The demon'god || ลำนำเทพอสูร

ตอนที่ 52 : บทที่ 50 สุสาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,542
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 287 ครั้ง
    3 ส.ค. 63


 


 

 

 “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนี้ นี่มันล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติล้ำค่าแทบทั้งสิ้นเชียวนะ เจ้าจะทิ้งทั้งหมดเอาไว้ที่นี่จริงๆ หรือ เพราะอย่างไรพวกเขาก็ล้วนแล้วแต่เต็มใจที่จะยกมันให้แก่เจ้า แล้ว…” หยางปิงที่เฝ้ามองร่างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของชายหนุ่มที่กำลังใช้จอบที่สวยงามเนื่องมาจากแปลงมันมาจากศาสตราร้อยเปลี่ยนแปลง ที่กำลังกลบฝังหลุมสุดท้ายหลังจากที่ฝังบางสิ่งบางอย่างลงไป

 



 

“ข้าตัดสินใจแล้วพี่สาว ยังไงของพวกนี้มันก็ไม่ใช่ของๆ ข้า พวกเขาก็ไปเกิดใหม่กันหมดแล้ว เรื่องที่ข้าจะทำในวันข้างหน้ามันอาจจะสร้างความด่างพล้อยกวนใจพวกเขาได้ ข้าจึงอยากสร้างสุสานเอาไว้ให้พวกเขาและฝังของที่เคยเป็นของพวกเขาเอาไว้ในบ้านเกิดของตน อย่างน้อยเขาก็จะได้กลับบ้านเหมือนที่พวกเขาอยากทำมานานแสนนาน แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่สิ่งของและความทรงจำก็ตามที…” เทียนหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ แม้จะเหนื่อยเพราะเขาทำมันมาตลอดเวลากว่าสามเดือนแล้ว และหลุมนี้จะเป็นหลุมสุดท้ายในแผ่นดินนภาคราม ส่วนที่เหลือจะเป็นของคนที่มาจากแผ่นดินอื่นและของเหล่าอาจารย์ที่เขาจะสร้างสุสานที่ยิ่งใหญ่ให้ในสักวัน...เขาหวังเอาไว้แบบนั้น




 

ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าจะเอาไปคืนอย่างไร หรือว่าจะกลับไปหาที่ที่มันจากมาอย่างไร...สมาร์ทโฟน แต่เขาก็คงจะเก็บมันเอาไว้ เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ ‘เธอ’ ทิ้งเอาไว้ให้ เขาอยากจะเก็บมันเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะอย่างไรก็เป็นคนแรกนอกจากมารดาบิดาและพี่สาวทั้งสอง ที่ทำให้เขารู้สึกสุขและอุ่นใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้ ยังคงจดจำได้ถึงรอยยิ้มที่จริงใจที่ยากจะหาได้ รอยยิ้มที่อยู่ใกล้ก็อุ่นใจและแม้ตอนที่จากไปก็ยังคงคิดถึง




 

“เฮ้อ ในที่สุดภาระกิจแรกที่ยาวนานก็สิ้นสุดเสียที” ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยล้า ถึงแม่ว่าเขาจะแข็งแกร่งมากกว่าแต่ก่อน แต่การเดินทางและทำงานไม่หยุดตลอดระยะเวลากว่าสามเดือน มันก็ทำให้ร่างกายที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนาอย่างเทียนหลงเองก็เหนื่อยอ่อนไม่น้อยเลยทีเดียว



 

“แล้วจากนี้เจ้าจะทำอะไรต่อไปอย่างนั้นหรอ จะเริ่มเลยไหม…” เสวี่ยเฟิ่งที่พูดน้อยเป็นปกติกล่าวด้วยความกังวล เพราะสิ่งที่น้องชายผู้น่ารักกำลังจะทำนั้นมันอันตรายเป็นอย่างมาก ถ้าหากพลาดในเรื่องครั้งนี้มันอาจจะถึงตายเลยก็ได้!



 

“เอาเป็นว่าข้าขอพักสักวันสองวันแล้วกันนะพี่สาว ขอข้าคิดอะไรบางอย่างก่อนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องที่พี่กังวลนั้นไม่ต้องหรอกอย่าลืมสิว่าข้ามีพวกท่านอยู่ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ข้าก็แค่ให้พี่สาวพาหนีก็จบเรื่อง” เทียนหลงยังคงยิ้มสดใสแม้เรื่องที่กล่าวจะเกี่ยวพันธ์กับความเป็นความตายของตนเองก็ตามที “และที่สำคัญตัวข้าในตอนนี้ยังคงอ่อนด้วยฝีมือนัก อาจารย์เคยบอกว่าการที่เราจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้นั้น มันจะต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นและความตาย มันเป็นทางลัดที่จะเพิ่มประสบการณ์และพลังฝีมือได้เร็วที่สุด”




 

“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนี้จริงๆ การเป็นศัตรูกับคนทั้งแผ่นดินมันไม่สนุกหรอกนะ” หยางปิงเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ถึงนางจะมันใจว่าเทียนหลงจะไม่พ่ายแพ้หรือตกตาย แต่นางก็ยังคงห่วงอยู่ดี “พลังวิญญาณเองเจ้าก็ยังไม่ชำนาญเสียด้วยซ้ำ พลังปราณของเจ้ายังสะสมมาไม่ถึงพันปี เจ้าแน่ใจหรือว่าจะรับมือได้จริงๆ”



 

“จะได้ไม่ได้ยังไงมันก็ต้องได้ ข้ารู้สึกเหมือนว่าตัวข้ามีเวลาไม่มากนักที่จะแข็งแกร่งขึ้น…” เทียนหลงกล่าวออกมาด้วยเสียงเบาหวิวและเต็มไปด้วยความกังวลอย่างประหลาด “แม้ไม่รู้ว่าทำไม แต่ข้ารู้สึกว่าถ้าตัวข้าไม่รีบแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด...บางทีข้าอาจจะต้องเสียใจไปช่วยชีวิต”




 

“...” ความรู้สึกประหลาดวาบขึ้นในจิตใจของสองเทพธิดา ทั้งสองสบตากันโดยไม่พูดอะไร ความรู้สึกคุ้นเคยเมื่อนานแสนนานมาแล้วหวนคืนกลับมาอย่างช้าๆ




 

 

“ข้า...ข้าไม่รู้ว่าทำไม แต่ตัวข้ารู้สึกว่าข้าไม่สามารถที่จะรอเวลาให้นานกว่านี้ ข้าอยากเก่งขึ้นยิ่งกว่านี้ ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับข้าและท่านแม่นั้นกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกับท่านแม่หรือแม้แต่กับท่านพี่ทั้งสองคนก็ตามที…”


 


 

...................33%


 

ต่อตรงนี้จ้า..................................

 

 

“แล้วจากนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อไปอย่างนั้นหรือ” สาวงามในชุดแดงกล่าวถามต่อด้วยความข้องใจ “ที่นี่มันไกลจากจุดศูนย์กลางมากนัก เจ้าอยากจะมุ่งหน้าไปยังมหานครกำแพงฟ้าเลย หรือว่าเจ้าจะไล่ไปจากที่นี่”

 

 

“ข้ารู้ดีว่าตัวข้าในตอนนี้ยังมีฝีมือที่ไม่คงเส้นคงวา เคล็ดวิชาต่างๆ ที่ข้าคิดค้นขึ้นแต่ละอย่างมันก็เริ่มติดขัดเมื่อมีพลังวิญญาณแทรกอยู่ มันคล้ายกับว่ามันบังคับให้ข้าต้องควบรวมพลังวิญญาณให้เข้ากับพลังวัตให้ได้ แต่ไม่ว่าข้าจะพยายามยังไงมันก็ไม่ได้สักที ตอนนี้ข้าเองเลยยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี” เทียนหลงกล่าวขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะพยายามที่จะฝึกฝนในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาใดๆ พลังวิญญาณก็มักจะรั่วไหลออกมารวมกับพลังวัตเสมอๆ ทำให้ในระยะหลังๆ เคล็ดวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงมัน ฝ่ามือ หรือแม้แต่ท่าเท้า มันก็มักจะเกิดเหตุอะไรที่เขามักจะคาดไม่ถึง บางก็แสดงผลานุภาพที่มากกว่าเดิม แต่บางครั้งมันก็ลดพลังลงจนเรียกได้ว่าแทบไม่ส่งผลใดๆ

 

 

ซึ่งถ้าหากเขายังคงก้าวอยู่ตรงนี้เขาคงไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองได้แน่ แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไรมันก็ยังคงไร้ผล เพราะในท้ายที่สุดแล้วพลังวิญญาณก็มักจะแทรกเข้ามาอยู่เสมอๆ จนในตอนนี้เทียนหลงแทบจะใช้วิชาอะไรอย่างหวังผลได้เลย

 

 

“คิกๆ...” แทนที่สองสาวจะหนักใจหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราว แต่หยางปิงกลับปล่อยเสียงหัวเราะคิกคักราวกับว่ามันนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องตลกๆ เรื่องหนึ่ง จนเทียนหลงมองกลับมาด้วยความฉงน

 

 

“มันมีอะไรที่น่าขำอย่างนั้นหรือพี่สาว นี่มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ เลยเชียวนะ เพราะถ้าข้าใช้วิชาไม่ได้ หรือต่อให้ใช้ได้แต่ข้าควบคุมมันไม่ได้แล้วข้าจะทำอย่างไรกับแผนที่ข้าวางไว้กันเล่า”

 

“นี่ๆ น้อยๆ หน่อยสิ ข้าก็แค่ขำกับเจ้าที่บางทีก็ฉลาดเสียยิ่งกว่าใคร แต่บางเรื่องเจ้ากลับซื่อบื้อเสียจนน่ากลัว แต่มันก็น่ารักดีนะข้าชอบ...ฮิๆ”

 

“อะไรกันเล่า...” ชายหนุ่มตอบกลับพลางทำแก้มป่องราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง จนสองสาวอดไม่ได้ที่จะเข้ามาหยิกแก้มเนียนๆ โดยไม่ได้สนเหงื่อไคลที่อาบอยู่ทั่วร่างของชายหนุ่ม “...”

 

“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้ายังมีพวกข้าทั้งสองคนที่เป็นถึงเทพธิดาผู้สง่างามเลิศล้ำ แล้วทำไม่เจ้ามีอะไรถึงไม่ปรึกษาพวกข้าเล่า” หยางปิงก็ยังคงหยอกล้อชายหนุ่มต่อด้วยความสนุกสนาน แต่เมื่อเริ่มมองเห็นถึงใบหน้าบอกบุญไม่รับของเทียนหลงก็เลิกแกล้งแล้วเริ่มพูดเข้าเรื่อง

 

“แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าจะไม่เคยปรึกษาหรือขอความเห็นอะไรจากพวกข้าทั้งสองเลย แต่ข้าทั้งสองก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะตอนนั้นเจ้ามีเหล่าอาจารย์ที่คอยบอกคอยสอนอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังมีดวงวิญญาณมากมายที่คอยให้คำปรึกษาและบอกเล่าประสบการณ์แก่เจ้า

 

แต่ข้าก็อยากให้เจ้าจดจำเอาไว้อย่างหนึ่งเช่นกัน ว่าในอดีตนั้นตัวข้าและพี่สาวนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิดนัก และคนที่พวกข้าเคยติดตามรับใช้ก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกข้าอีกหลายเท่านัก ดังนั้นถ้าหากเจ้าอยากจะขอคำปรึกษาหรือไม่เข้าใจในสิ่งไหน เจ้าก็สามารถถามจากพวกเราได้ตลอดเวลา เพราะข้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าจะถามมันคงไม่ได้เกินไปกว่าความสามารถของพวกข้าไปอีกนาน

 

หรืออย่างน้อยที่สุดพวกข้าทั้งสองก็ยังรู้จักอะไรๆ ในโลกหล้ามากกว่าเจ้านัก การที่เจ้าไม่รู้นั้นไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะไม่สามารถถามใครได้ เพราะอย่างไรเจ้าก็ยังคงมีข้าและพี่อยู่ข้างเจ้าเสมอๆ จดจำเอาไว้บ้างนะหนุ่มน้อย” เทพธิดาสุริยาสวรรค์กล่าวด้วยเสียงอารมณ์ดี ตามด้วยเสียหวานที่กระซิบข้างหูจนทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่

 

“...” พูดไม่ออก เป็นความรู้สึกเดียวที่สามารถอธิบายอารมณ์ตอนนี้ของเทียนหลงได้ ความอบอุ่นหัวใจที่วาดผ่านมา พร้อมกับความรู้สึกประหลาดที่มันทำให้หัวใจคันยุบยิบยากจะเกา จนต้องรีบผละตัวออกจาอ้อมกอดของสาวงามด้วยความรีบเร่ง จนหกล้มหน้าคลุกฝุ่น ซึ่งเรียกความตลกขบขันจากหยางปิงเป็นอย่างดี และแม้แต่เสวี่ยเฟิ่งเองก็ระบายรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าเช่นกัน

 

“เชอะ!!” เทียนหลงที่เริ่มเขินจนทำอะไรไม่ถูกจึงได้แต่สะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งแจ้นจากไปอย่างรวดเร็ว

 

 

“ท่านพี่”ท่ามกลางบรรยากาศแห่งรอยยิ้มก่อนหน้า แต่หลังจากที่เทียนหลงหายลับสายตาไป ทั้งสองก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง “เรื่องพลังนั่น...”

 

“อื่ม น่าจะเป็นอย่างที่เจ้าคิด พลังทั้งสองกำลังแสวงหาสมดุล”

 

“แล้วแบบนี้เทียนหลงจะเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”

 

“แม้มันอาจจะเร็วไปบ้าง แต่มันก็คงไม่มีอะไรมากนักหรอก เพราะถึงอย่างไรพลังวิญญาณที่เป็นต้นกำเนิดนั้นมาจากคนที่เต็มใจมอบให้แก่เขา แล้วก็ยังผ่านพิธิชำระล้างมาด้วยแบบนี้มันคงไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน เพียงแต่...”

 

“...”

 

 

“เพียงแต่การรักษาสมดุลนี้เขาต้องพยายามที่จะเข้าให้ถึงแก่นแห่งสมาธิเสียก่อน หรือถ้าเป็นไปได้ยิ่งให้เข้าก้าวไปสู่ขอบเขตแห่งพลังได้จะยิ่งดีมาก...แม้จะแทบไม่มีโอกาศเลยก็ตามที”


 


 

.............................70%


 


 

.............ต่อตรงนี้ครับ

 

 

“เฮ้ออ” หลังจากที่ได้อาบน้ำอาบท่าหลังจากที่ไม่ได้อาบมานาน เทียนหลงก็ได้กลับมาอยู่ในชุดขาวสะอาดอีกครั้ง...ถึงที่จริงจะเป็นชุดเดิมก็เถอะ เหงื่อใครที่ถูกชำระล้างไปทำให้จิตใจของชายหนุ่มปลอดโปรงขึ้น แม้ว่าจะไม่ทั้งหมดแต่เขาก็ได้ทำสิ่งที่อยากทำมาตลอดไปบ้างแล้ว นั่นก็คือสุสานของพวกเขาทุกๆ คน เหลือเพียงแค่สมบัติอีกไม่กี่ร้อยชิ้นที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคนจากแผ่นดินอื่นทั้งสิ้น

 

และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาอยากที่จะทำมากๆ ก็คือสุสานของเหล่าอาจารย์ของเขาทั้งแปดคน เพราะถึงแม้ว่าตัวเขาจะเป็นศิษย์สายตรงของพวกท่านทั้งแปด แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาหรือแม้แต่ศาสตราวุธของพวกท่านทั้งแปด มันก็ไม่เหมาะกับตัวเขาที่ได้คิดค้นเคล็ดวิชาของตัวเอง รวมถึงมีศาสตราและอาภรณ์ที่เหมาะกับเขาที่สุดอยู่แล้ว

 

นี่ยังไม่นับรวมถึงสองของวิเศษที่เป็นถึงอดีตสมบัติสวรรค์ที่เคยทรงพลังมาก แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สามารถที่จะใช้มันได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่อีกไม่นานต่อจากนี้พี่สาวทั้งสองคงจะสอนเขาใช้มันได้อย่างแน่นอน

 

เขาจึงอยากจะที่จะสร้างสุสานที่จะเก็บรวบรวมเอาวิชาและศาสตราวุธ ตลอดไปจนถึงสมบัติวิเศษของเหล่าอาจารย์ไปเก็บเอาไว้ในสุสาน ที่มีบททดสอบที่เหมาะกับสายวิชาของอาจารย์แต่ละท่าน เพื่อที่วิชาและทางเดินของพวกท่านไม่จบเพียงเท่านี้ และหวังว่าในวันหนึ่งเขาจะมีศิษย์น้องดีๆ ที่จะทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์ทุกท่านโด่งดังไปทั้งแผ่นดิน

 

 

ส่วนตัวเขานั้นในตอนนี้เขาได้เลือกแล้วว่าบทบาทของเขาต่อจากนี้ไปจนกว่าจะออกจากแผ่นดินนภาคราม เขาจะกลายเป็นจอมมารที่ถูกปีศาจผู้เฝ้าสมบัติวิเศษครอบงำ และทำลายล้างเหล่าอำนาจน้อยใหญ่ในแผ่นดินนี้ เพื่อให้ทุกอย่างได้กลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง

 

ถึงแม้ว่าเขาจะอยากประกาศก้องร้องป่าวออกไปว่าเขาเก่งกาจขึ้นด้วยเหตุใด แต่ด้วยทางที่เลือกแล้วก็จะมีเพียงแค่สีดำที่จะป้ายลงบนชื่อของพวกท่านทั้งแปด เขาจึงเลือกที่จะหาผู้สืบทอดที่เหมาะสมให้กับพวกท่านทั้งแปดในสักวัน...

 

 

“พี่สาวปิงพี่สาวเสวี่ย แล้วตกลงว่าวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของพลังวิญญาณรั่วไหลมันจะต้องทำอย่างไรหรือ” หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็กลับมาหาสองเทพธิดาเพื่อถามในสิ่งที่เขาค้างคาอยู่

 

“เรื่องนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก”เสวี่ยเฟิ่งเป็นผู้ที่กล่าวออกมาเองต่างจากทุกที “เจ้าจำได้หรือไม่ว่าพลังวิญญาณนั้นมันคือสิ่งใดกัน”

 

 

“พลังวิญญาณ...ถ้าหากตามที่ข้าเข้าใจ มันก็คือพลังที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกปรุงแต่งขึ้น...ใช่ไหมขอรับ คือข้าอธิบายไม่ถูก” เทียนหลงกล่าวออกมาตามความเข้าใจของตนตามคำสอนของพระอาจารย์กับคำสอนที่ชายชราปริศนาสั่งสอน

 

 

“อื่ม ถ้าหากนับตามความเข้าใจของเจ้าก็คงไม่ผิดนัก แล้วเจ้าว่าเหตุใดพลังวิญญาณของเจ้าถึงได้รั่วไหลออกมาในขณะที่เจ้าใช้พลังวัต” เสวี่ยเฟิ่งกล่าวด้วยเสียงเรียบเรื่อย

 

“สิ่งนี้แหละที่ข้าไม่เข้าใจที่สุด เพราะไม่ว่าตัวข้าจะพยายามยังไงก็ไม่สามารถที่จะควบคุมการไหลของพลังวิญญาณได้” เทียนหลงกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิดราวกกำลังกับนึกถึงอะไรบางอย่างอยู่ ก่อนที่จะกล่าวต่อไป “มันแปลกมากเพราะในตอนที่ข้าใช้วิชามายาเทพวิญญาณปรากฏมันกลับไม่มีความผิดพลาดเลย ทั้งยังสามารถใช้ออกได้อย่างไหลลื่น และไม่มีพลังวัตเข้ามาผสม แต่เมื่อใช้วิชามายาวิญญาณอาฆาตมันกลับมีพลังวัตเข้ามาผสมควบรวมด้วย มันกลับเป็นอะไรที่ทำให้ข้าสับสนมาก

 

 

 

เพราะในตอนที่ข้าใช้วิชาในตระกูลเย่มันมีบางช่วงบางตอนที่พลังมันระเบิดออกมาจนทำให้พวกผู้อาวุโสถึงตาย ทั้งๆ ที่ข้าแค่อยากให้พวกมันทรมาน...”

 

 

“ก็นะ ความจริงมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรสำหรับที่ที่พวกข้าจากมา แต่สำหรับพวกเจ้าที่ไม่เคยสัมผัสพลังอะไรนอกจากพลังปราณหรือพลังวัตมาก่อน มันก็คงจะเป็นสิ่งที่ยากอยู่สักหน่อย” นางกล่าวพลางนึกย้อนไปถึงเรื่องเก่าๆ “สำหรับพลังวิญญาณนั้นที่เจ้าจะไม่สามารถที่จะควบคุมมันได้ก็คงไม่ได้แปลกอะไรนัก เพราะเจ้ายังคงไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับมันมาก่อน ก็อย่างที่เจ้าบอกมาขนาดคำจำกัดความของพลังวิญญาณเจ้ายังให้ได้ไม่ถูกทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ”

 

 

“อันที่จริงถ้าจะกล่าวให้เจ้าเข้าใจง่ายๆ มันก็คือพลังงานที่เกิดขึ้นจากความเชื่อและความรู้สึกนึกคิด ที่สะสมตกตะกอนอยู่ในทุกๆ ที่ มันเป็นพลังที่ยากจะหามนุษย์คนใดควบคุมมันได้ เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นพลังงานที่ละเอียดและสัมผัสได้ยากกว่าพลังปราณมากนัก” เสวี่ยเฟิ่งยังคงกล่าวต่อไป

 

 

“เอาง่ายๆ แค่ควบคุมจิตตนเองยังไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรไปควบคุมสิ่งที่ครอบจิตเอาไว้อยู่กันเล่า”หยางปิงกล่าวเสริม “เจ้าที่เป็นมนุษย์ที่สามารถที่จะใช้พลังวิญญาณได้แต่เดิมมันก็แปลกมากอยู่แล้ว จะให้เจ้าใช้มันได้ตั้งแต่ต้นก็ยิ่งเป็นเรื่องแปลกเข้าไปใหญ่...”

 

 

 

 

“ส่วนที่ทำไมวิชาเทพวิญญาณปรากฏนั้นเหตุใดเจ้าถึงสามารถที่จะใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญนั้นพวกข้าเองก็ยังแปลกใจเช่นกัน”


 


 


 


 


 


 

100%............................


 


 


 

จากวันนี้ไปถ้ามีอะไรเกิดขึ้นถ้าไม่ใหญ่จริงๆ ผมจะไม่มาพร่ำเพ้อให้นักอ่านต้องเครียดตามไปด้วยนะ จะพยายามลงแค่นิยายอย่างเดียว เพราะที่นี่มันมีเอาไว้เพื่อความบันเทิง


 

ส่วนถ้าใครอยากตามความเคลื่อนไหว ก็ไปที่เฟสผมเลยแล้วกันนะ ปู่ชา นักเขียนเวียนควน


 

หรือถ้าใครอยากสนับสนุนค่าน้ำค่าไฟค่ามาม่า หรืออะไรอื่นๆ อีกก็  กดๆ


 

ขอบคุณมากๆ สำหรับทุกๆ กำลังใจ ครับ ขอบคุณจริงๆ 


 

...................


 


 

ตอนนี้พ่อยังอยู่ไอซียูนะ รอหมอหัวใจบอกอีกที่ว่าแกออกได้ไหม วันนี้น่าจะรู้ผล ถ้าออกได้คงต้องไปเฝ้าอีกเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าต้องกี่วัน 


 

เมื่อวานพี่สาวไปเยี่ยมพ่อมาแล้ว เห็นว่าดีขึ้นเยอะแล้ว...มั้งนะ แต่ทำไมใจผมยังสั่นๆ อยู่ก็ไม่รู้ กลัวอะไรสักอย่างจนทำท่าจะไม่สบาย พยายามพักให้เต็มที่ วันนี้เลยพยายามเข็นมาแปะให้ก่อนนะ

ขออภัยที่หายหัวไปหลายวัน ใจมันปั่นไม่ไหวจริงๆ ครับ


 


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 287 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

757 ความคิดเห็น

  1. #728 BALTASA (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 00:35
    สู้ๆครับ
    #728
    0
  2. #716 555 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 17:05

    พระเอกโง่ป่าว อาวุธวิเศษบรรดาท่านอาจารย์ทั้งหลายให้มา แทนที่จะเก็บเอาไว้เพราะเขาให้ด้วยใจเสน่หา เผื่อเอาไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตเก็บไว้ในแหวนมิติก็ได้ทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งคงได้ใช้เป็นประโยชน์ ไม่งั้นก็เปิดสำนักยุทธที่ใหญ่ที่สุดใจแคว้น หรือทำการค้า ฯลฯ ไม่ใช่ไปไล่ฆ่าคนนั้นคนนี้เป็นศัตรูกับเค้าไปทั่ว

    #716
    0
  3. #622 joelamtan (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 19:13
    ขอบคุณครับ
    #622
    0
  4. #621 katty2017 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 14:24

    สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #621
    0
  5. #602 แมวหนีกินแหนม (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 15:35
    ขอให้คุณพ่อสุขภาพแข็งแรงนะครับ สู้ๆๆ
    #602
    0