The demon'god || ลำนำเทพอสูร

ตอนที่ 26 : บทที่ 26

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,643
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 601 ครั้ง
    13 เม.ย. 62

 


      “แต่แปลกมากนะเจ้าคะ ข้ารู้สึกว่าตั้งแต่เขากลับมาจากอดีตข้ารู้สึกเหมือนว่าข้าอ่านจิตของเขาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ”


    “มิใช่เพียงแค่เจ้าเท่านั้นข้าเองก็รู้สึกไม่แตกต่างกัน คล้ายกับจิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก อีกไม่นานต่อให้เป็นพวกเราที่ทำพันธะสัญญากันคงทำได้เพียงแค่สื่อสารดันด้วยความตั้งใจของเขา”


        “แต่หากเป็นเช่นนี้อาจจะดีก็ได้นะเจ้าคะท่านพี่ แม้ทวีปนภาครามอาจจะอ่อนแอไร้ซึ่งผู้มีพรสวรรค์ แต่ทวีปนี้ก็เป็นเพียงทวีปที่อ่อนแอมากทวีปหนึ่ง หากออกไปยังภายนอกในวันข้างหน้า แล้วผพบเจอผู้มีพรสวรรค์ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่า หากจิตของเขาไม่แข็งพอคงลำบากมากพอสมควร”


      “ก็อย่างที่เจ้าว่า อีกอย่างข้าคิดว่ามารดาของเขาคงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ ข้ารู้สึกถึงสายเลือดสัตว์เทพโบราณเสี้ยวหนึ่งในตัวของเทียนหลง ฝ่ายบิดาที่เป็นตระกูลเดิมในแผ่นดินนี้คงมิใช่ หากอิงตามความทรงจำของเทียนหลงข้าคิดว่ามารดาผู้มีที่มาไม่แน่ชัดผู้นี้คงมิใช่แค่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดา อีกอย่างข้ามิเคยเห็นมนุษย์เพศหญิงผู้ใดที่มีพลังใจเข้มแข็งเท่ากับนางมาก่อน ทั้งคำพูดที่นางกล่าวว่านางเชื่อในสายเลือดของนางอีก ข้าว่านางคงมีอะไรที่ปิดบังทุกคนอยู่อย่างแน่นอน”


      “หากท่านพี่กล่าวมาเช่นนั้นแล้วทำไมนางถึงยินยอมให้ถูกทำร้ายขนาดนั้นกัน” “เรื่องนี้ข้าก็แค่คาตเดา แต่หากได้พบเจอกับนางสักครั้งด้วยพลังที่ฟื้นกลับมาเล็กน้อยนี้คงพอจะทำให้เราได้รู้อะไรขึ้นมาบ้าง”


       จากนั้นเสวี่ยเฟิ่งและหยางปิงก็สนทนากันต่ออีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องในอดีตอันแสนคิดถึง รวมทั้งเรื่องของเทียนหลงทั้งในอดีตและแผนที่วางเอาไว้สำหรับอนาคต จนกระทั่ง..


        “แต่ว่าช่างเหมือนกันมากเลยนะเจ้าคะ.. ทั้งลักษะรูปร่างหน้าตาตลอดจนนิสัยของเขา เหมือนกันจนหน้าประหลาด แต่เราทั้งสองก็เห็นกับตามาแล้วว่าเขาถูกเจ้าพวกสาระเลวนั่นทำลายดวงจิตไปแล้ว” จู่ๆ หยางปิงก็เอ่ยถึงบางสิ่งบางอย่าง และประโยคสุดท้ายก็เรียกไอสังหารออกมาจากร่างงามออกมาได้ครู่หนึ่ง


       “ตอนนี้ข้าเองก็ยังคงบอกอะไรไม่ได้เช่นกัน คงต้องรอจนกว่าเขาจะพร้อมที่จะทำพิธีชำระวิญญาณ หากเป็นเขาจริงแล้วล่ะก็ คราวนี้ข้าจะไม่ยอมพวกนั้นมาทำกับเขาเช่นนี้อีกเป็นครั้งที่สองแน่!” ไอเย็นยะเยือกรุนแรงที่แผ่ออกมาพร้อมๆ กับคำพูดของเสวี่ยเฟิ่งบ่งบอกได้ถึงอารมณ์ของนางได้เป็นอย่างดี “แต่ตอนนี้พวกเราทำได้แค่เพียงส่งเสริมเขาต่อไปจนกว่าจะถึงวันนั้น เพราะข้ารับรู้ได้ถึงเสี้ยวหนึ่งของเขาได้อึดใจหนึ่งในครั้งที่เทียนหลงมาเกิด แม้ไม่มากนักแต่ก็มีหวังถึงสามส่วน”


   “เจ้าค่ะ เช่นนั้นตอนนี้ข้าว่าพวกเราสองคนเองก็ควรไปปรับพลังกันก่อนนะเจ้าคะ แม้จะฟื้นคืนมาได้เพียงน้อยนิด แต่สำหรับแผ่นดินนี้ในตอนนี้ก็คงเพียงพอไปสักระยะ” หยางปิงกล่าวพลางลุกขึ้นยืน


    “เอาอย่างที่เจ้าว่าก็แล้วกัน เข่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” เมื่อจบคำของเสวี่ยเฟิ่งทั้งสองก็กลายเป็นแสงหนึ่งแดงหนึ่งขาวพุ่งหายไปยังจุดกึ่งกลางของหุบกลืนวิญญาณ…



.

.

.


     ณ อีกสถานที่หนึ่งซึ่งห่างไกลจากแผ่นดินทวีปนภาครามนับล้านลี้ ปรากฏเป็นบ้านเรือนตลอดไปจนอาคารต่างๆ มากมายที่ตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งที่กินพื้นที่กว้างนับร้อยลี้ ฐานของภูเขานี้ก็กว้างขวางกินอาณาเขตนับหมื่นลี้ ซึ่งมีประชากรนับแสนอาศัยอยู่รอบนอกรายล้อมราวกับกำแพงยักษ์ จุดกึ่งกลางของเมืองขนาดใหญ่แห่งนี้มีอาณาเขตพิเศษที่ถูกขวางกั้นด้วยกำแพงสูงนับสิบจั้งหนากว่าสามจั้ง ด้านในกระกอบไปด้วยอาคารต่างๆ มากมาย สวนสมุนไพร ลานฝึก และสิ่งต่างๆ อีกมากมายซึ่งกินพื้นที่ทั้งหมดหลายสิบลี้ และมีผู้อาศัยอยู่ทั้งหมดหลายหมื่นชีวิต


        ‘นิยากเทพอมตะ’ คือนามของนิกายกระดับกลางหนึ่งในหลายร้อยนิกายของโลก ตั้งอยู่ที่เขาวิหกอมตะซึ่งเคยกว้างขวางกว่านี้มากในครั้งอดีต แต่ด้วยหลายพันปีมานี้สายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดหนึ่งในสิบของโลกไม่ได้ถือกำเนิดมานานแล้ว ทำให้จากนิกายอันดับต้นๆ แห่งนี้ค่อยๆ ถูกลดทอนอำนาจจนเหลือเพียงนิกายระดับกลางที่จวนเจียนจะถูกลดระดับลงเป็นนิกายระดับต่ำไปในไม่ช้านี้


       แต่วันนี้ทั้งนิกายล้วนคึกคักมากเป็นพิเศษยิ่งกว่าครั้งใดๆ เหล่าศิษย์สายนอกสายในหลายหมื่นชีวิตถูกเรียกกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เหล่าผู้อาวุโสตลอดไปจนถึงผู้มีอำนาจทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกเรียกกลับมารวมกันโดยบัญชาของผู้นำนิกาย ซึ่งผู้คนมากกว่าครึ่งแสนกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างของนิกายที่กินพื้นที่ไปกว่าหนึ่งในสาม แม้หลายคนหลายฝ่ายจะแปลกใจในคำสั่งด่วนที่เรียกทุกคนกลับนิกาย ไม่เว้นแม้แต่เหล่าสายสืบที่ไปปฎิบัตภาระกิจลับทั้งหมดเองก็ยังมิเว้น


      ตอนนี้หลายหมื่นชีวิตกำลังยืนนิ่งเงียบตามคำสั่งของผู้นำนิกาย ที่กำลังหลับตานิ่งอยู่ต้านหน้าผู้คนทั้งหมดราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง แม้ความสงสัยจะมากล้นแค่ไหนแต่ทุกคนก็ยังปฏิบัติตามคำสั่งของประมุขอย่างเคร่งครัด มิมีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย นอกจากเสียงสายลมที่พัดหวีดหวิวบนยอดเขาแห่งนี้ ตอนนี้หากแม้มีเข็มเล่มเดียวตกลงบนลานหิน เสียงของมันคงจะดังจนได้ยินกันอย่างชัดเจนเป็นแน่


       นานกว่าหนึ่งชั่วยามแล้วที่ทุกคนยังคงยืนนิ่งอยู่ หลังจากมื้อเที่ยงผ่านพ้นไปทุกคนก็ได้รับสัญญาณรวมตัวจากเหล่าผู้อาวุโส จนตอนนี้ดวงตะวันเริ่มคล้อยบ่ายแล้ว หลายคนมีเหงื่อไหลจนโทรมกายแต่ก็ยังคงมิปริปากบ่น ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงระเบียบวินัยอันเคร่งครัด แม้ว่านิกายจะตกต่ำลงมากแต่ถึงอย่างนั้นนิกายเทพอมตะยังคงเป็นที่ยอมรับด้วยเหตุนี้


       นิกายเทพอมตะเมื่อหมื่นปีก่อนหน้าเคยเป็นหนึ่งในสิบนิกายที่แข็งแกร่งที่สุด แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมากมายจนต้องตกต่ำมาถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังคงความเที่ยงธรรมและกฏระเบียบของตนอย่างเคร็งครัด อีกทั้งภูมิปัญญาตลอดจนเคล็ดวิชาต่างๆ ยังมิสูญหายไปแต่อย่างใด ทำให้แม้กำลังโดยรวมจะอ่อนลงอาณาเขตเองยังถูกช่วงชิงไปกว่าเก้าในสิบ ก็ยังคงยืนหยัดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้



      “มาแล้ว!” ในตอนนั้นเองขณะที่ศิษย์รับใช้หลายคนเริ่มที่จะทนไม่ได้แล้ว 'เฟิ่งเจี้ยนถง’ ก็ได้ร้องตะโกนด้วยเสียงที่อัดพลังปราณไปด้วย ทำให้ทุกชีวิตที่รวมตัวกันอยู่ตื่นตัวขึ้นมาอย่างกระทันหัน แล้วเหลียวมองไปทางที่ผู้นำของตนหันไปมอง


     บนท้องฟ้ายามบ่ายที่แดดแรงจัด ดวงตะวันสาดแสงแรงจ้ามิมีเห็นใจผู้ใด ปราฏดวงอาทิตย์สีแดงดวงที่สองที่เริ่มสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านไปหลายอึกใจผู้คนจึงมองเห็นเปลวเพลิงสีแดงฉานรูปร่างคล้ายวิหกกำลังโผบินอยู่กลางอากาศ กะประมาณด้วยสายตาของพวกมันร่างนั้นน่าจะใหญ่โตไม่ต่ำกว่าสิบจั้ง ทั้งยังค่อยๆ โผบินเข้ามาใกล้ยอดเขาแห่งนี้เรื่อยๆ อีกด้วย


       แม้หลายคนจะแตกตื่นบ้างก็หวาดกลัวกลิ่นอายที่แผ่ออกมา แต่ในเมื่อมิมีคำสั่งใดจากประมุขนิกายพวกเขาจึงได้แต่ยืนอย่างโง่งมรอความตายอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครกล้าขยับเท้าหนี้แม้แต่ผู้เดียว


      ราวร้อยลมหายใจต่อมาร่างนั้นก็มาลอยอยู่เหนือพวกเขาทุกคน จนได้เห็นวิหกเพลิงยักษ์ที่มีขนาดกว้างยาวมิต่ำกว่ายี่สิบจั้ง กำลังค่อยๆ ร่อนลงมาอย่างช้าๆ และในตอนที่หลายคนเตรียมใจที่จะตายเอาไว้แล้ว ความร้อนระอุที่คอยแผดเผาพวกเขาก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ หายไป พร้อมกับร่างของวิหกเพลิงยักษ์ที่หดเล็กลงจนมีขนาดเท่ามนุษย์ปกติ…ปรากฏเป็นหญิงงามปานเทพธิดาผู้หนึ่งที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของประมุขนิกายเทพอมตะ


      “หลู่หลินคาราวะบิดาเจ้าค่ะ” สาวงามผู้นิมิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมารดาผู้อาพับของเทียนหลงนั่นเอง แต่ตอนนี้นางผิดไปจากเดิมมากราวกับคนละคน แม้จะยังคงเค้าโครงหน้าเดิมอยู่แต่ก็เปลี่ยนไปจนแม้แต่เทียนหลงเองก็ใช่ว่าจะจำได้หากมองเพียงผ่านๆ นางในตอนนี้ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นด้วยวัยที่โรยราและความโศกเศร้าก็กลับมาเต่งตึงเปล่งปลั่ง ผมที่เริ่มมีสีขาวเเซมด้วยทำงายหนักจนเกินไวก็เปลี่ยนไปเป็นสีดำสนิท บาดแผลเป็นน้อยใหญ่ที่ปรากฏในอดีตก็หายไปจนหมดสิ้น เหลืออยู่เพียงผิวขาวเนียนราวกับหยกเนื้อดีที่มิมีตำหนิแม้แต่น้อย และที่สำคัญกลิ่นอายที่แผ่ออกมาทั่วร่างนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันตัวนางหาใช่สามัญชนคนธรรมดาทั่วๆ ไปอีกแล้ว แต่กลายเป็นยอดฝีมือที่มีพลังวัตมากมายถึงหมื่นปี!!


       “หลินน้อยลุกขึ้นเถิดบิดาดีใจที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย ทั้งยังสามารถปลุกสายเลือดที่หลับไหลมานานแสนนานให้ตื่นขึ้นมาได้สำเร็จ” เจี้ยนถงที่ปกติจะมีสีหน้าเดียวกำลังแย้มยิ้มน้อยๆ ออกมาด้วยความปีติยินดี จนแม้แต่ผู้อาวุโสหลายคนยังพลอยผ่อนคลายตามไปด้วย



      “เจ้าคงจะผ่านอะไรมามากมายกว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ แต่เจ้าโปรดวางใจผู้เฒ่าพยากรณ์ได้ทำนายเอาไว้แล้วว่าาักวันบุตรของเจ้าจะกลับมาหาเจ้าที่นี่อย่างแน่นอน” เจี้ยนถงกล่าวถึนด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้า โชคชตาของบุตรสาวของเขาถูกลิขิตให้เป็นผู้กอบกู้นิกาย แต่กว่านางจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้นางจะต้องผ่านความตายที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาก่อนครั้งหนึ่ง “เจ้าลุกขึ้นทักทายคนของเจ้าเถิด พวกเขารอเจ้ามากว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว”



"เจ้าค่ะ"


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 601 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

757 ความคิดเห็น

  1. #304 kimurakung (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 23:17
    ท่านแม่เป็นวิหคไฟนี่เอง
    #304
    0
  2. #303 Gouyjeng (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 21:16
    พื้นเพมารดาเป็นนกเพลิงนี่เอง
    #303
    0
  3. #302 pumiput8724 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 19:11
    ค้างมากกก
    #302
    0
  4. #301 att123456 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 18:01

    แทงกิ้า
    #301
    0