The demon'god || ลำนำเทพอสูร

ตอนที่ 19 : บทที่ 19 จิตสัมผัสธรรมชาติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,276
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 602 ครั้ง
    1 ส.ค. 63

“เหลือเวลาอีกกว่าสองเค่อกับรอบสุดท้าย ข้าว่าเขาคงผ่านได้สบายๆ” ผู้พเนจรกล่าวถึนด้วยรอยยิ้ม แล้วหันไปหาอีกเจ็ดคนที่เหลืออย่างขอความเห็น “อันที่จริงข้าว่าเขาพร้อมตั้งแต่ออกมาจากเตาหลอมอมตะของท่านเทพโอสถแล้วนะ พวกท่านว่าอย่างไร”


 

     “ข้าก็คิดไม่ต่างท่านนัก อันที่จริงเขาควรฝึกปราณได้ตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพวกท่านอย่างจะทำอะไรกันแน่พระอาจารย์ ในตอนที่ข้าฝึกกับท่านข้าเป็นแค่ขอทานหิวโซร่างกายผอมกะร่องด้วยซ้ำ ไม่เห็นจะต้องทรมานศิษย์ของเราถึงขนาดนี้เลย” มู่หยงต้าเทียนพูดขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ เพราะในอดีตเขาเองก็เป็นหนึ่งในเด็กหลายๆ คนที่พระธรรมมาจารย์หลงไท่เก็บมาเลี้ยงดู ในตอนนั้นร่างกายของเขายังอ่อนแอกว่าเทียนหลงที่เพิ่งตื่นจากนิทราเสียอีก…


 

       “เป็นประสกหญิงหยางปิงได้ฝากให้อาตมาเคี่ยวกรำเขา ซึ่งสิ่งที่นางได้ฝากฝังไว้มิใช่การฝึกฝนร่างกาย เพราะอันที่จริงศิษย์น้อยแม้จะมีร่างกายที่อ่อนแอไปบ้าง ขอแค่เพียงพวกเราช่วยกระตุ้นจุดชีพจรของเขา ไม่เกินเจ็ดวันเขาจะกลับมาแข็งแรงดังเดิมที่ควรจะเป็น แต่สิ่งที่นางได้ฝากฝังเอาไว้นั้นก็คือการเคี่ยวกรำจิตใจของศิษย์น้อย ให้เขาวางเป้าหมายของตนเองให้เด่นชัด ซึ่งเทียนหลงก็พิสูจน์ให้พวกเราได้เห็นแล้วว่าตัวมันมีจิตใจที่เข้มแข็งแค่ไหน”



 

        “เป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญ พลังที่มีมากแต่ไร้ซึ่งเป้าหมายมาค้ำยัน สักวันเขาจะกลายเป็นเช่นเดียวกับข้าในวัยหนุ่ม การที่นางทำเช่นนี้ถูกต้องแล้ว..” เมื่อหลวงจีนเฒ่ากล่าวจบจอมมารที่พูดน้อยก็เอ่ยเสริมขึ้นมา เพราะมันเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว จึงเข้าใจเจตนาของสาวงามและหลวงจีนเฒ่าเป็นอย่างดี


 

       “แล้วหลังจากนี้พวกเราจะเอายังไงต่อ ข้ากับน้องสาวของข้าได้ทำการเปลี่ยนร่างเขาด้วยยาพิษและสมุนไพรมากมาย หากได้รับการกระตุ้นจากพลังปราณแล้วล่ะก็ พวกท่านจะได้เห็นปราการทองคำที่อาจจะเทียบเคียงกับวิชาอาภรณ์อรหันต์ขั้นแรกของท่านหลงไท่ได้อย่างแน่นอน ทั้งถงฝูยังได้ให้เขาแช่ร่างรวมถึงอบพิษมากมาย หากกระตุ้นเพียงเล็กน้อยร่างนั้นจะไร้พิษใดกล้ำกลายอีก…”


 

       “และจากที่ข้าดูทั้งความขยันความอดทน รวมถึงจิตใจที่แข็งแกร่งไม่ย่อท้อต่อสิ่งใดเขาก็มีพร้อมแล้ว ข้าเชื่อว่าเขาในตอนนี้ดีไม่ดีอาจจะแข็งแกร่งกว่าพวกเราตอนเริ่มต้นฝึกหลายสิบเท่านัก ยังไงข้าก็เชื่อว่าเขาพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว” เหล่าเอี้ยงที่เงียบมาพักหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังเช่นปกติของเขา แม้ในอดีตหลายคนจะมองเขาเป็นแค่ไอ้ขี้เมา แต่ไอ้ขี้เมาอย่างเขานี่แหละที่มีสายตาเฉียบคนยิ่งกว่าใคร!


 

 

       “อื่ม..อาตมาเข้าใจแล้ว เช่นนั้นในบททดสอบต่อไปคงต้องรบกวนประสกสือจือเซียนกับประสกจินหลิ่งแล้ว ศิษย์น้อยนั้นเป็นผู้มีชีพจรวิญญาณธรรมชาติเช่นเดียวกันกับประสกจินหลิ่ง ทั้งยังมีจุดชีพจรที่มากกว่ามาตรฐานที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วๆ ไปควรจะมีถึงยี่สิบจุด หรือศิษย์น้อยนั้นมีจุดชีพจรหลังทั่วร่างถึงแปดสิบสี่จุด


 

      อันที่จริงหน้าที่กรุยชีพจรและเส้นลมปราณในครั้งนี้ควรต้องอาศัยแรงของประสกถงหลู่ แต่ปราณของประสกถงหลู่มีน้อยจนเกินไป อาจจะมีมิเพียงพอที่จะกรุยเส้นลมปราณรวมถึงจุดชีพจรทั้งหมด เพราะจากที่อาตมาตรวจดูจุดชีพจรของศิษย์น้อยนั้น ได้รับการบำรุงและขยายด้วยยาสมุนไพรจากประสกถงฝูและประสกถงหลู่ จนขยายตัวมากกว่าชีพจรทั่วๆ ไปเกือบห้าเท่า ไหนจะเส้นลมปราณที่แข็งแกร่งมากขึ้นอีกหลายเท่าอีก คงมีแต่ประสกสือจื่อเซียนและประสกจินหลิ่งที่มีพลังพอจะกระตุ้นทั้งหมดได้ในคราวเดียว” หลวงจีนเฒ่ากล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด ส่วนทั้งสองคนที่ถูกขอร้องก็รับคำอย่างสงบ คนที่เหลือเองก็เช่นกัน


 

      “ส่วนที่สำคัญที่สุดคือประสกเทียนหลงมีสมบัติสวรรค์ที่ปลดปล่อยพลังหยินและหยางเข้มข้นออกมาตลอดเวลา อันที่จริงควรเป็นอาตมากับประสกจนหลิ่งที่มีปราณหยินและปราณหยางที่เข้มข้นมากที่สุด แต่ด้วยอาตมาเป็นเพียงผู้เดียวที่ประสกหยางปิงกับประสกเสวี่ยเฟิ่งมอบอำนาจในการควบคุมสมบัติทั้งสองชิ้น ในช่วงเวลานั้นอาตมาจึงมิอาจลงมือได้”


 

      “แล้วทำไมพวกเรามิใช้พลังของสมบัติทั้งสองเพื่อช่วยเพิ่มพลังให้กับเทียนหลงล่ะท่านหลงไท่ หนึ่งหยินหนึ่งหยางที่ทรงพลังขนาดนั้น หากได้พวกมันช่วยกระตุ้นปราณของเทียนหลงจะแข็งแกร่งขึ้นอีกมากนัก” หลายฟู่พูดขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจ


 

      “ตอนนี้ประสกหญิงทั้งสองยังเห็นว่าศิษย์น้อยของพวกเรายังมิพร้อม เรื่องนั้นเราคงได้ปล่อยให้พวกนางตัดสินใจ เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราเตรียมตัวเถิด ตอนนี้ศิษย์น้อยใกล้จะขึ้นมาถึงเต็มทีแล้ว…” พระธรรมมาจารย์หลงไท่กล่าวไขข้อข้องใจ พร้อมกับบอกถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย คนที่เหลือเองก็เหมือนจะเข้าใจจึงพากันแยกย้ายไปแอบดูอยู่ไกลๆ จะมีเพียงแค่เทพกระบี่กับจอมมารที่ยังคงรั้งรออยู่



 

       “ท่านอาจารย์...ข้ามาแล้ว” หลังจากที่เทน้ำเที่ยวสุดท้ายลงตุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เทียนหลงก็รีบวิ่งมาหยุดอยู่ที่ศาลาใต้ร่มไม่ ที่มีร่างสามร่างนั่งอยู่ก็ร้องเรียกเบาๆ “จะให้ข้าทำอะไรต่อหรือขอรับ”


 

 

       “ตอนนี้เจ้าพักให้หายเหนื่อยก่อนเถิดศิษย์น้อย บททดสอบต่อไปเจ้าต้องใช้ทั้งพลังกายและสมาธิสูง” หลวงจีนเฒ่าที่นั่งมองสำรวจร่างกายของเทียนหลงกล่าวออกมา “จงระลึกถึงลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอ...เข้าและออกให้ยาวที่สุด” “ขอรับ!”

 


 

         เมื่อเทียนหลงแยกตัวออกไปพักผ่อนเรียบร้อยแล้วทั้งสามก็สบตากันเล็กน้อย จากนั้นหนึ่งเทพกระบี่หนึ่งจอมมารก็ลุกขึ้นไปประจำตำแหน่งของตนเอง ก่อนที่เทพกระบี่จะสะบัดนิ้วเบาๆ ไประหว่างคนทั้งสองที่ยืนหันหน้าเข้าหากันในระยะราวสามจั้ง ปรากฏเป็นริ้วกระบี่ไร้สภาพตวัดลงบนพื้นระหว่างคนทั้งสองที่จุดกึ่งกลาง กลายเป็นวงกลมประทับลงบนพื้นดินราบเรียบมีเส้นผ่าศูนย์กลางราหนึ่งจั้งเศษ สือจื่อเซียนเหลือบดูผลงานของตนเองเล็กน้อยแล้วหลับตาลง โคจรพลังปราณทั่วร่างเพื่อเตรียมพร้อมกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า


 

      ฝ่ายจอมมารจินหลิ่งที่ยืนหลับตานิ่งงั้นนั้นก็มิได้เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ เขาได้ปลดปล่อยสัมผัสลมปราณของตนออกไปสำรวจร่างกายของเทียนหลงอีกครั้ง แม้เขาจะเคยทำมันมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังอยากระบุจุดชีพจรแต่ละแห่งให้แน่ใจ เขาอยากให้ศิษย์เพียงคนเดียวของเขาปลอดภัยที่สุด…


 

      โดยปกติแล้วการฝึกฝนลมปราณหรือการฝึกปรือพลังวัตที่ชาวยุทธ์ทั่วๆ เขาฝึกฝนกันนั้น พวกเขาจะเริ่มจากการสะสมลมปราณที่สัมผัสได้อย่างบางเบาภายในร่างกาย ค่อยๆ โคจรสะสมให้มันไปรวมกันที่บริเวณท้องน้อยทีละนิดทีละนิด จนเมื่อถึงระดับที่สัมผัสได้ว่ามากพอแล้ว ก็จะทำการโคจรปราณไปยังจุดชีพจรที่มีเพียงแค่รูเล็กๆ ในมนุษย์ทั่วไป แล้วทำการทะลวงขยายช่องว่างให้มากขึ้น รวมทั้งทำการขจัดสิ่งที่อุดตันให้ระบายออกมาภายนอก เพื่อทำความสะอาดจุดชีพจรและเส้นปราณให้มีความกว้างพอที่จะรองรับพลังปราณได้มากขึ้น รวมถึงให้ปราณสามารถไหลไปตามการโคจรได้อย่างไม่ติดขัด


 

 

     ซึ่งแค่กระบวนการนี้เพียงอย่างเดียวก็กินเวลานานมากแล้ว ยิ่งผู้ที่มีจุดชีพจรมากเท่าไรก็ยิ่งใช้เวลานานมากขึ้น ยังไม่นับรวมที่ความแตกต่างทางสรีระร่างกายของแต่ละบุคคล รวมไปถึงปริมาณสิ่งอุดตันที่เกิดจากการกินตลอดถึงลมหายใจที่รับเอาของเสียเข้าไปสะสมเอาไว้ในร่างกาย ทำให้บางคนอาจจะต้องใช้เวลานานถึงสองสามปีกว่าจะทะลวงจุดชีพจรทั่วร่างสำเร็จ


 


 

       แต่จินหลิ่งและเทียนหลงนั้นแตกต่างกันกับคนอื่นๆ พวกเขาทั้งสองมีจุดชีพจรวิญญาณธรรมชาติเหมือนๆ กัน ความพิเศษของมันนั้นแตกต่างจากชีพจรวิญญาณมนุษย์มากทีเดียว อย่างแรกเลยก็คือผู้ที่มีชีพจรวิญญาณธรรมชาติ จะสามารถซึมซับพลังปราณฟ้าดินได้รวดเร็วกว่าหลายเท่า ตามความแข็งแกร่งของแต่ละระดับชั้น และต่อให้เป็นชีพจรวิญญาณมนุษย์ระดับสิบที่มีความเร็วในการซึมซับปราณฟ้าดินเช่นเดียวกันกับจุดชีพจรวิญญาณธรรมชาติระดับหนึ่ง ก็ยังมีความห่างชั้นกันอยู่หลายส่วน ทั้งความสามารถในการซึมซับพลังได้เอง ความบริสุทธิ์ของพลังที่ซึมซับได้ และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถพิเศษที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดของผู้ที่มีชีพจรวิญญาณธรรมชาติทุกคน นั่นก็คือ 'จิตสัมผัสธรรมชาติ’ พลังงานทางจิตที่จะสามารถอ่านกระแสความคิดต่างๆ ในสภาพแวดล้อมรอบๆ กายได้ และหากฝึกฝนมันจนเชียวชาญเช่นเดียวกับจินหลิ่งนั้น ก็สามารถทำได้แม้แต่อ่านความคิดของศัตรูได้เลยทีเดียว มิใช่แค่มีๆ หายๆ อย่างที่เทียนหลงเป็นอยู่...


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 602 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

757 ความคิดเห็น

  1. #428 yukai (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 08:47

    ขอบคุณ
    #428
    1
    • #428-1 ปู่ชา(จากตอนที่ 19)
      21 มีนาคม 2562 / 19:40
      เช่นกันค๊าบ
      #428-1
  2. #278 kimurakung (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 08:25
    ปูรากฐานได้อย่างอลังการงานสร้าง ไม่เทพก็ให้มันรู้ไป
    #278
    0
  3. #277 พาน (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 กันยายน 2561 / 22:10

    มาแล้ว ขอบคุนคับ

    #277
    0
  4. #272 Karan Nandee (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 01:17
    ไม่มีสัจจะในหมู่นักเขียนออนไลน์
    #272
    0
  5. #239 bancha566 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 23:28
    ไม่มีกำหนดน่นอนหรอครับผมเห็นผิดคำพูดมา 2 ครั้งแล้วนะ
    #239
    0
  6. #238 STAUROCHILUS (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 17:53
    Ok.จัดไปครับ
    #238
    0
  7. #237 Kimhunt2210 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 17:27
    รอจ้าาา
    #237
    0