'นักเลง' แห่งวังหลัง[Rewrite]

ตอนที่ 12 : บทที่ 9 "พลัง" อำนาจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,821
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 346 ครั้ง
    6 ก.ค. 63

 

ยามเซิน(15.00-16.59)

 

กว่าที่นางจะพูดคุยกับคนทั้งสามจนเรียบร้อยก็ปาไปบ่ายแก่ๆ แล้ว เมื่อมาถึงตอนนี้นางเองก็ยังแทบจะไม่เชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นมันจะเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิดของนางที่เคยเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ที่วันๆ เอาแต่คิดถึงเรื่องราวความรักในวัยเยาว์ ไม่ก็เอาแต่มองโลกที่แสงส่องไปถึงเท่านั้น

 

แต่หลังจากที่ได้รับสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ชีวิตมาจากพี่สาวคนนั้นแล้ว นางในตอนนี้นั้นได้เปลี่ยนไปราวกับคนละคนเลยก็ว่าได้ แม้ว่านางจะยังคงเป็นเหลียนฮวาคนเดิมเพียงแต่ความรู้สึกของนางต่อสิ่งต่างๆ นั้นเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

ไม่ว่าจะเป็นมุมมองต่อโลกของนางที่เคยเป็นเพียงแค่มุมแคบๆ มุมหนึ่ง ที่มองทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยความถูกต้อง ด้วยความรักความเข้าใจที่พวกพี่ๆ มีให้ ความดูแลเอาใจใส่ของบิดาที่หลายปีมานี้จะอยู่ห่างไกลก็ยังคงไม่วายที่จะเขียนจดหมายมาหานางบ่อยๆ

 

แต่หลังจากที่นางได้มองโลกอีกใบหนึ่งผ่านสายตาของตัวนางอีกคนหนึ่งโลกทั้งใบของนางก็ได้ถูกแต่งแต้มด้วยสีที่แตกต่างออกไป จากก่อนหน้านี้ที่โลกของนางนั้นมีเพียงแค่สีขาวสว่างสดใส แต่ตอนนี้มุมมองของนางได้เปลี่ยนไปเป็นมีสีดำที่แต่งแต้มจุดต่างๆ เหมือนกับภาพวาดที่หากมีเพียงแค่สีใดสีหนึ่งมันคงจะไม่สามารถมองเห็นภาพวาดนั้นได้ แต่ด้วยความแตกต่างกันของสีสันที่ทำให้เรื่องราวต่างๆ มันได้ถือกำเนิดขึ้น...

 

แต่พอเอาเข้าจริงๆ ตัวนางในตอนนี้นั้นก็ใช่ว่าจะเข้าใจทุกๆ อย่างเสียเมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้มองว่าโลกนั้นเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ที่สวยงามอีกแล้ว 

 

 

ยังไม่นับรวมเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุง แก้ไข หรือแม้แต่กระทั่งส่งเสริมให้เห็นในความสำคัญถึงสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น และหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกชี้ให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนั้นก็คือ...ความรัก

 

 

.

.

.

 

“จะว่าไปนี่ข้าก็ยังคงอยู่ในชุดของพระสนมอย่างนั้นสินะ” นางรำพึงกับตัวเองเบาๆ เมื่อเหลือบมองร่างกายของตนเอง ทั้งยังรู้สึกเหนียวตัวไม่น้อย เพราะเอาเข้าจริงๆ นางก็ยังไม่ได้อาบน้ำอาบท่าเลยตั้งแต่เมื่อเย็นวาน หากนางจะเหนียวตัวบ้างก็ไม่ได้แปลกอะไร

 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้นางก็อดไม่ได้ที่จะคิดเรื่องของชายคนที่นางรักมาตลอดสิบปี ซึ่งเมื่อวานนี้มันอาจะเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปีที่นางไม่ได้เห็นใบหน้าที่แสดงความรู้สึกจริงๆ ของเขาคนนั้น เพราะตั้งแต่อีกฝ่ายเข้ารับราชบัลลังก์สืบต่อมา เขาก็เอาแต่ทรงงานและทำหน้าเรียบเฉยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันเหมือนกับคำที่เขาเคยบอกนางเอาไว้ในครั้งที่ทั้งสองเจอกันเป็นครั้งแรก ว่า

 

 ‘จากนี้ข้าคงไม่อาจจะเป็นตัวข้าเองได้อีกแล้วล่ะ’

 

เมื่อนางในตอนนั้นที่เป็นเพียงก้อนแป้งน้อยผู้แสนมอมแมมจากการที่แอบหนีพวกพี่ๆ มาเที่ยวถามกลับไปว่าทำไมนั้นเขาก็ได้ตอบกลับมาว่า

 

‘เพราะจากนี้ทุกๆ ความรู้สึกที่ข้าแสดงออกไปนั้นจะมีผลตามมาแทบทั้งสิ้น’

 

 

ในตอนนั้นตัวนางเองก็ไม่ได้เข้าใจอะไรกับมันมากมายนัก เพราะอย่างไรในตอนนั้นตัวนางก็ยังคงเป็นเด็กที่เพิ่งรู้ความเท่านั้น

 

กระทั้งตัวนางเมื่อสามวันก่อนเองก็ใช่ว่าจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดอยู่ดี เพราะถึงอย่างไรสำหรับคนที่ได้รับมุมมองเพียงด้านเดียวมาตลอดอย่างนางแล้ว สิ่งที่นางคิดได้ก่อนเข้าวังก็เป็นเพียงแค่ความสวยงามของวังหลังที่โอ่อ่าและวิจิตงดงามเพียงเท่านั้น

 

แต่หลังจากที่สิ่งที่นางเลือกได้ทำให้ชีวิตของนางแทบจะจบลงไปจริงๆ ทั้งยังได้รับความรู้ความเข้าใจในการมองโลก ทั้งความเป็นจริงที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้หลายๆ อย่าง ตลอดจนความรู้ความเข้าใจต่อผู้คนในมุมมองของอีกคน มันจึงทำให้ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าตัวเองเมื่อก่อนหน้านี้โง่เง่าแค่ไหน

 

แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกของนางที่มีต่อเขาคนนั้นก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามีสายใยบางอย่างที่ทำให้นางไม่อาจจะตัดใจไปจากเขา ทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าจากนี้มันจะเกิดอะไรตามมาก็ตาม เพราะตัวนางอีกคนได้นิยามความรักที่นางเป็นเอาไว้ว่า...โง่

 

ในโลกที่อีกฝ่ายจากมานั้นสิ่งที่เรียกว่าความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงนั้นได้ถูกเชิดชูจากคนส่วนใหญ่ ความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมอยู่บ้าง ตราบเท่าที่ไม่มีเรื่องผลประโยชน์หรืออำนาจมาเกี่ยวข้อง คนก็ยังยกย่องสิ่งที่เรียกกันว่าความเท่าเทียมกันทั้งสิ้น

 

แต่สำหรับตัวนางอีกคนนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง เพราะนางนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเกิดมาจากความมืด เติบโตขึ้นมาจากความโหดร้าย มุมมองของนางที่มองโลกจึงแตกต่างกันออกไป นางได้เห็นอะไรๆ มากมาย สิ่งที่น่ารังเกียนในที่ที่นางอยู่ในตอนนี้อย่างนกสองหัวหรือพวกน่าไหว้หลังหลอกนั้นแทบจะเป็นเรื่องปกติในที่ที่อีกฝ่ายจากมา สิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่ามนุษย์ที่แปลได้ว่าผู้ฝึกฝนตนเองมาดีแล้วนั้น กลับเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีใบหน้านับสิบในคนๆ เดียวกัน มันเป็นอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ทำกันทั่วๆ ไปเลยด้วยซ้ำ...

 

 

“พระสนม พระสนมเพคะ...”

 

ในระหว่างที่นางกำลังใจลอยไปไหนต่อไหนในขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น จู่ๆ เสี่ยวปิงที่ปกติก็เป็นคนที่หุนหันพลันแล่นอยู่แล้วก็วิ่งแจ้นเข้ามา แล้วร้องโวยวายเสียงดัง “แย่แล้วเพคะพระสนม”

 

“อะไรกันจะร้องเอะอะโวยวายทำไม...หึม” แม้จะไม่ค่อยชอบใจพฤติกรรมที่ไม่รู้สี่รู้แปดของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็คร้านจะถือสาใส่ใจ “ถ้าไม่มีเรื่องด่วนอะไรมากมายก็ขอให้ข้าอาบน้ำอาบท่าก่อนได้ไหม ข้าเหนียวตัวจะแย่แล้ว”

 

“ฮ่องเต้เพคะ องค์ฮ่องเต้เสด็จเพคะ ตอนนี้กำลังรอพระสนมอยู่ที่หน้าประตูใหญ่เพคะ” หญิงสาวกล่าวด้วยความค่ำเคร่ง

 

“แล้วทำไมเขาถึงไม่เข้ามาล่ะ ไปยืนรออยู่ที่นั้นทำไมกัน แปลกคนจริงๆ” เหลียนฮวากล่าวติดตลก ในขณะที่ยังคงขัดสีฉวีวรรณตนเองอย่างประณีตไม่มีความเร่งร้อนแม้แต่น้อย

 

 

“เอ่อ...คือว่า...”

 

“คือว่าอะไร เจ้าก็เห็นอยู่ว่าข้ากำลังอาบน้ำ มาช่วยข้าขัดตัวเสียดีๆ”นางกล่าวพลางหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี “เขาอยากจะยืนรอก็ปล่อยให้เขารอไป จวนเราก็ตั้งใหญ่โตไม่เข้ามาหาที่นั่งเองนี่”

 

“เอ่อ...เกรงว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นสิเจ้าคะ คือ...”เสี่ยวปิงทำท่าทางอึกอักไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพราะทางหนึ่งก็เจ้านายอีกทางหนึ่งก็บิดาเจ้านาย หนำซ้ำอีกทางหนึ่งก็เป็นถึงเจ้าชีวิตของทุกคน

 

“เอ้า อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ เป็นอะไรของเจ้านี่มันไม่ใช่วิสัยของเจ้าเลยนะ”

 

“คือว่า...อันที่จริงฝ่าบาทอยากที่จะตรงมาหาพระสนมที่เรือนเลยเพคะ แต่ติดอยู่ที่ว่าตอนนี้ท่านแม่ทัพกับพี่ชายทั้งสองของพระสนมถือดาบยืนขวางอยู่ที่หน้าประตูเพคะ บอกว่าห้าใครข้ามเส้นธรณีประตูเข้ามา...ไม่งั้นตายเพคะ”เสี่ยวปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

 

“อื้มก็ดีแล้วนี่...” แทนที่จะตื่นเต้นหรือตกใจ แต่กลับมารอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าของหญิงสาว “ปล่อยให้เขารอเสียบ้างจะเป็นไรไป”

 

“แต่พระสนม...”

 

“ช่างเถอะ เจ้าไปช่วยเสี่ยวเปาเตรียมชุดกับอาหารว่างให้ข้าดีกว่า เดี๋ยวข้าก็จะอาบน้ำเสร็จแล้ว” นางกล่าวออกมายิ้มๆ พลางคิดในใจว่า...

 

 

‘นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น ในเมื่อท่านเลือกไม่ได้ว่าความรักของท่านจะเป็นเช่นไร และไม่สามารถควบคุมอำนาจของตนเองได้ดี...อีบัวคนนี้คงไม่ปล่อยให้อะไรๆ ไหลไปตามกรรมหรอกนะเจ้าคะ...เสด็จพี่ หึๆ’

 

 

 

 

 

ปลายยามเซิน(15.00-16.59)

 

หลังจาที่อาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อยแล้วเหลียนฮวาก็แต่งเนื้อแต่งตัวอย่างไม่เร่งรีบแต่อย่างใด จากนั้นก็ไปจัดการสำรับที่เสี่ยวเปากับเสี่ยวปิงจัดมาให้ ในระหว่างนั้นก็อดไม่ได้ที่ขำออกมาเป็นพักๆ ของเสี่ยวปิงสาวรับใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังเล็ก เช่นเดียวกับเสี่ยวเปาและอีกคนหนึ่งที่นางไม่อยากจะเอ่ยถึงมากเท่าไรนัก...สำหรับคนที่ตายไปแล้ว

 

หากเป็นนางคนก่อนคงไม่แปลกใจและไม่ได้คิดอะไรสำหรับการกระทำของสาวใช้อีกคนหนึ่ง ที่ปรากฏว่าตอนนี้กลายเป็นหนอนที่ถูกใครบางคนส่งมาตั้งแต่ต้น และจากหลักฐานแทบทั้งหมดรวมถึงปฏิกิริยาของฮ่องเต้ชิงหลงแล้วด้วยนั้นมันคงไม่อยากนักที่จะเดาถึงตัวตนที่จะส่งสาวใช้คนนี้มา และเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากสกุลจางของอัครมหาเสนาบดีจางนั้นเอง

 

และจากอุปนิสัยของอีกฝ่ายเท่าที่นางได้ยินได้ฟังมาจากบิดานั้น มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนอย่างจางเทียนจี้นั้นจะทำอะไรเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรสำหรับคนรุ่นก่อนนั้นแทบจะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วถึงข้อตกลงที่เหล่าบรรพบุรุษทำกันมา ยังไม่นับรวมอุปนิสัยส่วนตัวของอัครมหาเสนาบดีจางอีก เพราะแม้ว่าจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ ทั้งยังแทบจะเรียกได้ว่าเป็นศัตรูคู่ฟ้าของบิดาของนางมาตั้งแต่สมัยก่อน แต่ถึงอย่างนั้นความจงรักพักดีต่อแผ่นดินของเขานั้นแทบจะพอพอกับบิดาของนางเสียด้วยซ้ำ...

 

ดังนั้นจึงเหลือเพียงแค่เหตุผลเดียวที่ทำให้คนอย่างบิดาของนางหรือมหาเสนาบดีจางสามารถที่จะทำทุกอย่างได้คงจะมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น...ลูก

 

“หึๆ” เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็อดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ เพราะอันที่จริงเหตุผลมันก็แค่ง่ายๆ อยู่แล้ว ด้วยอำนาจของนางและสกุลหลี่ที่มากล้น มันทำให้การที่นางจะถวายตัวเข้าไปในวังหลวงนั้นมันจะทำให้อำนาจของพระมเหสีจางนั้นสั่นคลอนได้ และนี่ยังไม่นับรวมถึงท่านย่าของนางที่เป็นถึงไทเฮาแห่งวังหลังที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างดีโดยฮ่องเต้แล้วด้วย....

 

“พระสนมเพคะ คือถ้าหากพระสนมยังคงละเลียดอาหารอย่างช้าๆ เช่นนี้เดี๋ยวอาหารมันจะเย็นเสียหมดนะเจ้าคะ...” เสี่ยวปิงกล่าวอย่างลุกลี้ลุกลน เพราะอยากให้นายของตนออกไปหาคนใหญ่คับฟ้าที่มายืนจังก้าอยู่หน้าประตูใหญ่สักที แต่พระนางก็เอาแต่ทำทุกอย่างอย่างเอื่อยเฉื่อยเช่นเดียวกับที่ทำอยู่ปกติก่อนที่จะเข้าวัง...ไม่สิต้องเรียกว่ามันอาจจะช้ากว่าเสียด้วยซ้ำ “นี่ก็จะเลยยามเซินแล้วนะเพคะ”

 

“เสี่ยวปิง...เสี่ยวปิง นี่เจ้าตกลงเป็นสาวใช้ของข้าหรือฝ่าบาทกันแน่ ทำไมถึงเข้าข้างเขาเสียตั้งขนาดนั้น”หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลก “อ้อแล้วก็ไม่ต้องมาเฉไฉ เพราะยังไงเราก็อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี ทำไมข้าจะดูเจ้าไม่ออก”

 

“ก็มัน...”ฝ่ายสาวใช้ตัวน้อยเมื่อถูกจี้ถามก็ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ เพราะไม่รู้จะตอบเจ้านายของตนอย่างไรดี

 

“ข้าเข้าใจว่าเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ มันก็จริงที่สตรีเมื่อแต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป และตัวข้าเองยังเป็นน้ำที่ถูกเจ้าชีวิตของพวกเราชาวหยาซานเอาไป ชีวิตของข้าก็ควรจะเป็นของเขาถูกไหม...”เหลียนฮวาวางสำรับลงแล้วเช็ดไม้เช็ดมือพลางเหม่อมองไปยังภาพสะบัวเบื้องหน้า แต่แววตาของนางกลับมองไปยังอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ไกลแสนไกล “สิ่งที่เจ้าคิดมันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะ แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องเรียนรู้และเข้าใจ....”

 

 

นั่นก็คือถ้าเราแข็งแกร่งพอ มีพลังมากพอ หรือแม้แต่มีพื้นหลังที่ทรงพลังพอ ไม่ว่าอำนาจใดๆ ก็ต้องยอมลงให้กับเรา อย่างที่ฝ่าบาทต้องยอมลดราวาศอกให้กับท่านพ่อนั่นแหละ


 


 


 

..............................................................


 

จบตอน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 346 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

691 ความคิดเห็น

  1. #645 Funikami Hane (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 02:41
    แอบงงนะก่อนหน้านี้บอกสิงร่างต้นเรื่องพูดกับตัวเองว่าได้รับความทรงจำจากบัวกลางๆเรื่องบอกอีบัวคนนี้จะไม่ยอม... สรุปสิงร่างหรือได้ความทรงจำกันแน่คะเนี่ย
    #645
    0
  2. #617 Potchana777 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 23:54
    วัดกันที่ขนาดกำปั้นละนะ
    #617
    0
  3. #25 malila_5454 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 13:18
    รอคร้า
    #25
    0
  4. #24 Emmajung2 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 13:11

    เกลียดมากๆเหมือนกัน บางทีทำงานอยู่ ไฟตกบ่อยมากคอมดับ เซงมากๆ

    สู้ๆไรท์ คุณพ่อสู้ๆ
    #24
    0