The demon'god || ลำนำเทพอสูร

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 หลุมกลืนวิญญาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,464
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 987 ครั้ง
    1 ส.ค. 63


 


 

อีกสถานที่หนึ่งอันไกลโพ้น…



      ภายในหุบเหวที่มืดสนิทไร้ซึ่งแสงใดๆ 'หลุมกลืนวิญญาน’ ที่ผู้คนทั้งแผ่นดินกล่าวขานกันมาเนิ่นนานหลายพันปี แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เรื่องราวในอดีตเท่านั้น ปัจจุบันเป็นได้แค่เรื่องเล่าขานสำหรับคนทั่วๆ ไป เป็นแค่นิทานก่อนนอนสำหรับเด็กๆ รุ่นใหม่ ถึงสถานที่ที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในแผ่นดินนภาคราม



        ในอดีตว่ากันว่าที่แห่งนั้นเป็นสถานที่อันแสนวิเศษ ซึ่งเก็บทรัพย์สมบัติเอาไว้อย่างมากมาย แม้แต่สมบัติสวรรค์ที่มีเพียงแค่หยิบมือก็มีอยู่ในที่แห่งนั้น แต่อย่างที่รู้กันดีว่ายิ่งสมบัติล้ำค่ามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีปีศาจที่แข็งแกร่งมากเฝ้ามันอยู่ ทำให้ผู้คนที่หมายต่อสิ่งล้ำค่าในสถานที่แห่งนั้นล้มตายไปจนนับไม่ถ้วน



        จากประวัติศาสตร์สู่ตำนานเก่าแก่ และกลายเป็นแค่เรื่องเล่าขาน แต่ไม่ใช่กับเหล่าขุมอำนาจต่างๆ ที่รับรู้ได้ถึงการคงอยู่ของหลุมปีศาจนี้ ที่ปัจจุบันได้ถูกปกป้องพื้นที่โดยรอบเอาไว้โดยเหล่าผู้แข็งแกร่งจากแคว้นทั้งห้า หนึ่งคือเหมันต์อันหนาวเหน็บแห่งทิศเหนือ หนึ่งเมฆาแห่งทิศใต้ หนึ่งอัคคีผลาญแห่งตะวันตก หนึ่งภูผาแกร่งแห่งตะวันออก และอีกหนึ่งปราการฟ้าที่ไร้ต้าน ทั้งห้าอาณาจักรต่างร่วมแรงกันเพื่อคอยสอดส่องดูแลหลุมปีศาจมาเนิ่นนานหลายพันปี…



        “เป็นคืนนี้สินะ ที่แผ่นดินสภาครามจะต้องเสียบยอดอัจฉริยะอีกหนึ่งชีวิตเพื่อเป็นเครื่องเส้นสังเวยให้กับไอ้หลุมเวนนี่” ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีที่มีดวงจันทราลอยเด่นเป็นสง่าอยู่กลางฟากฟ้า ชายชราผู้มีตบะพลังวัตกว่าสามพันปีกล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์



        “เจ้าจะกล่าวให้ได้อันใดขึ้นมา ใช่ว่าพวกเราอยากให้รุ่นเยาว์ทึ่แสนล้ำค่าเหล่านั้นตกตายเสียที่ไหน แต่มันไม่มึทางเลือก” อีกหนึ่งชายชราที่ปลดปล่อยกลิ่นอายแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้แรกกล่าวขึ้น จะแตกต่างก็แต่แทนที่จะร้อนแรงกับสงบและเย็นยะเยือก



        “จริงอย่างที่เจ้าก้อนน้ำแข็งนั่นกล่าว เพราะต่อให้เราอยากจะต่อต้านมันเพียงใด แต่สุดท้ายคงไม่แคล้วต้องสูญเสียตกตายไปเป็นจำนวนมาก โดยมิอาจจะทำอันใดได้เลยแม้แต่น้อย เฉกเช่นที่เหล่าบรรพบุรุษของข้าและพวกเจ้าคว้าน้ำเหลวมาในครั้งอดีต” อีกหนึ่งบุรุษที่แข็งแกร่งไม่แพ้กันกล่าวออกมา “แล้วครั้งนี้เป็นคราวของใครรึ”



        “เป็นคราวของเมฆา..” น้ำเสียงเรียบนิ่งของหญิงชรากล่าวขึ้นมาเบาๆ ในขณะที่สายตายังคงปิดสนิท “เป็นคราวของตระกูลเย่แห่งเมืองเมฆาคราม…ไม่รู้ว่าคราวนี้จะต้องสูญเสียผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์มากเท่าใด แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้”



         “อีกนานสักแค่ไหนที่พวกเราจะต้องสูญเสียลูกหลานที่อาจจะกลายมาเป็นดาวดวงใหม่ให้แก่หลุมปีศาจพันนี้ อีกนานแค่ไหนกว่าที่จะมีใครมาปราบมันใดหรือให้มันหายไปก็ยังดี..” อีกหนึ่งร่างสุดท้ายกล่าวขึ้นในขณะที่กำลังเหม่อมองดวงจันทราที่เปล่งแสงนวลตายามค่ำคืน…



วิ๊งงง



“มาแล้ว!!” ห้าเสียงประสานขึ้นพร้อมกัน แล้วมาประจำที่ของตนในทันที ทั้งห้าแยกย้ายกันประจำมุมทั้งห้า แล้วปลดปล่อยพลังออกมาจนกลายเป็นค่ายกลดาวห้าแฉกห้าสีเหนือยอดเขาที่สูงที่สุดในแผ่นดิน!



        “พวกเจ้าพร้อมนะ รีบเปิดรีบปิดมันเสีย เราจะได้แยกย้ายกลับกันเสียที” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นแล้วหันไปมองกึ่งมิตรกึ่งศัตรูอีกสี่คน ซึ่งทั้งสี่ก็พยักหน้าตอบกลับมา



        วิ๊งๆๆ



        ณยอดผาซึ่งเป็นลานศิลาโล่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสิบลี้ เหนือตรงจุดกึ่งกลางที่มีร่องรอยหลุมตื่นๆ คล้ายสะดือ ก็ปรากฏความผันผวนของมวลอากาศ ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจมันก็ส่องสว่างจ้าและเปลี่ยนรูปจนกลายเป็นหลุมบางอย่าง ซึ่งตอนนี้กำลังมีร่างหนึ่งกำลังโผล่ออกมา



      “ตอนนี้แหละ!!” ทุกคนคำรามพร้อมกัน แล้วระเบิดพลังกระตุ้นค่ายกลและเขตอาคมที่ถูกวางเอาไว้ทั่วทั้งยอดเขาจนเปล่งแสงสว่างออกมาราวกับเวลากลางวัน!



       ครึกๆๆๆๆๆ



        เสียงของศิลาที่กำลังสั่นสะเทีอนอย่างรุนแรงราวกับยอดเขาจะถล่มลงมา แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่ หลุมที่มีลักษณะคล้ายกับสะดือของมะนุษย์ค่อยๆ เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง แผ่นหินที่น่าจะแข็งกระด้างราวกับกำลังมีชีวิต คล้ายกับปากหนอนที่ค่อยๆ อ้ากว้างออกทีละนิดทีละนิด จนในที่สุดมันก็ค่อยๆ ขยายออกจนกลายเป็นรูที่กว้างกว่าหนึ่งจั้ง



        “ตอนนี้แหละหย่อนเด็กนั่นลงไปแล้วริบปิดมันซะ ก่อนที่พลังปีศาจจะไหลทะลักออกมา..เดี๋ยวนี้” ชายชราที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งมีพลังวัตมากกว่าสามพันห้าร้อยปีจากอาณาจักรกำแพงฟ้าตวาดออกมาเสียงเสียงดัง ทั้งห้าจึงร่วมกันใช้พลังห่อหุ่มร่างของชายหนุ่มเอาไว้เพื่อให้ไม่ได้รับอันตราย แล้วหย่อนลงไปในหุบเหวอันแสนมืดมิด ก่อนที่จะรวมพลังกันอีกครั้งเพื่อที่จะปิดผนึกหลุมปีศาจนี้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำกันมาแล้ว



ฟู….แคกๆ



        “เสร็จเสียที” เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังออกมาจากทั้งห้า และทั้งห้าก็กระอักเลือดออกมาพร้อมๆ กัน “เกือบแย่ไปเหมือนกันสินะ ดีที่ครั้งนี้หลุมบ้านี่ไม่ค่อยบ้าคลั่งเท่าไหร่ ถึงพอจะคุมสติเอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้นพวกเราเองก็อาจจะแย่…”



         “มัวแต่พูดจายืดยาวอยู่นั่นแหละ แยกย้ายกันได้แล้ว” ผู้หญิงเพียงคนเดียวในที่นี้กล่าวขึ้น “ถ้าไม่เกิดสงครามในระหว่างนี้ อีกสิบไปค่อยพบกันใหม่ ข้าลาล่ะ” กล่าวเท่านั้นนางก็เหินสายลมหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน เมื่อจัดการเรื่องราวที่ต้องทำเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายหายไปคนละทิศคนละทาง ตามทางของอาณาจักรของตนเอง…







         หลังจากที่ทุกคนจากไป หุบเขาอันกว้างใหญ่ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ยอดเขาอันประกอบขึ้นด้วยศิลาที่เคยปลดปล่อยพลังปีศาจออกมาในตอนนี้กลับมานิ่งสงบประหนึ่งมิเคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เหล่าสรรพชีวิตที่เคยแตกตื่นเพราะพลังมารอันมากล้นก่อนหน้านี้ก็แยกย้ายไปตามกิจของตนเอง มวลสัตว์ที่หากินในเวลากลางวันก็พากันหลับไหล สัตว์ใดที่หากินกลางคืนก็ออกล่าตามหน้าที่โดยธรรมชาติ



     ในยามที่เงียบสนิทมีเพียวเสียงหรีดหริ่งเรไรร่ำร้องยามราตรี จันทราที่เคยลอยเด่นอยู่กลางฝากฟ้าเริ่มเคลื่อนคล้อย ยอดเขาหินมีเพียงแค่สายลมหวีดหวิวที่พัดผ่าน แต่ลึกลงไปนั้นกลับต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง…



ตึ๊ง ตึ๊ง…



       เสียงประโคมดลตรีดังกังวาลไปทั่วทั้งตำหนักที่สร้างด้วยไม้เนื้อดีอย่างปราณีต เทียนหลงหลังจากที่หมดสติไปดัวยอาการวิงเวียนจากผลกระทบของการเคลื่อนย้ายอย่างฉับพลัน มารู้สึกตัวอีกทีก็มาปรากฏอยู่ท่ามกลางงานรื่นเริงที่ไหนสักแห่ง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกตา เหล่าผู้คนต่างจ้องมองไปยังสองร่างที่กำลังร่ายรำอย่างงดงามน่าหลงไหลอยู่กลางโถง ดลตรีบรรเลงขับกล่อมอย่างไพเราะเสนาะหู กลิ่นหอมจากอาหารเลิสรสที่แวะเวียนมาเสริฟให้โต๊ะนั้นทีโต๊ะนี้ที คละมากับกลิ่นน้ำอบน้ำหอมของหญิงสาวผู้งดงามหลายสิบนางที่เเวะเวียนคอยเอาใจแขกเหรื่อโต๊ะอื่นๆ ทำให้เด็กชายในร่างชายหนุ่มมึนงงอยู่หลายส่วน



       ครั้งสุดท้ายเทียนหลงจำได้ว่าตนเองร่วมงานเฉลิมฉลองที่องค์จักรพรรดิทรงประทานมาให้แก่ตนเอง ในถานะที่เป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี จากนั้นเขาก็รู้สึกง่วงงุนขึ้นมากระทันหันแล้วหลับไปตอนไหนก็มิอาจจะทราบได้ รู้สึกตัวอีกทีเขาก็ตื่นมาในเขตอาคมอะไรสักอย่าง ที่มีบิดาร่ำร้องจนตาปวมเป่ง จากนั้นเขาก็หมดสติไปอีกครั้งหนึ่ง มารู้สึกตัวอีกทีเขาก็มาอยู่ที่งานรื่นเริ่งนี่เสียแล้ว...


 



 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 987 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

757 ความคิดเห็น

  1. #659 Arelia (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 09:34

    ดนตรี เขียนแบบนี้นะคะ

    #659
    0
  2. #652 Cu554155 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 23:00
    น้าเบื่อจะมีจุดเด่นอะไรเลย
    #652
    0
  3. #256 kimurakung (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 00:59
    เทียนหลงน่าสงสารสุดๆ
    #256
    0
  4. #171 สุรพงษ์ บุรานนท์ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 11:52

    อ่านจนไม่หยากเจอบรรทัดสุดท้าย สนุกมากครับ

    #171
    1
  5. #154 mmaxza001 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 13:59

    ขอบคุณครับ

    #154
    0
  6. #112 จิวหลง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 14:15
    การเดินช้ามากๆๆ
    #112
    0
  7. #90 kamol1122 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 22:49
    สนุกดีครับ
    #90
    1
  8. #89 คิงโกะ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 19:04
    รายละเอียดมาเต็มจริงๆๆ 5-6 รายละเอียดกับเนื้อเรื่องไปพร้อมๆกันได้ไหม

    เช่นตอนพระเอกย้อนความตรงจำ 10 ปีไม่ต้องอธิบายก็ได้ตอนแรกก็มีบอกแล้วไม่ใช้หรอ ข้ามก็ได้แก่บอกไห้รู้ว่าย้อนก็พอแล้วก็ตอนไหนไม่มีในตอนแรกแล้วก็สำคัญค่อยไปอธิบายตอนที่กำลังเดินเรื่องช่วงนั่นๆก็ได้



    ป.ล ความรู้สึกของคนอ่านแบบข้ามๆๆ

    #89
    1
  9. #88 Lucky_777 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 17:32
    เม้นนนน!!!
    #88
    1
  10. #87 suriya2522 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 15:44
    ลงอีกครับๆๆๆชอบ
    #87
    1
  11. #21 N T P (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 16:12
    สนุกครับ ติดตามทุกเรื่องที่ไรท์แต่งเลย:D
    #21
    0
  12. #20 torahoshi (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 17:06
    ต่อๆๆๆ มาต่ออีก
    #20
    0
  13. #19 Reezas (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 16:50
    ต่ออออออ
    #19
    0