The demon'god || ลำนำเทพอสูร

ตอนที่ 28 : บทที่ 28

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 542 ครั้ง
    8 ก.พ. 63









      “อื่ม...รวมๆ แล้วก็คงเป็นการโคจรปราณไปที่ศีรษะและดวงตาเพื่อเร่งประสาทสัมผัสให้แข็งแกร่งขึ้นชั่วขณะสินะ และความสามารถอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นตามเคล็ดวิชาที่ฝึกนี่คงเป็นแนวทางการโคจรพลังไปตามจุดชีพจรต่างๆ ในลักษณะที่แตกต่างกัน” ตกเย็นเทียนหลงก็ลองจดบันทึกสิ่งที่เขาสรุปได้จากการค้นความมาทั้งวัน “แสดงว่าสัดส่วนของคนที่ฝึกได้และไม่ได้จะขึ้นอยู่กับชนิดของธาตุในแต่ละคนสินะ ว่าใครมีธาตุไหนเข้มข้นกว่ากัน ความสำเร็จในการฝึกฝนวิชาที่ต่างกันไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ที่ฝึกสำเร็จก็คงเป็นเพราะธาตุในร่างสอดคล้องกันกับวิชานั้นๆ ส่วนความรุนแรกหรือความแข็งแกร่งของแต่ละวิชาจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลด้วย มันก็คล้ายๆ กันในทุกๆ เคล็ดวิชาสินะ”



      เทียนหลงที่เริ่มพอจะจับทางได้คร่าวๆ รำพึงออกมาอย่างลิงโลด เหลือแต่นำสมมติฐานของเขาไปถามเหล่าอาจารย์ว่าถูกต้องหรือไม่ก็เท่านั้น โดยที่เขาจะไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่เขาค้นพบจากประสบการณ์ของผู้อื่นนี้ หลายคนที่แม้จะมีชีวิตยืนยาวหลายร้อยปียังไม่อาจจะค้นพบ และต่อให้หามันเจอก็มิมีใครจะทิ้งสิ่งที่ฝึกฝนมาชั่วชีวิตเพื่อเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่ไม่แน่ใจเป็นแน่



      แต่เทียนหลงนั้นแตกต่างจากคนเหล่านั้น สิ่งที่เขาได้มานี้เป็นประสบการณ์ตรงจากยอดคนในอดีตกาลแทบทั้งสิ้น ประกอบกับสติปัญญาที่มิด้อยไปกว่าผู้ใดของเขาที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มานานนับปี จนสามารถตกผลึกเป็นองค์ความรู้ที่จะพาเขาก้าวสู่เส้นทางที่ไม่เคยมีผู้ใดไปถึงมาก่อน!



     โดยปกติแล้วผู้ฝึกยุทธ์นั้นจะเล่าเรียนศึกษาหรือได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาจากผู้อื่น หากมีพรสวรรค์รวมถึงองค์ประกอบที่ตรงกันก็จะสามารถบรรลุในเส้นทางนั้นๆ ได้ และไม่ใช่แค่ทวีปเล็กๆ อย่างทวีปนภาครามเท่านั้น แต่มันคือทั่วทั้งโลกเหล่าจอมยุทธ์ก็ล้วนแล้วแต่มีความเป็นมาเช่นนี้แทบทั้งสิ้น จะมีก็แต่ยอดคนที่บรรลุไปจนถึงทางตันในสิ่งที่ตนเองเฝ้าฝึกฝน และมีสติปัญญามากพอเท่านั้นถึงจะสามารถคิดค้นกระบวนท่าหรือเคล็ดวิชาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนได้ และนั่นจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง กลายเป็นยอดฝีมือที่ยากจะหาผู้ที่จะมาประมือด้วยได้






      เคล็ดวิชาต่างๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาล้วนแล้วแต่ทรงอำนาจมากในมือเจ้าของผู้คิดค้น มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งที่จะก้าวผ่านผู้ที่คิดค้นวิชานั้นๆ ไปได้



        และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญก็คือการฝึกฝนวิชาจากตำราหรืออาจารย์ต่างๆ นั้นจะเป็นการตีกรอบให้ผู้ฝึกไปในตัว ทำให้ความคิดและจิตใจของเขาจะจดจ่อและเชื่อมั่นว่ามันดีที่สุดแล้ว หรือหากคนรุ่นหลังที่มีศักยภาพสูงกว่าไปฝึกฝนวิชานั้นๆ อย่างมากที่สุดเขาอาจจะเปล่งความสามารถของวิชานั้นๆ ได้จนถึงขีดสุด



       ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ หากหลายฟู่ที่เชี่ยวชาญในท่าเท้าพิศดารด้วยคิดค้นด้วยตนเอง ต้องการจะถ่ายทอดให้กับเทียนหลงแล้วล่ะก็อาจจะสำเร็จและอาจจะดีกว่าต้นฉบับอีกด้วย เพราะเทียนหลงมีจุดชีพจรมากถึงแปดสิบสี่จุด ต่างจากหลายฝู่ที่มีชีพจรเพียงแค่เจ็ดสิบเก้าจุด ทำให้หากเทียนหลงมีเวลามากพอและไม่ย้อท้อ สักวันหนึ่งเขาก็จะสามารถใช่ออกด้วยท่าเท้าพิศดารที่เหนือกว่าผู้เป็นอาจารย์ แต่นั่นอาจจะกินเวลาของเทียนหลงไปมากว่าร้อยปี กว่าที่เขาจะเข้าใจในเคล็ดวิชาอย่างถ่องแท้ และปรับแก้การโคจรพลังให้เหมาะสมกับตัวเองได้



      นั่นไม่ใช่เพราะเทียนหลงด้อยสติปัญญา แต่เป็นความแตกต่างของสรีระร่างกายตลอดไปจนถึงธาตุในร่างที่มีความเข้มข้นมากน้อยแตกต่างกัน ยังไม่นับรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอย่างความเร็วช้าในการโคจรพลังในแต่ละจุด ปริมาณพลังมากน้อยในแต่ละช่วง และอีกหลายๆ อย่างซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาและประสบการณ์จริงในการทำความเข้าใจ ทำให้ต้องเสียเวลาไปมากมายเพื่อที่จะให้ร่างกายรวมถึงจิตใจได้ตกผลึกถึงแก่นแท้ของเคล็ดวิชา



       

      เหล่าแปดเทพอสูรที่เป็นยอดคนในหมู่ยอดคนเองต่างก็เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว ทุกคนต่างก็เคยฝึกฝนตามหลักการของผู้อื่นจนไปถึงจุดๆ หนึ่ง เมื่อพวกเขาก้าวไปถึงจุดอิ่มตัวต่างก็หาหนทางเพื่อก้าวต่อไป และพยายามจนได้วิชาที่เป็นของตนเอง ทำให้สามารถก้าวข้ามผ่านยอดคนจนกลายมาเป็นยอดคนในหมู่ยอดคน!



      ทั้งหมดจึงเล็งเห็นในจุดสำคัญจุนี้ได้เป็นอย่างดี ในเมื่อเทียนหลงมีดินที่ดีอย่างความรู้และประสบการณ์จากพวกเขาทั้งแปดและดวงวิญญาณอีกนับหมื่น หากจะให้ศิษย์คนสุดท้ายของพวกเขาฝึกฝนยอดวิชาจากพวกเขาไป ก็จริงที่อาจจะทำให้เขาก้าวหน้าไปเร็วมาก แต่หากไปถึงจุดๆ หนึ่งเขาก็จะเดินไปถึงทางตันที่ยากจะไปต่อได้ในที่สุด ยิ่งพวกเขารู้ว่าเป้าหมายของศิษย์น้อยของพวกเขาเป็นโลกกว้างภายนอก มิใช่แค่เพียงแผ่นดินนภาครามที่เล็กจ้อย ทุกคนจึงอยากจะปูเส้นทางที่แม้จะยากไปบ้าง แค่ในภายหน้าเทียนหลงจะสามารถก้าวไปโดยที่จะไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งตัวเขาได้อีกนอกจากตัวเอง

    

      ทุกคนจึงถ่ายทอดเมล็ดพันธุ์ชั้นเยี่ยมให้ นั่นก็คือพื้นฐานและแนวทาง มิได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่เคยเป็นหนึ่งในแผ่นดินในด้านต่างๆ ซึ่งมันเป็นเพียงต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่แล้ว ให้เเก่ลูกศิษย์ของตัวเอง เพื่อที่ให้เขาใช้เวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ปีในสถานที่ที่แสนสงบแห่งนี้เพื่อคิดค้นสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด จนกลายเป็นต้นกล้าที่เหมาะจะเติบโตในที่ดินอันอุดมสมบูรณ์จนกลายเป็นต้นไม้สวรรค์ที่จะค้ำยันให้เขาปีนป่ายไปจนอยู่เหนือผู้ใดในสักวัน



      หลังจากที่ทบทวนและบันทึกสิ่งต่างๆ อีกหลายรอบ ในที่สุดเทียนหลงก็เก็บของทั้งหมดลงห่อผ้าของตน ก่อนที่จะบ่ายหน้าไปทางใต้สุดของชุมชนหมื่นวิญญาณ เพื่อที่จะไปหา 'ลุงเหมา’ และเหล่าลูกมือที่กล่าวว่าจะสร้างบางสิ่งบางอย่างให้แก่เขา และได้ฝากให้เขาเจียดเวลาไปหาที่โรงหลอมสักครั้ง



      'ลุงเหมา’ หรือเทพเจ้าค้อนทองคำเหมาซาน ไม่มีใครในแผ่นดินนภาครามรู้ที่มาที่ไปของเขา แต่ด้วยภูมิความรู้ด้านการหลอมสร้างที่ไม่มีใครเทียบได้ แม้แต่ยอดนักสรรค์สร้างในยุคสมัยนั้นยังเคารพในตัวเขาเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่เคยสร้างสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันให้กับเหล่ายอดฝีมือคนไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้รับการยอมรับจากนักสร้างสรรค์ทั้งแผ่นดิน



    เอกลักษณ์ประจำตัวของชายผู้นี้ก็คือชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างแคระเเกร็น แต่กลับมีเรี่ยวแรงอันมหาศาลขนาดที่สามารถเหวี่ยงค้อนหนักกว่าพันจินได้ราวกับเหวี่ยงดาบไม้ และในทุกการหลอมโลหะหรือสิ่งต่างๆ เขามิได้ใช้ฟืนหรือถ่านหิน แต่กลับเป็นพลังปราณแปลกๆ ที่มีความร้อนสูงมากจนแม้แต่เหล็กกล้ายังละลายในไม่กี่อึดใจ ไหนจะผิวหนังสีทองแดงอันหยาบกร้านและสามารถทนความร้อนในบ่อหินหลอมเหลวได้ รวมทั้งค้อนขนาดเล็กสีทองที่มีน้ำหนักสวนทางกับขนาดของมันนั่นอีก ทำให้ในยุคนั้นเหล่าช่างทั้งหลายจึงเรียกขานเขาว่าเทพเจ้าค้อนทองคำ ที่แม้จะไม่เป็นที่รู้จักกันในหมู่คนทั่วไป แต่ในหมู่เหล่าช่างแล้วเขานี่นับได้ว่าเป็นมังกรในหมู่มังกรอย่างแท้จริง




        “ลุงเหมา ลุงเหมาขอรับข้ามาแล้ว” หลังจากที่เดินเล่นเรื่อยๆ มาทางทิศใต้ราวครึ่งเค่อ ในที่สุดเทียนหลงก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารรูปครึ่งทรงกลมที่คว้ำอยู่กับพื้นดิน ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยดินทั้งหลัง ด้านบนมีปล่องควันที่มีเขม่าควันลอยขึ้นอย่างไม่ขาดสาย แล้วก็มีหน้าต่างระบายอากาศอยู่ทั่วทำให้ภายในมีอากาศถ่ายเทำด้ดีไม่อึดอัด



     “อ้าวเทียนหลงเจ้ามาแล้วรึ มาๆ นายช่างใหญ่กำลังรอเจ้าอยู่พอดีเลย เห็นว่าสร้างอะไรสักอย่างสำเร็จแล้ว กำลังรอให้เจ้ามาลองอยู่พอดี” “ขอรับลุงจาง แล้วคนอื่นๆ ไปไหนกันหมดหรือขอรับ”



     “คนอื่นๆ รึ นายช่างใหญ่ให้ไปหาแร่มาเพิ่มหน่ะเห็นว่าแร่ที่มีอยู่อาจจะไม่พอ เลยให้พวกนั้นไปหามาเพิ่มหน่อย แต่อีกไม่นานก็คงกลับมาแล้วล่ะขนกันไปตั้งแต่เช้าแล้ว ก็นะอย่างที่รู้ๆ กันดีว่าที่นี่มันสมบูรณ์มากขนาดไหน” ชายชรากล่าวตอบหลานชายนอกไส้ของตนด้วยรอยยิ้ม “เราเข้าไปกันเถอะเดี๋ยวนายช่างใหญ่จะรอนาน”



     “ขอรับ”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 542 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

757 ความคิดเห็น