The demon'god || ลำนำเทพอสูร

ตอนที่ 55 : บทที่ 53 เริ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 213 ครั้ง
    3 ส.ค. 63

 

           

“ดูท่าทางมันจะเป็นแบบนี้ไปทุกๆ ที่เลยสินะ ไม่ว่าจะอย่างไรความเป็นจริงมันก็ช่างน่าขยะแขยงเสมอ” เทียนหลงในชุดสีขาวสวมงอบที่ถักจากฟางเก่าๆ เปรยออกมาเบาๆ ในขณะที่ซดเหล้าเข้าปากอีกจอก

 

“นี่คือสิ่งที่เจ้าไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงมัน เพราะไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใดหรือสถานการณ์เช่นไร แต่หายังเป็นจิตของเหล่าสรรพชีวิตมันก็ล้วนแล้วแต่ต้องมีความโลภเป็นพื้นฐานเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแสนนานเท่าไรก็ตาม” อีกร่างในชุดมอซอไม่ต่างกันกล่าวเบาๆ โดยมาอีกร่างหนึ่งที่นั่งอยู่ด้วยกันพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ

 

“แนวคิดของเจ้าอาจจะเป็นสิ่งที่ดี การโค่นล้มอำนาจเดิมมันอาจจะมีช่องว่างให้กับเหล่าชนชั้นล่างได้ลืมตาอ้าปากดได้สักระยะหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเวลาผ่านพ้นไป เมื่อกลุ่มก้อนของอำนาจได้ก่อตัวขึ้นจนสมบูรณ์ ท้ายที่สุดมันก็จะสร้างสังคมแห่งความแตกต่างกันอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่ามันจะผ่านไปสักเท่าไรก็ตาม” เสวี่ยเฟิ่งกล่าวเสริมน้องสาวอีกคำรพหนึ่ง

 

“เฮ้อ  มันก็อาจจะจริงอย่างที่พี่ทั้งสองกล่าวมา แต่ข้าก็ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงมันอย่างไรดี ได้แต่หวังว่าผู้ที่เคยถูกกระทำหรือคนใกล้ตัวโดนอะไรที่เลวร้ายมา จะไม่ทำตัวเหลวไหลและกลายไปเป็นสิ่งที่ตนเองเกลียดนักเกลียดหนา” เทียนหลงที่มองออกไปด้านนอกระเบียงมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาด้วยความหดหู่

 

ตลอดเวลากว่าสามเดือนที่ถูกผนึกพลังปราณเอาไว้นั้น มันเริ่มที่จะควบคุมพลังวิญญาณได้ดีขึ้นตามลำดับ แม่ในช่วงแรกๆ มันจะยากมากในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน แต่เมื่อได้รับคำแนะนำต่างๆ จากสองสาวงามเขาก็เริ่มที่จะเข้าในพลังวิญญาณมากขึ้น ทั้งยังรับรู้ได้ถึงความทรงพลังของพลังวิญญาณที่พี่สาวทั้งสองเคยกล่าวเอาไว้

 

หากจะเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพง่ายที่สุด หากพลังทั้งสองคืออาวุธที่ใช้เพื่อเข่นฆ่าศัตรู พลังปราณนั้นก็คงเปรียบเสมือนกับกระบี่ไม้ ที่ความคงทนแข็งแรงมันขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าไม้ที่จะนำมาทำกระบี่นั้นเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน เสมือนกับพลังปราณที่เข้มข้นมากน้อยและบริสุทธิ์แค่ไหน

 

แต่หากเอาพลังวิญญาณมาเทียบกับศาสตราแล้วล่ะก็ มันก็จะเปรียบได้กับกระบี่เหล็กกล้าที่หลอมสร้างขึ้นมาจากเหล็กกล้าชั้นดี แล้วชุบหลอมด้วยกรรมวิธีที่แสนพิเศษ จนออกมาเป็นกระบี่ชั้นเลิศที่มีความคมและยืดหยุ่นอย่างที่สุด

 

แต่ก็ด้วยความแตกต่างกันของพลังทั้งสองที่อยู่กันคนละมิติของพลังทั้งสอง ทำให้การใช้งานมันยากเสียยิ่งกว่ายาก กว่าที่ตัวมันจะผ่านมาได้ก็ลำบากจนแทบไม่รอดเหมือนกัน เพราะพี่สาวทั้งสองมักจะให้เขาเดินเข้าหาค่ายโจรใหญ่ๆ อยู่เสมอ  ทั้งๆ ที่เขาถูกผนึกปราณเอาไว้ และให้สู้กับเหล่าโจรนับสิบนับร้อยที่ดาหน้าเข้ามา ยิ่งพักหลังๆ พาเขาไปเจอกับเหล่าสัตว์ประหลาดบ้าง สัตว์อสูรบ้าง หนักเข้าก็ค่ายโจรใหญ่ๆ ที่มีผู้คนหลายพัน ทั้งยังบังคับให้เขาเข่นฆ่าทุกคน...ไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือคนชรา

 

ในช่วงแรกเขายังไม่เข้าใจว่าทำไม และโกรธด้วยซ้ำที่เขาต้องลงมือเพื่อสังหารคนที่ไม่รู้ประสีประสา แต่ยิ่งอารมณ์ของเขาติดลบมากเท่าไหร่ ยิ่งสัมผัสได้ถึงมวลพลังงานด้านลบที่ลอยออกมาจากร่างของคนอื่นๆได้ง่ายขึ้น จนกระทั่งในที่สุดเขาก็สามารถที่จะสัมผัสพลังงานวิญญาณได้อย่างจริงๆ จังๆ แม้จะแลกมาด้วยชีวิตมากมาย และความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่เรียกได้ว่าสาหัสไม่น้อย

 

 แต่ยิ่งผ่านไปหัวใจของชายหนุ่มก็ค่อยๆ เย็นชามากขึ้น รวมถึงเข้าใจในความตั้งใจของสองเทพธิดามากขึ้น เพราะแม้เขาจะต้องผ่านความลำบากมาไม่น้อย แม้ความรู้สึกของเขาจะขัดแย้งกันเป็นอย่างมาก แต่ที่สุดแล้วร่างกายของเขานั้นขนาดตัวตนอย่างเหล่าผู้พิทักษ์ยังไม่อาจจะสร้างบาดแผลได้ถ้าไม่โดนโจมตีจังๆ นับประสาอะไรกับโจนกระจอกหรือพวกสัดมารระดับต่ำๆ เหล่านั้น

 

แต่ช่วงเวลานั้นเขาเอาแต่คิดถึงเหตุผลที่เขาต้องทำร้ายผู้บริสุทธิ์ จิตใจของเขายิ่งฟุ้งซ่านไปมากมายชนิดที่ไม่อาจจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้เลย แต่ในท้ายที่สุดเขาก็สามารถควบคุมพลังวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง

 

 “ความคาดหวังคือจุดเริ่มต้นของความผิดหวังและความทรมาน ยิ่งในวัยรุ่นที่ไม่ได้ผ่านอะไรมามากมายเช่นเจ้า สักวันเจ้าก็อาจจะพบเจอกับความเจ็บปวดจากความไม่สมหวัง... ” ยางปิงกล่าวเบาๆ

 

“เจ้าอาจจะปรารถนาดีกับผู้คน เจ้าอาจจะยากเห็นสังคมที่เท่าเทียมกันหรือสังคมที่ทุกคนมีความสุข แต่ในท้ายที่สุดเจ้ารู้หรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งมีชีวิตนั้นไม่สามารถเป็นอย่างที่เจ้าต้องการได้ แม่ในวันหนึ่งจะมีคนแบบเจ้าที่คิดจะเปลี่ยนแปลงสังคมหรือผู้คนให้หลุดพ้นจากความลำบาก แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สิ่งที่คนเหล่านั้นสร้างขึ้นก็จะจมหายไปกับกระแสแห่งกาลเวลาอยู่ดี” เสวี่ยเฟิ่งกล่าวต่อจากน้องสาว “มีกลางวันก็ย่อมมีกลางคืนโลกก็เช่นกัน ไม่สามารถที่จะมีด้านใดด้านหนึ่งได้ เมื่อมีสังคมที่ดีพร้อมก็ต้องมาสังคมที่เลวทราม มันไม่อาจจะแยกกันได้...”

 

“ข้าไม่รู้หรอกว่าที่พวกท่านทั้งสองกล่าวมามันคืออะไร ข้าแค่อยากทำในสิ่งที่ทำได้ก็พอ” เทียนหลงทอดสายตาออกไปไกลแสนไกล จิตใจก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่หลากหลายของผู้คนที่ค่อยๆ ไหลมาหลอมรวมกับร่างของเขา “ข้าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักหากเทียบกับโลกใบนี้ แต่อย่างน้อยข้าก็จะพยายามเปลี่ยนสังคมโลกที่อย่างน้อยๆ ผู้คนจะมีสิทธิ์พื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ในสักวันข้าจะเปลี่ยนโลกให้เป็นเหมือนกับที่ข้าปรารถนาให้ได้!”

 

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ว่าแต่เจ้าจะเริ่มหรือยัง เพราะยังไงตอนนี้เจ้าก็พอที่จะใช้พลังวิญญาณได้บ้างแล้ว” สองเทพธิดามองหน้ากันเป็นประกายลี้ลับ ก่อนที่หยางปิงจะถามขึ้น

 

“การที่ข้าจะทำในสิ่งที่ข้าต้องการอันที่จริงต้องเริ่มจากดินแดนรอบนอกเสียก่อน เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็มีตัวตนที่ทรงพลังอยู่ด้วย” เทียนหลงแย้มยิ้มพราวระยับ “แต่อย่างไรก็มาถึงแล้ว จะไม่ทักทายพวกมันบ้างก็กระไรอยู่...”

 

เทียนหลงสะบัดมือซ้ายเบาๆ ปรากฏคันฉ่องหนึ่งบานเปล่งแสงสีดำลอยอยู่ 


 


 

“เราจะไปโผล่ที่เมืองหลวงสักครู่ก่อนจะไป”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 213 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

757 ความคิดเห็น

  1. #646 bm-audy (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 16:30
    เริ่มจะสนุกล่ะ
    #646
    0
  2. #610 thitipansueapeng (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 15:11
    เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องปกติครับผ่านมันไปให้ได้เป็นกำลังใจให้ครับ
    #610
    0