'นักเลง' แห่งวังหลัง[Rewrite]

ตอนที่ 30 : บทที่ 26 เจ๊ใหญ่แห่งแก๊งค์ดอกบัว (2) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,670
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 148 ครั้ง
    6 ก.ค. 63

 


 


 


 

“ลูกพี่ ตอนนี้ทางฮองเฮาหลังจากที่แสดงละครตบตาฝ่าบาทอยู่พักใหญ่ ตอนนี้นางเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้วเจ้าค่ะ” ในขณะที่ทุกคนกำลังใส่ใจในเรื่องที่แตกต่างกันอยู่นั้น จู่ๆ เสี่ยวเปาที่เงียบมาตั้งแต่ต้นก็ได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเรื่อยราวกับมันไม่ได้สลักสำคัญอันใด แต่สำหรับเหลียนฮวากับเสี่ยวปิงนั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าถ้าหากเรื่องที่ไม่สลักสำคัญหรือเรื่องที่ไม่ได้นอกเหนืออำนาจที่นางสามารถจัดการได้นางจะไม่มีทางปริปากเป็นอันขาด

 

ระยะหลังมานี้หลังจากที่ได้วางเส้นสายเอาไว้ในราชวังอย่างมั่นคง รวมถึงพลังฝีมือของนางที่รุดหน้าไปมากจากการที่ทุ่มเททุกยามว่างไปกับการฝึกฝน ทำให้พักหลังมานี้เรื่องเล็กน้อยอย่างการลอบวางแผนต่างๆ ต่อเหลียนฮวานั้นนางจะเป็นผู้เก็บกวาดเรื่องราวเสียแทบทั้งสิ้น

 

ไม่ว่าจะเป็นการวางยาพิษที่มาอย่างไม่ขาดสาย การลอบวางแผนการของนางสนมตัวเล็กตัวน้อยที่คอยสร้างความรำคาญให้กับผู้เป็นนาย หรือแม้แต่เหล่าหนอนบ่อนไส้ที่อยู่เหนือการควบคุม ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนแล้วแต่ถูกนางจัดการเก็บกวาดไปเสียสิ้น

 

และอย่าเห็นว่านางเป็นแค่นางกำนัลตัวเล็กๆ แค่ผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่มีแรงจะฆ่าไก่ แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เหลียนฮวาเกือบตายไปคราวนั้น ก็มีนางกำนัลขันทีตลอดจนนักฆ่าที่ลอบเข้ามาเกินกว่าร้อยที่เส้นสังเวยไปกับมือของนาง เพราะสำหรับยอดฝีมือชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลางอย่างนางแล้วถ้าไม่ใช่ยอดคนจากแต่ละขุมกำลังมันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกินมือนางไปได้…

 

“หืม...” เมื่อเหลียนฮวาได้ยินคำกล่าวของนางเหลียนฮวาก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ เพราะเท่าที่นางจำได้ก่อนหน้านี้แม้แต่บิดาของจางฮองเฮาอย่างมหาเสนาบดีจางเองก็ยังส่งจดหมายขอโทษนางมาเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ เหลียนฮวาจึงอดจะแปลกใจไม่ได้ที่จางฮองเอาจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เกินกว่าที่เสี่ยวเปาจะจัดการได้ “แล้วครั้งนี้นางตั้งใจจะทำสิ่งใดกัน”

 

“จากสายที่เราวางเอาไว้ทั่วทั้งวังหลังนั้น ตอนนี้ที่เราเห็นทุกอย่างที่ดูเหมือนกำลังสงบเพราะทุกฝ่ายกำลังเตรียมการสำหรับวันส่งท้ายปีอยู่นั้น แต่ความจริงแล้วจางฮองเฮาได้แอบร่วมมืออย่างลับๆ กับหลิวซูเฟยเพื่อที่จะจัดการกับลูกพี่ในวันงานพิธีเจ้าค่ะ”

 

“โอ้”เหลียนฮวาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาอย่างแปลกใจ “หลิวซูเฟย หลิวฟางเซียนอย่างนั้นหรือ ปกติแล้วนางไม่ค่อยจะสนใจในเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือยังไง แล้วทำไมนางถึงได้ลงมาเล่นด้วยเสียอย่างนั้นเล่า...”

 

“อาเจ้อาจจะยังไม่ได้มีความเข้าใจในตัวนางผู้นี้มากนัก แต่สำหรับหลิวฟางเซียนผู้นี้นั้นที่จริงแล้วอันตรายกว่าที่อาเจ้เข้าใจมากนัก” ในระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้นจู่ๆ หยางกุ่ยเหยียนหรือหยางเต๋อเฟยที่มักจะเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตามองแต่ใบหน้าของเหลียนฮวาอยู่เป็นนิจก็ได้กล่าวแทรกขึ้น

 

“หือ...ดูท่าเจ้าจะรู้จักและมีความเข้าใจต่อนางผู้นี้ไม่น้อยเชียวนะ”

 

“เป็นเช่นนั้นอาเจ้ อันที่จริงนางตัวข้าและศิษย์พี่นั้นล้วนแล้วแต่เคยศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันมาตั้งแต่เมื่อสมัยสิบปีก่อนที่ศิษย์พี่จะมารับตำแหน่งฮ่องเต้ของหยาซาน และที่สำคัญคือนางกบข้านั้นเรียกได้ว่ารู้ไส้รู้พุงกันแทบหมดสิ้น...”

 

“แล้วสำหรับเจ้าแล้วนางเป็นเช่นไร เพราะเท่าที่ข้ามีข้อมูลก็คือนางย้ายเข้ามาในหยาซานราวๆ เกือบสิบปีก่อน ทั้งยังเป็นญาติห่างๆ กับคหบดีที่มั่งคั่งมากผู้หนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนัก แม้กระทั่งหลังจากที่ถวายตัวเข้ามาในวัง...ไม่สิ ถ้าจะให้ถูกแล้วนางถูกเรียกตัวเข้าวังมากกว่า นางก็ไม่ได้ทำอะไรที่หวือหวามากมาย นอกจากที่นางเป็นตัวเลือกที่ถูกเรียกให้ปรนนิบัติอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่แปลกที่นางจะถูกเกลียดชังจากหลายฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้ทำอะไรที่ดูผิดแผกกับผู้อื่นแต่อย่างใด และออกจะทำตัวเรียบๆ ร้อยๆ มากด้วยซ้ำไป...  ”

 

“นั่นอาจจะเป็นภาพลักษณ์ที่ท่านและคนอื่นๆ ได้เห็น ซึ่งก็สมควรเป็นสิ่งที่นางตั้งใจให้ทุกคนได้พบเห็นเช่นนั้น แต่สำหรับคนที่รู้จักนางเป็นอย่างดีอย่างข้าและศิษย์พี่แล้ว นางนั้นไม่ใช่ตัวดีอันใดเลยแม้แต่น้อย” หยางกุ่ยเหยียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก เพราะถึงอย่างไรตัวนางเองก็โดนอีกฝ่ายเล่นมาไม่น้อยเลยเหมือนกัน เพราะถึงอย่างไรเมื่อครั้งนั้นพวกนางทั้งสองต่างก็ตั้งหยางชิงหลงเอาไว้เป็นเป้าหมายหลังของหัวใจ มันจึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่สมัยก่อน...

 

“หืม..” เหลียนฮวาและคนอื่นๆ อดที่จะแปลกใจกับคำกล่าวตลอดจนถึงท่าทางครั่นคร้ามของอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะสำหรับพวกนางแล้วกงจู่จากแดนเหนือผู้นี้ทั้งแข็งกร้าวและโผงผางเป็นอย่างยิ่ง และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้

 

“เรียนอาเจ้ เดิมทีหลิวฟางเซียนผู้นี้...”

 

“ช่างเถอะ” ในขณะที่หยางกุ่ยเหยียนกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวของศัตรูคู่ฟ้าให้แก่นางได้ฟัง เหลียนฮวาก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “นางจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องของนาง ข้าคร้านที่จะใส่ใจเรื่องราวของคนที่ไม่ได้เป็นคนของข้าเท่าไรนัก เพราะรังแต่จะสร้างเรื่องให้เดือดร้อนรำคาญไปเปล่าๆ เจ้าเองก็เถอะ อดีตก็คืออดีต ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมันมาฝังหรือผูกใจเจ็บอะไร

 

 แผลเป็นอาจจะยากที่จะหายเช่นเดียวกับแผลในใจ แต่ว่านะเสี่ยวเหยียนเรื่องที่มันเป็นเหมือนหนามตำใจเจ้าได้ก็เพราะเจ้าเป็นผู้ที่เก็บมันใส่ใจเอาไว้ เพราะฉะนั้นตราบเท่าที่มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่ควรค่าหรือเป็นเรื่องราวของผู้ที่เจ้าชิดใกล้หรือห่วงใย เจ้าก็มิต้องเก็บมันมาคิดหรือใส่ใจหรอกนะ...” เหลียนฮวากล่าวอธิบายออกมาด้วยความเอ็นดู จนแม้แต่ตัวหยางกุ่ยเหยียนหรือเสี่ยวปิงกับเสี่ยวเปาเองยังอดแปลกใจไม่ได้ เพราะโดยปกติแล้วถึงเหลียนฮวาจะเข้มงวดกับการฝึกหรือแผนการใดๆ แต่ก็น้อยครั้งมากที่นางจะกล่าวอะไรยาวๆ เช่นนี้ออกมา

 

“แต่โบราณกล่าวเอาไว้ว่ารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง...”หยางกุ่ยเหยียนอดไม่ได้ที่จะกล่าวแย้งออกมาเพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่อยากให้อาเจ้ของนางต้องตกอยู่ในหลุมพรางอย่างที่นางเคยโดนมาก่อน

 

“มันอาจจะจริงสำหรับคนอื่นๆ แต่มันไม่ใช่สำหรับข้า” เหลียนฮวาที่อ่อนกว่าอีกฝ่ายตั้งหลายปี จู่ๆ ก็แสดงท่าทางราวกับผู้คงแก่เรียนเป็นมหาปราชญ์อย่างไรอย่างนั้น “จริงอยู่ถ้ายิ่งรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งสามารถวางแผนรองรับได้ดีมากมายเท่านั้น...”

 

“แล้ว...”

 

“แต่นั้นมันก็ต่อเมื่อคู่ต่อสู้ของเจ้าอยู่ในระดับเดียวกันหรือเหนือกว่าเท่านั้น ถึงจะสมควรใช่อะไรอย่างที่เจ้าว่า” เหลียนฮวากล่าวด้วยรอยยิ้มของนางพญาที่มั่นใจในตัวเองอย่างยิ่งยวดที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าของบัวเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้องของนางอย่างไม่รู้ตัว “แต่สำหรับข้าแล้วพวกนางสนมในวังเหล่านี้ไม่ได้ต่างอะไรจากเศษหญ้าที่จะเหยียบย่ำลงเมื่อไหร่ก็ได้ จำเอาไว้ว่าตราบเท่าที่เรามีพลังที่เหนือกว่าไม่ว่าอะไรก็ไร้ความหมาย...”

 

“แต่ว่า...” กงจู่ทำท่าทำทางราวกับฮึดฮัดอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง

 

“นี่เสี่ยวเหยียน เจ้าอาจจะมองนางเป็นศัตรูคู่ฟ้าที่รู้จักกันมาเป็นอย่างดี แต่สำหรับข้าแล้วนางก็เป็นเพียงแค่อะไรบางอย่างที่อยู่ระหว่างทางเดินอันยาวไกล ชีวิตข้าไม่ได้คิดที่จะมีศัตรูเพียงแค่น้อยนิดเพียงเท่านี้ วันข้างหน้าคนที่จะเข้ามาเป็นขวากหนามขวางทางข้าอาจจะมีหลายสำหลายร้อย คนที่ไม่พอใจรังเกียจเดียดฉันท์อาจจะมีหลายพันหลายหมื่นคน และคนที่เคียดแค้นชิงชังข้าอาจจะมีหลายสิบหมื่นหรืออาจจะเป็นนับล้านชีวิต แต่เจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี หนึ่งพลังที่แข็งแกร่งย่อมสยบสามพันเต๋าแม้แต่หมื่นวิถี ถ้าหากเจ้าแข็งแกร่งพอเจ้าจะไม่ต้องใส่ใจอะไรพวกนี้เลย...”

 

“....”  ไม่ใช่แค่เพียงเต๋อเฟยเท่านั้นที่นิ่งงัน แม้แต่เสี่ยวปิงกับเสี่ยวเปายิ่งสงบนิ่ง ต่อมาทั้งสามก็ตาถึงกับเป็นประกายคมกล้าขึ้นอย่างประหลาด ก่อนที่ทั้งสามจะพากันคิดไปต่างๆ นาๆ

 

“ช่างเถอะตอนนี้พวกเรารีบออกไปเจอคนของเรากันดีกว่า ข้าค่อนข้างตื่นเต้นกันเลยทีเดียว เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจ๊ใหญ่แห่งแก๊งค์ดอกบัวอย่างข้าจะได้เจอสิ่งที่เฝ้าฟูมพักมาหลายเดือน...หึๆ ”

 

 

 

 .....................................................


 

มาแล้วจ้า หลังจากตอนนี้ปมต่างๆ จะเริ่มขมวดเข้าหากันแล้วนะงับ เรื่องราวจะค่อยๆ เจ้มจ้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะเข้าสู่ส่วนหลักที่ตัวละครสำคัญๆ จะมาเจอกันแล้ว


 

ฝากติดตามกันด้วยนะงับ 


 

แต่ถ้าใครใจดีสามารถสมทบทุนที่ช่องทางเดิมนะ นักเขียนใส่แห้งยังรออยู่เสมอ แฮ่ะๆ *-*


 

แล้วเจอกันงับ

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 148 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

691 ความคิดเห็น

  1. #622 monthason (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 00:35
    ไม่อยากให่ เจ้บัว คุมจิตใจ น้องมากเกินไป จนเป็นเจ้บัว ในเมื่อน้องก็มีชีวิตของน้องนะ
    #622
    0
  2. #532 yeenpanta123 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 06:59
    ปักธงโดยไม่รู้ตัว โอ้ยยเน้ออ
    #532
    0
  3. #237 monprapai (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 18:08
    วาจาเสียนเฟยช่างบาดหู แต่ถ้ายังไม่หยุด บาทาจะบาดปาก
    #237
    0