ่งนิดหน่อยเอง ปกติพ่อก็โดนบ่อยๆอยู่แล้วกลัวไปทำไมละคะ หญิงสาวหัวเราะเสียงใส

          ก็เพราะลูกนั่นล่ะ เมื่อไหร่จะคบกับตาเรย์ซะที

          พ่อ!! “ คนถูกถามถึงกับผงะร้องเสียงหลง  บิดาหล่อนมักจะพูดเรื่องคู่ครองอยู่บ่อยๆ ยิ่งเฉพาะในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ หล่อนได้ยินทุกวันจนเอียนที่ตอบ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยที่บิดาหล่อนเอ่ยถึงเทเวศวร์ตรงๆ  ถึงหนูกับพี่เรย์สนิทกันก็จริง แต่เราสองคนไม่เคยคิดอะไรเกินเลยไปกว่านั้นเลยนะคะ

           งั้นลูกก็ควรคิดได้แล้วศิรภัทรบอกเสียงจริงจัง นัยน์ตาเปล่งประกายความหวังและความสุขหลังหวนนึกถึงบ้านที่เต็มไปด้วยเด็กๆ  

          พ่อ!!!” คราวนี้เสียงหญิงสาวแหวดังขึ้นกว่าเดิม  ใบหน้าหวานระเรื่อแดงปลั่งราวมะเขือสุกจนคนเป็นพ่อต้องกลั้นยิ้มเอาไว้

          ทำไมไม่พูดกับเขาตรงๆ ยังไงก็คนกันเองอยู่แล้ว

          มันไม่ใช่เลย และหนูเป็นผู้หญิงนะคะพ่อจะให้เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปบอกผู้ชายว่าชอบเหรอคะหญิงสาวก้มหน้ากล่าวอย่างอ่อนใจ  เทเวศร์ คือผู้ชายในอุดมคติของหล่อนก็จริง แต่หล่อนไม่ได้รักเขา และเขาก็ไม่มีทีท่าแสดงอาการว่าชอบพอหล่อนเลยด้วยซ้ำ

          เป็นผู้หญิงแล้วไง พ่อไม่เห็นว่ามันจะไม่เหมาะที่ไหน ลูกของพ่อทั้งน่ารักทั้งนิสัยดีแบบนี้ ถ้าลองกล้าปฏิเสธดูสิแสดงว่ามันไม่ใช่ลูกผู้ชายศิรภัทรกอดพูดอย่างภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวเต็มเปี่ยม ทว่าร่าบางที่ยืนอยู่ข้างกายเขานั้นกลับบิดปาก ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยความคิดนั้น

          หนูไม่อยากคุยกับคุณพ่อเรื่องนี้แล้ว ว่าแล้วก็ก้าวขาฉับๆไปหลังร้านทันทีทิ้งให้ผู้เป็นพ่อที่ยืนชี้นิ้วค้างด้วยอาการงวยงง

          อ๊าว..ลูกคนนี้นี่
          ศิรภัทรเหลียวคอตามร่างบุตรสาวที่เดินทำหน้าหงิกงอเป็นม้าหมากรุก ในบรรดาลูกๆทั้งสามคนของเขามีเพียงลดานันท์คนเดียวที่ชอบเดินหนีเขาและทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพ่อที่กำลังทำความผิดใหญ่หลวง ทั้งที่เขาพูดด้วยความหวังดีอยากให้บุตรสาวอยู่กับชายที่เหมาะสมพอที่คนเป็นพ่ออย่างเขาจะฝากฝังให้ดูแลต่อไปในอนาคตได้ แต่แม่ตัวเล็กของเขากลับเดินหนีและไม่ฟังเขาเลย

         
ดิน่า....ถ้าลูกไม่กล้าบอกเดี๋ยวพ่อบอกตาเรย์ให้ก็ได้เอามั้ย?” คนเป็นพ่อยังไม่เลิกความพยายาม ส่งเสียงตะโกนถามเข้าไปต่อ

          เอาสิคะ.....ถ้าพ่อลองพูดเรื่องนี้กับพี่เรย์ หนูจะไม่พูดกับพ่ออีกเลย
          ลดานันท์ยื่นหน้าออกมาตอบเสียงขุ่น ก่อนจะผลุบหายเข้าไปหลังกรอบประตูเมื่อโทรศัพท์สีไข่ไก่บนโต๊ะทำงานดังขึ้น

          เซนเวลล์เฟอร์นิเจอร์ยินดีให้บริการค่ะ หญิงสาวรับโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู กรอกคำพูดเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วเฉกเช่นทุกครั้ง หากคราวนี้ปลายสายแรกของเช้าวันใหม่กลับเงียบกริบ  

         
ฮัลโหล ได้ยินหรือเปล่าคะ?” หล่อนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับกรอกเสียงลงไปอีกครั้ง พลางมองเบอร์โทรศัพท์ที่โชว์บนแป้นยังไมได้วางสายไปคล้ายถือรอฟังอยู่ กระทั่งรอจนแล้วจนรอดก็ไม่มีเสียงตอบรับจนหญิงสาวอดสงสัยขึ้นมาไมได้ ว่าจะเป็นพวกโรคจิตที่ชอบฟังเสียงผู้หญิงระหว่างบำบัดความใคร่

           
นี่มันเช้าอยู่นะ   หล่อนเคยเจอโรคจิตโทรมาก่อกวนที่บ้านอยู่สองสามครั้งแต่ส่วนใหญ่ที่เจอก็จะเป็นช่วงกลางดึกตีหนึ่งตีสองไปแล้ว  หญิงสาวนึกครุ่น ในขณะที่หางตาก็เหลือบมองนาฬิกาไม้ข้างผนังตีเข็มเป็นเวลาสิบโมงตรงเผง แล้วก็สั่นศีรษะผลักความคิดนั้นออกไปจากสมอง แต่ชั่วอึดใจเดียวความหวาดระแวงก็ลอยแวบเข้ามาในหัวพรวนราวกับลูกธนู

            ความโรคจิตมันเลือกเวลาที่ไหนกันเล่าดิน่า   
          ฉับพลันมือบางก็กระแทกโทรศัพท์ลงกับแป้นอย่างรวดเร็ว

         
ถ้าเป็นลูกค้าเดี๋ยวก็คงหาทางโทรกลับมาใหม่เองล่ะ เสียงหวานพึมพำในลำคอ ก้มหน้ามองโทรศัพท์เล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่ทิ้งความสนใจทั้งหมดลง หมุนร่างกลับไปหาจอคอมพิวเตอร์จัดการข้อมูลลูกค้าในเอ็กเซลต่อ

 

          ยัวร์เกรซ....
           
เสียงแหบแห้งของชายวัยกลางคนรำพึงเบาๆ ระหว่างที่ลอบมองการกระทำชายหนุ่มทายาทคนสุดท้ายของตระกูลฟิตซ์รอยที่ยังมีชีวิตอยู่ ค่อยๆเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า ในมือกำหูโทรศัพท์บนหน้าตักแน่น ไม่มีทีท่าจะคลายจะออกง่าย ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวออกมาจากเงามืดหลังเสาหินอ่อนข้างห้องโถง

         
เวลาเหลือน้อยแล้วนะขอรับ ทำไมยัวร์เกรซยังทำเช่นนี้อยู่อีกแฝงด้วยความกระวนกระวาย  ใบหน้าคมสันเงยขึ้นมาสบตาอีกฝ่าย ความเจ็บปวดคุกรุ่นฉายชัดอยู่บนใบหน้าและทุกอริยบท ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้น เดินไปหยุดที่ริมผนังด้านหลังซึ่งประดับด้วยภาพเขียนของเลอ เบริง

          จะเหลือมากหรือน้อยยังไงก็มันก็ไม่ต่างกันอยู่ดี ชีวิตของข้าถูกคำสาปลิขิตไว้อยู่แล้ว เขาแค่นเสียง ริมฝีปากหยักเข้มยิ้มหยันให้กับโชคชะตาของตัวเองที่ไม่ต่างจากต้นวิลโลว์บนภาพ 

          แต่ว่า..ยัวร์... ยังไม่ทันที่ชายคนดังกล่าวจะได้เอ่ยครบทุกถ้อยคำ น้ำเสียงกังวานของชายหนุ่มก็ดังขัดขึ้นมาด้วยความฉุนเฉียว

         
ข้าว่าข้าพูดเรื่องนี้ไปหลายรอบแล้วนะ

           ขอโทษขอรับนายท่าน ฝ่ายนั้นรีบลดศีรษะลงอย่างเกรงกลัว  ดวงตาหรี่ลงครึ่ง หากไม่ยอมหยุดพูดสิ่งที่อยู่ในใจต่อ แต่น้ำเสียงในคราวนี้เป็นเสียงอ้อมแอ้มเกือบจะกระซิบแผ่ว 

          นายท่านสนใจนาง  ไม่ว่านางจะเป็นสตรีที่พวกเราตามหาหรือไม่ อย่างน้อยกระผมคิดว่านายท่านก็ควรจะลอง มันเห็นจะน่าเสียหายตรงไหนนัยน์ตาคมกริบเรืองเรืองขึ้นมาท่ามกลางความมืด  เมื่อนึกถึงวันที่เขาได้ประสานสายตากับดวงตากลมโตสีน้ำตาลของหญิงสาว  คราวนั้นหล่อนน่าจะอายุสักสามขวบเห็นจะได้ เธอสวมชุดประโปรงสีขาว มีระบายเป็นชั้นๆ ผมถูกมัดเป็นหางม้าประดับด้วยโบว์ผ้าซาตินสีเดียวกับชุดอย่างเรียบร้อย  ดูคล้ายเหมือนกำลังจะถูกพาออกไปข้างนอก

          เขาจำได้ว่าตอนนี้นั้นเป็นช่วงเวลาสองทุ่ม แท็กซี่ขับรถพาเขาผ่านมาแถวบ้านหล่อน เธอวิ่งปราดออกมาเหมือนเด็กคนอื่นๆที่มักจะชอบวิ่งเล่น อยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆตลอด

         
ปริ้นนนน

           จังหวะนั้นรถที่เขานั่งเบรกกะทันหัน  เสียงล้อลากครูดกับพื้นดังเอี๊ยดอาดเสียดหู มือเขาฉวยเกาะประตูไว้ทันพอดีทำให้หน้าไม่กระแทกกับพนักด้านหลัง  ตอนนั้นเขารู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กๆทั้งที่ค่ำคืนนี้เขาเพิ่งจะออกมาจากคฤหาสน์บนเขามาได้ไม่นาน มันเป็นคืนแรกของเขาในรอบเดือนนี้ด้วยซ้ำก็เกิดเหตุเลยหรือ 

          เทมส์คิดก่อนที่สายตาคมกริบจะเพ่งออกไปด้านนอก เห็นตุ๊กตาหมีในหล่นอยู่กลางถนนพร้อมกับร่างเด็กเล็กคนหนึ่งจ้องมองมาที่รถ นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ขณะที่คนขับแท็กซี่ของเขากลับส่งเสียงด่าทอถึงบุพการีต่างๆนาๆอย่างคนชั้นต่ำที่ยังไม่โผล่หน้ามาพาตัวกลับ

          ท่าทางของเด็กน้อยที่ยืนนิ่งคล้ายคนเสียงขวัญนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาจึงตัดสินใจเปิดประตูลงไปดู

         
นี่ตุ๊กตาของหนู เขาก้มเก็บตุ๊กตาบนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นเบาๆก่อนจับคืนใส่มือเล็กที่รีบดึงไปกอดแนบอกทันทีอย่างหวงแหน 

         
ไม่เป็นอะไรไรนะหนูน้อยร่างสูงลดตัวลงถามด้วยแววตาอ่อนโยนเมื่อเห็นร่างเล็กมีอาการสั่นเทา แต่กระนั้นก็ไม่ได้วิ่งหนี เดิมทีเขาคิดว่าเด็กน้อยคงจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก  หากมันกลับตรงกันข้าม ร่างเล็กป้อมนั้นเงยมองเขาและก้าวเข้ามาใกล้ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวคนแปลกหน้าอย่างที่เด็กทั่วไปควรจะเป็น  ทำให้เขาเห็นใบหน้าเยาว์วัยนั้นเต็มตาชัดจากแสงไฟหน้ารถที่สาดออกมา  วินาทีนั้นเขาตอบตัวเองได้เลยว่าเด็กคนนี้โตมาจะต้องสวยและเป็นที่รักของผู้คนมากแน่  ทั้งรูปหน้า ดวงตากลมโตสดใส บวกกับจมูกโด่งรั้นและปากแดงเล็กนั่น  แต่อะไรก็ไม่เท่ากับพวงแก้มอิ่มใสทั้งสองข้างที่แลดูนุ่มยวนใจ  จนมือเขาเองเกือบจะเอื้อมออกไปแล้ว ถ้าไม่มีมีเสียงมารดาของหล่อนเรียกขานขึ้นมาก่อน

         
ดิน่า อยู่ที่ไหนลูก ดิน่า!! ตายแล้ว ทำไมออกอยู่ตรงนี้ แม่บอกแล้วใช่มั้ยว่า ให้รอแม่ในบ้าน ทำไมถึงออกมาด้านนอกแบบนี้ ดื้อจริงๆ อยากโดนตีใช่มั้ย?”เพียงได้ยินมารดาพูดคำว่า ตีร่างเล็กที่ยืนก้มหน้านิ่งอย่างรู้ถึงความผิดก็ร้องจ้าออกมา ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับทำอะไรไม่ถูกนอกจากช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้ม เพราะจริงๆแล้วหล่อนเองก็ไม่ได้ต้องการจะตีบุตรสาวตามพูดเลย

         
ขอโทษด้วยนะคะ ดุจเดือนยิ้มจืดๆพลางผงกศีรษะลงให้กับชายหนุ่มและคนขับแท็กซี่ที่ยังคงนั่งทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ในรถ

          ดิน่า! อย่าหยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ ทำผิดแล้วยังจะมาร้องงอแงอีกหล่อนหันไปเอ็ดบุตรสาว พลางปาดน้ำตาเม็ดเล็กบนแก้มสองข้างอย่างทะนุถอนอมขัดกับน้ำเสียงที่แสดงออกไป

          นางยังเล็กอยู่ อย่าดุอีกเลย

          ต้องขอโทษอีกครั้งนะคะ ดุจเดือนยิ้มอย่างขอบคุณที่อีกฝ่ายไม่ถือโทษโกรธ ก่อนจะพาร่างเล็กในอ้อมแขนที่เหลือแต่เพียงเสียงสะอึกสะอื้นกลับเข้าไปภายในบ้าน 

          เสียสิซีมอร์ ถ้านางไม่ใช่ก็เท่ากับข้าทำลายนางความรู้สึกเขาหมุนกลับมาในความเป็นจริงอีกครั้ง สันกรามเขาขบแน่น พยายามหยุดความต้องการลึกๆที่ซัดเข้ามาราวกับคลื่นมหาสมุทรลูกใหญ่

          เขาคือ เทมส์ ฟิตย์รอย!  ชายหนุ่มตะโกนซ้ำๆอยู่ในใจจนเจ็บหนึบไปทั้งช่องอก ทั้งที่ในอดีตหรือปัจจุปัน ไม่เคยมีอะไรที่เขาต้องการแล้วไม่เคยได้ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ มาหลายศตวรรษ  ทั้งผู้คน วัฒนธรรม และบ้านเมือง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขายังไม่เคยมองเห็นจากใครนั่นก็คือ ความรัก ที่เขาโหยหาสำหรับเขากับผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขามาเป็นเพียงความคลั่งไคล้และความหฤหรรษ์อันเร่าร้อนในยามราตรีเท่านั้น ไม่เคยไต่ระดับไปถึงความรักอันแท้จริงเลยสักคนเดียว  ซึ่งมันเป็นเรื่องเจ็บปวดและน่าอัปยศอดสูสำหรับชายชาตรีอย่างเขาที่สุด!! 

          เพราะผู้หญิงทุกคนที่พบเขามักต้องมนต์จากคำสาปในตัวเขาจนไม่สามารถควบคุมตนเองและความรู้สึกนึกคิดได้สักคน พวกหล่อนจะมีแต่ความกระหาย กระวนกระวายอยากให้เขาสัมผัสและปรนเปรอความสุขจนถึงรุ่งสาง แต่เมื่อถึงตอนนั้น หล่อนก็จะไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับตัวเขาหลงเหลืออยู่อีกเลย

          ด้านซีมอร์รู้สึกแปลกใจกับคำตอบที่ได้รับไม่น้อย ชายหนุ่มไม่เคยแยแสสิ่งใดมาก่อนเลย แต่กลับตระหนักถึงผู้หญิงธรรมดาที่ทำงานในร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เขายอมรับว่าหญิงสาวที่นายหนุ่มหมายตานั้นมีความงามที่น่าเพริดอยู่ แต่หากเทียบกับสตรีที่ผ่านๆมาแล้ว เขาบอกได้เลยว่าหล่อนผู้นี้ยังห่างชั้นไกล  กระนั้นความงามของหญิงสาวก็เหมือนกลีบกุสุมาลย์ หากภายในมันไม่มีคุณค่าคงไม่มีชายใดหมายมอง

         
แล้วผู้หญิงคนนี้มีดีอะไร ทำไมถึงทำให้นายท่านของเขาฝังจิตฝังใจเฝ้ามองมานานขนาดนี้

          คำถามนั้นฉีกทึ้งเข้ากึ่งกลางใจเขาราวกับกริชแหลมคม บางทีหล่อนอาจจะเป็นอิสตรีในคำปริศนานั่นก็ได้ ดวงตาเหี่ยวย่นหรี่ของซีมอร์เล็กลงเรื่อยๆ ขณะที่สมองก็ขบคิดถึงสิ่งที่ได้มาจากบรรพบุรุษเขาซึ่งสืบทอดสายเลือดข้ารับใช้แห่งตระกูลฟิตย์รอยมาเนิ่นนาน   มันเป็นหนังแกะเก่าๆถูกม้วนด้วยเชือกป่าน  เขาได้ยินมาว่าครั้งหนึ่งชายหนุ่มเคยเผามันทิ้งแต่โชคดีมีคนเข้ามาเห็นและดับมันไว้ทัน ทำให้มันยังคงตกมาถึงเขาในทุกวันนี้

            ซีมอร์เหลือบมองร่างสูงสง่าที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เก่าไม่ขยับไม่ไป แล้เหลียวไปมองนาฬิกาลูกตุ้มโบราณข้างฝาผนัง อีกหกชั่วโมงตะวันจะตกดิน ซึ่งหลังเวลานั้นคือเวลาที่ชายหนุ่มจะออกไปที่โรงเก็บม้าเหมือนปกติ

          ต่อให้โลกใบนี้ขับเคลื่อนไปตามปกติหรือหยุดหมุน ซีมอร์ก็เชื่ออย่างเด็ดขาดว่าตราบใดที่มนุษย์ยังคงดำรงอยู่ น้อยนักที่จะสามารถละทิ้งความรู้สึก ความต้องการไปได้ เพราะชีวิตแทบทุกชีวิตล้วนแล้วมีความต้องการไม่ว่าจะทางกายหรือปัจจัยภายนอก และความปรารถนามันก็ถือเป็นแรงขับเคลื่อนก่อให้เกิดสิ่งต่างๆ เขาชักอยากรู้จริงๆ แล้วสิ! ถ้าหากแม่สาวคนนั้นมาปรากฏตัวที่นี่ต่อหน้าต่อตา  ชายหนุ่มยังจะปฏิเสธความปรารถนาที่พร่ำร้องในใจตัวเองอีกหรือไม่?

          นายท่านจะรับชาร้อนเพิ่มอีกมั้ยขอรับ กระผมจะได้เข้าไปเอามาให้ 
         
ไม่!  เจ้าอยากจะไปทำอะไรก็เถอะทำซีมอร์ ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ

          พอได้คำตอบแผ่นหลังผอมบางของชายสูงวัยค่อยๆโค้งลงช้าๆ ก่อนเดินจากไปพร้อมกับแววตาความมุ่งมั่นที่คนเบื้องหลังไม่อาจมองเห็นได้เลยว่าค่ำคืนอันแสนเงียบเหงาของเขานั้นกำลังจะถูกเปลี่ยนไปในไม่ช้านี้
         

            จ๋อม!  จ๋อม!

           
ฝูงปลาคาร์ฟขนาดใหญ่ที่ลอยหาอาหารอยู่กลางบ่อว่ายน้ำหนีกันกระจัดกระจายกันไปคนละทิศเมื่อก้อนกรวดขนาดเล็กๆถูกปาลงมาอย่างต่อเนื่อง

            น่าสงสารเจ้าปลาจริงๆป่านนี้คงหัวโนกันไปหมดแล้ว คราวโมโหใครมาอีกล่ะดิน่า  เสียงทนายหนุ่มเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยกถุงขนมร้านโปรดของหญิงสาวที่ผงกศีรษะหน้ามามองเขา ชูล่อเหมือนทุกครั้งที่เขากลับมาถึงบ้าน หากรายนั้นกลับยังนั่งกอดเข่านิ่งไม่ยอมลุกมารับของจากเขา 

          เฮ้อ..ไม่อยากจะพูดเลย หล่อนถอนใจอย่างเซ็งๆ แล้วก้มลงมองผืนน้ำใสแจ๋วในบ่อปลา

          ถ้าไม่อยากจะพูดก็ไม่เป็นไร ทานขนมกันเถอะ ของโปรดดิน่าทั้งเลยนะ  ว่าแล้วร่างสูงโปร่งก็กระโดดปีนรั้วเข้ามาอีกฟากอย่างคล่องแคล่ว

          พี่เรย์ไม่อยากฟังจริงๆเหรอ?”

          ก็เราบอกเองว่าไม่อยากจะพูด แล้วพี่จะคาดคั้นไปทำไม เทเวศร์แสร้งบอกเสียงเรียบ ใบหน้าคมเข้มขรึมนิ่งไม่แสดงอาการใคร่รู้ใดๆ ผิดกับนิสัยโดยปกติที่ช่างยั่วและแย่เป็นประจำทำให้ร่างบางที่คอยเอียงหูรออย่างคาดหวังถึงกับหันไปค้อนขวับ ตาวาววับเหมือนเสือถูกกระตุกหนวด

          พี่เรย์หนิ...ตื้ออีกหน่อยก็ไม่ได้หล่อนร้องด้วยความผิดหวังระคนขัดใจ และทำจมูกย่นใส่ นึกทีแรกว่าฝ่ายนั้นจะคะยั้นคะยอขอขยายความ

          พอเห็นหญิงสาวสาวทำหน้างอง้ำมากขึ้นเท่านั้น  คนขี้เล่นที่ตั้งใจแกล้งไม่สนใจมาตั้งแต่ก็ระเบิดหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ก่อนจะถามอย่างเอาใจว่า

          ตกลงมีเรื่องอะไรกัน ถึงได้มานั่งหน้าหงิกเป็นม้าหมากรุกอยู่หลังบ้านแบบนี้

          ก็ยัยลูกปัดน่ะสิพี่เรย์ หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่ม ระบายอารมณ์คุกรุ่นในอกให้ฟังยืดยาว  พูดกับฉันว่าจะเลิกกับอีตาแมคให้ได้เด็ดขาด แล้วเย็นนี้ก็นัดกันแล้วว่าจะไปดูหนังแต่พอจอตานั่นหอบดอกไม้มานั่งคุกเข่าขอโทษหน้าบ้านไม่กี่นาทีก็ยอมกลับไปคืนดีกันแล้ว คิดแล้วน่าโมโห ทำไมถึงโง่อย่างนี้นะ ไม่รู้จักเข็ดหลาบมั่งเลย คอยดูเถอะนะพี่เรย์ ถ้าคราวหน้าโทรมาร้องห่มร้องไห้ให้ฟังอีกฉันจะไม่สนเลย หล่อนลงเสียงเฉียบขาด แต่เทเวศร์แอบส่ายหน้าเบาๆเพราะรู้ดีว่าคนอย่างหญิงสาวต่อให้โกรธมากแค่ไหน แต่ไม่นานก็จะกลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไร

          เดี๋ยวก็ทะเลาะกันเดี๋ยวก็ดีกัน มันก็เรื่องปกติของคู่รักอยู่แล้ว ไม่เห็นจะน่าซีเรียสตรงไหน
          เขาบอกเสียงขรึมระหว่างที่หย่อนตัวลงนั่งข้างๆร่างบาง

         
ไม่น่าซีเรียส?” หญิงสาวคิ้วเลิกขึ้นราวกับไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินจะมาจากปากคนตรงหน้า คนที่บอกว่ารักแต่กลับทำให้ต้องเสียใจทุกครั้ง พี่เรย์ยังจะเรียกคนแบบนี้ยังเรียกว่าเป็นคนรักได้อีกเหรอ?”

          ได้สิ!”  

          เพราะอะไร  หล่อนมองด้วยความฉงนสนใจ

          ดิน่าคิดว่าความรักต้องมีความสุขเสมองั้นเหรอ?” สายตาของชายหนุ่มกวาดตามองรอบดวงหน้าหวานใสไร้สีสันฉาบทาที่ตนเห็นมาตั้งแต่อายุสิบสอง แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่คิดเบื่อเลยสักครั้งที่จะมองอย่างพยายามอธิบาย

          ใช่! และถ้าเป็นฉันจะไม่รักคนที่ทำให้ฉันต้องมานั่งเจ็บปวดเสียใจแน่นอน

          สายลมเย็นพัดโชยเข้ามาหอบเอากองใบไม้แห้งข้างกระบุงบนสนามหญ้าลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตกลงมากระจัดกระจายไปทั่วผืนหญ้าพร้อมกับกลิ่นกุหลาบหอมรวยรินอ่อนๆจากกายสาวที่ลอยผ่านเข้ามา หญิงสาวถูกเลี้ยงมายิ่งกว่าไข่ในหิน บิดาของหล่อนนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยกิตติศัพท์นั้นขึ้นชื่อว่าหวงลูกสาวอย่างกับอะไรดีในซอยนี้ ขนาดเขาเองถ้าไม่ได้รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เขาคงไม่มีโอกาสได้นั่งใกล้ชิดเรือนร่างขาวผุดผาดเหมือนดอกไม้แรกแย้มแบบนี้แน่

          เทเวศร์สูดรับความกรุ่นหอมจากกายสาวเข้าปอดอย่างชื่นใจ แล้วผ่อนออกช้าๆ  ดิน่า...ความรักมันไม่มีทฤษฎี หรือกฎตายตัวหรอกนะว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และจะมีผลลัพธ์อย่างไร บางคนกว่าจะรู้ตัวว่ารักก็ถลำลึกเกินกว่าจะถอยกลับแล้วก็มี

          แต่ไม่ใช่ฉันแน่   หล่อนสั่นหน้าจนเส้นผมกระจายปรกหน้าผาก ริมฝีปากคู่งามขยับขึ้นเตรียมจะเถียงต่อ  แต่เสียงทุ้มแทรกขัดขึ้นก่อน

          โอเคๆ พี่ไม่เถียงกับเราแล้ว ตกลงว่าขนมนี่เราไม่เอาใช่มั้ยพี่จะได้เอากลับไปเขาถามทีเล่นทีจริง มือข้างหนึ่งเตรียมจะดึงถุงขนมบนตักหญิงสาวกลับคืนมาแต่มือบางไวกว่าตะครุบขึ้นไปกอดแนบอกแน่น

           ขนมอร่อยๆแบบนี้  ใครไม่เอาก็โง่แล้ว ขอบคุณนะคะพี่เรย์

          เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นขอให้พี่ทานข้าวเย็นด้วยสักมื้อได้มั้ย?”  

          ได้อยู่แล้วค่ะ จริงๆพี่เรย์อยากมาทานก็ที่บ้านฉันเมื่อไหร่ก็เข้ามาได้เลย ไม่ต้องมาขอฉันหรอกลดานันท์ยิ้มหวานให้ หล่อนชอบเทเวศร์ เขาเป็นผู้ชายใจดี คุยแล้วสบายใจที่สุดคนหนึ่งรองจากบิดาหล่อนเลย  หล่อนรู้สึกว่าเขาเหมือนจะสมบูรณ์พร้อมไปทุกอย่างทั้งหน้าที่การงาน นิสัยหรือแม้แต่ฐานะ แต่บางครั้งหล่อนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยชอบทานข้าวที่บ้านของตัวเอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาขอทานข้าวมื้อเย็นที่บ้านหล่อน  เขาเริ่มมาทานข้าวเย็นที่บ้านหล่อนตั้งแต่หล่อนอยู่ชั้นประถมแล้ว

          ไม่ได้หรอก พี่ไม่ใช่เจ้าของบ้านซะหน่อยใบหน้าคมคายส่ายไล้ไปมาเบาๆ

          แต่เจ้าของบ้านหลังนี้ปลื้มพี่มาก 
          หญิงสาวทำเสียงยานคาง  เมื่อนึกถ้อยคำที่ยังแว่วอยู่ในหูเหมือนบทสวดไม่ได้


          หมายถึงคุณพ่อดิน่าเหรอ?” ทนายหนุ่มเลิกคิ้วถาม พลางมองปฏิกิริยาคนข้างกายไปในที  เขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่รู้ว่าคำพูดนั้นทำให้หัวใจของเขาพองโตมากแค่ไหน

          ใช่แล้วเจ้าของบ้านพยักหน้าลงหนึ่งที ก่อนจะก้มรื้อดูขนมถุงกระดาษที่ชายหนุ่มซื้อมาให้ ว่าวันนี้มีอะไรบ้างเพราะในแต่ละวันเขาจะเอามาไม่ซ้ำกัน  ทำให้หล่อนไม่ทันสังเกตว่าวูบหนึ่งแววตาของชายหนุ่มนั้นมันเปล่งประกายบางอย่างขึ้นมา และมันก็หม่นลงเหมือนแสงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้าเมื่อหล่อนพูดจบ

          คุณลุงท่านใจดีกับพี่ต่างหาก

          พี่เรย์ไม่ต้องมาถ่อมตัวเลย รู้มั้ยคะเมื่อเช้าพ่อ...พูดได้แค่นั้นเสียงหวานก็ชะงักกึก เลือดสาวในกายไม่เพียงจะร้อนซ่านมาออที่พวงแก้มแต่ยังลุกลามไปถึงลำคอและใบหูสองข้างจนแดงจัดทันทีที่นึกถึงการสนทนาในช่วงเช้าของหล่อนกับบิดา ซึ่งไม่ควรนำมาพูดอย่างยิ่งกับชายหนุ่ม ทั้งที่หล่อนเป็นคนย้ำหนักหนากับบิดาว่าห้ามเอ่ยเรื่องนี้แต่ตอนนี้หล่อนเกือบจะเผลอเป็นคนพูดเอง

         
ยัยบ้า ยัยเบ๊อะบะ !! ลดานันท์กัดริมฝีปากก่นด่าตัวเองในใจอย่างหัวเสีย ก่อนสะดุ้งเฮือกเกร็งตัวแข็งทื่อเมื่อมืออุ่นหนาของเทเวศร์แตะลงที่หัวไหล่เปลือยเปล่าที่พ้นปลายแขนสื้อ

         
คุณลุงทำไม?!”  คนถูกเอ่ยถึงยิงคำถามใส่เสียงเข้ม ทำเอาคนโกหกไม่เก่งอย่างลดานันท์แทบหายใจไม่ออก  เกิดมาทั้งชีวิตหล่อนจำได้ว่าโกหกอยู่แค่สามครั้ง คือเรื่องทำการบ้านและเรื่องขนมในตู้เย็นที่หายไปซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่นานมาก


          หล่อนอึกอัก แต่พยายามกลั้นใจตอบออกไปอย่างรวดเร็ว  หล่อนรู้ดีว่าเทเวศร์เป็นคนที่ช่างสังเกต และถ้าเขาจับพิรุธของหล่อนได้ เขาต้องเข้าไปถามบิดาแสนดีของหล่อนที่ชอบจับคู่ให้ลูกๆเป็นงานอดิเรกเป็นแน่

          เอ่อ..ขนม พ่อบอกว่าอร่อยดีค่ะ  พูดจบใจภาวนาขอให้เขาอย่าคิดถามอะไรอีกเลย       
  

          ดิน่าให้คุณลุงทานด้วยเหรอ..?” หญิงสาวหลุบเปลือกตาเลี่ยงมองถุงขนมสีสวยในอุ้งมือแทนทันที เมื่อดวงตาคมกล้าของเทเวศร์เลื่อนลงมองคล้ายยังแคลงใจ

            ค่ะ  ริมฝีปากหล่อนขยับยิ้มบางๆ

         
ขอโทษนะคะพี่เรย์ แล้วแอบหันพ่นลมหายใจเบาๆที่ชายหนุ่มไม่ไต่ถามอีก เพราะจริงๆแล้วขนมของเขาตกลงในท้องหล่อนคนเดียวเท่านั้น แต่จะให้ทำอย่างไรได้  หล่อนจำเป็นต้องโกหก หากหล่อนไม่ทำ ความสัมพันธ์ของหล่อนกับเขาอาจจะไม่เหมือนเดิม แม้หล่อนก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่ามันจะเป็นไปในเชิงบวกหรือลบ  แต่เสียงลึกๆในใจหล่อนโอนเอียงว่ามันน่าจะเป็นทางลบมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์  บางทีเขาอาจจะไม่มาที่บ้านหล่อนอีกเลย และหล่อนเองคงอับอายจนไม่กล้าอยู่สู้หน้าเขา ซึ่งตัวหล่อนไม่ต้องการให้มันเกิด!

           เงารัตติกาลคืบคลานเข้าปกคลุมคฤหาสน์หลังงามอย่างรวดเร็วประหนึ่งปีกค้างคาวยักษ์ทำให้บรรยากาศรอบๆด้านเกือบมืดสนิท  


           
กระแสลมภายนอกพัดแรงจนได้ยินเสียงกิ่งสนหลายร้อยต้นที่ปลุกเรียงรายเสียดสีกันไปมาอย่างไม่อาจต้านทานแรงลมในค่ำคืนนี้ได้ หากชายหนุ่มที่เพิ่งเดินออกมาไม่ได้หลบหลี้กลับเข้าไปภายในแต่อย่างไร แม้รู้ว่าสภาพอากาศในตอนนี้ไม่เหมาะที่เขาจะพาม้าออกไปควบ

          เขาต้องหาวิธีดับความพลุ่งพล่านของตัวเองให้อยู่หมัด!

          เทมส์คิดขณะที่ยืนหยุดที่หน้าบันไดหินแกรนิต เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วแต่เสียงหวานๆที่เขาได้ยินจากเครื่องอิเล็กโทรนิคที่เรียกว่า โทรศัพท์ มันยังทำให้ร่างกายเขาร้อนรุ่มจนถึงบัดนี้

             
ได้ยินหรือเปล่าคะ

          มุมปากชายหนุ่มโค้งขึ้นน้อยๆด้วยความพึงใจ แรงปรารถนาดิบร้อนซัดสาดไปทั่วสรรพางค์กายราวกับมรสุมคลื่น ยามนึกคะนึงถึงน้ำเสียงหวานใสราวระฆังแก้วที่ยังดังเสนาะอยู่ไม่คลาย แต่ไม่กี่อึดใจนั้นเรียวคิ้วหนาเข้มก็ขมวดย่น   เรียวปากของเขาเม้มเรียบเป็นเส้นตรง เมื่อหางตาคมรีเหลือบเห็นร่างของคนสนิทกำลังใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองเดินผ่านกระจกห้องนั่งเล่นขึ้นไปยังบันไดชั้นบนอย่างเชื่องช้า  ฉับพลันถ้อยคำในช่วงบ่ายก็หวนกลับเข้ามาในสมองเขาราวกับเครื่องกรอเทป

          นายท่านสนใจนาง ไม่ว่านางจะเป็นสตรีที่พวกเราตามหาหรือไม่ อย่างน้อยกระผมคิดว่านายท่านก็ควรจะลอง        

          ฮึ! ”ชายหนุ่มแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างหงุดหงิดระคนโมโหตัวเอง สำหรับเขาในชีวิตมีเพียงสองอย่างที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองคือคำสาปแช่งที่เป็นจริงจากดยุคแห่งเอ็กซีเตอร์ และการเฝ้ามองเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่เล็กจนกระทั่งเจริญเติบโตจนเป็นสาวสวยสะพรั่ง 

          ลึกลงไปในก้อนเนื้อเล็กๆบนอกข้างซ้ายของเขานั้นอยากทำตามที่ซีมอร์แนะนำใจจะขาด เขาอยากพาหญิงสาวมาอยู่ที่นี่ ให้หล่อนใช้ชีวิตร่วมกับเขา แต่ด้วยมโนธรรมในหัวที่ตอกย้ำอยู่ในหัวไม่หยุด เทมส์จึงตัดสินใจแหงนหน้ามองท้องฟ้าดำทะมึน พร้อมสูดอัดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ ข่มกลั้นความร้อนระอุที่ฉีดพล่านภายราวกับน้ำร้อนจัดในกาต้ม แล้วก้าวไปยังโรงเก็บม้าซึ่งอยู่ด้านหลังคฤหาสน์
อย่างว่องไว

            เจ้าคงเบื่อเหมือนข้าใช่มั้ยเกอแลนเทมส์ลูบมือลงบนแผงคอม้าสีขาวด้วยความอ่อนโยน ม้าตัวนี้เป็นม้าตัวเดียวในคอกที่ยังคงสืบสายพันธ์เบอร์ลี่ เตอร์กแท้ๆเหมือนม้าตัวแรกของเขาที่ได้รับเป็นของขวัญจากพระบิดาสมัยยังเป็นดยุคแห่งเซาท์แธมตัน แต่แล้วคำสาปส่งผลให้เขามีชีวิตอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายที่ตัวเขาต้องปรับเปลี่ยน จะมีก็แต่พวกม้าและคฤหาสน์หลังนี้ที่ยังอยู่เป็นเพื่อนเขาเท่านั้น

            เพียงคิดถึงเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำที่ยังคงอยู่  ความเจ็บปวด อ้างว้าง โศกเศร้า และความเกลียดชังที่ซึมซ่านอยู่ภายในก็รุมเข้ามาถมทับเขาราวกับกับถูกหอกแหลมนับพันทิ่มแทง จนเทมส์รู้สึกถึงหนาวสะท้านไปทั้งร่าง สองมือที่กำไว้ข้างลำตัวนระริกเมื่อภาพการฆ่าตัวตายของเขาผุดแวบขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสุดท้ายเขากลับไม่ตาย ไม่ว่าจะด้วยโรคภัย อายุขัย สิ่งมีคม หรือแม้แต่ภัยพิบัติธรรมชาติ!! 


          สันกรามได้รูปเขาขบลั่นกันแน่น นิ้วมือทั้งสิบเกร็งเขม็ง พยายามละทิ้งความทรงจำอันรวดร้าวทิ้ง แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งควบบนอานม้า พร้อมกระตุกสายบังเหียนบังคับให้มันวิ่งไปข้างหน้า ทว่าวันนี้เจ้าอาชาของเขากลับยังยืนเฉยไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนทำให้ร่างสูงต้องออกคำสั่งอีกครั้ง

          เกอแลน!!” ปกติม้าของเขาไม่เคยมีทีท่าปกติแบบนี้มาก่อน เกิดอะไรขึ้นกับมัน ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ พลางกระโดดลงมายืนพื้นซึ่งปูด้วยฟางแห้ง

          เจ้าอยากลองดีกับข้าใช่มั้ย?” เทมส์เข่นเขี้ยว นัยน์ตาคมกริบฉายแววโทสะคุกรุ่น ขณะที่มือก็ดึงสายจูงที่คอให้มันเดินออกมาไวๆอย่าโอ้แอ้ แต่คราวนี้มันกลับสะบัดหัวแล้วชูคอขึ้นฟ้าส่งเสียงร้องลั่นราวกับต้องการจะบอกว่ามันไม่อยากออกไปเสี่ยงพายุกับเขา ทำให้ชายหนุ่มต้องอัดลมหายใจเข้าปอดอีกหน ดูเหมือนวันนี้ๆอะไรๆก็ดูขวางหูขวางตาเขาไปหมดทั้งซีมอร์ทั้งท้องฟ้า และยังเจ้าม้าดื้อด้านของเขาอีก!

          ไม่ไปก็ไม่ต้องไปข้าไปคนเดียวก็ได้พูดจบเขาก็ใช้เท้าถีบรั้วเหล็กปิดอย่างรุนแรงด้วยอารามหาที่ลงไม่ได้ ก่อนจ้ำอ้าวไปยังสระน้ำในสวนด้วยใบหน้าบึ้งตึง

            สักพักฝีเท้าหนักๆก็เริ่มค่อยชะลอให้เนิบช้าลง เมื่อจมูกซึ่งสัมผัสกลิ่นได้ไวกว่ามนุษย์ปกติได้กลิ่นดินชอุ่มน้ำ และหญ้าที่ถูกตัดใหม่ๆลอยมาพร้อมกลิ่นหอมรัญจวนของกุหลาบป่า  คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงเป็นฝีมือซีมอร์คนสนิทและพ่อบ้านที่ดูแลเขาแอบจัดหาคนสวนมาทำอีกแน่  ชายผู้นี้ไม่เหมือนคนดูแลเขาที่ผ่านๆมาเลย แม้ต่อหน้าจะยอมรับปากเป็นหมั้นเป็นเหมาะแต่สุดท้ายก็รั้นขัดคำสั่งเขาทุกครั้ง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็กลับพอใจซีมอร์มากกว่าข้ารับใช้คนอื่นๆ นั่นก็เพราะความฉลาดหลักแหลมที่พ่วงมากับความหัวรั้นและชอบยั่วโมโหให้เขาควันออกหูอยู่บ่อยๆของซีมอร์นั้นทำให้เขามีความรู้สึกว่าเขายังมีคนห่วงใยอยู่บ้างไม่ใช่อมมนุษย์ ที่อยู่อย่างเดียวดาย


          จิ๊บ....จิ๊บจิ๊บ

           
เสียง!” สายตาวาววามราวกับคมกริชกวาดมองไปรอบสวนอย่างค้นหาแหล่งเสียงที่มาทันที ก่อนที่เท้าทั้งสองจะก้าวพรวดไปหยุดโตรกหินริมสระน้ำ แล้วค่อยๆย่อตัวลงเมื่อเห็นนกกระจิบตัวหนึ่งกำลังส่งเสียงร้องไม่หยุดโดยที่ข้างตัวมันก็มีนกกระจิบอีกตัวกำลังนอนงอขาบนพื้นหญ้าตัวท่าทางอ่อนแรงเพราะขาของมันข้างหนึ่งมีเลือดไหล

          มือหนายื่นออกไปประคองร่างนกกระจิบที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นมาอย่างนุ่มนวล หากนกอีกตัวที่อยู่เคียงคู่รีบผละจากพื้น ตีปีกบินโผอยู่เหนือศีรษะเขาด้วยความตกใจกลัว

          มาเถอะ ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอกเขาบอกกับนกตัวน้อยอย่างเอื้ออารี นกตัวนั้นที่ยังตระหนกอยู่ค่อยๆบินลงมาเกาะที่ฝ่ามือ ซึ่งชายหนุ่มรีบกอบนกตัวสองแนบอก วิ่งฝ่าเสียงลมที่เริ่มดังอืออึ้งไปทั้งหูเข้าไปในคฤหาสน์

          ซีมอร์! ข้าต้องการยาและของทำแผล  เจ้าเก็บไว้ที่ไหนเสียงทุ้มตะโกนส่งขึ้นไปยังชั้นบน

          นายท่านว่าอะไรนะขอรับ!”  ซีมอร์ที่กำลังจัดการปิดบานหน้าต่างอยู่ได้ยินถึงกับตาลุกโพลง รีบก้าวจากขั้นบนมาทันทีโดยไม่สนว่าสังขารที่โรยราของตัวเองจะทำให้หกล้มหน้าคำมำหรือไม่

         
นายท่านได้รับบาดเจ็บมาเหรอขอรับชายวัยกลางคนถลาเข้าจับแขนชายหนุ่มอย่างลืมตัว ดวงตาดำเข้มเหมือนถ่านกลอกตามองร่างสูงขึ้นๆลงๆเหมือนผู้ปกครองที่สืบค้นร่องรอยความซนของลูก

          ไม่ใช่ข้าซีมอร์ ข้าไม่ได้เป็นอะไร เจ้าก็น่าจะรู้

          ถ้าไม่ใช่นายท่าน แล้ว--- ก่อนที่จะอีกฝ่ายจะถามจบ มือทั้งสองข้างของเทมส์ก็คลายสิ่งที่อยู่ภายในให้อีกฝ่ายดูช้าๆราวกับมันคือแก้วเจียระไนแสนเปราะบาง

          โธ่! นายท่านแค่นกเอง ทำเอากระผมตกอกตกใจไปหมดเลย
          ซีมอร์ครางออกมาอย่างไม่เปิดบังอาการผิดหวัง

          ถึงมันจะเป็นแค่นก แต่มันก็มีชีวิต เจ้าไม่ควรทำหน้าแบบนั้นนะซีมอร์  ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมองคนสนิทซึ่งมีสีหน้าเปลี่ยนไป แต่ปากนั้นกลับเผยอขึ้นแล้วก็เม้มลงหลายครั้งคล้ายจะพูดหากปราศเสียง เขาจึงหันกลับไปดูนกกระจิบ

          ก็กระผมหลงนึกดีใจว่าคำสาปมันอาจจะเสื่อม 
          ชายสูงัวยกลั้นใจเปล่งเสียงออกมาเบาๆหลังจากชั่วใจอยู่พักหนึ่ง เขานึกเช่นนั้นจริงๆ ไม่ใช่เพราะอยากจะหลุดพ้นจากการเป็นข้ารับใช้ หากแต่เขาอยากให้ชายหนุ่มตรงหน้าได้ใช้ชีวิตมีความสุขเหมือนคนทั่วไปคือการมีครอบครัว คนรัก และลูกๆอย่างสมบูรณ์แบบ

          ความคาดหวังของคนสนิททำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อหัวใจตนเองกระตุกเบาๆ เมื่อระลึกถึงชีวิตเขากับคำสาปอาถรรพ์ที่อยู่คู่เขามาเนิ่นนานราวอยู่ในเขาวงกตที่ทุกอย่างด้านมืดทึบ  ไม่รู้ว่าหนทางที่เดินไปจะจบสิ้นที่ไหน 

           หากมันเสื่อมง่ายๆมันก็ไม่คงเรียกว่าคำสาปหรอกซีมอร์เทมส์บอกเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก ทั้งที่ความรู้สึกเขาในตอนนี้มันไม่ใช่เลย และเหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่ากำลังมีสิ่งสำคัญรอคอยเขาอยู่ ชายหนุ่มจึงก้มมองนกกระจิบตัวจ้อย


          ข้าว่าตอนนี้เจ้ารีบไปเอาของทำแผลมาเร็วเข้าเถอะ   

          ฝ่ายนั้นพยักหน้ารับคำสั่ง หมุนร่างกลับเดินกลับไปตามโถงทางยาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามาพร้อมกระเป๋าปฐมพยาบาล ซึ่งถูกวางลงตรงหน้าโต๊ะกลมกลางโซฟาทันที ขณะที่เทมส์ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรมสีฟ้าอมเทา  มือหนาวางร่างลูกนกกระจิบบาดเจ็บลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แล้วเทน้ำในเหยือกลงกับแก้วใส จุ่มกระดาษทิชชู่เนื้อนุ่มที่ดึงออกมาจากกล่องลงไปให้ชุ่มแค่ปลายๆ  แล้วจึงยกขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดเลือดที่อยู่ไหลเกาะรอบๆด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ส่วนซีมอร์ที่ยืนอยู่ข้างกายชายหนุ่มด้วยความระทึกใจ เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาจนตอนนี้ขาก็เหยียบโลงไปแล้วข้างหนึ่งเขายังไม่เคยสัมผัสสัตว์อื่นเลยนอกจากม้าและสุนัข

          ซีมอร์!” เสียงเรียกของชายหนุ่มทำเอาคนที่กำลังหวนคิดชีวิตวัยหนุ่มถึงกับสะดุ้ง หัวไหล่ตั้งตรงราวทหารจัดระเบียบแถว

          ขะ...ขอรับ 

          ข้าอยากเลี้ยงนกสองตัวนี้ 

          นกกระจิบพวกนี้มันไม่ชอบอยู่ในกรงนักหรอกขอรับ ถ้านายท่านอยากเลี้ยงจริงๆ กระผมจะลองถามเพื่อนที่อยู่ในตัวเมืองให้ช่วยแนะนำนกสายพันธ์ดีๆให้มั้ยขอรับ เสียงซีมอร์กลับมาเป็นคนรับใช้จอมเข้มงวดอีกครั้ง

          ข้าไม่ได้อยากเลี้ยงอะไรแบบนั้น ข้าอยากเลี้ยงสองตัวนี้ เจ้าไม่เห็นหรือไงซีมอร์ ว่ามันน่าสงสารแค่ไหน ตัวก็เล็ก แถมช่วงนี้พายุก็มาบ่อยด้วย พวกมันจะบินไปอยู่ที่ไหนได้เทมส์ให้เหตุผล โดยที่สายตายังจรดจ้องอยู่กับขวดยาหลายขวดที่หยิบออกมาจากกระเป๋าหนังสีดำ

          ถ้านายท่านต้องการเช่นนั้น กระผมจะไปให้คนไปหากรงนกมา

          เดี๋ยว! เจ้าบอกข้าเองว่าพวกมันไม่ชอบกรง แล้วจะไปหามาทำไม?!”  เขาท้วงขึ้น

          ก็.... เสียงนั้นร้องอย่างงวยงง แล้วเอ่ยต่อด้วยเสียงแหบลึกว่า นายท่านจะเลี้ยง ก็ต้องมีกรงสิขอรับ ไม่งั้นพวกมันได้บินหนีไปแน่นอน 

            ถ้าบินหนีไปก็ช่างมัน ข้าไม่ต้องการกรง ที่ข้าต้องการคือให้พวกมันอยู่ในบ้านและไปไหนมาไหนได้ตามอิสระเมื่อฟ้าโปร่งเทมส์ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ   

          ดวงตายิบหยีของซีมอร์ขยับขึ้นมองอดีตดยุคหนุ่มซึ่งกำลังขะมักเขม้นกับการพันผ้ารอบขานกกระจิบอย่างชื่นชม  แม้ตัวเองจะมีคำสาปร้ายทำให้มีช่วงชีวิต ผิดแผกมนุษย์ปถุชนทั่วไปแต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยละทิ้งสิ่งเล็กๆน้อยที่ผ่านเข้ามา หนำซ้ำเขากลับใส่ใจที่ทะนุถนอมมันไว้ภายใต้สีหน้าแข็งกระด้าง       



©  ในสังคมยุโรป ศตวรรษที่ 12 Dowry  คือเงินหรือทรัพย์สินที่พ่อแม่มอบให้ลูกสาวเป็นสินสอดสู่ขอฝ่ายชายแต่งงานและเป็นทุนส่วนตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาสามมีมาก ซึ่งหากเมื่อหย่าร้างเมื่อใดฝ่ายหญิงสามารถนำเอาสมบัติทั้งหมดกลับคืนได้แต่เมื่อเศรษฐกิจการค้าของยุโรปขยายกว้างขึ้นใน ศตวรรษที่ 16 และ 17 ขนาด Dowry ก็มากขึ้นเนื่องจากเกิดเศรษฐีใหม่มากขึ้นบรรดามหาเศรษฐีหน้าใหม่ที่ต้องการให้ลูกสาวแต่งงานกับเจ้าและขุนนางสูงศักดิ์แต่กระเป๋าแห้งในอังกฤษเพื่อขยับฐานะทางสังคมก็ให้ลูกสาวเสนอเงินหลายหมื่นถึงแสนปอนด์ หรือคฤหาสน์โอ่อ่าพร้อมที่ดินกว้างขวางแก่ฝ่ายนั้นพิจารณาซึ่งถ้าตกลงก็เกิดผลดีทั้งสองฝ่าย ฝ่ายชายที่เป็นเจ้าหรือขุนนางก็ได้ ดาวรี่มาใช้สอย ส่วนฝ่ายหญิงที่ไร้ศักดิ์สกุลก็ได้ตำแหน่งมีหน้าตาในสังคม

© สไตล์นี้เกิดขึ้นในอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1700-1715 พัฒนามาจากสไตล์ Rococo แต่เน้นความเรียบง่ายมากโดยนิยมใช้ไม้สลักเบาเป็นวัสดุหลักในชิ้นงาน เช่น ชิ้นส่วนโค้ง เลียนแบบขาสัตว์ เปลือกหอย และทรงกลม

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #4 super_tonor (@supertonoo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 / 12:12
    สนุกมาก
    #4
    0