'นักเลง' แห่งวังหลัง[Rewrite]

ตอนที่ 34 : บทที่ 30 คู่แข่ง (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,472
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 163 ครั้ง
    9 ก.ค. 63

 

 

สายลมพัดหวีดหวิวในยามค่ำเป็นสิ่งเดียวที่ยังเตือนสติให้ทั้งสองหวนคืนสู่ความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต่างคนต่างก็ทบทวนควาคิดของตนเองไปครู่ใหญ่...ไม่สิคงจะเรียกได้ว่าผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามเลยด้วยซ้ำ

 

"เฮ้อ..." หลังจากที่เงียบไปนานในที่สุด 'เฮย' หรือก็คือชายหนุ่มผู้สืบทอดของวังวสันต์มืดมิดก็ถอนหายใจออกมาเบา ก่อนหน้านี้อารมณ์ของเขาทั้งสับสนทั้งวุ่นวาย มีหลายๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาเร็วเกินไปจนมันทำให้ใจของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องของบัวที่มักจะทำให้เขาสติหลุดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งได้รู้ความจริงในหลายๆ เรื่องมันก็ไม่แปลกที่สติของเขาจะหลุดลอยไปไกล

 

แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อพิจารณาสิ่งต่างๆ ทั้งสถานการณ์หรืออุปนิสัยส่วนตัวของเจ๊ของมันแล้วทุกอย่างที่เด็กสาวเล่ามานั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคร้ายที่รุมเรา มันไม่แปลกเลยที่เจ๊ของมันจะปิดเรื่องราวเอาไว้เป็นความลับ เพราะถึงอย่างไรเจ๊บัวของมันก็เป็นถึงหัวหน้าแก๊งใหญ่ที่คุมลูกสมุนทั้งหญิงชายดีชั่วที่ทำเรื่องต่างๆ มากมายหลายแสนคน มีทรัพย์สินต่างๆ ในครอบครองทั้งในที่มืดที่แจ้งนับแสนล้านเหรียญ มีอะไรต่างๆ ที่คนมากมายไฝ่ฝัน...

 

แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งสิ่งที่นางมีดูหรูหราฟูฟ่าเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรืออำนาจที่ใครๆ ต่างก็อยากได้อยากมี จึงไม่แปลกเลยที่คนมากมายนั้นต้องการที่จะเข้ามาแทนทีหรือแม้แต่เก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ หลังจากที่นางจากไป การที่เจ๊แกจะปกปิดเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ก็ไม่ใช่อะไรที่แปลกอะไรเลย ยิ่งตัวมันที่รักและห่วงใยเจ๊บัวยิ่งกว่าสิ่งใด และบัวเองที่ต้องดูแลคนมากมายไหนเลยจะไม่รู้ไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของมัน...

 

เจ๊แกรู้ดีว่าถ้ามันรู้เรื่องโรคร้ายที่เกาะกินร่างแกอยู่ตัวมันเองนี่แหละที่จะเป็นเหมือนกับไฟแจ้งเตือนให้ทุกๆ ฝ่ายทราบ เจ๊แกเลยตัดสินใจที่จะเก็บทุกอย่างเอาไว้แค่คนเดียว..

 

และเมื่อพิจารณาดีๆ บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่มันทั้งสองตกตาย อันที่จริงก็เป็นเจ๊แกที่จัดการเรื่องราวนี้เอาไว้แต่แรกอยู่แล้ว เพราะจริงๆ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ๊จะไม่รู้ความเคลื่อนไหวเล็กๆ แบบนั้น ทั้งในวันนั้นเจ๊แกยังเตรียมการให้ตัวมันเองอยู่อีกที่หนึ่งเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นตัวมันเองที่โง่แล้วเดินเข้ามาในแผนตื้นๆ จนทำให้เจ๊แกต้องมีห่วงมาตลอดสิบปี...ทั้งๆ ที่เจ๊แกเคยเปรยเรื่องที่ให้มันสืบทอดแก๊งค์มาตั้งนานแล้วแท้ๆ

 

"สุดท้ายก็เป็นข้าเองที่โง่มาตลอดเช่นนั้นสินะ" ชายหนุ่มมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บ้น้องฟ้าด้วยแววตาที่หมองหลง หยาดน้ำตาที่เหือดแห้งไปนานแล้วที่ยังคงหลงเหลือคราบน้ำตาอยู่ยิ่งทำให้ชายหนุ่มดูน่าสงสารอย่างน่าประหลาด

 

แกรบ....

 

โดยที่ทั้งสองไม่ทันจะรู้ตัว จู่ๆ บัวที่ยืนมองชายหนุ่มอยู่ก็เดินเข้าไปลูบหัวอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ต้องเขย่งตัว เพราะนางนั้นตัวเล็กกว่าอีกฝ่ายมาก มันจึงกลายเป็นภาพแปลกๆ ระหว่างหนึ่งเด็กสาวหนึ่งหนุ่มใหญ่ที่ควรจะเป็นอะไรที่สลับกันมากกว่า แต่กลับกลายเป็นเด็กตัวเล็กที่กำลังลูบหัวปลอบประโลมคนตัวโตเสียอย่างนั้น บรรยากาศที่ควรจะซึ่งจึงกลายเป็นออกจะขบขันเมื่อทั้งสองตัวตัว

 

หะๆ หึๆ

 

ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาจากใจจริง และนี่อาจจะเป็นครั้งแรกของคนทั้งสองหลังจากที่ต่างคนก็ต่างผ่านห้วงแ่งความเป็นและความตายมาทีั่สามารถยิ้มออกมาได้อย่างจริงใจเช่นนี้ หนึ่งคือเด็กสาวที่ต้องตกตายไปเพราะหัวใจของตนเองที่อ่อนแอ แต่ก็กลับฟื้นตื่นขึ้นมาใหม่ด้วยความเมตตาของตัวตนหนึ่งจากอีกภพ ที่มอบทั้งชีวิตทั้งโลกใบใหม่ให้แก่นาง และคนตรงหน้าคนนี้นั้นก็เป็นคนเดียวที่วิญญาณดวงนั้นรู้จักและเชื่อใจมากที่สุด มันจึงคงจะไม่แปลกอะไรที่นางซึ่งหลอมรวมทุกอย่างของอีกฝ่ายมาจะรู้สึกสนิทสนมและเชื่อใจคนตรงหน้าอย่างสนิทใจ เพราะ 'หนูผี' ในสายตาของบัวนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นเด็กน้อยน่ารักที่นางามารถที่จะฝากใจเอาไว้ได้เสมอ

 

ส่วนทางฝ่าย 'เฮย' นั้นสำหรับมันแล้วการที่ใครสักคนที่ได้รับการยอมรับจากเจ๊บัวของมันนั้นเป็นอะไรที่ยากเย็นขนาดไหนตัวมันเองรู้ดีที่สุด และคนตรงหน้านี้อาจจะเรียกได้ว่าค่าของนางในใจของเจ๊แกคงสามารถเทียบได้กับตัวมันเองเลยด้วยซ้ำ เพราะเจ๊บัวที่มันรู้จักนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะช่วยเหลือใครขนาดที่จะสามารถตายแทนให้ได้เช่นนี้ถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่มีคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้ และคนบนโลกนี้สำหรับเจ๊แกนั้นจะมีสักกี่คนกันที่มีค่าพอให้อยู่ต่อ แต่ที่แน่ๆ สำหรับเจ๊แกแล้วคนที่ควรอยู่ต่อไม่ใช่คนที่ดีที่สุดในโลก ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในโลก แต่เป็นคนที่มีค่าในใจเธอต่างหากที่มีค่าพอที่จะอยู่ต่อ

 

ในอดีตเจ๊บัวเคยพูดคุยกับมันในหลายๆ เรื่อง และมันเองก็เคยถามคำถามเจ๊แกไปมากไม่น้อยเช่นกัน และหนึ่งในนั้นเป็นคำถามที่มีคำตอบซึ่งติดอยู่ในใจมันมาตั้งแต่ยังเด็ก ในครั้งนั้นตอนที่มันยังอายุเพียงแค่สิบขวบ หลังจากที่มันสำเร็จการฝึกหนักในบ่ายวันหนึ่ง ในระหว่างที่พักอยู่นั้นมันก็ได้ถามเจ๊แกไปว่า 'ทั้งๆ ที่เจ๊ใหญ่มีทั้งเงินทั้งอำนาจมากมาย ทำไมเจ๊ถึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรที่ช่วยเหลือสังคมหรืออะไรทำนองนั้น' และสิ่งที่เจ๊ตอบกลับมานั้นมันไม่ใช่อะไรที่สวยหรูงดงามแต่อย่างใด แต่มันก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในหลักสำคัญของมันในการดำเนินชีวิต...

 

และสิ่งที่เจ๊แกได้ตอบเอาไว้ในครานั้นก็คือ...

 

'จริงอยู่ที่สิ่งที่ชั้นมีไม่ว่าจะเป็นเงินหรืออำนาจนั้นสามารถที่จะช่วยเหลือคนได้มากมาย แต่สำหรับชั้นแล้วโลกที่คนพวกนั้นมีชีวิตอยู่มันไม่ได้เป็นอะไรที่ชั้นสนใจเลยสักนิด เพราะสำหรับชั้นแล้วชั้นเชื่อในตัวเองและแทบจะไม่สามารถไว้วางใจใครได้เลยมาทั้งชีวิต และต่อให้ชั้นไปเติมเต็มคนพวกนั้นแล้วสุดท้ายต่อให้ชั้นจะพยายามขนาดไหนท้ายที่สุดแล้วชั้นก็จะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งในความสำคัญที่ไม่มีค่าอะไรเลย และในวันหนึ่งถ้าหากชั้นเจ็บปวดหรือเสียใจก็เป็นชั้นเองคนเดียวที่รู้สึกมัน ไม่สู้ชั้นพยายามอย่างสุดความสามารถที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อคนที่ชั้นรักและรักชั้นไม่ดีกว่าหรือ เพราะอย่างน้อยที่สุดแล้วเมื่อชั้นพยายามและทุ่มเทไปแล้ว โลกที่มีคนเหล่านั้นอยู่อย่างน้อยมันก็มีค่าที่จะหายใจต่อไป อยู่เพื่อมองคนที่เรารักและห่วงใย...เท่านั้นมันก็พอแล้ว'

 

และสำหรับเจ๊แกแล้วเท่าที่มันรู้และคิดว่าไม่ได้เข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ...มีเพียงแค่มันกับอีกไม่กี่คนที่เจ๊แกไว้วางใจและฝากความหวังไว้ตลอด ถ้าหากมันเป็นเจ๊แกต้องผ่านข้ามมาในโลกที่ไม่มีใครที่เจ๊แกรู้จัก ทั้งยังมีตัวของเจ๊แกอีกคนที่เหมือนกันที่นี่ อีกทั้งยังออกจะน่าสมเพชไม่น้อย จึงไม่แปลกเลยที่เจ๊แกจะทำเช่นนี้...

 

"แล้วเมื่อท่านรู้แบบนี้แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไป เพราะยังไงข้าก็ไม่ใช่คนที่ท่านคิดอยู่ดี" เหลียนฮวามองอีกฝ่ายที่ยังคงยิ้มน้อยๆ เฉกเช่นเดียวกับที่บัวเคยเห็นมาตลอด จนบางทีนางก็อดรู้สึกรำคาญไม่ได้

 

"นั่นสิน้าาา" ชายหนุ่มตอบเสียงกวนๆ ลอยหน้าลอยตาชนิดที่คนเห็นย่อมคันอวัยวะเบื้องล่างยิ๊บๆ และถ้าหากทุกคนที่วังวสันต์มืดมิดมาเห็นคงไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด ว่าผู้สืบทอดที่ทั้งเลือดเย็นและแสนเย็นชาจะมีท่าทางเช่นนี้ได้

 

"ถึงยังไงข้าก็มีงานที่ต้องทำอยู่แถวนี้พอดี...ข้าว่าข้าอยู่ดูคนที่เจ๊แกยินยอมมอบให้แม้แต่ชีวิตดูสักหน่อยดีกว่า เพราะข้าว่าคนที่เจ๊แกเชื่อใจขนาดนี้มันน่าสนใจมากเลยเชียวล่ะ" ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มกริ่มจนทำให้เหลียนฮวาอดที่จะขนลุกไม่ได้ เพราะนางจำได้ดีว่าถ้าเขายิ้มแบบนี้ในความทรงจำของบัวมันหมายความว่าอย่างไร

 

 

 

 

 

"...!!" ไกลออกไปมีสายตาคู่หนึ่งมองมาด้วยแววตาที่ยากจะอธิบายได้

 

 

 

....................................

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 163 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

686 ความคิดเห็น

  1. #640 min0_0 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 20:32
    เฮยจ๋า จะเอาๆ
    #640
    0
  2. #639 Thippi (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 15:25
    จะเอาคนนี้เป็นพระเอกอ่าาา
    #639
    0
  3. #638 Nantanat_neung (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 22:11
    รอออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
    #638
    0
  4. #637 monthason (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 01:17
    สงสาร ฮ่องเต้ จัง รักมาตั้งนาน จะนก เหรอ
    #637
    0
  5. #276 rudeet (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 18:44

    หายไวๆค่ะ

    #276
    0
  6. #275 Ihm (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 18:39

    หายป่วยไวๆนะคะ. น่ารักจังมีมาแจ้งขอลาป่วยคนอ่านด้วย. ขอบคุณที่คิดถึงคนอ่านคะ

    #275
    0
  7. #274 tigerdog (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 18:36
    ไม่เป็นไร รอได้จ้า
    #274
    0
  8. #273 Preen772 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 18:33
    รีบมานะคะ
    #273
    0